ซื้อระหว่างดำเนินการ

ประกวดราคาซื้อวัสดุก่อสร้าง จำนวน 87 รายการ เพื่อใช้ในงานซ่อมปรับปรุงบ้านพักชั้นนายพัน หมายเลข 158/31 ของ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ แผนงานเพิ่มเติมระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ ๑ 69089554829
฿716,000 ปีงบ 2569 ประกาศ 25 ส.ค. 2569 กรุงเทพมหานคร
รายละเอียดการจ้าง

เอกสารนี้เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อกำหนดทางเทคนิคตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ยื่นข้อเสนอราคาในการจัดหาวัสดุและอุปกรณ์ในโครงการก่อสร้างและปรับปรุงอาคาร โดยครอบคลุมมาตรฐานสำคัญ 2 ส่วน คือ 1) มอก. 2745-2559 ซึ่งกำหนดคุณลักษณะของวัสดุยาแนวรอยต่อพอลิยูรีเทนที่มีความยืดหยุ่นสูง สำหรับอุดรอยต่อพื้น ผนัง และวงกบประตูหน้าต่าง โดยแบ่งตามชนิด เกรด ชั้นคุณภาพ และการใช้งาน พร้อมข้อกำหนดทางฟิสิกส์ เช่น อัตราการอัดรีด ความแข็ง และความทนทานต่อสภาพลมฟ้าอากาศ และ 2) มอก. 2779-2562 (อ้างอิง IEC 62776) ซึ่งกำหนดคุณลักษณะด้านความปลอดภัยของหลอดแอลอีดีขั้วคู่ (ขั้ว G5 และ G13) กำลังไฟไม่เกิน 125W แรงดันไฟไม่เกิน 250V ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนทดแทนหลอดฟลูออเรสเซนซ์ชนิดตรงได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ไขวงจรภายในดวงโคมเดิม โดยเน้นความปลอดภัยขณะติดตั้ง การป้องกันไฟดูด ความทนทานต่อความร้อนและเปลวไฟ ตลอดจนความปลอดภัยด้านชีวภาพทางแสง (รังสี UV และแสงสีฟ้า) ผู้รับเหมาและผู้จัดหาต้องส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบและมีเครื่องหมาย มอก. รับรองอย่างถูกต้อง

English summary

This document summarizes the technical specifications of two key Thai Industrial Standards (TIS) required for government procurement and construction bidding: TIS 2745-2559 for polyurethane joint sealants used in construction joint sealing (floors, walls, frames), and TIS 2779-2562 (identical to IEC 62776) for double-capped LED retrofit lamps (G5/G13 caps, <=125W, <=250V) replacing linear fluorescent lamps without luminaire modification. The summary highlights material classifications, physical properties, electrical safety, mechanical strength, thermal resistance, and photobiological safety requirements to ensure compliance for potential bidders.

ข้อมูลเชิงลึกของโครงการ

AI วิเคราะห์

เป้าหมายโครงการ

  • เพื่อกำหนดมาตรฐานคุณภาพของวัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูรีเทนที่ใช้ในงานก่อสร้างภาครัฐให้มีความยืดหยุ่นและทนทานสูง
  • เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและการสับเปลี่ยนทดแทนกันได้ของหลอดแอลอีดีขั้วคู่ที่ใช้เปลี่ยนแทนหลอดฟลูออเรสเซนซ์ชนิดตรง
  • เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ปฏิบัติงานให้ปลอดภัยจากอันตรายทางไฟฟ้า ความร้อน เปลวไฟ และอันตรายด้านชีวภาพทางแสง (รังสี UV และแสงสีฟ้า)
  • เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการตรวจสอบและรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Type Test และ Production Test) ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

ขอบเขตของงาน

  • การจัดหาและส่งมอบวัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูรีเทนที่ได้มาตรฐาน มอก. 2745-2559 ทั้งชนิดส่วนผสมเดียว (S) หรือหลายส่วนผสม (M) เกรด P หรือ NS ตามที่โครงการกำหนด
  • การจัดหาและติดตั้งหลอดแอลอีดีขั้วคู่เปลี่ยนทดแทน (Retrofit LED) ขั้ว G5 หรือ G13 ที่ได้มาตรฐาน มอก. 2779-2562 โดยมีกำลังไฟฟ้าไม่เกิน 125 W และแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน 250 V
  • การตรวจสอบความเข้ากันได้ของหลอดแอลอีดีกับอุปกรณ์ควบคุมเดิม (บัลลาสต์แกนเหล็ก หรือบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์) และการติดตั้งสตาร์ตเตอร์ทดแทนสำหรับแอลอีดี (LED starter) ที่เหมาะสม
  • การทดสอบและแสดงเอกสารรับรองผลการทดสอบเฉพาะแบบ (Type Test) และการทดสอบระหว่างการผลิต (Routine/Production Test) ของผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้งาน

สิ่งที่ต้องส่งมอบ

  • วัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูรีเทน บรรจุในหลอดหรือกระบอกป้องกันความชื้น พร้อมฉลากระบุชื่อ มอก. 2745-2559 ปริมาณสุทธิ วันหมดอายุ และคำเตือนชัดเจน
  • หลอดแอลอีดีขั้วคู่เปลี่ยนทดแทน ขั้ว G5/G13 พร้อมสตาร์ตเตอร์ทดแทนสำหรับแอลอีดี (ถ้าจำเป็น) ที่มีเครื่องหมาย มอก. 2779-2562 และระบุข้อมูลกำลังไฟ แรงดันไฟ และสัญลักษณ์เตือนครบถ้วน
  • คู่มือการติดตั้งหลอดแอลอีดีขั้วคู่ (Graphical/Written Instructions) และข้อจำกัดการใช้งาน (เช่น อุณหภูมิใช้งาน, การห้ามปรับหรี่แสง)
  • ใบรับรองผลการทดสอบทางฟิสิกส์ (สำหรับวัสดุยาแนว) และใบรับรองผลการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้า/ชีวภาพทางแสง (สำหรับหลอดแอลอีดี) จากห้องปฏิบัติการที่เชื่อถือได้

ระยะเวลาดำเนินการ

  • ระยะเวลาการส่งมอบและการติดตั้ง: เป็นไปตามที่ระบุในสัญญาจ้างเฉพาะโครงการ (โดยทั่วไปอ้างอิงตามงวดงานก่อสร้าง)
  • การรับประกันคุณภาพวัสดุยาแนว: ต้องทนต่อสภาพลมฟ้าอากาศและการเคลื่อนตัวของรอยต่อตามชั้นคุณภาพที่กำหนด (เช่น ชั้น 100/50, 50, 35, 25, 12 ½)
  • อายุการเก็บรักษาวัสดุยาแนว: ต้องระบุวัน เดือน ปีที่หมดอายุ หรืออายุการเก็บรักษาไว้ที่ภาชนะบรรจุอย่างชัดเจน
  • การทดสอบความคงทนทางความร้อนของหลอดแอลอีดี: ต้องผ่านการทดสอบกรรมวิธีทางความร้อนเป็นเวลา 2,000 ชั่วโมง (หรือ 100 ชั่วโมงสำหรับวิธียึดแบบอื่น) และทดสอบความคงทนเชิงความร้อน 240 ชั่วโมงสำหรับหลอดที่มีการป้องกันฝุ่นและน้ำ

คุณสมบัติผู้เสนอราคา

  • Eligibility Requirements: ต้องเป็นผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่าย หรือผู้จัดหาที่ได้รับอนุญาตให้แสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก. 2745-2559 และ มอก. 2779-2562) หรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานดังกล่าวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • Standards Compliance: ผลิตภัณฑ์ที่เสนอต้องผ่านมาตรฐาน มอก. 2745-2559 (วัสดุยาแนวพอลิยูรีเทน) และ มอก. 2779-2562 (หลอดแอลอีดีขั้วคู่ อ้างอิง IEC 62776:2014+COR1:2015) รวมถึงมาตรฐานการทดสอบที่เกี่ยวข้อง เช่น ASTM C639, ASTM C1183, ASTM C661, ASTM C1246, ASTM C679, ASTM C510, ASTM C719, ASTM C794, ASTM C793, IEC 60598-1, IEC 60695-2-10, IEC TR 62778
  • Experience: -
  • Previous Project Cost: -
  • Technical Capabilities: ผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีความสามารถในการจัดหาเอกสารผลการทดสอบเฉพาะแบบ (Type Test Report) จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025
  • Personnel: -

เกณฑ์การพิจารณา

  • การพิจารณาตัดสินจะใช้เกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์คุณภาพ (Price Performance/Value for Money) หรือเกณฑ์ราคาต่ำสุด (Lowest Price) โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดต้องผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดทางเทคนิคขั้นต่ำ (Pass/Fail) ดังนี้:
  • วัสดุยาแนวพอลิยูรีเทน: ต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบลักษณะทั่วไป สี และสมบัติทางฟิสิกส์ทั้ง 10 รายการตามตารางที่ 1 ของ มอก. 2745-2559
  • หลอดแอลอีดีขั้วคู่: ต้องผ่านเกณฑ์คุณลักษณะที่ต้องการด้านความปลอดภัย การสับเปลี่ยนทดแทนกันได้ มิติ น้ำหนัก (ไม่เกิน 200g สำหรับ G5, ไม่เกิน 500g สำหรับ G13) ความต้านทานฉนวน ความคงทนทางไฟฟ้า ความทนความร้อน เปลวไฟ และอันตรายด้านชีวภาพทางแสงตาม มอก. 2779-2562

เอกสารขอบเขตงาน (TOR) ฉบับเต็ม

หน้า ๒
เล่ม ๑๓๓ ตอนพิเศษ ๒๗๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม
ฉบับที่ ๔๘๖๕ (พ.ศ. ๒๕๕๙)
ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
พ.ศ. ๒๕๑๑
เรื่อง กําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
วัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูรีเทน
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศกําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม วัสดุยาแนวรอยต่อ ประเภทพอลิยูรีเทน มาตรฐานเลขที่ มอก. 2745 - 2559 ไว้ ดังมีรายละเอียดต่อท้ายประกาศนี้ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙
อรรชกา สีบุญเรือง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
มอก. 2745–2559
มาตรฐานผลตภ
ิ ัณฑ์อตสาหกรรม

วัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูรีเทน

  1. ขอบข่าย
    1.1 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ครอบคลุมวัสดุยาแนวรอยต่อที่มีความยืดหยุ่น ทําจากพอลิยูรีเทนเท่านั้น ใช้สําหรับปิด อุดและผนึกรอยต่อในงานก่อสร้าง เช่น รอยต่อพื้น รอยต่อผนัง กรอบหน้าต่าง กรอบประตู
  2. บทนิยาม
    ความหมายของคําที่ใช้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้มีดังต่อไปนี้
    2.1 วัสดุยาแนวรอยต่อ (joint sealant) หมายถึง วัสดุที่ใช้สําหรับปิด อุดและผนึกรอยต่อระหว่างวัสดุชนิด เดียวกันหรือระหว่างวัสดุต่างชนิดกัน
    2.2 วัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูรีเทน (polyurethane joint sealant) หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อที่ใช้ พอลิยูรีเทนเป็นส่วนผสม ซึ่งต่อไปในมาตรฐานนี้จะเรียกว่า “วัสดุยาแนวรอยต่อ”
    2.3 การยึดติดและการเชื่อมแน่น (adhesion and cohesion) หมายถึง การยึดติดและการยึดเกาะภายในวัสดุ ของวัสดุยาแนวรอยต่อในรอยต่อของวัสดุต่าง ๆ
    2.4 ความแข็ง (hardness) หมายถึง ความต้านทานแรงกดของวัสดุ
    2.5 การยึดติดโดยการดึงลอก (adhesion-in-peel) หมายถึง แรงที่ใช้ในการดึงลอกวัสดุยาแนวรอยต่อออกจาก วัสดุที่ติด
    2.6 ความทน (durability) หมายถึง ความสามารถของวัสดุยาแนวรอยต่อในการทนต่อการเสื่อมสภาพ
    2.7 อัตราการอัดรีด (extrusion rate) หมายถึง อัตราเร็วในการอัดรีดวัสดุยาแนวรอยต่อต่อหนึ่งหน่วยเวลาผ่าน หัวฉีด (nozzle) ภายใต้ความดันและอุณหภูมิที่กําหนด ซึ่งเป็นกระบวนการแบบต่อเนื่องที่ผลักพาวัสดุยาแนว รอยต่อให้ไหลผ่านช่องทางการไหล (channel)
    2.8 ความทนต่อสภาพลมฟ้าอากาศ (weathering) หมายถึง ความทนต่อสภาวะแวดล้อมในการใช้งาน ได้แก่ ทนต่อแสงจากแหล่งกําเนิดแสง ความร้อน และน้ํา โดยทดสอบที่สภาวะควบคุม
  3. ชนดิ เกรด ชั้นคณภาพ ุ และการใช้งาน
    3.1 วัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูรีเทนแบ่งตามส่วนผสม เป็น 2 ชนิด คือ
    3.1.1 ชนิดส่วนผสมเดียว (single-component joint sealant, S)
    3.1.2 ชนิดหลายส่วนผสม (multicomponent joint sealant, M)
    -1-
    มอก. 2745–2559
    3.2 วัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูรีเทนแบ่งตามเกรด ได้ดังนี้
    (1) เกรด P หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อที่ใช้เทได้และปรับระดับได้เอง มีการไหลเพียงพอที่ทําให้ผิวหน้า เรียบ และได้ระดับสม่ําเสมอเมื่อใช้กับรอยต่อในแนวนอนที่อุณหภูมิ 4.4 °C
    (2) เกรด NS หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อที่ไม่ไหลย้อย (nonsag) เมื่อใช้กับรอยต่อบนพื้นผิวในแนวตั้งที่ อุณหภูมิตั้งแต่ 4.4 °C ถึง 50 °C
    3.3 วัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูรีเทนแบ่งตามชั้นคุณภาพ ได้ดังนี้
    (1) ชั้น 100/50 หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อเมื่อทดสอบการยึดติดและการเชื่อมแน่นภายใต้การเคลื่อนไหว ซ้ําไปมา ต้องทนต่อการขยายตัวของรอยต่อได้ไม่น้อยกว่า 100% และทนต่อการหดตัวของรอยต่อไม่น้อย กว่า 50% และเป็นไปตามตารางที่ 1
    (2) ชั้น 50 หมายถึงวัสดุยาแนวรอยต่อ เมื่อทดสอบการยึดติดและการเชื่อมแน่นภายใต้การเคลื่อนไหว ซ้ําไปมา ต้องทนต่อการขยายตัวของรอยต่อได้ไม่น้อยกว่า 50% และทนต่อการหดตัวของรอยต่อไม่น้อย กว่า 50% และเป็นไปตามตารางที่ 1
    (3) ชั้น 35 หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อเมื่อทดสอบการยึดติดและการเชื่อมแน่นภายใต้การเคลื่อนไหวซ้ําไป มา ต้องทนต่อการขยายตัวของรอยต่อได้ไม่น้อยกว่า 35% และทนต่อการหดตัวของรอยต่อไม่น้อยกว่า 35% และเป็นไปตามตารางที่ 1
    (4) ชั้น 25 หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อเมื่อทดสอบการยึดติดและการเชื่อมแน่นภายใต้การเคลื่อนไหวซ้ําไป มา ต้องทนต่อการการขยายตัวของรอยต่อได้ไม่น้อยกว่า 25% และทนต่อการหดตัวของรอยต่อไม่น้อย กว่า 25% และเป็นไปตามตารางที่ 1
    (5) ชั้น 12 ½ หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อเมื่อทดสอบการยึดติดและการเชื่อมแน่นภายใต้การเคลื่อนไหวซ้ํา ไปมา ต้องทนต่อการขยายตัวของรอยต่อได้ไม่น้อยกว่า 12.5% และทนต่อการหดตัวของรอยต่อไม่น้อย กว่า 12.5% และเป็นไปตามตารางที่ 1
    3.4 วัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูริเทนแบ่งตามการใช้งาน ได้ดังนี้
    (1) T1 หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อแบบแข็ง มีค่ามอดุลัสสูง ใช้สําหรับปิดรอยต่อของพื้นที่ทางเท้าและพื้นที่ ที่มีการจราจร เช่น ทางเดิน ดาดฟ้า ลานกิจกรรม และลานจอดรถ
    (2) T2 หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อแบบนิ่ม มีค่ามอดุลัสต่ํา ใช้สําหรับปิดรอยต่อของพื้นที่ทางเท้าและพื้นที่ ที่มีการจราจร เช่น ทางเดิน ดาดฟ้า ลานกิจกรรม และลานจอดรถ
    (3) NT หมายถึง วัสดุยาแนวที่ออกแบบให้ใช้สําหรับรอยต่อที่ไม่ใช่พื้นที่การจราจร
    (4) I หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อที่ออกแบบให้ใช้สําหรับรอยต่อที่ต้องแช่ในของเหลวอย่างต่อเนื่อง
    (5) M หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อที่ต้องมีสมบัติทางฟิสิกส์เป็นไปตามตารางที่ 1 โดยทดสอบกับชิ้น ทดสอบมาตรฐานมอร์ตาร์
    (6) G หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อที่ต้องมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์เป็นไปตามตารางที่ 1 โดยทดสอบกับชิ้น ทดสอบมาตรฐานกระจก
    -2-
    มอก. 2745–2559
    (7) A หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อที่ต้องมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์เป็นไปตามตารางที่ 1 โดยทดสอบกับชิ้น ทดสอบมาตรฐานอะลูมิเนียม
    (8) O หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อที่ต้องมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์เป็นไปตามตารางที่ 1 โดยทดสอบกับชิ้น ทดสอบมาตรฐานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ชิ้นทดสอบมาตรฐานมอร์ตาร์กระจกและอะลูมิเนียม
  4. คุณลักษณะที่ต้องการ
    4.1 ลักษณะทั่วไป
    วัสดุยาแนวรอยต่อต้องเป็นวัสดุเนื้อเดียวกัน และไม่มีสิ่งแปลกปลอมที่มองเห็นได้เจือปน อาจมีสีขาว เทา ดํา หรือสีอื่น ๆ เหมาะกับการใช้งานได้ทันทีด้วยปืนยิง (caulking gun) หรืออุปกรณ์อื่น เมื่อวัสดุยาแนวรอยต่อ เกิดปฏิกิริยาหรือมีการบ่มอย่างสมบูรณ์ต้องเป็นของแข็งที่ยืดหยุ่นและปิดรอยต่อได้
    การทดสอบให้ทําโดยการตรวจพินิจ
    4.2 สี
    หลังการบ่มเป็นเวลา 14 d ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิที่ (23 ± 2) °C และความชื้นสัมพัทธ์ (50 ± 5) % สีของ วัสดุยาแนวรอยต่อต้องไม่เปลี่ยนแปลง
    การทดสอบให้ทําโดยการตรวจพินิจ
    4.3 สมบัติทางฟิสิกส์ต้องเป็นไปตามตารางที่ 1 ทุกรายการ
    การใช้งานวัสดุยาแนวต้องใช้กับพื้นผิวที่สะอาดและแห้งเท่านั้น กรณีต้องใช้สารรองพื้นซึ่งแนะนําโดยผู้ทํา การ ทดสอบสมบัติวัสดุยาแนวรอยต่อกับพื้นผิวต้องใช้สารรองพื้นทาก่อนด้วย
    ตารางที่ 1 สมบัติทางฟิสิกสของว ์ ัสดุยาแนวรอยต่อ
    (ข้อ 3.3 ข้อ 3.4 และข้อ 4.3)
    รายการ
    สมบัติทางฟสิกสิ ์
    ชนิดเกรด
    ชั้นคณภาพ ุ
    และการใช้งาน
    เกณฑ์กําหนด
    มาตรฐานวธิี ทดสอบ
    1
    สมบัติการไหล
    (rheological property)
    P
    มีลักษณะการไหลดี
    มีผิวเรียบและได้ระดับ
    ASTM C639
    NS
    มีลักษณะไม่ไหลย้อยมากกว่า 4.8 mm และไม่เปลี่ยนรูปทรงใน แนวนอนด้วย
    2
    อัตราการอัดรีด
    (extrusion rate)
    S P
    S NS
    M P
    มีอัตราการอัดรีดไม่น้อยกว่า 10 mL/min
    ASTM C1183

-3-
มอก. 2745–2559
ตารางที่ 1 สมบัติทางฟิสิกสของว ์ ัสดุยาแนวรอยต่อ (ต่อ)
รายการ
สมบัติทางฟสิกสิ ์
ชนิดเกรด
ชั้นคณภาพ ุ
และการใช้งาน
เกณฑ์กําหนด
มาตรฐานวธิี ทดสอบ
3
ความแข็ง
(hardness)
T1
ความแข็งหลังจากการบ่มแล้วมีค่าไม่ น้อยกว่า 25 shore A
ASTM C661
T2
ความแข็งหลังจากการบ่มแล้วมีค่า น้อยกว่า 25 shore A
NT
ความแข็งหลังจากการบ่มแล้วมีค่า น้อยกว่า 60 shore A
4
การเสื่อมเนื่องจากความร้อน (effect of heat aging)
ทุกชนิด
มวลที่สูญเสียเทียบกับมวลเริ่มต้น ของวัสดุยาแนวรอยต่อต้องน้อยกว่า 7% และที่พื้นผิวของชิ้นทดสอบต้อง ไม่เกิดรอยแตกหรือเป็นฝุ่น
ASTM C1246
5
การไม่ติดกับแผ่นฟิล์มพอลิเอธิลีน (tack-free time to
polyethylene film)
ทุกชนิด
หลังจากปิดทับด้วยแผ่นฟิล์ม พอลิเอธิลีนเป็นเวลา 72 h ต้องไม่ติด กับแผ่นฟิล์มพอลิเอธิลีน
ASTM C679
6
การเปลี่ยนสีและการเกิดคราบ (stain and color change)
ทุกชนิด
ไม่เปลี่ยนสีหรือเกิดคราบบนผิวหน้า ของปูนซีเมนต์มอร์ตาร์ขาว
ASTM C510
7
การยึดติดและการเชื่อมแน่น ภายใต้การเคลื่อนไหวซ้ํา
(adhesion and cohesion under cyclic movement)
ตามที่ระบุใน
ฉลาก
การหลุดออกจากผิวหน้าของทุกชิ้น ทดสอบต้องน้อยกว่า 9 cm2
ASTMC719
8
การยึดติดจากการดึงลอก (adhesion-in-peel)
ตามที่ระบุใน
ฉลาก
แรงที่ใช้ในการดึงลอกในการทดสอบ ต้องไม่น้อยกว่า 22.2 N และต้องไม่ สูญเสียการยึดติดของแต่ละชิ้น ทดสอบมากกว่า 25%
ASTM C794

-4-
มอก. 2745–2559
ตารางที่ 1 สมบัติทางฟิสิกสของว ์ ัสดุยาแนวรอยต่อ (ต่อ)
รายการ
สมบัติทางฟสิกสิ ์
ชนิดเกรด
ชั้นคณภาพ ุ
และการใช้งาน
เกณฑ์กําหนด
มาตรฐานวธิี ทดสอบ
9
การยึดติดจากการดึงลอกหลัง ผ่านแสง UV
(adhesion-in- peel exposed to ultraviolet)
ชิ้นทดสอบ
มาตรฐาน
กระจก
ชิ้นทดสอบมาตรฐานกระจกต้องผ่าน แสง UV โดยใช้เครื่องเร่งสภาพลมฟ้า อากาศ เป็นเวลา 200 h ตาม ASTM
C1442 แล้วนาไปจ ํ ุ่มในน้ํากลั่นเป็น เวลา 7 d ก่อน แล้วจึงนําไปทดสอบ การยึดติดจากการดึงลอกในรายการ ที่ 8
ASTMC794
10
ความทนต่อสภาพลมฟ้าอากาศ แบบเร่งภาวะ
(effect of
accelerated weathering)
ทุกชนิด
หลังจากการทดสอบความทนต่อ สภาพลมฟ้าอากาศแบบเร่งภาวะ สังเกตการแตกที่ผิวตัวอย่าง เปรียบเทียบกับตัวอย่างที่ไม่ได้ ทดสอบซึ่งกําหนดให้เป็นตัวอย่าง อันดับที่ 0 ตัวอย่างที่ผ่านการ ทดสอบความทนต่อสภาพลมฟ้า อากาศแบบเร่งภาวะจะต้องแตกที่ผิว ไม่มากไปกว่าดังตัวอย่างที่ 2 ดัง แสดงในรูปที่ 1 ตามมาตรฐาน ASTM C793
ASTM C793

  1. การบรรจุ
    5.1 วัสดุยาแนวรอยต่อต้องบรรจุในหลอดหรือกระบอก และภาชนะบรรจุที่ป้องกันความชื้นและความเสียหายที่ อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่งและเก็บรักษา
    5.2 หากมิได้กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้มีปริมาณสุทธิเป็น มิลลิลิตร (mL) กรัม (g) หรือกิโลกรัม (kg) และต้องไม่ น้อยกว่าที่ระบุไว้ที่ฉลาก
  2. เครื่องหมายและฉลาก
    6.1 ที่ภาชนะบรรจุวัสดุยาแนวรอยต่ออย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ให้เห็น ได้ง่าย ชัดเจน ติดแน่น คงทน และไม่เลือนไประหว่างการขนส่งและเก็บรักษา
    (1) ชื่อ “วัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูรีเทน”
    (2) ปริมาณสุทธิเป็นมิลลิลิตร (mL) กรัม (g) หรือกิโลกรัม (kg)
    -5-
    มอก. 2745–2559
    (3) วัน เดือน ปีที่ทํา และ วัน เดือน ปีที่หมดอายุ หรือ อายุการเก็บรักษา
    (4) รหัสรุ่นที่ทํา
    (5) วิธีใช้และข้อควรระวัง
    (6) คําเตือนเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น มีสารพิษ เป็นอันตรายต่อหากสัมผัสกับผิวหนัง ห้าม รับประทาน ระวังเข้าตา เก็บให้พ้นมือเด็ก
    (7) ชื่อและที่อยู่ของผู้ทําหรือโรงงานที่ทําหรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    ในกรณีที่ใช้ภาษาต่างประเทศด้วย ต้องมีความหมายตรงกับภาษาไทยที่กําหนดไว้ข้างต้น
  3. การชักตวอย ั ่างและเกณฑ์ตัดสิน
    7.1 การชักตัวอย่างและเกณฑ์ตัดสิน ให้เป็นไปตามภาคผนวก ก.

-6-
มอก. 2745–2559
ภาคผนวก ก.
การชักตัวอย่างและเกณฑ์ตัดสิน
(ข้อ 7.1)
ก.1 รุ่น ในที่นี้หมายถึง วัสดุยาแนวรอยต่อประเภทพอลิยูรีเทนชนิด เกรด ชั้นคุณภาพ และการใช้งานเดียวกัน ที่ทําหรือส่งมอบหรือซื้อขายในระยะเวลาเดียวกัน
ก.2 การชักตัวอย่างและการยอมรับให้เป็นไปตามวิธีการชักตัวอย่างที่กําหนดต่อไปนี้
ก.2.1 การชักตัวอย่างและการยอมรับสําหรับการทดสอบลักษณะทั่วไปและสี
ก.2.1.1 ให้ชักตัวอย่างโดยสุ่มจากรุ่นเดียวกนจั ํานวน 2 หน่วยภาชนะบรรจุและให้ได้มวลรวมไม่น้อยกว่า 5 kg
ก.2.1.2 ตัวอย่างทุกตัวอย่างต้องเป็นไปตามข้อ 4.1 และ 4.2 จึงจะถือว่าวัสดุยาแนวรอยต่อรุ่นนั้นมีลักษณะ ทั่วไปและสีเป็นไปตามเกณฑ์ที่กําหนด
ก.2.2 การชักตัวอย่างและการยอมรับสําหรับการทดสอบสมบัติทางฟิสิกส์
ก.2.2.1 ให้ชักตัวอย่างโดยสุ่มจากรุ่นเดียวกันจํานวน 2 หน่วยภาชนะบรรจุและให้ได้มวลรวมไม่น้อยกว่า 5 kg สําหรับการทดสอบสมบัติทางฟิสิกส์ทุกรายการ
ก.2.2.2 ตัวอย่างทุกตัวอย่างต้องเป็นไปตามตารางที่ 1 จึงจะถือว่าวัสดุยาแนวรอยต่อรุ่นนั้นมีสมบัติทางฟิสิกส์ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กําหนด
ก.3 เกณฑ์ตัดสิน
ตัวอย่างวัสดุยาแนวรอยต่อต้องเป็นไปตามข้อ ก.2.1.2 และ ก.2.2.2 ทุกข้อ จึงจะถือว่าวัสดุยาแนวรอยต่อรุ่นนั้น เป็นไปตามเกณฑ์ที่กําหนด
-7-

มาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
THAI INDUSTRIAL STANDARD
มอก. 2779–2562
IEC 62776:2014+COR1:2015
หลอดแอลอีดีขั้วคูที่ออกแบบเพื่อเปลี่ยนทดแทน หลอดฟลูออเรสเซนซชนิดตรง –
คุณลักษณะที่ตองการดานความปลอดภัย
DOUBLE-CAPPED LED LAMPS DESIGNED TO RETROFIT
LINEAR FLUORESCENT LAMPS – SAFETY SPECIFICATIONS
สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรม ICS 29.140.99 ISBN 978-616-475-172-9
v

มาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
หลอดแอลอีดีขั้วคูที่ออกแบบเพื่อเปลี่ยนทดแทน หลอดฟลูออเรสเซนซชนิดตรง –
คุณลักษณะที่ตองการดานความปลอดภัย
มอก. 2779–2562
IEC 62776:2014+COR1:2015
สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท 0 2202 3300
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศและงานทั่วไป เลม 138 ตอนพิเศษ 16 ง วันที่ 21 มกราคม พุทธศักราช 2564
คณะอนุกรรมการวิชาการ คณะที่ 990/1
มาตรฐานหลอดไดโอดเปลงแสงสําหรับใหแสงสวางทั่วไปและอุปกรณที่เกี่ยวของ
อนุกรรมการวิชาการ คณะที่ ๙๙๐/๑ มาตรฐานหลอดไดโอดเปลงแสงสําหรับใหแสงสวางทั่วไปและอุปกรณที่เกี่ยวของ ไดรับการแตงตั้งจากกรรมการวิชาการคณะที่ ๙๙๐ คณะกรรมการวิชาการรายสาขาไฟฟาสองสวาง ใหจัดทําราง มาตรฐานหลอดไดโอดเปลงแสงสําหรับใหแสงสวางทั่วไปและอุปกรณที่เกี่ยวของ ดังรายชื่อตอไปนี้
ประธานกรรมการ
รศ.ดร.สุพัฒน กิตติรัตนสัจจา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง กรรมการ
รศ.ดร.ธวัชชัย เตชัสอนันต จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
นายสุจิณ มั่งนิมิต กรมทางหลวง
นายสวัสดิ์ แยมกลิ่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงประเทศไทย นายวิเชียร โยพันดุง การไฟฟานครหลวง
นายดํารงชัย อุบลโพธิ์ การไฟฟาสวนภูมิภาค
นายวีระพงษ เอี่ยมวัฒน การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย
นายวีรพล เอาทารยสกุล สมาคมไฟฟาแสงสวางแหงประเทศไทย นายบรรจง ชื่นยงค บริษัท ไทยโตชิบา ไลทติ้ง จํากัด
นายสรลักษณ นอยทาชาง บริษัท ไทยเอ็นเนอรยี่คอนเซอรเวชั่น จํากัด นายพงศกร อูวุฒิพงษ บริษัท แอล แอนด อี แมนูแฟคเจอริ่ง จํากัด นายอภิชาต ลี้อิสสระนุกูล บริษัท ไทยสแตนเลยการไฟฟา จํากัด (มหาชน) กรรมการและเลขานุการ
นางสาวพิกุลพรรณ แสนสุวรรณ สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
(2)
คณะผูจัดทํารางมาตรฐาน
หลอดไดโอดเปลงแสงขั้วคูที่ออกแบบเพื่อเปลี่ยนทดแทนหลอดฟลูออเรสเซนซชนิดตรง – คุณลักษณะที่ตองการดานความปลอดภัย
ประธาน
รศ.ไชยะ แชมชอย ผูทรงคุณวุฒิ
กรรมการ
นายกิตติ สุขุตมตันติ สมาคมไฟฟาแสงสวางแหงประเทศไทย ผศ.ปฐมทัศน จิระเดชะ คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายธนาธิป สุมอิ่ม
ผศ.อรรถพล เงาพิทักษกุล สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาเครื่องกลและไฟฟาไทย ผศ.ชายชาญ โพธิสาร
นายจรินทร หาลาภี การไฟฟานครหลวง
นายจรัญ บุญยะคงรัตน การไฟฟาสวนภูมิภาค
นายนวพงศ นุตาดี
นายศักดา บุญทองใหม การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย นายอุดม สุขสุดประเสริฐ บริษัท ทาซา อินดัสเทรียล จํากัด นายจินดา แสงเกียรติยุทธ บริษัท ไลทติ้ง แอนด อีควิปเมนท จํากัด (มหาชน) นายบรรจง ชื่นยงค บริษัท ไทยโตชิบาไลทติ้ง จํากัด นายจิรัฏฐ มงคลวิเศษวรา บริษัท เอ็มเคพี จํากัด
นางอรุณี สุวพิศ บริษัท เลคิเซ ไลทติ้ง จํากัด นายสันติภพ จันทรบุญนะ สถาบันไฟฟาและอิเล็กทรอนิกส นายสมโภชน ทองคํานุช สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม นางสาวศกลวรรณ มาลากาญจน
กรรมการและเลขานุการ
นายวีรพล เอาทารยสกุล บริษัท ฟลิปส อิเล็กทรอนิกส (ประเทศไทย) จํากัด นางสาวทศพร แดนมะตาม สมาคมไฟฟาแสงสวางแหงประเทศไทย
(3)
ปจจุบัน เทคโนโลยีไดโอดเปลงแสงกําลังไดรับความนิยมอยางกวางขวาง และมีผลิตภัณฑไดโอดเปลงแสงหลากหลาย ประเภทจํานวนมากวางจําหนายในทองตลาด ดังนั้น เพื่อใหผลิตภัณฑเหลานี้มีคุณลักษณะและคุณสมบัติถูกตองตาม หลักวิชาการและเพื่อเปนการคุมครองผูบริโภค จึงกําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรมหลอดแอลอีดีขั้วคูที่ ออกแบบเพื่อเปลี่ยนทดแทนหลอดฟลูออเรสเซนซชนิดตรง – คุณลักษณะที่ตองการดานความปลอดภัย ขึ้น
มาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรมนี้ จัดทําขึ้นตามความรวมมือดานการกําหนดมาตรฐานระหวางสํานักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑอุตสาหกรรมกับสมาคมไฟฟาแสงสวางแหงประเทศไทย
มาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรมนี้ กําหนดขึ้นโดยรับ IEC 62776 (2014-12) Double-capped LED lamps designed to retrofit linear fluorescent lamps – Safety specifications และ Corrigendum 1 (2015-03) มาใชโดยวิธีแปล (translation) ในระดับเหมือนกันทุกประการ (identical)
คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรมไดพิจารณามาตรฐานนี้แลว เห็นสมควรเสนอรัฐมนตรีประกาศตาม มาตรา 15 แหงพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ มาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2558
(4)
สารบัญ
หนา

  1. ขอบขาย 1 2. เอกสารอางอิง 2 3. บทนิยาม 3 4. คุณลักษณะที่ตองการทั่วไปและคุณลักษณะที่ตองการทั่วไปของการทดสอบ 5 5. การทําเครื่องหมาย 5 6. การสับเปลี่ยนทดแทนกันได 9 7. ความปลอดภัยของขาหลอดระหวางการสอดใส 12 8. การปองกันการสัมผัสโดยบังเอิญกับสวนที่มีไฟฟา 13 9. คุณลักษณะที่ตองการทางกลสําหรับขั้วหลอด 16 10. อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของขั้วหลอด 18 11. ความทนความรอน 18 12. ความทนเปลวไฟและการติดไฟ 19 13. ภาวะผิดพรอง 19 14. ระยะหางตามผิวฉนวนและระยะหางในอากาศ 23 15. หลอดที่มีการปองกันฝุนและความชื้น 23 16. อันตรายดานชีวภาพทางแสง 24 ภาคผนวก ก. 25 บรรณานุกรม 27
    (5)
    สารบัญรูป
    หนา
    รูปที่ 1 หลอดที่เหมาะกับการทํางานที่ความถี่สูง 6 รูปที่ 2 หลอดที่เหมาะกับการทํางานที่ความถี่ 50 Hz หรือ 60 Hz 6 รูปที่ 3 หลอดที่ไมเหมาะกับการทํางานฉุกเฉิน 6 รูปที่ 4 สตารตเตอรทดแทนสําหรับแอลอีดี 7 รูปที่ 5 หลอดสําหรับใชในภาวะแหงหรือในดวงโคมไฟฟาที่มีการปองกัน 7 รูปที่ 6 ไมอนุญาตใหปรับหรี่แสง 7 รูปที่ 7 ขั้นตอนโดยสังเขปของการถอดหลอดฟลูออเรสเซนซและใสหลอดแอลอีดีขั้วคูที่ออกแบบเพื่อทดแทน
    หลอดฟลูออเรสเซนซชนิดตรง 8 รูปที่ 8 รูปแบบการทดสอบสําหรับการวัดกระแสไฟฟาสัมผัส 13 รูปที่ 9 นิ้วทดสอบมาตรฐาน (ตาม IEC 60529) 15 รูปที่ 10 เครื่องมือทดสอบการกดดวยลูกเหล็กกลม 18
    สารบัญตาราง
    หนา
    ตารางที่ 1 เกจการสับเปลี่ยนทดแทนกันได และมิติของขั้วหลอด 9 ตารางที่ 2 คาทอรกสําหรับหลอดที่ไมไดใชงาน 17 ตารางที่ 3 คาทอรกหลังจากกรรมวิธีทางความรอน 17 ตารางที่ 4 อิมพีแดนซต่ําสุดของหลอดแอลอีดี 21 ตารางที่ ก.1 คาต่ําสุดสําหรับการทดสอบทางไฟฟา 26
    (6)
    ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม
    ฉบับที่ 5865 ( พ.ศ. 2563 )
    ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
    พ.ศ. 2511
    เรื่อง กําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
    หลอดแอลอีดีขั้วคูที่ออกแบบเพื่อเปลี่ยนทดแทน
    หลอดฟลูออเรสเซนซชนิดตรง – คุณลักษณะที่ตองการดานความปลอดภัย
    อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 15 แหงพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2558 รัฐมนตรีวาการกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศกําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม หลอดแอลอีดีขั้วคู ที่ออกแบบเพื่อเปลี่ยนทดแทนหลอดฟลูออเรสเซนซชนิดตรง – คุณลักษณะที่ตองการดานความปลอดภัย มาตรฐานเลขที่ มอก. 2779-2562 ไว ดังมีรายละเอียดตอทายประกาศนี้
    ทั้งนี้ ใหมีผลตั้งแตกฎกระทรวงวาดวยการกําหนดใหผลิตภัณฑอุตสาหกรรม หลอดแอลอีดีขั้วคู ที่ออกแบบเพื่อเปลี่ยนทดแทนหลอดฟลูออเรสเซนซชนิดตรง – คุณลักษณะที่ตองการดานความปลอดภัย ตองเปนไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2779-2562 ใชบังคับ เปนตนไป
    ประกาศ ณ วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563
    สุริยะ จึงรุงเรืองกิจ
    รัฐมนตรีวาการกระทรวงอุตสาหกรรม
    (7)
    v

มอก. 2779–2562
IEC 62776:2014+COR1:2015
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
หลอดแอลอีดีขั้วคู่ที่ออกแบบเพื่อเปลี่ยนทดแทน หลอดฟลูออเรสเซนซ์ชนิดตรง –
คุณลักษณะที่ต้องการด้านความปลอดภัย 1. ขอบข่าย
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ครอบคลุมเฉพาะคุณลักษณะที่ต้องการด้านความปลอดภัยและการสับเปลี่ยนทดแทน กันได้และการทํางานแลกเปลี่ยนกัน รวมทั้งวิธีทดสอบและเงื่อนไขในการทดสอบเพื่อแสดงการเป็นไปตามข้อกําหนดของ หลอดแอลอีดีขั้วคู่ที่มีขั้วหลอดแบบ G5 และแบบ G13 โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้ทดแทนหลอดฟลูออเรสเซนซ์ที่มีขั้วหลอด แบบเดียวกัน และมีขอบเขตดังนี้

