ประกวดราคาจ้างโครงการจัดจ้างบริการบำรุงรักษาระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจัดจ้างบริการบำรุงรักษาระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เนื่องจากสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2569 กรมสรรพากรจึงจำเป็นต้องจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่เพื่อดูแลระบบให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด ขอบเขตของงานประกอบด้วยการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ทุก 3 เดือน รวม 4 ครั้งต่อปี การซ่อมแซมอุปกรณ์ Hardware และ Software ตามรายการแนบท้าย โดยผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านอะไหล่ทั้งหมด
เงื่อนไขสำคัญของโครงการคือการจัดหาเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคและผู้ชำนาญการที่มีประสบการณ์ด้านระบบ Call Center หรือตู้สาขาโทรศัพท์ไม่น้อยกว่า 1 ปี จำนวนอย่างน้อย 3 คน ซึ่งต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป เพื่อปฏิบัติหน้าที่ประจำการ ณ ศูนย์สารนิเทศสรรพากร ในเวลาทำการ และพร้อมให้บริการนอกเวลาตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อมีการร้องขอ นอกจากนี้ ผู้รับจ้างต้องสามารถเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาในกรณีระบบหยุดทำงาน (System Down) ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติภายใน 3 ชั่วโมงหลังได้รับแจ้ง รวมถึงต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (On the Job Training) ให้แก่เจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร เพื่อให้การบริหารจัดการระบบในระยะยาวเป็นไปอย่างราบรื่น
English summary
The Revenue Department is seeking a qualified contractor for the maintenance of its Electronic Tax Information Service System (Interactive Call Center) for the 2027 fiscal year. The project aims to ensure uninterrupted tax inquiry and complaint services for the public via telephone. The scope of work includes system inspection, tuning, repair, and the provision of all necessary spare parts at the contractor’s expense. The contractor must perform Preventive Maintenance (PM) every three months and provide 24/7 emergency support with a 3-hour response time for system failures. Additionally, the contractor is required to station at least three technical experts with a Bachelor’s degree and minimum one-year experience at the Revenue Information Center to provide daily support and On-the-Job Training to department staff.
ศูนย์สารนิเทศสรรพากร กรมสรรพากร
ข้อมูลเชิงลึกของโครงการ
AI วิเคราะห์เป้าหมายโครงการ
- เพื่อให้ระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
- เพื่อบำรุงรักษาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ในระบบให้มีความพร้อมใช้งานตลอดเวลา
- เพื่อป้องกันความเสียหายต่อการดำเนินงานของราชการและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของกรมสรรพากร
- เพื่อให้มีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีในการดูแลระบบแก่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร
ขอบเขตของงาน
- ตรวจสอบ ปรับแต่ง และซ่อมแซมอุปกรณ์ในระบบ Interactive Call Center ตามบัญชีรายการแนบท้ายสัญญา
- จัดหาชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทนสำหรับอุปกรณ์ที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพ โดยผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
- จัดเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคและผู้ชำนาญการจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ประจำการ ณ ศูนย์สารนิเทศสรรพากร ในเวลาทำการ และพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อได้รับการร้องขอ
- ดำเนินการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance: PM) อย่างน้อยทุก 3 เดือน (รวม 4 ครั้งต่อปี)
- แก้ไขปัญหาฉุกเฉินกรณีระบบหยุดทำงาน (System Down) ภายใน 3 ชั่วโมงหลังได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่
- ให้คำปรึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (On the Job Training) เกี่ยวกับการใช้งานและการบริหารจัดการระบบแก่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร
- จัดทำรายงานสรุปการบำรุงรักษาและการซ่อมแซมอุปกรณ์เสนอต่อคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ
สิ่งที่ต้องส่งมอบ
- แผนงานและวิธีการปฏิบัติงาน (ยื่นพร้อมเอกสารประกวดราคา)
- รายงานผลการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance Report) ทุก 3 เดือน
- รายงานการซ่อมแซมอุปกรณ์และเปลี่ยนอะไหล่ (ถ้ามี)
- รายงานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำการและสรุปปัญหาที่พบในแต่ละรอบการทำงาน
- เอกสารรับรองการถ่ายทอดเทคโนโลยี (On the Job Training) ให้แก่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร
ระยะเวลาดำเนินการ
- เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 (รวมระยะเวลา 1 ปีงบประมาณ)
คุณสมบัติผู้เสนอราคา
- Eligibility Requirements: ต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนก่อตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยมีหลักฐานรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่เกิน 6 เดือน
- Standards Compliance: ต้องมีหนังสือรับรองการให้บริการและผู้เชี่ยวชาญด้านการบำรุงรักษาตู้สาขาโทรศัพท์จากผู้ผลิต
- Experience: เคยมีผลงานติดตั้งหรือบำรุงรักษาระบบ Call Center หรือระบบตู้สาขาโทรศัพท์ ให้กับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรที่รู้จักทั่วไป อย่างน้อย 1 สัญญา ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีงบประมาณ
- Previous Project Cost: สัญญาผลงานที่นำมาอ้างอิงต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,200,000 บาท
- Technical Capabilities: ต้องเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือซอฟต์แวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้ในระบบ Interactive Call Center โดยมีหนังสือรับรองการแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือสาขาในประเทศไทย
- Personnel:
- ต้องมีเจ้าหน้าที่เทคนิคที่ได้รับ Certified จากเจ้าของผลิตภัณฑ์อย่างน้อยผลิตภัณฑ์ละ 1 คน
- ต้องจัดหาเจ้าหน้าที่ประจำการอย่างน้อย 3 คน วุฒิปริญญาตรีขึ้นไป และมีประสบการณ์ด้าน Call Center หรือตู้สาขาโทรศัพท์ไม่น้อยกว่า 1 ปี
เกณฑ์การพิจารณา
- พิจารณาคัดเลือกโดยใช้เกณฑ์ราคา (Price) หรือเกณฑ์ประสิทธิภาพต่อราคา (Price Performance) ตามที่กรมสรรพากรกำหนดในเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
- ผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ระบุใน TOR และยื่นเอกสารหลักฐานครบถ้วน
ข้อกำหนดทางเทคนิค
- ครอบคลุมการบำรุงรักษาอุปกรณ์ Hardware และ Software ทั้งหมดในระบบ Interactive Call Center
- การซ่อมแซมต้องใช้อะไหล่ใหม่ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าหรือดีกว่าเดิม
- กำหนด SLA (Service Level Agreement) ในการเข้าซ่อมแซมกรณีฉุกเฉินภายใน 3 ชั่วโมง
- การทำ Preventive Maintenance (PM) ต้องครอบคลุมการตรวจสอบสภาพแวดล้อม การทำความสะอาดอุปกรณ์ และการตรวจสอบ Log ของระบบ
เงื่อนไขสัญญา
- ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบค่าอะไหล่และค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงทั้งหมดตลอดอายุสัญญา
- กรณีเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างปฏิบัติงานไม่เหมาะสม ต้องเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ใหม่ภายใน 3 ชั่วโมงหลังได้รับแจ้ง
- ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและพื้นที่หวงห้ามของกรมสรรพากรอย่างเคร่งครัด
- ชิ้นส่วนที่นำไปซ่อมแซมต้องส่งคืนในสภาพใช้งานได้ปกติก่อนสิ้นสุดสัญญา หรือหากซ่อมไม่ได้ต้องหาอุปกรณ์ทดแทนที่มีคุณภาพไม่ต่ำกว่าเดิมมาติดตั้งให้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- Q: ระบบ Interactive Call Center ของกรมสรรพากรเน้นให้บริการด้านใดบ้าง?
A: ให้บริการตอบคำถามข้อมูลภาษีสรรพากรแก่ผู้เสียภาษีและประชาชนทั่วไป รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ- Q: หากเกิดปัญหาระบบหยุดทำงาน (System Down) ผู้รับจ้างต้องดำเนินการอย่างไร?
A: ต้องเข้าดำเนินการบำรุงรักษาและซ่อมแซมโดยด่วนภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากได้รับแจ้ง - Q: ผู้รับจ้างต้องจัดหาอะไหล่เองหรือไม่?
A: ใช่ ผู้รับจ้างต้องเป็นผู้จัดหาและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่ที่ใช้ซ่อมบำรุงทั้งหมด - Q: เจ้าหน้าที่เทคนิคที่มาประจำการต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?
A: ต้องจบปริญญาตรีขึ้นไป มีประสบการณ์ด้าน Call Center หรือตู้สาขาโทรศัพท์ไม่น้อยกว่า 1 ปี จำนวนอย่างน้อย 3 คน - Q: การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) ต้องทำบ่อยแค่ไหน?
A: ต้องดำเนินการอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง รวมทั้งหมด 4 ครั้งตลอดอายุสัญญา - Q: ผู้รับจ้างต้องมีการถ่ายทอดความรู้ให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรหรือไม่?
