ประมูลเครื่องมือแพทย์ 2568 โอกาสใหญ่ของผู้ประกอบการไทย รัฐเปิดประมูล 5 โครงการ ต้องรู้ก่อนยื่นข้อเสนอ
ค้นพบโอกาสการประมูลงานเครื่องมือแพทย์ในปี 2568 ที่รัฐเปิดประมูล 5 โครงการหลัก พร้อมข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้รับจ้าง ข้อกำหนด ราคา ขอบเขตงาน และวิธีการยื่นข้อเสนอ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการชนะการประมูลภาครัฐ
ในปี 2568 รัฐบาลไทยได้เปิดประมูลงานเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าร่วมโครงการพัฒนาสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เล่นที่มีคุณภาพและมีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ทั้งนี้ โครงการที่เปิดประมูลได้แก่ การจัดซื้อเครื่องควบคุมการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำชนิด 1 สาย ซึ่งเป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์การแพทย์ที่ใช้ในหน่วยงานสาธารณสุขทั่วประเทศ เพื่อรองรับผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงเครื่องวัดปริมาณสารพันธุกรรม จำนวน 1 เครื่อง ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการวิจัยทางการแพทย์ เครื่องเอกซเรย์ทั่วไประบบดิจิตอลที่ต้องทำงานร่วมกับระบบคลินิกและโรงพยาบาล ทั้งที่มีความยืดหยุ่นสูงและรองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และอีก 3 โครงการที่กำลังจะเริ่มประมูล ได้แก่ โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์สายแพทย์สำหรับการรักษาด้านกายภาพบำบัด โครงการจัดซื้อเครื่องวัดสัญญาณทางสมองแบบไร้สาย ที่ใช้ในงานวินิจฉัยโรคทางสมอง และโครงการจ้างจ้างเหมาบริการเครื่องเอกซเรย์เต้านมระบบดิจิตอล และเครื่องตรวจอวัยวะภายในด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กรอบงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานสาธารณสุขแห่งชาติ และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด ผู้เข้าร่วมประมูลต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน เช่น จดทะเบียนนิติบุคคล ไม่เคยทิ้งงานในโครงการเดิม มีประสบการณ์ด้านการติดตั้งหรือบริการเครื่องมือแพทย์อย่างน้อย 2 โครงการ ต้องมีผลงานที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน ISO 13485 และมีพนักงานที่มีคุณวุฒิวิศวกรรมการแพทย์ หรือบุคลากรผู้มีประสบการณ์ด้านการดูแลรักษาอุปกรณ์การแพทย์ ต้องมีความพร้อมในการส่งมอบภายใน 90 วันหลังเซ็นสัญญา และต้องจัดทำระบบการบำรุงรักษาและซ่อมแซมขั้นถาวร สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นข้อเสนอ ต้องศึกษา TOR อย่างละเอียด วิเคราะห์ราคาต้นทุนอย่างรอบคอบ และจัดทำข้อเสนอที่เน้นความปลอดภัย ความแม่นยำ และความยั่งยืนของระบบ รวมถึงเตรียมข้อมูลด้านคุณภาพ ต้นทุน และการบริการหลังการขาย อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี ความน่าเชื่อถือ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะมีโอกาสชนะสูงในแต่ละโครงการ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดภาครัฐอย่างยั่งยืน