  • กําลังไฟฟ้าที่กําหนด ไม่เกิน 125 W
  • แรงดันไฟฟ้าที่กําหนด ไม่เกิน 250 V
    หลอดแอลอีดีเหล่านี้ออกแบบสําหรับการเปลี่ยนทดแทนโดยไม่จําเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขภายในดวงโคมไฟฟ้า
    ดวงโคมไฟฟ้าที่มีอยู่ (ซึ่งจะใส่หลอดแอลอีดีขั้วคู่) สามารถทํางานได้โดยใช้อุปกรณ์ควบคุมหลอดแบบแม่เหล็กไฟฟ้า หรือแบบอิเล็กทรอนิกส์
    คุณลักษณะที่ต้องการในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ใช้กับการทดสอบเฉพาะแบบเท่านั้น ข้อแนะนําสําหรับการทดสอบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดหรือการทดสอบเป็นรุ่น แสดงในภาคผนวก ก.
    หมายเหตุ 1 ที่ใดในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ที่มีการใช้คําว่า “หลอด” ให้เป็นที่เข้าใจว่าหมายถึง “หลอดแอลอีดีเปลี่ยน ทดแทนขั้วคู่ (double-capped retrofit LED lamp)” ยกเว้นจะกําหนดอย่างชัดเจนให้เป็นหลอดชนิดอื่น
    มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ไม่ครอบคลุมหลอดแอลอีดีแปลงขั้วคู่ (double-capped conversion LED lamp) ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขภายในดวงโคมไฟฟ้า คุณลักษณะที่ต้องการในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้มีไว้ สําหรับการให้แสงสว่างทั่วไป (ตัวอย่างเช่น ไม่รวมการให้แสงสว่างในบรรยากาศที่เสี่ยงต่อการระเบิด (explosive atmosphere)) หลอดที่ใช้ในงานประเภทอื่นอาจมีคุณลักษณะที่ต้องการเพิ่มเติม
    หมายเหตุ 2 มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้รวมความปลอดภัยด้านชีวภาพทางแสง (photobiological) ไว้ด้วย
    -1-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
  1. เอกสารอ้างอิง
    เอกสารอ้างอิงที่ระบุนี้ (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ประกอบด้วยเอกสารที่จําเป็นสําหรับใช้ในการกําหนดมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้สําหรับเอกสารอ้างอิงฉบับที่ระบุปีที่พิมพ์ให้ใช้ฉบับที่ระบุ ส่วนเอกสารอ้างอิง (รวมถึงฉบับ แก้ไขเพิ่มเติม) ที่ไม่ได้ระบุปีที่พิมพ์นั้นให้ใช้ฉบับล่าสุด
    IEC 60061-1 Lamp caps and holders together with gauges for the control of interchangeability and safety – Part 1: Lamp caps
    IEC 60061-3 Lamp caps and holders together with gauges for the control of interchangeability and safety – Part 3: Gauges
    IEC 60061-4 Lamp caps and holders together with gauges for the control of interchangeability and safety – Part 4: Guidelines and general information
    IEC 60081 Double-capped fluorescent lamps – Performance specifications IEC 60155 Glow-starters for fluorescent lamps
    IEC 60360 Standard method of measurement of lamp cap temperature rise IEC 60417 Graphical symbols for use on equipment
    IEC 60598-1 Luminaires – Part 1: General requirements and tests
    IEC 60695-2-10:2013 Fire hazard testing – Part 2-10: Glowing/hot-wire based test methods; Glow-wire apparatus and common test procedure
    IEC 60921 Ballasts for tubular fluorescent lamps – Performance requirements IEC 61195 Double-capped fluorescent lamps – Safety specifications IEC 61347-1:_2 Lamp controlgear – Part 1: General and safety requirements
    IEC 61347-2-8 Lamp controlgear – Part 2-8: Particular requirements for ballasts for fluorescent lamps
    IEC 62031 LED modules for general lighting – Safety specifications
    IEC TR 62778 Application of IEC 62471 for the assessment of blue light hazard to light sources and luminaires
    ISO 4046-4:2002 Paper, board, pulps and related terms – Vocabulary – Part 4: Paper and board grades and converted products
    มอก. 2381 เล่ม 2(11) - 25521การทดสอบอันตรายจากไฟ เล่ม 2(11) วิธีทดสอบลวดรุ่งแสง/ลวดร้อน – วิธีทดสอบ การลุกไหม้ของผลิตภัณฑ์สําเร็จด้วยลวดรุ่งแสง
    1 ฉบับแรก ฉบับนี้ถูกแทนในค.ศ. 2014 ด้วย IEC 60695-2-11:2014, Fire hazard testing – Part 2-11: Glowing/hot-wire -2-
    based test methods – Glow-wire flammability test method for end-products (GWEPT) 2 ประกาศ
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    มอก. 4 เล่ม 2 วิธีมาตรฐานในการวัดอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของขั้วหลอดไฟฟ้า
    มอก. 2778 แสงสว่างทั่วไป – ผลิตภัณฑ์ไดโอดเปล่งแสง (แอลอีดี) และบริภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง : บทนิยาม 3. บทนิยาม
    ความหมายของคําที่ใช้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ ให้ใช้บทนิยามของ มอก. 2778 IEC 62031 และ ดังต่อไปนี้
    3.1 หลอดแอลอีดีเปลี่ยนทดแทนขั้วคู่ (double-capped retrofit LED lamp)
    หลอดแอลอีดีทรงกระบอกที่สามารถใช้เปลี่ยนแทนหลอดฟลูออเรสเซนซ์ขั้วคู่โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข ภายในดวงโคมไฟฟ้า และภายหลังจากการติดตั้ง ยังคงระดับความปลอดภัยเช่นเดียวกับหลอดไฟที่เปลี่ยน
    หมายเหตุ 1 การเปลี่ยนโกลว์สตาร์ตเตอร์ตาม IEC 60155 ด้วยสตาร์ตเตอร์ทดแทนสําหรับแอลอีดีซึ่งมีขนาดมิติเท่ากัน และเหมาะสมเพื่อปรับแก้การทํางานของหลอดแอลอีดีขั้วคู่ ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขดวงโคมไฟฟ้า
    3.2 หลอดแอลอีดีแปลงขั้วคู่ (double-capped conversion LED lamp)
    หลอดแอลอีดีขั้วคู่ที่สามารถใช้เปลี่ยนแทนหลอดไฟชนิดอื่นได้โดยต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขดวงโคมไฟฟ้า 3.3 แรงดันไฟฟ้าที่กําหนด (rated voltage)
    ค่าแรงดันไฟฟ้าซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของหลอดสําหรับภาวะการทํางานที่ระบุ
    หมายเหตุ ค่าและภาวะที่ระบุไว้ในมาตรฐานนี้หรือที่กําหนดโดยผู้ทําหรือผู้จําหน่ายที่รับผิดชอบ
    3.4 กําลังไฟฟ้าที่กําหนด (rated power)
    กําลังไฟฟ้าตามที่แสดงบนหลอด
    3.5 ความถี่ที่กําหนด (rated frequency)
    ความถี่ตามที่แสดงบนหลอด
    3.6 อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของขั้วหลอด (cap temperature rise, Δts)
    อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของพื้นผิว (สูงกว่าอุณหภูมิโดยรอบ) ของขั้วหลอด
    3.7 ส่วนที่มีไฟฟ้า (live part)
    ชิ้นส่วนที่นําไฟฟ้าซึ่งอาจเป็นสาเหตุของช็อกไฟฟ้าในการใช้งานปกติ
    3.8 แบบ (type)
    หลอดแอลอีดีขั้วคู่ที่เป็นตัวแทนของการผลิต
    3.9 การทดสอบเฉพาะแบบ (type test)
    การทดสอบเพื่อการเป็นไปตามข้อกําหนดสําหรับหลอดแอลอีดีขั้วคู่จํานวน 1 หลอด หรือมากกว่า ที่มีขั้วหลอด แบบเดียวกัน และเป็นตัวแทนของการผลิต
    -3-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    3.10 ตัวอย่างทดสอบเฉพาะแบบ (type test sample)
    หลอดแอลอีดีขั้วคู่ จํานวน 1 หลอด หรือมากกว่า ที่มีขั้วหลอดแบบเดียวกัน ที่ผู้ทําหรือผู้จําหน่ายที่รับผิดชอบ จัดส่งให้เพื่อจุดประสงค์ในการทดสอบเฉพาะแบบ
    3.11 ประสิทธิศักย์ค่าอันตรายรังสีอัลตราไวโอเลตของการแผ่รังสีการส่องสว่าง (ultraviolet hazard efficacy of luminous radiation, KS,v)
    ผลหารของปริมาณอันตรายรังสีอัลตราไวโอเลตต่อปริมาณทางแสงที่สมนัยกัน
    หมายเหตุ1 ประสิทธิศักย์ค่าอันตรายรังสีอัลตราไวโอเลตของการแผ่รังสีการส่องสว่างมีหน่วยเป็น mW/klm
    หมายเหตุ 2 ประสิทธิศักย์ค่าอันตรายรังสีอัลตราไวโอเลตของการแผ่รังสีการส่องสว่างหาได้จากค่าถ่วงน้ําหนักของค่า การกระจายกําลังเชิงสเปกตรัม (spectral power distribution) กับฟังก์ชันของค่าอันตรายของรังสี อัลตราไวโอเลต (UV hazard function, SUV(λ)) ข้อมูลเกี่ยวกับฟังก์ชันของค่าอันตรายของรังสีอัลตราไวโอเลต ที่เกี่ยวข้องมีอธิบายไว้ใน IEC 62471 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอันตรายที่เป็นไปได้เมื่อมนุษย์อยู่ภายใต้รังสีอัลตราไวโอเลต เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับผลกระทบที่เป็นไปได้จากการแผ่รังสีทางแสงลงบนวัสดุตัวอย่างเช่นความเสียหายทางกล หรือการมีสีผิดเพี้ยนไปจากเดิม
  2. คุณลักษณะที่ต้องการทั่วไปและคณลุ ักษณะที่ต้องการทั่วไปของการทดสอบ
    4.1 ต้องออกแบบและสร้างหลอดให้ทํางานได้อย่างปลอดภัยในการใช้งานปกติไม่ทําให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้และ สิ่งแวดล้อม
    โดยทั่วไป การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ทําโดยการทดสอบตามที่ระบุไว้ทั้งหมด
    4.2 โดยปกติต้องไม่เปิดหลอดแอลอีดีขั้วคู่ออกเพื่อการทดสอบ ในกรณีมีความสงสัยจากการตรวจพินิจหลอดและ การตรวจสอบแผนภาพวงจรหลอด และโดยความตกลงร่วมกันกับผู้ทําหรือผู้จําหน่ายที่รับผิดชอบ ต้องเตรียม หลอดเป็นพิเศษเพื่อจําลองภาวะผิดพร่องและส่งมอบเพื่อทดสอบ (ดูข้อ 13.) อาจต้องเปิดหลอดหรือตรวจสอบ ส่วนประกอบภายในของหลอดเพื่อตรวจสอบและรับรองการเป็นไปตามข้อ 11. ข้อ 12. และข้อ 14. ของมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้
    4.3 โดยทั่วไป การทดสอบทั้งหมดจะทํากับหลอดแต่ละแบบเมื่อมีพิสัยของหลอดที่เหมือน ๆ กันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การทดสอบทั้งหมดจะทํากับขนาดกําลังไฟฟ้าแต่ละค่าในพิสัย หรือกับตัวแทนที่เลือกจากพิสัยตามที่ตกลงกับ ผู้ทํา
    4.4 เมื่อหลอดชํารุดอย่างปลอดภัยในระหว่างการทดสอบครั้งหนึ่ง ๆ ให้เปลี่ยนหลอดใหม่ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่เกิด ไฟ ควัน หรือก๊าซติดไฟได้คุณลักษณะที่ต้องการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการชํารุดอย่างปลอดภัย กําหนดไว้ในข้อ 13.
    4.5 การเดินสายภายในต้องเป็นไปตาม IEC 60598-1 ข้อ 5.3
    4.6 สําหรับการสร้างวงจรไฟฟ้า ให้พิจารณา IEC 61347-1 ข้อ 15.1 และข้อ 15.2 และสําหรับส่วนอื่น ๆให้พิจารณา IEC 60598-1 ข้อ 4.11, ข้อ 4.12 และข้อ 4.25
  3. การทําเครื่องหมาย
    5.1 การทําเครื่องหมายบนหลอด
    -4-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    ที่หลอดทุกหลอดอย่างน้อยต้องมีเลข อักษร หรือเครื่องหมายแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้ให้เห็นได้ง่าย ชัดเจน และถาวร ตัวอักษรและตัวเลขต้องมีขนาดอย่างต่ํา 2 mm สัญลักษณ์ต้องมีขนาดอย่างต่ํา 5 mm
    ก) ชื่อผู้ทํา โรงงานที่ทํา หรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียน
    ข) แรงดันไฟฟ้าที่กําหนด หรือพิสัยแรงดันไฟฟ้า เป็นโวลต์ (V)
    หมายเหตุ 1 แรงดันไฟฟ้าที่กําหนดหรือพิสัยแรงดันไฟฟ้าของหลอดสามารถแตกต่างกับแรงดันไฟฟ้าวงจรเปิด ค) กําลังไฟฟ้าที่กําหนด เป็นวัตต์ (W)
    ง) ความถี่ที่กําหนดหรือพิสัยความถี่ เป็นเฮิรตซ์หรือกิโลเฮิรตซ์ (Hz or kHz)
    จ) หลอดแอลอีดีขั้วคู่ที่เหมาะกับการใช้ร่วมกับบัลลาสต์บางชนิดเท่านั้น (เช่น ร่วมกับบัลลาสต์แกนเหล็ก) ต้องระบุสัญลักษณ์ดังแสดงในรูปที่ 1 และ/หรือรูปที่ 2
    รูปที่1 หลอดที่เหมาะกับการทํางานทความถ
    ี่ ี่สูง
    รูปที่2 หลอดที่เหมาะกับการทํางานทความถ
    ี่ ี่50 Hz หรือ 60 Hz
    ฉ) หลอดแอลอีดีขั้วคู่ต้องระบุสารสนเทศดังต่อไปนี้ “หลอดนี้ไม่เหมาะกับการใช้งานในดวงโคมไฟฟ้าฉุกเฉินที่ ออกแบบสําหรับหลอดฟลูออเรสเซนซ์ขั้วคู่” และแสดงสัญลักษณ์ดังรูปที่ 3
    หมายเหตุ 2 ในอนาคต สามารถพัฒนาคุณลักษณะที่ต้องการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการใช้สําหรับไฟฉุกเฉิน
    รูปที่3 หลอดที่ไม่เหมาะกับการทํางานฉุกเฉิน
    ช) ถ้าหลอดแอลอีดีขั้วคู่จําเป็นต้องใช้ส่วนประกอบที่เปลี่ยนแทนสตาร์ตเตอร์หลอดนั้นต้องระบุการอ้างอิง ชนิดของสตาร์ตเตอร์ทดแทนสําหรับแอลอีดีสตาร์ตเตอร์ทดแทนสําหรับแอลอีดีต้องระบุดังรูปที่ 4
    -5-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    LED
    หมายเหตุสัญลักษณ์นี้กําลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาตาม IEC 60417-Pr14-181
    รูปที่4 สตารตเตอร ์ ์ทดแทนสาหร ํ ับแอลอีดี
    ซ) จัดให้มีสารสนเทศเกี่ยวกับการเข้าของฝุ่นและน้ํา
    สําหรับหลอดที่ควรใช้ในภาวะแห้งหรือในดวงโคมไฟฟ้าที่มีการป้องกัน ดังรูปที่ 5
    รูปที่ 5 หลอดสําหรบใช ั ในภาวะแห ้ ้งหรือในดวงโคมไฟฟาท้ ี่มีการป้องกัน
    ฌ) พิสัยอุณหภูมิโดยรอบที่กําหนดของหลอด
    5.2 การทําเครื่องหมายบนหลอด บนวัสดุห่อหุ้มชั้นถัดมา (หรือบรรจุภัณฑ์) หรือในคู่มือคําแนะนํา
    ผู้ทําหลอดต้องให้สารสนเทศเหล่านี้เพิ่มเติม บนวัสดุห่อหุ้มชั้นถัดมา หรือบนบรรจุภัณฑ์หรือในคู่มือคําแนะนํา คําอธิบายของรูปที่ 1 และรูปที่ 2 ให้แสดงไว้ในคู่มือคําแนะนํา
    ก) กระแสไฟฟ้าที่กําหนด เป็นแอมแปร์ (A)
    ข) ภาวะพิเศษหรือข้อจํากัดที่ต้องสังเกตดูในการทํางานของหลอด ตัวอย่างเช่น การทํางานกับวงจรหรี่แสง เมื่อหลอดไม่เหมาะสมสําหรับการหรี่แสง อาจใช้สัญลักษณ์ดังรูปที่ 6
    หมายเหตุสัญลักษณ์นี้กําลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาตาม IEC 60417-Pr14-205
    รูปที่6 ไม่อนุญาตใหปร้ ับหรี่แสง
    5.3 คู่มือคําแนะนํา
    5.3.1 ทั่วไป
    เพิ่มเติมจากสารสนเทศในข้อ 5.2 หลอดแอลอีดีขั้วคู่ต้องแนบคําแนะนํา ซึ่งอธิบายขั้นตอนที่จําเป็นทั้งหมด ในการเปลี่ยนหลอดฟลูออเรสเซนซ์เป็นหลอดแอลอีดีตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนสตาร์ตเตอร์
    คําแนะนําที่ต้องการทั้งหมดดังที่ได้ให้รายละเอียดในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม - ด้านความปลอดภัยนี้ ต้องแสดงไว้บนหลอด บนบรรจุภัณฑ์หรือในคําแนะนําของผู้ทําที่จัดเตรียมมาพร้อมกับหลอด ความหมาย ของสัญลักษณ์ในข้อ 5.1 และข้อ 5.2 ต้องอธิบายให้ชัดเจน (โดยใช้คําบรรยาย) ในคู่มือคําแนะนํา
    -6-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    เนื้อหาของคําแนะนําให้รวมข้อมูลดังต่อไปนี้
    5.3.2 การเปิดเผยข้อมูลของผลิตภัณฑ์
    ให้จัดเตรียมข้อมูลตามที่ร้องขอในข้อ 1) ถึงข้อ 5) ดังนี้
  1. ต้องจัดเตรียมรายการชิ้นส่วนทั้งหมด
  2. ต้องแจ้งชนิดของหลอดฟลูออเรสเซนซ์ที่หลอดแอลอีดีจะสามารถนําไปทดแทน
  3. จัดเตรียมคําเตือนที่ว่า ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขดวงโคมไฟฟ้าซึ่งจะใช้กับหลอดแอลอีดี
  4. ต้องแจ้งพิสัยอุณหภูมิโดยรอบที่หลอดถูกกําหนดพิกัดเมื่ออุณหภูมิโดยรอบต่ําสุดของพิสัยสูงกว่า -20 ◦C หรืออุณหภูมิโดยรอบสูงสุดของพิสัยต่ํากว่า +60 ◦C ในคู่มือคําแนะนําของหลอดต้องมีสารสนเทศดังต่อไปนี้
    “หลอดนี้อาจไม่เหมาะสมสําหรับใช้ในงานทุกประเภทที่ใช้หลอดฟลูออเรสเซนซ์ พิสัยอุณหภูมิของ หลอดนี้ถูกจํากัด หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเหมาะสมในการใช้งาน ให้ปรึกษาผู้ทําหลอดนี้”
    หมายเหตุ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้อิงสมมติฐานที่ว่า พิสัยอุณหภูมิโดยรอบที่คาดหวังโดยปกติของ หลอดฟลูออเรสเซนซ์ที่อาจเปลี่ยนแทนด้วยผลิตภัณฑ์ทดแทนคือ -20 ◦C ถึง +60 ◦C
  5. ระบุ: “หลอดนี้ออกแบบสําหรับการให้แสงสว่างทั่วไป (ไม่รวมการให้แสงสว่างในบรรยากาศที่เสี่ยงต่อ การระเบิดได้เป็นต้น)”
    5.3.3 คําแนะนําเชิงภาพ (Graphical instruction)
    ข้อนี้สามารถใช้แทนข้อ 5.3.4 ขั้นตอนการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์เข้ากับดวงโคมไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ต้องเป็น ดังแสดงในรูปที่ 7 ถ้าไม่จําเป็นต้องเปลี่ยนสตาร์ตเตอร์สามารถข้ามขั้นตอนที่ 4 และขั้นตอนที่ 5 ในรูปที่ 7 และในข้อ 5.3.4
    รูปที่7 ขั้นตอนโดยสังเขปของการถอดหลอดฟลูออเรสเซนซ์และใส่หลอดแอลอีดีขั้วคู่ที่ออกแบบเพื่อเปลยน
    ี่
    ทดแทนหลอดฟลูออเรสเซนซ์ชนิดตรง
    5.3.4 การติดตั้ง
    ข้อนี้สามารถใช้แทนข้อ 5.3.3 ในการอธิบายขั้นตอนที่จําเป็นซึ่งสอดคล้องกับคําแนะนําเชิงภาพใน รูปที่ 7
    ตัวอย่างคําแนะนําสําหรับแบบเปลี่ยนทดแทน
    (1) ตัดการจ่ายไฟฟ้า
    (2) และ (3) ถอดหลอดเดิมออก
    -7-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    (4) ถอดสตาร์ตเตอร์
    (5) ใส่สตาร์ตเตอร์ทดแทนสําหรับแอลอีดีลงในขั้วรับสตาร์ตเตอร์
    (6) ใส่หลอดแอลอีดีลงในขั้วรับหลอด
    (7) หมุนหลอดไป 90◦ เพื่อให้อยู่ในตําแหน่งที่ถูกต้อง
    (8) ต่อการจ่ายไฟฟ้าและตรวจสอบการจุดติดของหลอด
    5.4 การเป็นไปตามข้อกําหนด
    การเป็นไปตามข้อกําหนดในข้อ 5.1 ถึงข้อ 5.3 ให้ตรวจสอบดังต่อไปนี้
    การมีอยู่และความชัดเจนของเครื่องหมายให้ทําโดยการตรวจพินิจ
    ความคงทนของเครื่องหมายตราบเท่าที่อยู่บนหลอดให้ทดสอบโดยถูเบาๆด้วยผ้าชุ่มน้ําเป็นเวลา 15 s หลังจาก ปล่อยให้แห้งแล้ว ให้ทดสอบซ้ําโดยใช้ผ้าชุ่มเฮกเซนถูเป็นเวลา 15 s เครื่องหมายยังต้องชัดเจนหลังการทดสอบ
    การมีอยู่ของสารสนเทศตามที่ต้องการในข้อ 5.2 และข้อ 5.3 ให้ทําโดยการตรวจพินิจ
  1. การสับเปลี่ยนทดแทนกันได้
    6.1 การสับเปลี่ยนทดแทนกันได้ของขั้วหลอด
    การสับเปลี่ยนทดแทนกันได้ต้องทําให้มั่นใจโดยการใช้ขั้วหลอดที่เป็นไปตาม IEC 60061-1 และเกจตาม IEC 60061-3 ดูตารางที่ 1
    การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ทําโดยใช้เกจที่เกี่ยวเนื่อง
    ตารางที่ 1 เกจการสับเปลี่ยนทดแทนกันได้และมิติของขั้วหลอด
    ขั้วหลอดหมายเลขแผ่นข้อมูลขั้วหลอด จาก IEC 60061-1
    มิติของขั้วหลอดสําหรับ การตรวจสอบโดยใช้เกจ
    หมายเลขแผ่นข้อมูลเกจ จาก IEC 60061-3
    G5 7004-52 ตรวจสอบทุกมิติ 7006-46 และ 7006-46A G13 7004-51 ตรวจสอบทุกมิติ 7006-44 และ 7006-45
    ถ้าหลอดแอลอีดีขั้วคู่จําเป็นต้องทํางานร่วมกับสตาร์ตเตอร์ทดแทนสําหรับแอลอีดีซึ่งเปลี่ยนแทนโกลว์สตาร์ตเตอร์ สตาร์ตเตอร์ทดแทนสําหรับแอลอีดีนี้ต้องให้มาพร้อมกับหลอด อุปกรณ์นี้ต้องมีมิติการทดสอบทางไฟฟ้า ทาง กล และทางความร้อน เป็นไปตามข้อกําหนดใน IEC 60155 ส่วนที่ 1
    -8-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    6.2 มวล
    มวลรวมทั้งหมดของหลอดต้องไม่เกิน 200 g สําหรับหลอดมีขั้วหลอดแบบ G5 และไม่เกิน 500 g สําหรับ หลอดมีขั้วหลอดแบบ G13
    การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ทําโดยการชั่งน้ําหนักหลอด
    6.3 มิติ
    6.3.1 คุณลักษณะที่ต้องการ
    ความยาวของหลอดต้องไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญในพิสัยอุณหภูมิโดยรอบที่กําหนดของหลอด การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ทําโดยการทดสอบในข้อ 6.3.2 ถึงข้อ 6.3.6
    หมายเหตุโดยจุดประสงค์ของมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้พิสัยอุณหภูมิต่ําสุดและสูงสุดสําหรับหลอด ฟลูออเรสเซนซ์สมมติว่าคือ -20 ◦C ถึง +60 ◦C ความยาวของหลอดที่วิกฤตสําหรับความเค้นที่เกิดขึ้นที่ขั้วรับหลอด ที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น และที่วิกฤตสําหรับการต่อสัมผัสที่อุณหภูมิต่ําลงให้นํามาพิจารณา
    6.3.2 มิติที่อุณหภูมิ 25 ◦C (ขณะไม่ทํางาน)
    หลอดแอลอีดีขั้วคู่สําหรับใช้ในดวงโคมฟลูออเรสเซนซ์ต้องมีมิติและความคลาดเคลื่อนเป็นไปตาม ข้อกําหนดของหลอดไฟที่สมนัยกันที่ระบุใน IEC 60081 ที่ 25 ◦C ต้องวัดมิติหลอดที่กําหนดในแผ่นข้อมูล ใน IEC 60081 มิติที่วัดได้ให้ระบุเป็น A25°C, B25°C, C25°C และ D25°C
    การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ทําโดยการตรวจพินิจ
    หมายเหตุ การระบุ A, B, C และ D อ้างถึง IEC 60081 แผ่นข้อมูลที่ 60081-IEC-01
    6.3.3 การแปรผันของมิติ A จากการให้ความร้อนตัวเอง (self-heating) ที่ 25 ◦C
    วางหลอดในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากลมโกรกและทํางานที่แรงดันไฟฟ้าแหล่งจ่ายที่กําหนด วัดมิติ A หลังจากที่หลอดทํางานจนเสถียรและระบุเป็น Aoperating ความแตกต่างของความยาวคํานวณได้จากค่าที่วัด ในภาวะการทํางานนี้
    ∆A = Aoperating - A25◦C
    เมื่อเข้าสู่สถานะอยู่ตัว อุณหภูมิพื้นผิวบนหลอดต้องไม่เกินค่าในข้อ 6.4.1
    6.3.4 มิติ B ที่อุณหภูมิโดยรอบต่ําสุด
    วางหลอดในตู้ปรับภูมิอากาศ ที่อุณหภูมิโดยรอบต่ําสุดเช่น -20 ◦C หรือที่อุณหภูมิโดยรอบที่ระบุต่ําสุด(tmin) หลังจากที่อยู่ในอุณหภูมิโดยรอบที่ต้องการเป็นเวลา 1 h (อยู่ระหว่างการพิจารณา) นําหลอดออกจากตู้ ปรับภูมิอากาศและวัดความยาวของหลอดทันทีต้องระวังไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหลอด อย่างมากในระหว่างการวัด บันทึกอุณหภูมิของหลอดในระหว่างการวัดความยาวของมิติ B ให้ใช้ค่าต่ําสุด ของพิสัยอุณหภูมิที่กําหนดในการพิจารณาการเป็นไปตามข้อกําหนดและระบุเป็น Btmin