A: ใช่ ต้องมีการทำ On The Job Training เกี่ยวกับการใช้งานและการบริหารจัดการระบบ - Q: หากเจ้าหน้าที่ที่ส่งมาประจำการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ กรมสรรพากรสามารถขอเปลี่ยนตัวได้หรือไม่?
A: ได้ และผู้รับจ้างต้องจัดหาเจ้าหน้าที่ใหม่มาเปลี่ยนภายใน 3 ชั่วโมง - Q: ผลงานที่นำมาอ้างอิงต้องมีมูลค่าขั้นต่ำเท่าใด?
A: ต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,200,000 บาท ต่อหนึ่งสัญญา - Q: บริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนได้ 2 ปี สามารถยื่นประมูลได้หรือไม่?
A: ไม่ได้ เนื่องจาก TOR กำหนดว่าต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี - Q: ผู้รับจ้างต้องมีหนังสือรับรองจากผู้ผลิต (Manufacturer Certificate) หรือไม่?
A: ใช่ ต้องมีหนังสือรับรองการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายและหนังสือรับรองผู้เชี่ยวชาญจากผู้ผลิต
- Q: หากเกิดปัญหาระบบหยุดทำงาน (System Down) ผู้รับจ้างต้องดำเนินการอย่างไร?
เอกสารขอบเขตงาน (TOR) ฉบับเต็ม
โครงการจัดจ้างบริการบํารุงรักษาระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์
๑. ความเป็นมา
(Interactive Call Center) ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๐
กรมสรรพากรได้ติดตั้งระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) เพื่อให้บริการตอบคําถามข้อมูลภาษีสรรพากรให้แก่ผู้เสียภาษีอากร และประชาชนทั่วไปทางโทรศัพท์ รวมทั้ง รับเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ อันนําไปสู่ภาพลักษณ์ที่ดีของกรมสรรพากร และระบบดังกล่าวเป็นระบบเทคโนโลยี ที่ทันสมัยจําเป็นต้องมีการบํารุงรักษาเพื่อให้มีความพร้อมในการให้บริการของกรมสรรพากร โดยสัญญาจ้าง บริการบํารุงรักษาระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ จะสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๙
ฉะนั้น กรมสรรพากรจึงมีความจําเป็นต้องจ้างบริการบํารุงรักษาระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากร ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๗๐ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการใช้งานดังกล่าว และเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่งานราชการ
๒. วัตถุประสงค์
กรมสรรพากรมีความประสงค์จ้างบริการบํารุงรักษาระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์
(Interactive Call Center) ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๐ ให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
๓. คุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ
๓.๑ มีความสามารถตามกฎหมาย ๓.๒ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ๓.๓ ไม่อยู่ระหว่างเลิกกิจการ
๓.๔. ไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ระหว่างถูกระงับการยื่นข้อเสนอหรือทําสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ไว้ชั่วคราว เนื่องจากเป็นผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการตามระเบียบ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกําหนดตามที่ประกาศเผยแพร่ในระบบเครือข่ายสารสนเทศ
ของกรมบัญชีกลาง
๓.๕ ไม่เป็นบุคคลซึ่งถูกระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงานและได้แจ้งเวียนชื่อให้เป็นผู้ทิ้งงาน
ของหน่วยงานของรัฐในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง ซึ่งรวมถึงนิติบุคคลที่ผู้ทิ้งงานเป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหาร ผู้มีอํานาจในการดําเนินงานในกิจการของนิติบุคคลนั้นด้วย
๓.๖ มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง
และการบริหารพัสดุภาครัฐกําหนดในราชกิจจานุเบกษา
๓.๗ เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลผู้มีอาชีพรับจ้างงานที่ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว ๓.๘ ไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นที่เข้ายื่นข้อเสนอให้แก่ กรมสรรพากร ณ วันประกาศ ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือไม่เป็นผู้กระทําการอันเป็นการขัดขวาง การแข่งขันอย่างเป็นธรรม ในการประกวด ราคาอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนี้
๓.๙ ไม่เป็นผู้ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกัน ซึ่งอาจปฏิเสธไม่ยอมขึ้นศาลไทย เว้นแต่รัฐบาลของผู้ยื่น ข้อเสนอได้มีคําสั่งให้สละเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเช่นว่านั้น
๓.๑๐
ผู้ยื่นข้อเสนอที่ยื่นข้อเสนอในรูปแบบของ “กิจการร่วมค้า” ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ (๑) การกําหนดสัดส่วนในการเข้าร่วมค้าของคู่สัญญา
กรณีที่ข้อตกลงฯ กําหนดให้ผู้เข้าร่วมค้ารายใดรายหนึ่งเป็นผู้เข้าร่วมค้าหลัก ข้อตกลงฯ จะต้องมีการกําหนดสัดส่วนหน้าที่ และความรับผิดชอบในปริมาณงาน สิ่งของ หรือมูลค่าตามสัญญา ของผู้เข้าร่วมค้าหลักมากกว่าผู้เข้าร่วมค้ารายอื่นทุกราย
di 90
© 201162) Sar.