-9-
มอก. 2779–2562
IEC 62776:2014+COR1:2015
6.3.5 มิติ A ที่อุณหภูมิโดยรอบสูงสุด
วางหลอดในตู้ปรับภูมิอากาศที่อุณหภูมิโดยรอบสูงสุดเช่น +60 ◦C หรือที่อุณหภูมิโดยรอบที่ระบุสูงสุด(tmax) หลังจากที่อยู่ในอุณหภูมิโดยรอบที่ต้องการเป็นเวลา 1 h (อยู่ระหว่างการพิจารณา) นําหลอดออกจากตู้ ปรับภูมิอากาศและวัดความยาวของหลอดทันทีต้องระวังไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหลอด อย่างมากในระหว่างการวัด บันทึกอุณหภูมิของหลอดในระหว่างการวัดความยาวหลังจากนําออกจากตู้ ปรับภูมิอากาศ ความยาว A ที่ค่าสูงสุดของพิสัยอุณหภูมิโดยรอบที่กําหนดให้ระบุเป็น Atmax
6.3.6 การเป็นไปตามข้อกําหนด
ให้ใช้สูตรดังต่อไปนี้
A1 = Atmax + ∆A – A25◦C (tmax – 25 ◦C)11.710-6
B1 = Btmin – A25◦C (tmin – 25 ◦C)11.710-6
การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ตรวจสอบดังต่อไปนี้

  • มิติ A1 ต้องอยู่ภายในค่าจํากัดของมิติสมนัยตามแผ่นข้อมูลหลอดฟลูออเรสเซนซ์ที่เกี่ยวเนื่องจาก IEC 60081 - มิติ B1 ต้องอยู่ภายในค่าจํากัดของมิติสมนัยตามแผ่นข้อมูลหลอดฟลูออเรสเซนซ์ที่เกี่ยวเนื่องจาก IEC 60081
    หมายเหตุ การแปรผันความยาวที่ยอมรับได้ของหลอดแอลอีดีมีพื้นฐานจากการขยายตัวทางความร้อนของโครงสร้าง ดวงโคมไฟฟ้าทั่วไปโดยสมมติจากโครงสร้างถาดเหล็กสําหรับการจับยึดขั้วรับหลอดและมีสัมประสิทธิ์การ ขยายตัวทางความร้อน 11.7 *10-6/◦C
    6.4 อุณหภูมิ
    6.4.1 คุณลักษณะที่ต้องการด้านอุณหภูมิ
    ยกเว้นที่ขั้วหลอด อุณหภูมิของหลอดแอลอีดีต้องไม่สูงกว่า 75 ◦C เมื่อวัด ณ ตําแหน่งใด ๆ บนหลอด คุณลักษณะที่ต้องการนี้ประยุกต์ใช้กับพื้นผิวหลอดที่สามารถสัมผัสได้ด้วยนิ้วทดสอบ
    6.4.2 คุณลักษณะที่ต้องการด้านกําลังไฟฟ้า
    กําลังไฟฟ้าที่ใช้ของหลอดแอลอีดีต้องไม่เกินกว่าของหลอดฟลูออเรสเซนซ์ที่ถูกทดแทนตามที่ได้ระบุไว้ใน IEC 60081
    6.4.3 การเป็นไปตามข้อกําหนด
    วัดหลอดในตําแหน่งแนวนอนที่อุณหภูมิโดยรอบ 25 ◦C ในอากาศอิสระ (free air) สําหรับรายละเอียด การจัดเตรียมการทดสอบ ให้ดูใน IEC 61195 Annex B หลอดที่ทดสอบต้องประกอบด้วยชุดสําเร็จและ ทํางานที่แรงดันไฟฟ้าแหล่งจ่ายที่กําหนด เมื่อเข้าสู่ภาวะเสถียรให้วัดอุณหภูมิพื้นผิวสูงสุดของหลอดและ กําลังไฟฟ้าที่ใช้ซึ่งต้องไม่เกินค่าในข้อ 6.4.1 และข้อ 6.4.2
    -10-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    6.5 ความปลอดภัยของหลอดในกรณีที่ใช้หลอดร่วมกับสตาร์ตเตอร์ผิดประเภท
    ต้องทดสอบการใช้งานร่วมกันดังต่อไปนี้
  • สตาร์ตเตอร์ฟลูออเรสเซนซ์ร่วมกับหลอดแอลอีดี
  • สตาร์ตเตอร์ทดแทนสําหรับแอลอีดีร่วมกับหลอดฟลูออเรสเซนซ์
  • หลอดฟลูออเรสเซนซ์ 1 หลอด ที่ถูกเปลี่ยนทดแทนโดยหลอดแอลอีดีในกรณีที่ต่อหลอดฟลูออเรสเซนซ์ 2 หลอด แบบอนุกรมเข้ากับอุปกรณ์ควบคุมตัวเดียวกัน (เช่น 2 x 18 W) และประกอบกับสตาร์ตเตอร์และสตาร์ตเตอร์ ทดแทนสําหรับแอลอีดีต้องเป็นไปตามข้อกําหนดสําหรับการใช้ร่วมกันทั้งหมดที่เป็นไปได้ สําหรับสตาร์ตเตอร์ ทดแทนสําหรับแอลอีดีที่เปลี่ยนแทนสตาร์ตเตอร์แบบวงจรลัด (เช่น ฟิวส์) หรือแบบวงจรเปิดการทดสอบการใช้ งานร่วมกันระหว่าง “สตาร์ตเตอร์ทดแทนสําหรับแอลอีดีกับหลอดฟลูออเรสเซนซ์” ไม่มีความจําเป็น
    ถ้าหลอดระบุพิสัยแรงดันไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าที่กําหนดในกรณีนี้คือค่าสูงสุดของพิสัยแรงดันไฟฟ้า ยกเว้นผู้ทํา ได้แจ้งแรงดันไฟฟ้าอื่นเป็นค่าวิกฤตไว้
    การเป็นไปตามข้อกําหนด:
    เช่นเดียวกับข้อ 13.5 อธิบายซ้ํา ดังนี้
    ระหว่างการทดสอบข้อ 13.2 ถึงข้อ 13.4 หลอดต้องไม่ติดไฟ หรือปล่อยก๊าซติดไฟได้หรือควัน และส่วนที่มี ไฟฟ้าต้องไม่กลายเป็นส่วนที่แตะต้องถึง
    การตรวจสอบว่า ก๊าซที่ออกจากส่วนประกอบเหล่านั้นติดไฟได้หรือไม่ ให้ทําโดยใช้เครื่องกําเนิดประกายไฟ ความถี่สูง (high frequency spark generator)
    การตรวจสอบว่าส่วนที่แตะต้องถึงกลายเป็นส่วนที่มีไฟฟ้า ให้ทําตามข้อ 8.2
    ภายหลังการทดสอบตามข้อ 13.2 ถึงข้อ 13.4 หลอดต้องมีคุณลักษณะที่ต้องการด้านความต้านทานฉนวน ตามข้อ 8.3
  1. ความปลอดภัยของขาหลอดระหว่างการสอดใส่
    ขั้วหลอดแบบ G5 และแบบ G13 ไม่สามารถประกันได้ว่าจะสอดใส่ปลายทั้ง 2 ด้านของหลอดเข้าไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุผลนี้ต้องไม่มีความต่อเนื่องทางไฟฟ้าระหว่างปลายทั้ง 2 ด้านของหลอดในระหว่างการสอดใส่
    เมื่อสอดใส่ขาหลอด (lamp pins) เข้าไปในขั้วรับหลอดด้านหนึ่ง แรงดันไฟฟ้าที่เกิดขึ้นที่ขาหลอดที่ไม่ได้สอดใส่ต้องไม่ สามารถทําให้เกิดช็อกไฟฟ้า ฉนวนมูลฐานระหว่างการสอดใส่หลอดถือว่าเพียงพอเมื่อเป็นไปตาม IEC 60598-1 ข้อ 8.
    มาตรการป้องกันการแตะต้องถึง (accessible protection measure) ซึ่งอาจถูกระงับโดยบังเอิญและโดยวิธีนี้เป็น การระงับการป้องกันต่อช็อกไฟฟ้า ไม่อนุญาตให้ใช้
    หมายเหตุ มาตรการป้องกันการแตะต้องถึงสามารถเป็นปุ่มเพื่อปลดสวิตช์เลิกใช้เมื่อหลอดถูกติดตั้งเป็นที่เรียบร้อย การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ทําโดยการทดสอบดังต่อไปนี้:
    -11-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
  1. การทดสอบความคงทนทางไฟฟ้า: โดยพื้นฐานจากความเป็นไปได้ที่จะมีแรงดันไฟฟ้า 250 V บนขั้วรับหลอดใน ระหว่างการสอดใส่ การทดสอบความคงทนทางไฟฟ้าให้ทําด้วยแรงดันไฟฟ้า 1 500 V (2 U + 1 000 V) ระหว่าง ปลายทั้ง 2 ด้านของหลอด โดยเริ่มป้อนแรงดันไฟฟ้าไม่เกินครึ่งหนึ่งระหว่างขาหรือขั้วสัมผัสของขั้วหลอดขั้วหนึ่งกับ ขาหรือขั้วสัมผัสของขั้วหลอดอีกขั้วหนึ่ง แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนถึงค่าเต็ม ต้องไม่เกิดการวาบไฟตามผิว (flashover)
    หรือการเสียสภาพฉับพลัน (breakdown)
  2. ความต้านทานฉนวน: วัดด้วยแรงดันไฟฟ้าประมาณ 500 V d.c. ความต้านทานฉนวนต่ําสุดต้องเป็น 2 MΩ
  3. ระยะห่างตามผิวฉนวนและระยะห่างในอากาศ: ที่เกี่ยวข้องกับระยะห่างในอากาศ ให้ประยุกต์ใช้ IEC 61347-1 ตารางที่ 9 ซึ่งอิงแรงดันไฟฟ้าทํางาน 250 V รวมแรงดันไฟฟ้าชั่วครู่ของแหล่งจ่ายไฟฟ้าประธาน
    ระยะห่างตามผิวฉนวนต้องไม่น้อยกว่าระยะห่างในอากาศขั้นต่ําที่ต้องการ
  4. กระแสไฟฟ้าสัมผัส: ป้อนแรงดันไฟฟ้าทดสอบ 500 V r.m.s. (50 Hz หรือ 60 Hz) กระแสไฟฟ้าสัมผัสค่ายอด ต้องไม่เกิน 0.7 mA เมื่อวัดตามรูปที่ 8
    แรงดันไฟฟ้า ทดสอบ
    หลอดแอลอีดี
    HBM การอ่านค่ากระแสไฟฟ้าสัมผัส
    กระแสไฟฟ้าสัมผัสถ่วงน้ําหนัก
    (การรับรู้/ปฏิกิริยา)
    = ௎మ
    ହ଴଴ ሺค่ายอดሻ
    A
    ขั้วต่อ
    ܴௌ ܥௌ
    ܴଵ
    ܴ஻ ܷଵ ܥଵ ܷଶ
    ܴௌ 1 500 Ω ܴଵ 10 000 Ω ܥௌ 0.22 μF
    ܴ஻ 500 Ω ܥଵ 0.022 μF
    ทดสอบ B
    คีย์HBM = แบบจําลองร่างกายมนุษย์ (Human Body Model) สําหรับคําอธิบาย ดูใน IEC 60598-1 Annex Gรูปที่ 8 รูปแบบการทดสอบสําหรบการว ั ัดกระแสไฟฟาส้ มผั ัส
  1. การป้องกันการสัมผัสโดยบังเอิญกับส่วนที่มีไฟฟ้า
    8.1 ทั่วไป
    ความต้านทานฉนวนและความคงทนทางไฟฟ้าต้องเพียงพอระหว่างส่วนที่มีไฟฟ้าของหลอดกับส่วนที่แตะต้องถึง ของหลอด ส่วนที่เกี่ยวกับขั้วหลอดให้ประยุกต์ใช้คุณลักษณะที่ต้องการ ของ IEC 61195 ข้อ 2.4 และข้อ 2.5 สําหรับส่วนอื่น ๆ ของหลอดให้ใช้คุณลักษณะที่ต้องการดังต่อไปนี้
    -12-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    8.2 การทดสอบส่วนที่นําไฟฟ้าอันอาจเป็นสาเหตุของช็อกไฟฟ้าระหว่างการทํางาน
    ต้องสร้างหลอดที่เมื่อไม่มีเปลือกนอกเพิ่มเติมใดๆในรูปแบบของดวงโคมไฟฟ้าส่วนต่างๆต่อไปนี้ต้องไม่สามารถ แตะต้องถึงเมื่อหลอดติดตั้งอยู่กับขั้วรับหลอดที่เป็นไปตามแผ่นข้อมูล IEC ที่เกี่ยวเนื่อง
  • ส่วนโลหะภายใน
  • ส่วนโลหะภายนอกที่หุ้มฉนวนมูลฐาน นอกเหนือจากขั้วหลอด
  • ส่วนโลหะที่มีไฟฟ้าของขั้วหลอด
  • ส่วนโลหะที่มีไฟฟ้าของตัวหลอดเอง
    ให้ตรวจสอบการแตะต้องถึงโดยใช้นิ้วทดสอบตามที่ระบุในรูปที่ 9 โดยใช้แรง 10 N
    -13-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    20 + 0.2
    5 + 0.5
    ภาคตัด A-A ภาคตัด B-B
    มือจับ
    ที่ป้องกัน
    วัสดุฉนวน
    ข้อต่อ
    ลบมุมทุกขอบ
    หน้ากั้น
    R = 4 + 0.05 R = 2 + 0.05
    ทรงกลม ทรงกระบอก
    รูปที่ 9 นิ้วทดสอบมาตรฐาน (ตาม IEC 60529)
    วัสดุ: โลหะ (ยกเว้นมีการกําหนดเป็นอย่างอื่น)
    เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของมิติต่าง ๆ ที่ไม่ได้กําหนดไว้
    มุม: มิติเชิงเส้น:
    +0◦ -10◦ ∙ ถึง 25 mm: +0 mm
    -0.05 mm ∙ เกิน 25 mm: + 0.2 mm
    ข้อต่อทั้งสองของนิ้วทดสอบต้องเคลื่อนในระนาบเดียวกันและอยู่ในทิศทางเดียวกันตลอดเป็นมุม 90๐ โดยมีเกณฑ์ ความคลาดเคลื่อน 0๐ ถึง +10๐
    รูปที่ 9 นิ้วทดสอบมาตรฐาน (ตาม IEC 60529)
    -14-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    ส่วนโลหะภายนอก นอกเหนือจากส่วนโลหะที่นํากระแสไฟฟ้าของขั้วหลอด ต้องไม่เป็นส่วนที่มีไฟฟ้า สําหรับ การทดสอบ วัสดุตัวนําที่เคลื่อนไหวใด ๆ ต้องวางในตําแหน่งที่เลวร้ายที่สุดโดยไม่ใช้เครื่องมือ
    การเป็นไปตามข้อกําหนด: ตรวจสอบส่วนที่แตะต้องถึงว่ากลายเป็นส่วนที่มีไฟฟ้าหรือไม่ การทดสอบทําตาม IEC 61347-1 Annex A หลอดที่ทํางานในวงจรอ้างอิงตามที่ได้อธิบายใน IEC 60081 ข้อ B.1.2, ข้อ B.1.3 และข้อ B.1.4
    8.3 ความต้านทานฉนวน
    ต้องปรับสภาพหลอดเป็นเวลา 48 h ในตู้อบที่อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 91 % กับ 95 % อุณหภูมิ ของอากาศให้คงไว้ภายในช่วง 1 ◦C ของค่าใดค่าหนึ่งที่สะดวกระหว่าง 20 ◦C กับ 30 ◦C วัดค่าความต้านทานฉนวนในตู้อบความชื้น หลังจากจ่ายแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงประมาณ 500 V เป็นเวลา 1 min
    ค่าความต้านทานฉนวนระหว่างส่วนที่มีไฟฟ้าของขั้วหลอดกับส่วนที่แตะต้องถึงของหลอด (ส่วนที่ แตะต้องถึงที่เป็นวัสดุฉนวน ให้หุ้มด้วยแผ่นโลหะบางก่อน) ต้องไม่น้อยกว่า 4 MΩ
    8.4 ความคงทนทางไฟฟ้า
    ทันทีหลังจากการทดสอบความต้านทานฉนวน ชิ้นส่วนเดียวกันนี้ตามที่ระบุข้างต้นต้องทนการทดสอบ แรงดันไฟฟ้าเป็นเวลา 1 min ด้วยแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับหรือแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงที่เท่ากับแรงดันไฟฟ้า ค่ายอดของแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับที่กําหนดดังต่อไปนี้
    ใช้แรงดันไฟฟ้ากระแสสลับหรือแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงตามที่ผู้ทําแนะนํา
    หมายเหตุ การทดสอบความคงทนทางไฟฟ้าด้วยแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงเทียบเท่าอยู่ระหว่างการพิจารณา ระหว่างการทดสอบ ให้ลัดวงจรขั้วสัมผัสแหล่งจ่ายของขั้วหลอด หุ้มส่วนที่แตะต้องถึงที่เป็นวัสดุฉนวนของ หลอดด้วยแผ่นโลหะบาง เริ่มต้นป้อนแรงดันไฟฟ้าไม่เกินครึ่งหนึ่งของแรงดันไฟฟ้าตามที่กําหนดใน IEC 60598-1 ตารางที่ 10.2 และอ้างอิง d) สําหรับฉนวนสองชั้นหรือฉนวนเสริม ระหว่างขั้วสัมผัสกับแผ่น โลหะบางหรือส่วนนําไฟฟ้าที่แตะต้องถึง แล้วค่อย ๆ เพิ่มจนถึงค่าเต็ม ต้องระวังให้แผ่นโลหะบางวางใน ลักษณะที่ไม่เกิดการวาบไฟตามผิวที่ขอบของฉนวน
    ต้องไม่ทําให้เกิดการวาบไฟตามผิวหรือการเสียสภาพฉับพลันในระหว่างการทดสอบ การวัดต้องทําในตู้อบ ความชื้น
  1. คุณลักษณะที่ต้องการทางกลสําหรับขั้วหลอด
    9.1 โครงสร้างและการประกอบ
    ขั้วหลอดต้องสร้างและประกอบเข้ากับท่อหลอด และยังคงติดแน่นอยู่ในระหว่างและหลังจากการใช้งาน การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ทําโดยการทดสอบดังต่อไปนี้
    9.2 การทดสอบทอร์กแก่หลอดที่ไม่ได้ใช้งาน
    สําหรับหลอดที่ไม่ได้ใช้งาน การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ทําโดยการทดสอบทอร์กที่ขาหลอด ดังนี้
    -15-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    ขั้วหลอดต้องติดแน่นกับท่อหลอด และต้องไม่มีการเคลื่อนหมุนระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ ของขั้วหลอดเกินกว่า ระยะกระจัดเชิงมุม 6◦ เมื่อใส่ระดับทอร์กตามที่ระบุในตารางที่ 2
    ตารางที่ 2 ค่าทอร์กสําหรับหลอดที่ไม่ได้ใช้งาน
    แบบของขั้วหลอด ค่าทอร์ก
    Nm
    G5 0.5
    G13 1.0
    การป้อนทอร์กต้องไม่ทําให้ทอร์กเพิ่มขึ้นทันทีทันใดแต่ต้องค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากศูนย์ถึงค่าที่ระบุใน ตารางที่ 2
    ขั้วรับหลอดทดสอบสําหรับการทดสอบทอร์ก แสดงใน IEC 61195 Annex A
    ในกรณีหลอดที่ขั้วหลอดสามารถปรับได้ก่อนการทดสอบทอร์ก ขั้วหลอดต้องหมุนให้อยู่ในตําแหน่งที่หมุนไป จนสุดทั้ง 2 ด้าน และทําการทดสอบที่ตําแหน่งปลายสุดทั้ง 2 ด้าน
    9.3 การทดสอบทอร์กหลังจากกรรมวิธีทางความร้อน
    หลอดแอลอีดีที่ใช้การบีบอัด หมุดเกลียว หรือการเชื่อมต่อทางกลที่คล้ายกันในการยึดขั้วหลอดเข้ากับท่อหลอด ได้รับการยกเว้นตามข้อนี้
    หลังจากผ่านกรรมวิธีทางความร้อนเป็นเวลา 2 000 h + 50 h ที่อุณหภูมิ 80 ◦C + 5 ◦C ขั้วหลอดต้องติด แน่นกับท่อหลอด และต้องไม่มีการเคลื่อนหมุนระหว่างชิ้นส่วนต่าง ๆ ของขั้วหลอดเกินกว่าระยะกระจัดเชิงมุม 6◦ เมื่อใส่ระดับทอร์กตามที่ระบุในตารางที่ 3 ในกรณีที่ใช้การยึดขั้วหลอดเข้ากับท่อหลอดด้วยวิธีอื่นจากที่ใช้ กับหลอดฟลูออเรสเซนซ์สามารถลดช่วงระยะเวลาให้ความร้อนให้สั้นลงเหลือเพียง 100 h ผลที่ได้ของวัสดุ กาวยึด (adhesive material) ที่ใช้ยึดขั้วหลอดเข้ากับท่อหลอดจะต้องแน่นหนาเช่นเดียวกับวัสดุกาวยึดที่ใช้ สําหรับหลอดฟลูออเรสเซนซ์
    หมายเหตุ ช่วงเวลาให้ความร้อน คุณสมบัติของการจับยึดขั้วหลอดด้วยวิธีอื่น เช่น การใช้กาวยึด และวิธีดําเนินการ ประยุกต์ใช้งานอยู่ระหว่างการพิจารณา
    ในกรณีของหลอดที่ขั้วหลอดสามารถปรับได้ก่อนการทดสอบทอร์ก ขั้วหลอดต้องหมุนให้อยู่ในตําแหน่งที่หมุน ไปจนสุดทั้ง 2 ด้าน และทําการทดสอบที่ตําแหน่งปลายสุดทั้ง 2 ด้าน
    ตารางที่ 3 ค่าทอร์กหลังจากกรรมวิธีทางความร้อน
    แบบของขั้วหลอด ค่าทอร์ก ก
    Nm
    G5 0.3
    G13 0.6
    ก อยู่ระหว่างการพิจารณา