/(๒) กรณีที่…
254
256
(๒) กรณีที่ข้อตกลงฯ
กําหนดให้ผู้เข้าร่วมค้ารายใดรายหนึ่งเป็นผู้เข้าร่วมค้าหลัก
กิจการร่วมค้านั้นต้องใช้ผลงานของผู้เข้าร่วมค้าหลักรายเดียวเป็นผลงานของกิจการร่วมค้าที่ยื่นข้อเสนอ
สําหรับข้อตกลงฯ ที่ไม่ได้กําหนดให้ผู้เข้าร่วมค้ารายใดเป็นผู้เข้าร่วมค้าหลัก ผู้เข้าร่วมค้าทุกราย จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในเอกสารเชิญชวน
(๓) การยื่นข้อเสนอของกิจการร่วมค้า
(๓.๑) กรณีที่ข้อตกลงฯ กําหนดให้มีการมอบหมายผู้เข้าร่วมค้ารายใดรายหนึ่ง เป็นผู้ยื่นข้อเสนอในนามกิจการร่วมค้า การยื่นข้อเสนอดังกล่าวไม่ต้องมีหนังสือมอบอํานาจ
สําหรับข้อตกลงฯ ที่ไม่ได้กําหนดให้ผู้เข้าร่วมค้ารายใดเป็นผู้ยื่นข้อเสนอ ผู้เข้าร่วมค้า
ทุกรายจะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอํานาจให้ผู้เข้าร่วมค้ารายใดรายหนึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอในนามกิจการร่วมค้า (๓.๒) การยื่นข้อเสนอด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e - bidding) ให้ผู้เข้าร่วมค้าที่ได้รับ มอบหมายหรือมอบอํานาจตามข้อ (๓.๑) ดําเนินการซื้อเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ กรณีที่มีการ จําหน่ายเอกสารซื้อหรือจ้าง
๓.๑๑ ผู้ยื่นข้อเสนอต้องลงทะเบียนที่มีข้อมูลถูกต้องครบถ้วนในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement : e - GP) ของกรมบัญชีกลาง
๓.๑๒ ผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีมูลค่าสุทธิของกิจการ ดังนี้
๑. กรณีผู้ยื่นข้อเสนอเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือต่างประเทศ ซึ่งได้จดทะเบียนเกินกว่า ๑ ปี ต้องมีมูลค่าสุทธิของกิจการ จากผลต่างระหว่างสินทรัพย์สุทธิหักด้วยหนี้สินสุทธิ ที่ปรากฏในงบแสดงฐานะการเงินที่มีการตรวจรับรองแล้ว ซึ่งจะต้องแสดงค่าเป็นบวก ๑ ปีสุดท้ายก่อนวันยื่นข้อเสนอ งบแสดงฐานะการเงิน ๑ ปีสุดท้ายก่อนวันยื่นข้อเสนอ หมายถึง งบแสดงฐานะการเงินย้อนไป ก่อนวันที่หน่วยงานของรัฐกําหนดให้เป็นวันยื่นข้อเสนอ ๑ ปีปฏิทิน เว้นแต่กรณีนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทย หากวันยื่นข้อเสนอเป็นช่วงระยะเวลาที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากําหนดให้นิติบุคคล ยื่นงบแสดงฐานะการเงินกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม – เดือนพฤษภาคม ของทุกปี โดยนิติบุคคลที่เป็นผู้ยื่นข้อเสนอนั้นยังอยู่ในช่วงของการยื่นงบแสดงฐานะการเงินกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คือ ช่วงเดือนมกราคม – เดือนพฤษภาคม กรณีนี้ให้สามารถยื่นงบแสดงฐานะการเงินย้อนไปอีก ๑ ปี ได้
๒. กรณีผู้ยื่นข้อเสนอเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งยังไม่มีการรายงาน งบแสดงฐานะการเงินกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือกรณีผู้ยื่นข้อเสนอเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ต่างประเทศซึ่งยังไม่มีการรายงานงบแสดงฐานะการเงิน ให้พิจารณาการกําหนดมูลค่าของทุนจดทะเบียน โดยผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีทุนจดทะเบียนที่เรียกชําระมูลค่าหุ้นแล้ว ณ วันที่ยื่นข้อเสนอ ดังนี้ (๑) มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างไม่เกิน ๑ ล้านบาท ไม่ต้องกําหนดทุนจดทะเบียน
(๒) มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างเกิน ๑ ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๕ ล้านบาท ต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่ต่ํากว่า ๑ ล้านบาท
(๓) มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างเกิน ๕ ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท ต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่ต่ํากว่า ๒ ล้านบาท