-16-
มอก. 2779–2562
IEC 62776:2014+COR1:2015
9.4 การทําซ้ําของข้อ 8.2
หลังจากการทดสอบความแข็งแรงทางกล ตัวอย่างต้องเป็นไปตามข้อกําหนดของการแตะต้องถึง (ดูข้อ 8.2) 10. อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของขั้วหลอด
ให้ตรวจสอบอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของขั้วหลอดโดยการจัดเตรียมการทดสอบตามที่ระบุใน IEC 61195 Annex B การเป็นไปตามข้อกําหนด:
อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของขั้วหลอดเหนืออุณหภูมิโดยรอบต้องไม่เกิน 95 K
11. ความทนความร้อน
หลอดต้องทนความร้อนได้อย่างเพียงพอ ส่วนภายนอกที่เป็นวัสดุฉนวนเพื่อป้องกันช็อกไฟฟ้า และส่วนที่เป็นวัสดุ ฉนวนที่ใช้ยึดส่วนที่มีไฟฟ้าให้อยู่ในตําแหน่ง ต้องทนความร้อนได้อย่างเพียงพอ
การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ทําโดยใช้เครื่องมือทดสอบการกดด้วยลูกเหล็กกลม ดังแสดงในรูปที่ 10
R 2.5 mm ตัวอย่าง
ทรงกลม
รูปที่ 10 เครื่องมือทดสอบการกดด้วยลูกเหล็กกลม
การทดสอบ ทําในตู้อบความร้อนที่อุณหภูมิ (25 + 5) ◦C ที่สูงกว่าอุณหภูมิทํางานของส่วนที่เกี่ยวเนื่องตามข้อ 10. โดย มีค่าต่ําสุด 125 ◦C สําหรับส่วนที่ใช้ยึดส่วนที่มีไฟฟ้าให้อยู่ในตําแหน่ง และมีค่าต่ําสุด 75 ◦C สําหรับส่วนอื่น ๆ วาง พื้นผิวของส่วนที่ทดสอบในแนวระนาบและกดทับด้วยลูกเหล็กกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 5 mm ด้วยแรง 20 N
วางเครื่องทดสอบการกดด้วยลูกเหล็กกลมและอุปกรณ์รองรับตัวอย่างทดสอบภายในตู้อบความร้อนเป็นเวลานาน พอที่จะมั่นใจได้ว่า อุปกรณ์ทั้งหมดมีอุณหภูมิทดสอบเสถียรก่อนเริ่มการทดสอบ
ก่อนกดลูกเหล็กกลม ให้วางส่วนที่ทดสอบในตู้อบความร้อนเป็นเวลา 10 min
พื้นผิวที่ลูกเหล็กกลมกดไม่ควรแอ่นตัว ถ้าจําเป็น ส่วนที่ถูกกดนั้นต้องมีฐานรองรับ ถ้าการทดสอบทําไม่ได้กับตัวอย่าง ที่สมบูรณ์อาจตัดบางส่วนตามขนาดที่เหมาะสมมาเป็นตัวอย่างทดสอบได้
ตัวอย่างทดสอบต้องหนาอย่างน้อย 2.5 mm ถ้าความหนาไม่ถึง 2.5 mm ให้ใช้ชิ้นทดสอบ 2 ชิ้น หรือมากกว่าซ้อนกัน
ภายหลัง 1 h นําลูกเหล็กกลมออกจากตัวอย่างทดสอบ แล้วจุ่มลงในน้ําเย็นเป็นเวลา 10 s เพื่อให้เย็นลงจนมีอุณหภูมิห้อง โดยประมาณ เส้นผ่านศูนย์กลางของรอยกดต้องมีขนาดไม่เกิน 2 mm

-17-
มอก. 2779–2562
IEC 62776:2014+COR1:2015
ถ้าพื้นผิวเป็นรูปโค้งซึ่งเกิดรอยกดเป็นรูปวงรีให้วัดขนาดรอยกดตามแนวแกนที่สั้นกว่า
ในกรณีที่สงสัย ให้วัดความลึกของรอยกดและคํานวณเส้นผ่านศูนย์กลางโดยใช้สูตร
ሻ݌5−ሺ݌ඥ2=ߔ
โดยที่p คือความลึกของรอยกด
ไม่ต้องทดสอบกับส่วนที่เป็นวัสดุเซรามิก
12. ความทนเปลวไฟและการติดไฟ
ให้ทดสอบส่วนที่เป็นวัสดุฉนวนสําหรับยึดส่วนที่มีไฟฟ้าให้อยู่ในตําแหน่งและส่วนภายนอกที่เป็นวัสดุฉนวนสําหรับ ป้องกันช็อกไฟฟ้าโดยใช้วิธีทดสอบแบบเส้นลวดรุ่งแสง ตาม IEC 60695-2-10 และ มอก. 2381 เล่ม 2(11) โดยมี รายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ให้ใช้หลอดที่สมบูรณ์เป็นตัวอย่างทดสอบ อาจจําเป็นต้องนําบางส่วนของหลอดออกไปเพื่อใช้ทดสอบ แต่ควร มั่นใจว่า ภาวะการทดสอบไม่แตกต่างกับภาวะที่เกิดขึ้นจากการใช้งานปกติ
  • ให้ติดตั้งตัวอย่างทดสอบบนแท่นเลื่อน กดไปยังปลายลวดรุ่งแสงด้วยแรง 1 N ที่ระยะห่างจากขอบบน 15 mm หรือมากกว่าจากขอบบน เข้าไปในกึ่งกลางของพื้นผิวที่ทดสอบ การกดลึกผ่านของลวดรุ่งแสงเข้าไปในตัวอย่าง ทดสอบให้จํากัดด้วยวิธีทางกลไว้ที่ 7 mm
    ถ้าตัวอย่างทดสอบเล็กเกินไปจนไม่สามารถทดสอบได้ตามที่กล่าวข้างต้น ให้ทําตัวอย่างใหม่โดยใช้วัสดุเดิมเป็นรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละ 30 mm ให้มีความหนาเท่ากับส่วนที่หนาน้อยที่สุดของตัวอย่าง
  • ให้อุณหภูมิที่ปลายของลวดรุ่งแสงเท่ากับ 650 ๐C หลังจากการกด 30 s ให้ดึงตัวอย่างออกจากปลายลวดรุ่งแสง
    ก่อนเริ่มทดสอบให้คงค่าอุณหภูมิของลวดรุ่งแสงและกระแสไฟฟ้าที่ทําให้เกิดความร้อนเป็นเวลา 1 min และต้อง ระวังไม่ให้การแผ่รังสีความร้อนมีผลกระทบต่อตัวอย่างในระหว่างช่วงเวลานี้การวัดอุณหภูมิที่ปลายลวด รุ่งแสงให้วัดด้วยเทอร์มอคัปเปิลชนิดเส้นลวดละเอียดมีเปลือกหุ้ม (sheathed fine-wire thermocouple) ที่มี การสร้างและสอบเทียบตาม IEC 60695-2-10
  • เปลวไฟหรือการคุแดงของไฟที่เกิดขึ้นบนตัวอย่างต้องดับเองภายในเวลา 30 s หลังจากดึงตัวอย่างออกจากลวด รุ่งแสง และส่วนที่ลุกไหม้หรือละลายเป็นหยดต้องไม่ทําให้เกิดการติดไฟที่กระดาษทิชชู (tissue paper) ซึ่งวางใน แนวราบใต้ตัวอย่างเป็นระยะห่าง 200 mm ± 5 mm กระดาษทิชชูกําหนดไว้ในข้อ 4.187 ของ ISO 4046-4:2002
    ไม่ต้องทดสอบกับส่วนที่เป็นวัสดุเซรามิก
  1. ภาวะผดพร ิ ่อง
    13.1 ทั่วไป
    หลอดที่สามารถปรับหรี่แสงได้และปรับหรี่แสงไม่ได้ต้องมีความปลอดภัยที่ไม่ด้อยลงขณะใช้งานในภาวะผิด พร่องที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้งานตามเจตนา ทําให้เกิดภาวะผิดพร่องแต่ละภาวะดังต่อไปนี้ตามลําดับ ทีละภาวะ รวมทั้งภาวะผิดพร่องเกี่ยวเนื่องอื่นซึ่งอาจเกิดขึ้นจากผลสืบเนื่องจากการทดสอบเหล่านั้น

-18-
มอก. 2779–2562
IEC 62776:2014+COR1:2015
13.2 การทดสอบในภาวะทางไฟฟ้าสุดขีด
ถ้าหลอดระบุพิสัยแรงดันไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าที่ใช้ทดสอบต้องเป็นค่าสูงสุดของพิสัยแรงดันไฟฟ้าที่ระบุ เว้นแต่ ผู้ทําแจ้งแรงดันไฟฟ้าค่าอื่นที่วิกฤตกว่า กดสวิตช์เปิดใช้หลอดที่อุณหภูมิโดยรอบ (กําหนดใน มอก. 2778) และ ภาวะตาม IEC 61347-1 ข้อ H.1) และปรับภาวะทางไฟฟ้าไปที่ภาวะไฟฟ้าวิกฤตที่สุดตามที่ระบุโดยผู้ทํา หรือ เพิ่มกําลังไฟฟ้าขึ้นจนถึง 150 % ของกําลังไฟฟ้าที่กําหนด ให้ทดสอบอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งหลอดมีความ ร้อนเสถียร การเข้าสู่ภาวะเสถียรถ้าอุณหภูมิขั้วหลอดไม่เปลี่ยนแปลงเกินกว่า 1 K ใน 1 h (ทดสอบตาม รายละเอียดใน มอก. 4 เล่ม 2) หลอดต้องทนภาวะทางไฟฟ้าสุดขีดอย่างน้อย 15 min หลังจากถึงภาวะเสถียร
หลอดที่ทนภาวะทางไฟฟ้าสุดขีดนาน 15 min หรือชํารุดอย่างปลอดภัย ถือว่าผ่านการทดสอบ
ถ้าหลอดมีอุปกรณ์ป้องกันอัตโนมัติหรือวงจรจํากัดกําลังไฟฟ้า ให้หลอดทํางานที่ขีดจํากัดนี้เป็นเวลา 15 min ถ้าอุปกรณ์หรือวงจรจํากัดกําลังไฟฟ้ามีประสิทธิผลในช่วงเวลานี้ ถือว่าผ่านการทดสอบและเป็นไปตาม ข้อกําหนด (ดูข้อ 4. และข้อ 13.5)
13.3 วงจรลัดคร่อมตัวเก็บประจุ
ทําให้ส่วนประกอบรับภาวะผิดพร่องในเวลาหนึ่งได้เพียง 1 ชิ้น
13.4 ภาวะผิดพร่องคร่อมส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์
เปิดหรือโยงข้าม (bridging) จุดเหล่านั้น ในวงจรที่มีแผนผังแสดงไว้ว่า ภาวะผิดพร่องนั้นอาจทําให้ความ ปลอดภัยด้อยลง
ทําให้ส่วนประกอบรับภาวะผิดพร่องในเวลาหนึ่งได้เพียง 1 ชิ้น
13.5 การเป็นไปตามข้อกําหนด
ระหว่างการทดสอบข้อ 13.2 ถึงข้อ 13.4 หลอดต้องไม่ติดไฟ หรือปล่อยก๊าซติดไฟได้หรือควัน และส่วนที่มี ไฟฟ้าต้องไม่กลายเป็นส่วนที่แตะต้องถึง
การตรวจสอบว่าก๊าซที่ออกจากส่วนประกอบเหล่านั้นติดไฟได้หรือไม่ ให้ทําโดยใช้เครื่องกําเนิดประกายไฟ ความถี่สูง
การตรวจสอบว่าส่วนที่แตะต้องถึงกลายเป็นส่วนที่มีไฟฟ้า ให้ทดสอบตามข้อ 8.2
ภายหลังการทดสอบตามข้อ 13.2 ถึงข้อ 13.4 หลอดต้องมีคุณลักษณะที่ต้องการด้านความต้านทานฉนวน ตามข้อ 8.3
เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดความร้อนสูงเกินที่บัลลาสต์ในดวงโคมไฟฟ้าระหว่างภาวะผิดพร่องใด ๆ ข้างต้น ต้อง ตรวจสอบอิมพีแดนซ์ของหลอดโดยการวัดแรงดันไฟฟ้าคร่อมหลอดและกระแสไฟฟ้าที่ผ่านหลอด อิมพีแดนซ์ รวมของหลอดในภาวะเสถียรต้องไม่ต่ํากว่าค่าที่ระบุในตารางที่ 4 สําหรับพารามิเตอร์ของหลอดฟลูออเรสเซนซ์ ที่สอดคล้องกัน
-19-
มอก. 2779–2562
IEC 62776:2014+COR1:2015
ตารางที่ 4 อิมพีแดนซ์ต่ําสุดของหลอดแอลอีดี
แบบของขั้วหลอดความยาวหลอด
mm อิมพีแดนซ์ Ω
G13 450 25.0
G13 550 25.0
G13 600 50.0
G13 900 40.0
G13 970 50.0
G13 1 050 20.0
G13 1 150 20.0
G13 1 200 40.0
G13 1 500 25.0
G13 1 800 25.0
G13 2 400 25.0
G5 150 140.0
G5 225 140.0
G5 300 140.0
G5 525 100.0
G5 550 60.0
G5 850 60.0
G5 1 150 60.0
G5 1 450 60.0
ต้องป้องกันโหลดเกินเนื่องจากการเรียงกระแสของกระแสไฟฟ้าแหล่งจ่ายของบัลลาสต์ในดวงโคมไฟฟ้า ระหว่างภาวะผิดพร่องใด ๆ ข้างต้น ต้องวัดค่ายอดของรูปคลื่นกึ่งบวก (positive semi waveform) ของ กระแสไฟฟ้าแหล่งจ่ายและเปรียบเทียบกับค่ายอดของรูปคลื่นกึ่งลบ (negative semi waveform) ผลต่าง ระหว่างค่าทั้งสองในภาวะเสถียรต้องน้อยกว่า 30 % ของค่าสูงสุด อย่างไรก็ตาม ถ้าในภาวะผิดพร่องเดี่ยว กระแสไฟฟ้าอาร์เอ็มเอส (r.m.s. current) คงตัวที่ไหลผ่านหลอดยังคงต่ํากว่ากระแสอาร์เอ็มเอสของหลอด ฟลูออเรสเซนซ์ที่สอดคล้องกันในภาวะปกติให้ถือว่าเป็นไปตามข้อกําหนด
-20-
มอก. 2779–2562
IEC 62776:2014+COR1:2015
13.6 คุณลักษณะที่ต้องการเพิ่มเติม
เพิ่มเติมจากภาวะผิดพร่องในข้อ 13.2 ถึงข้อ 13.4 ภาวะผิดพร่องใน IEC 61347-1 ข้อ 14.2 และ 14.4 และ การทดสอบเพิ่มเติมในข้อ 13.7 ให้นํามาปฏิบัติ
13.7 ความปลอดภัยของหลอดกับอุปกรณ์ควบคุมต่างชนิด
ต้องมีการปกป้องหลอดแอลอีดีขั้วหลอดแบบ G5 และแบบ G13 ให้สามารถทํางานได้อย่างปลอดภัยในดวง โคมไฟฟ้าที่ออกแบบมาสําหรับหลอดฟลูออเรสเซนซ์ทั่วไปที่มีมิติเท่ากันและใช้ร่วมกับอุปกรณ์ควบคุมชนิดใด ๆ
ให้ทําการทดสอบดังต่อไปนี้