(๔) มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างเกิน ๑๐ ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๒๐ ล้านบาท ต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่ต่ํากว่า ๓ ล้านบาท
(๕) มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างเกิน ๒๐ ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่ต่ํากว่า 4 ล้านบาท
៨
(๖) มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างเกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๑๕๐ ล้านบาท ต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่ต่ํากว่า ๒๐ ล้านบาท
(๗) มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างเกิน ๑๕๐ ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๓๐๐ ล้านบาท ต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่ต่ํากว่า 50 ล้านบาท
(๔) มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างเกิน ๓๐๐ ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาท ต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่ต่ํากว่า ๑๐๐ ล้านบาท
ठा
J
20 6 quin635 Sar.
/(๔) มูลค่า….
(๔) มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างเกิน ๕๐๐ ล้านบาทขึ้นไป ต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่ต่ํากว่า ๒๐๐ ล้านบาท ๓. สําหรับการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหนึ่งที่มีวงเงินเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป กรณีผู้ยื่นข้อเสนอเป็นบุคคล ธรรมดาให้พิจารณาจากหนังสือรับรองบัญชีเงินฝากไม่เกิน ๙๐ วัน ก่อนวันยื่นข้อเสนอ โดยต้องมีเงินฝาก คงเหลือในบัญชีธนาคารเป็นมูลค่า ๑ ใน ๔ ของมูลค่างบประมาณของโครงการหรือรายการ ที่ยื่นข้อเสนอในแต่ละครั้ง
และหากเป็นผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องแสดง
หนังสือรับรองบัญชีเงินฝากที่มีมูลค่าดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งในวันลงนามในสัญญา
๔. กรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอไม่มีมูลค่าสุทธิของกิจการหรือทุนจดทะเบียน หรือมีแต่ไม่เพียงพอที่จะเข้ายื่น ข้อเสนอ สามารถดําเนินการได้ดังนี้
(๑) กรณีผู้ยื่นข้อเสนอเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือบุคคลธรรมดา ที่ถือสัญชาติไทย ผู้ยื่นข้อเสนอสามารถขอวงเงินสินเชื่อ โดยต้องมีวงเงินสินเชื่อ ๑ ใน ๔ ของมูลค่างบประมาณ ของโครงการหรือรายการที่ยื่นข้อเสนอในแต่ละครั้ง จะเป็นสินเชื่อที่ธนาคารภายในประเทศ หรือบริษัทเงินทุน
หรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์และประกอบธุรกิจ
ค้ําประกันตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามรายชื่อบริษัทเงินทุนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
๑
แจ้งเวียนให้ทราบ โดยพิจารณาจากยอดเงินรวมของวงเงินสินเชื่อที่สํานักงานใหญ่รับรอง หรือที่สํานักงานสาขารับรอง (กรณีได้รับมอบอํานาจจากสํานักงานใหญ่) ซึ่งออกให้แก่ผู้ยื่นข้อเสนอ นับถึงวันยื่นข้อเสนอไม่เกิน ๙๐ วัน
(๒) กรณีผู้ยื่นข้อเสนอเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ หรือ บุคคลธรรมดาที่มิได้ถือสัญชาติไทย ผู้ยื่นข้อเสนอสามารถขอวงเงินสินเชื่อ โดยต้องมีวงเงินสินเชื่อ ๑ ใน ๔ ของมูลค่างบประมาณของโครงการหรือรายการที่ยื่นข้อเสนอในแต่ละครั้ง จะเป็นสินเชื่อที่ธนาคาร
เพื่อการพาณิชย์และประกอบธุรกิจค้ําประกันตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามรายชื่อบริษัท
หลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์และประกอบธุรกิจค้ําประกันตามประกาศ
ภายในประเทศ หรือบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุน
เงินทุนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งเวียนให้ทราบ หรือเป็นสินเชื่อที่ธนาคารต่างประเทศหรือบริษัทเงินทุน
ของธนาคารกลางต่างประเทศนั้น ตามรายชื่อบริษัทที่ธนาคารกลางต่างประเทศนั้นแจ้งเวียนให้ทราบ
โดยพิจารณาจากยอดเงินรวมของวงเงินสินเชื่อที่สํานักงานใหญ่รับรอง หรือที่สํานักงานสาขารับรอง (กรณีได้รับ มอบอํานาจจากสํานักงานใหญ่) ซึ่งออกให้แก่ผู้ยื่นข้อเสนอ นับถึงวันยื่นข้อเสนอไม่เกิน ๙๐ วัน)
๕. กรณีผู้ยื่นข้อเสนอเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ หรือบุคคลธรรมดาที่มิได้ ถือสัญชาติไทยตามข้อ ๒ ข้อ ๓ และข้อ ๔ (๒) มูลค่าจะต้องเป็นไปตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ตามประกาศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ในช่วงระหว่างวันที่เผยแพร่ประกาศและเอกสารประกวดราคา ในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e - GP) จนถึงวันเสนอราคา
ทั้งนี้ ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องยื่นเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าสุทธิ
ของกิจการแล้วแต่กรณี ประกอบกับเอกสารดังกล่าวจะต้องผ่านการรับรองตามระเบียบกระทรวง การต่างประเทศว่าด้วยการรับรองเอกสาร พ.ศ. ๒๕๓๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติม กําหนด โดยจะต้องยื่นเอกสาร ดังกล่าวในวันยื่นข้อเสนอ หากผู้ยื่นข้อเสนอมิได้มีการยื่นเอกสารดังกล่าวมาพร้อมกับการยื่นข้อเสนอให้ถือว่า
ผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้นยื่นเอกสารไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในเอกสารประกวดราคา
5. กรณีตามข้อ ๑ - ข้อ ๕ ไม่ใช้บังคับกับกรณีดังต่อไปนี้
๖.
(๖.๑) กรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอเป็นหน่วยงานของรัฐภายในประเทศ
(๖.๒) นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(๖.๓) งานจ้างก่อสร้างที่กรมบัญชีกลางได้ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างแล้ว และงานจ้าง ก่อสร้างที่หน่วยงานของรัฐที่ได้มีการจัดทําบัญชีผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นไว้แล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างฯ มีผลใช้บังคับ
จัดจ้างฯ
वा
(๖.๔) การจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง (๒) (ข) และ (ค) แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อ
(๖.๕) การซื้ออสังหาริมทรัพย์และการเช่าอสังหาริมทรัพย์
6 4/112490 Sow
/(๖.๖) กรณี…
255
- C .
(๖.๖) กรณีงานจ้างบริการหรืองานจ้างเหมาบริการกับบุคคลธรรมดา เช่น จ้างพนักงานขับรถ ครูชาวต่างชาติ พนักงานเก็บขยะ พนักงานบันทึกข้อมูล เป็นต้น
๓.๑๓ ผู้ยื่นข้อเสนอต้องเป็นนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนก่อตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี โดยมีหลักฐาน การจดทะเบียนซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ออกให้หรือรับรองไม่เกิน 6 เดือน
๓.๑๔. ผู้ยื่นข้อเสนอต้องเป็นตัวแทนจําหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือต้องเป็น ตัวแทนจําหน่ายซอฟต์แวร์ในประเทศไทยที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ใช้ในระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากร ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) โดยมีหนังสือรับรองการแต่งตั้งจากบริษัทผู้ผลิตหรือบริษัท สาขาของผู้ผลิตในประเทศไทย
ในวันยื่นเอกสารประกวดราคาจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์
๓.๑๕ ผู้ยื่นข้อเสนอต้องเคยมีผลงานเกี่ยวกับการติดตั้งหรือการบํารุงรักษาที่เกี่ยวข้องกับระบบที่นําเสนอ เช่น ระบบ Call Center หรือระบบตู้สาขาโทรศัพท์ ให้กับหน่วยงานราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กร ที่รู้จักกันโดยทั่วไป ไม่น้อยกว่า ๑ สัญญา โดยมีมูลค่าของแต่ละสัญญาไม่ต่ํากว่า ๑,๒๐๐,๐๐๐.- บาท ซึ่งเป็นผลงานย้อนหลังไม่เกิน ๕ ปีงบประมาณ และต้องระบุชื่อ สถานที่ติดตั้ง พร้อมทั้งสําเนาหนังสือ รับรอง ผลงาน ที่อ้างถึงมาด้วย โดยมีหัวหน้าหน่วยงานหรือผู้กระทําการแทนของหน่วยงานนั้นเป็นผู้ลงนาม รับรองทั้งนี้ กรมสรรพากรสงวนสิทธิ์ที่จะตรวจสอบวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยตรงจากผู้รับรองที่เสนอมาและให้นํา สําเนาหนังสือสัญญามาแสดง ในวันยื่นเอกสารประกวดราคาจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์
๓.๑๖ ผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคที่เชี่ยวชาญระบบให้บริการข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) โดยต้องได้รับ Certified จากเจ้าของผลิตภัณฑ์อย่างน้อยผลิตภัณฑ์ละ ๑ คน โดยให้ยื่นสําเนาเอกสารหลักฐานมาแสดง ในวันยื่นเอกสารประกวดราคาจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์
๓.๑๗ ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีหนังสือรับรองการให้บริการและผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการบํารุงรักษา ตู้สาขาโทรศัพท์จากผู้ผลิต โดยให้นําสําเนาหนังสือรับรองมาแสดง ในวันยื่นเอกสารประกวดราคาจ้าง
ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์
ठा
๔. ขอบเขตของงาน
๔.๑ ข้อกําหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับความต้องการทั่วไป
กรมสรรพากรต้องการจ้างบํารุงรักษาระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) เพื่อให้การบริการตอบคําถามข้อมูลภาษีสรรพากรให้แก่ผู้เสียภาษีอากร และ ประชาชนทั่วไปทางโทรศัพท์ รวมทั้งรับเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ผู้รับจ้าง ต้องตรวจสอบ ปรับแต่งอุปกรณ์ ซ่อมแซมชิ้นส่วนที่ชํารุดต่าง ๆ และจัดหาชิ้นส่วนอะไหล่ เพื่อให้ระบบ ให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) สามารถใช้งานได้ตลอดระยะเวลา
ของสัญญา
๔.๒ ข้อกําหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับคุณลักษณะเฉพาะของการจ้าง
๔.๒.๑ ผู้รับจ้างต้องทําการบํารุงรักษาระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) ตามบัญชีรายการอุปกรณ์แนบท้าย ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมบูรณ์ และคงทนถาวร โดยผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนอะไหล่ ตลอดจนค่าใช้จ่ายสําหรับชิ้นส่วนอะไหล่ ที่ใช้ซ่อมบํารุงเองทั้งหมด
๔.๓ เงื่อนไขการส่งมอบและการบํารุงรักษา
๔.๓.๑ ผู้รับจ้างจะต้องมีช่างเทคนิคที่มีความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถเป็นที่ยอมรับ มาเป็นผู้ดําเนินการบริการบํารุงรักษาระบบฯ
๔.๓.๒ การบํารุงรักษาตามข้อกําหนดนี้ หมายถึง การตรวจสอบ การปรับแต่งอุปกรณ์ และชิ้นส่วนที่ชํารุดต่าง ๆ ของระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) ตามบัญชี รายการอุปกรณ์แนบท้าย ในกรณีเหตุการณ์ฉุกเฉิน ระบบให้บริการข้อมูลภาษีสรรพากร
แน
Sor
/ ทางอิเล็ก…
254 - & -
ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Interactive Call Center) System Down ใช้งานไม่ได้ทั้งระบบฯ กรมสรรพากร จําเป็นต้องให้ผู้รับจ้างบํารุงรักษาและซ่อมแซมโดยด่วน นอกเหนือจากการบํารุงรักษาและซ่อมแซมตามที่กําหนดไว้ ผู้รับจ้างจะต้องมาดําเนินการบํารุงรักษาและซ่อมแซมให้โดยด่วน ภายใน ๓ ชั่วโมง หลังจากที่ได้รับแจ้ง
จากเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก
๔.๓.๓ เพื่อให้การบํารุงรักษาและการซ่อมแซมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้ อย่างต่อเนื่องไม่มีข้อขัดข้องและเกิดประโยชน์สูงสุด ผู้รับจ้างจะต้องมีเจ้าหน้าที่ทางเทคนิค และเจ้าหน้าที่ผู้ชํานาญการ ระบบ Call Center ที่มีประสบการณ์การทํางานเกี่ยวกับระบบ Call Center หรือระบบตู้สาขาโทรศัพท์ ไม่น้อยกว่า ๑ ปี รวมจํานวนไม่น้อยกว่า ๓ คน จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า ทําหน้าที่วิเคราะห์หาสาเหตุขัดข้องและแก้ไข ปัญหาเร่งด่วน รวมถึงการให้คําแนะนําปรึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบ On The Job Training เกี่ยวกับการใช้งาน
และการบริหารจัดการดูแลระบบแก่เจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
โดยให้บริการประจําในระหว่างเวลาปฏิบัติงานที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร และเมื่อได้รับการร้องขอตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง
๔.๓.๔ เมื่อผู้รับจ้างได้ตรวจสอบตามข้อ ๔.๓.๒ แล้ว หรือได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร พบว่าอุปกรณ์ใดจําเป็นต้องซ่อมโดยการเปลี่ยนส่วนอะไหล่หรืออุปกรณ์ใด ๆ ใหม่ ผู้รับจ้างต้องแจ้งรายละเอียด ของสาเหตุที่ต้องเปลี่ยน เพื่อให้ผู้อํานวยการศูนย์สารนิเทศสรรพากร กรมสรรพากร ให้ความเห็นชอบ ก่อนที่จะดําเนินการใด ๆ
กรณีที่ผู้รับจ้างได้นําชิ้นส่วนอะไหล่หรืออุปกรณ์ใด ๆ ที่เสียหรือเสื่อมสภาพ ไปทําการซ่อมแซมหรือแก้ไขปรับปรุง ต้องนําชิ้นส่วนอะไหล่หรืออุปกรณ์ใด ๆ ดังกล่าวที่นําไปซ่อมแซม หรือแก้ไข จนอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติ ส่งคืนให้กับกรมสรรพากรก่อนวันสิ้นสุดสัญญา หากชิ้นส่วน อะไหล่หรืออุปกรณ์ใด ๆ ขัดข้องใช้งานไม่ได้ตามปกติ และไม่สามารถซ่อมแซมหรือแก้ไขได้ ผู้รับจ้างต้องนํา อะไหล่หรืออุปกรณ์ใด ๆ ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่า หรือดีกว่ามาติดตั้งให้ทดแทนใช้งาน
ๆ
๔.๓.๕ ผู้รับจ้างต้องควบคุมดูแล และกวดขันเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างให้ปฏิบัติตามคําสั่ง กฎระเบียบและข้อบังคับของกรมสรรพากรอย่างเคร่งครัด
๔.๓.๖ หากเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างปฏิบัติไม่ถูกต้องตามข้อกําหนด หรือฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับ ของกรมสรรพากร หรือเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างไม่มีความเหมาะสม หรือไม่มีความชํานาญเพียงพอ ที่จะปฏิบัติงานให้เกิดผลดีต่อผู้ว่าจ้างได้ ผู้รับจ้างจะต้องจัดเจ้าหน้าที่มาเปลี่ยนให้ใหม่ ภายใน ๓ ชั่วโมง
หลังจากที่ได้รับแจ้ง
๔.๓.๗ ผู้รับจ้างจะต้องควบคุมดูแลมิให้เจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างเข้าไปในพื้นที่ต่าง ๆ ที่กรมสรรพากร มิได้อนุญาตโดยเด็ดขาด
ในกรณีที่ผู้รับจ้างมีความจําเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างเข้าไปในเขตหวงห้าม
ของกรมสรรพากรเพื่อปฏิบัติงานตามข้อกําหนด ผู้รับจ้างต้องแจ้งความจํานงเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อผู้อํานวยการศูนย์สารนิเทศสรรพากร กรมสรรพากร ก่อนที่จะเข้าดําเนินการ และต้องปฏิบัติตามคําสั่ง กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของกรมสรรพากรเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมี
ในโอกาสต่อไป
๔.๓.๔ ผู้รับจ้างต้องเสนอแผนงาน และวิธีการปฏิบัติงาน มาพร้อมกันในวันยื่นเอกสารประกวด ราคาจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์
๔.๓.๙ ผู้รับจ้างต้องดําเนินการตรวจเช็คระบบแบบบริการบํารุงรักษา (Preventive Maintenance : PM) อย่างน้อย ๓ เดือนต่อครั้ง รวมเป็น ๔ ครั้ง
๔.๓.๑๐ ผู้รับจ้างต้องให้บริการ และจัดทํารายงานเกี่ยวกับการบํารุงรักษาและรายการซ่อมแซม อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ นําเสนอคณะกรรมการตรวจรับพัสดุอย่างน้อย ดังนี้
d - มน
ร
Sar.
/๑) รายงาน…
253