  • ใส่หลอดแอลอีดีในวงจรบัลลาสต์แกนเหล็กที่ออกแบบมาเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้แก่หลอดฟลูออเรสเซนซ์ทั่วไป ที่มีมิติเท่ากัน บัลลาสต์ต้องเป็นไปตามข้อกําหนดใน IEC 61347-2-8 และ IEC 60921 ข้อ 8 และ เหมาะสมสําหรับหลอดฟลูออเรสเซนซ์ที่สอดคล้องกัน บัลลาสต์ต้องออกแบบสําหรับแรงดันไฟฟ้า แหล่งจ่ายตามที่ระบุไว้บนหลอดแอลอีดี
  • ใส่หลอดแอลอีดีในวงจรตาม IEC 60081 รูปที่ A.5 แรงดันไฟฟ้าแหล่งจ่ายและตัวต้านทานต้องเป็น แรงดันไฟฟ้าที่กําหนดและความต้านทานของบัลลาสต์อ้างอิงความถี่สูง (HF reference) หรือของบัลลาสต์ การวัด (measurement ballast) ที่ระบุในแผ่นข้อมูลของหลอด สําหรับหลอดฟลูออเรสเซนซ์ที่ภาวะ อ้างอิงระบุไว้ที่ 50 Hz หรือ 60 Hz และไม่มีบัลลาสต์การวัดความถี่สูง ค่าตัวต้านทานอ้างอิงบัลลาสต์ ความถี่สูงคํานวณได้จาก R = Ulamp2/Plamp แรงดันไฟฟ้าทดสอบคํานวณได้จาก 2 เท่าของแรงดันไฟฟ้า หลอดที่กําหนดที่ 50 Hz
    ขาอิสระของขั้วหลอดแต่ละขั้วของหลอด (ถ้ามี)ให้ต่อร่วมเข้าด้วยกันหรือปล่อยอิสระไว้โดยเลือกจากภาวะที่ ให้ผลเลวร้ายที่สุด
    ถ้าหลอดแอลอีดีมีเจตนาใช้เปลี่ยนแทนพิสัยของหลอดฟลูออเรสเซนซ์ต้องใช้ค่าสูงสุดของกําลังไฟฟ้าที่กําหนด ของหลอดฟลูออเรสเซนซ์และแรงดันไฟฟ้าที่กําหนดสูงสุดในการทดสอบ
    13.8 การเป็นไปตามข้อกําหนดสําหรับการทดสอบโดยอุปกรณ์ควบคุมต่างชนิด
    ระหว่างการทดสอบในข้อ 13.7 หลอดต้องไม่ติดไฟ หรือปล่อยก๊าซติดไฟได้หรือควัน และส่วนที่มีไฟฟ้าต้องไม่ กลายเป็นส่วนที่แตะต้องถึง
    การตรวจสอบว่าก๊าซที่ออกจากส่วนประกอบเหล่านั้นติดไฟได้หรือไม่ ให้ทําโดยใช้เครื่องกําเนิดประกายไฟ ความถี่สูง
    การตรวจสอบว่าส่วนที่แตะต้องถึงกลายเป็นส่วนที่มีไฟฟ้า ให้ทดสอบตามข้อ 8.2
    ภายหลังการทดสอบตามข้อ 13.7 หลอดต้องมีคุณลักษณะที่ต้องการด้านความต้านทานฉนวน ตามข้อ 8.3
    อิมพีแดนซ์ต่ําระหว่างขาของขั้วหลอดขั้วหนึ่งอาจนําไปสู่ความร้อนสูงเกินของหม้อแปลงอุ่นแคโทด (cathode heating transformer) ตามรูปใน IEC 60081 รูปที่ A.2 เพื่อหลีกเลี่ยงผลนี้กระแสที่ไหลผ่านระหว่างขาต้องไม่ เกิน 0.51 A เมื่อป้อนแรงดันไฟฟ้า 3.6 V เข้าที่ขาของขั้วหลอด การวัดกระแสไฟฟ้าต้องทําในช่วง 3 s ถึง 10 s หลังจากป้อนแรงดันไฟฟ้า
    -21-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    13.9 ความปลอดภัยของหลอดกรณีวงจรลัดของอุปกรณ์ควบคุมภายในดวงโคมไฟฟ้า
    หลอดแอลอีดีท่อตรงเมื่อใช้ตาม IEC 60081 รูปที่ A.1 ต้องทดสอบที่แรงดันไฟฟ้า 250 V ด้วยวงจรลัด ทั้งบัลลาสต์และสตาร์ตเตอร์การทดสอบในข้อ 8. ต้องทําหลังจากนั้น หลอดที่ชํารุดเพราะเป็นผลสืบเนื่องจาก วงจรลัดของอุปกรณ์ควบคุม ต้องเป็นไปตามคุณลักษณะที่ต้องการในข้อ 13.8
  1. ระยะห่างตามผิวฉนวนและระยะห่างในอากาศ
    ใช้คุณลักษณะที่ต้องการของ IEC 61347-1 ร่วมกับคุณลักษณะที่ต้องการเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
    ระยะห่างตามผิวฉนวนต่ําสุดระหว่างขาสัมผัสหรือขั้วสัมผัสกับเปลือกโลหะของขั้วหลอดต้องเป็นไปตามคุณลักษณะที่ ต้องการใน IEC 60061-4 แผ่นที่ 7007-6
    สําหรับส่วนอื่น ๆของหลอดใช้คุณลักษณะที่ต้องการของระยะห่างตามผิวฉนวนและระยะห่างในอากาศของ IEC 61347-1 สําหรับชิ้นส่วนนําไฟฟ้าที่แตะต้องถึง (ยกเว้นขั้วหลอด) ให้ใช้คุณลักษณะที่ต้องการของ IEC 60598-1 สําหรับฉนวนสองชั้น หรือฉนวนเสริม
    การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ทําโดยการวัดในตําแหน่งที่เลวร้ายที่สุด
  2. หลอดที่มีการป้องกันฝุ่นและความชื้น
    15.1 จุดมุ่งหมายของการทดสอบ
    เมื่อหลอดไม่ได้ทําเครื่องหมายไว้ตามข้อ 5.1 รูปที่ 5 (สําหรับใช้ในภาวะแห้งหรือในดวงโคมไฟฟ้าที่มีการป้องกัน) ต้องทําการทดสอบตามข้อ 15.2 และข้อ 15.3
    15.2 ความคงทนเชิงความร้อน
    ต้องเตรียมสภาพความคงทนเชิงความร้อนตาม IEC 60598-1 ข้อ 12.3 โดยใช้ช่วงเวลาทดสอบ 240 h หลอด ต้องทํางานที่อุณหภูมิโดยรอบตามข้อ 5.3.2 ทําให้อุณหภูมิหลอดสูงขึ้นจากอุณหภูมิที่กําหนดสูงสุด 10 K
    การเป็นไปตามข้อกําหนด:
    หลังจากทดสอบตามข้อ 15.2 ต้องตรวจพินิจหลอดแอลอีดีหลอดต้องไม่กลายสภาพเป็นไม่ปลอดภัยตามข้อ 4.4 และเครื่องหมายต้องเห็นได้อย่างชัดเจน
    15.3 การทดสอบ IP
    การทดสอบ IP ของ IEC 60598-1 สําหรับ IP X5 และ IP 6X ต้องทําแก่หลอดเดียวกับที่ผ่านการทดสอบความ คงทนเชิงความร้อนมาก่อน ระหว่างการทดสอบนี้ต้องผนึกขั้วรับหลอดเข้ากับเส้นผ่านศูนย์กลางของปลายหลอด และจัดให้มีการป้องกันพื้นที่ขั้วสัมผัสของ IP65
    การเป็นไปตามข้อกําหนด:
    ดู IEC 60598-1 ข้อ 9.2
    -22-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
  3. อันตรายด้านชีวภาพทางแสง
    16.1 การแผ่รังสีอัลตราไวโอเลต
    ประสิทธิศักย์ค่าอันตรายรังสีอัลตราไวโอเลตของการแผ่รังสีการส่องสว่างของหลอดแอลอีดีต้องไม่เกิน 2 mW/klm
    การเป็นไปตามข้อกําหนดให้ทําโดยการวัดค่าการกระจายกําลังเชิงสเปกตรัมและคํานวณหาประสิทธิศักย์ค่า อันตรายรังสีอัลตราไวโอเลตของการแผ่รังสีการส่องสว่าง
    หลอดแอลอีดีที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแปลงการแผ่รังสีอัลตราไวโอเลตสามารถคาดหมายได้ว่าจะมีประสิทธิศักย์ค่า อันตรายรังสีอัลตราไวโอเลตของการแผ่รังสีการส่องสว่างไม่เกินค่าสูงสุดที่ยอมได้จึงไม่จําเป็นต้องมีการวัด
    16.2 อันตรายจากแสงสีฟ้า
    อันตรายจากแสงสีฟ้าต้องประเมินตาม IEC TR 62778 ซึ่งถือเป็นข้อบังคับเมื่อทําการทดสอบหลอดแอลอีดีตาม มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ หลอดแอลอีดีต้องจัดอยู ่ในประเภทกลุ ่มความเสี ่ยง (risk group) 0 ไม่จํากัด หรือกลุ่มความเสี่ยง 1 ไม่จํากัด สําหรับหลอดที่มีแหล่งกําเนิดแสงขนาดเล็กตาม IEC TR 62778 จะ เป็นไปตามคุณลักษณะที่ต้องการเมื่อผลการวัดความแผ่รังสี (radiance) จริง (ดู IEC TR 62778 ข้อ 3.19) มี ค่าไม่เกิน 10 000 (W/(m2∙sr))
    หมายเหตุ IEC TR 62778 ข้อ C.2 ให้วิธีการจําแนกหลอดเมื่อมีข้อมูลเชิงสเปกตรัมไม่สมบูรณ์ครบถ้วน 16.3 การแผ่รังสีอินฟราเรด
    หลอดแอลอีดีสามารถคาดหมายได้ว่ามีการแผ่รังสีอินฟราเรดไม่ถึงระดับที่ต้องทําเครื่องหมาย หรือเกณฑ์ความ ปลอดภัยอื่น ๆ ที่ต้องการ จึงไม่จําเป็นต้องมีการวัด
    -23-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    ภาคผนวก ก.
    (ข้อแนะนํา)
    การทดสอบเพื่อให้เป็นไปตามข้อกําหนดในระหว่างการผลิต
    ก.1 ภูมิหลังและวิธีที่แนะนํา
    การทดสอบที่ระบุในภาคผนวกนี้ให้ดําเนินการโดยผู้ทํา ให้ทดสอบหลอดแอลอีดีแต่ละหลอดภายหลังการผลิต และมีเจตนาที่จะตรวจหาการแปรผันที่ไม่สามารถยอมรับได้ของวัสดุและการผลิตตราบเท่าที่มีผลต่อความ ปลอดภัย การทดสอบเหล่านี้มีเจตนาที่จะไม่ทําให้คุณสมบัติและความน่าเชื่อถือของหลอดแอลอีดีเสื่อมลงและ อาจแตกต่างกับการทดสอบเฉพาะแบบหนึ่ง ๆ ในมาตรฐานที่ใช้แรงดันไฟฟ้าต่ํากว่า
    อาจต้องทําการทดสอบเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า หลอดแอลอีดีทุกหลอดจะเหมือนกับตัวอย่างที่ได้รับการ รับรองภายใต้การทดสอบเฉพาะแบบในข้อกําหนดนี้ผู้ทําต้องกําหนดการทดสอบเหล่านี้จากประสบการณ์ ของตน
    ในกรอบของคู่มือคุณภาพ ผู้ทําอาจปรับเปลี่ยนวิธีการทดสอบนี้เพื่อให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นสําหรับการจัด เตรียมการผลิตและอาจทําการทดสอบหนึ่ง ๆ ณ ขั้นตอนที่เหมาะสมในระหว่างการผลิต โดยสามารถพิสูจน์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีระดับความปลอดภัยเท่าเทียมกันเป็นอย่างน้อย ตามที่ระบุในภาคผนวกนี้
    ก.2 การทดสอบ
    การทดสอบทางไฟฟ้าควรทําทั้ง 100 % ของหน่วยที่ผลิตทั้งหมดดังรายการตามตารางที่ก.1 ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่าน การทดสอบจะแยกออกเพื่อทําลายหรือแก้ไขใหม่
    การตรวจพินิจควรทําเพื่อให้มั่นใจในเรื่องต่อไปนี้
    ก) มีฉลากที่ระบุทั้งหมดติดอย่างแน่นหนาและรอยพิมพ์ชัดเจน
    ข) มีคําแนะนําของผู้ทําบรรจุอยู่กับหลอดตามที่จําเป็น
    -24-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    ตารางที่ก.1 ค่าต่ําสุดสําหรบการทดสอบทางไฟฟ ั ้า
    การทดสอบ รายละเอียดการทดสอบ การทดสอบฟังก์ชัน การตรวจสอบการทํางานของหลอดที่แรงดันไฟฟ้าทํางานปกติ
    ความคงทนทางไฟฟ้า
    หรือ
    ความต้านทานฉนวน
  1. ตรวจสอบระหว่างขาหลอดกับขั้วหลอด:
  • กระแสไฟฟ้าเบรกดาวน์สูงสุด 5 mA
  • วัดโดยป้อนแรงดันไฟฟ้าต่ําสุด 1.5 kV a.c. หรือ 1.5 √2 kV d.c. เป็น เวลาอย่างน้อย 1 s
  1. ตรวจสอบระหว่างขาหลอดกับส่วนนําไฟฟ้าอื่นของหลอด: - กระแสไฟฟ้าเบรกดาวน์สูงสุด 5 mAก
  • วัดโดยป้อนแรงดันไฟฟ้าต่ําสุด 3 kV a.c. หรือ 3 √2 kV d.c. เป็นเวลา อย่างน้อย 1 s
    หรือ
  1. ตรวจสอบระหว่างขาหลอดกับขั้วหลอด:
  • ความต้านทานต่ําสุด 2 MΩ
  • วัดโดยป้อนแรงดันไฟฟ้า 500 V d.c. เป็นเวลา 1 s
  1. ตรวจสอบระหว่างขาหลอดกับส่วนนําไฟฟ้าอื่นของหลอด: - ความต้านทานต่ําสุด 4 MΩ
  • วัดโดยป้อนแรงดันไฟฟ้า 500 V d.c. เป็นเวลา 1 s
    ก แนะนําให้ใช้ค่า 5 mA แต่สามารถเปลี่ยนได้โดยผู้ทําหลอด
    -25-
    มอก. 2779–2562
    IEC 62776:2014+COR1:2015
    บรรณานุกรม
    IEC 60529:1989 Degrees of protection provided by enclosures (IP Code) IEC 60529:1989/AMD 1 1999
    IEC 60529:1989/AMD 2 2013
    IEC 62471 Photobiological safety of lamps and lamp systems
    -26-