ประกวดราคาจ้างเหมาบริการจัดหาแรงงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน ประจําปีงบประมาณ 2570
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีความประสงค์จ้างเหมาบริการจัดหาแรงงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานกำกับดูแลการให้บริการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ประจำปีงบประมาณ 2570 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาพนักงานปฏิบัติงานภายในห้องควบคุมการเดินรถ (Central Control Room) จำนวน 16 คน กระจายไปยังโครงการรถไฟฟ้า 4 สาย ได้แก่ สายเฉลิมรัชมงคล, สายฉลองรัชธรรม, สายนัคราพิพัฒน์ และสายวิวัฒน์นคร (สายละ 4 คน) รวมถึงจัดหาผู้ประสานงานและควบคุมการทำงานอีก 1 คน
ขอบเขตงานครอบคลุมการจัดหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด เช่น วุฒิปริญญาตรีในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง มีทักษะการใช้ Microsoft Office และสื่อสารภาษาอังกฤษได้ โดยผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การตรวจร่างกาย การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และการจัดหาอุปกรณ์สื่อสาร (โทรศัพท์มือถือและ 4G Router) ตามสเปกที่ รฟม. กำหนด เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานและส่งมอบเป็นทรัพย์สินของ รฟม. เมื่อสิ้นสุดสัญญา
นอกจากนี้ ผู้รับจ้างต้องมีมาตรฐานการจัดการคุณภาพ ISO 9001:2015 และ ISO 45001:2018 และมีประสบการณ์ผลงานจัดหาพนักงานในระบบรางหรือประเภทเดียวกันไม่น้อยกว่า 5,000,000 บาทต่อสัญญา การพิจารณาผู้ชนะจะใช้เกณฑ์ราคาต่ำสุด โดยผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และนโยบายความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของ รฟม. อย่างเคร่งครัด
English summary
The Mass Rapid Transit Authority of Thailand (MRTA) is seeking a service provider to supply 16 personnel for operations within the Central Control Room for four MRT lines: Chaloem Ratchamongkhon, Chalong Ratchadham, Nakhara Phiphat, and Wiwat Nakhon. The contract duration is 12 months (Oct 1, 2026 – Sep 30, 2027). The scope includes providing qualified staff with bachelor’s degrees, English proficiency, and the ability to work in shifts, along with necessary communication equipment (mobile phones and 4G routers) that will become MRTA property upon contract completion. Bidders must hold ISO 9001:2015 and ISO 45001:2018 certifications and demonstrate relevant experience in rail system staffing with a contract value of at least 5 million THB.
ห้องควบคุมการเดินรถ (Central Control Room) ของโครงการรถไฟฟ้า 4 สาย
ข้อมูลเชิงลึกของโครงการ
AI วิเคราะห์เป้าหมายโครงการ
- เพื่อจัดหาแรงงานสนับสนุนการปฏิบัติงานกำกับดูแลการให้บริการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนของ รฟม.
- เพื่อให้มีพนักงานปฏิบัติงานภายในห้องควบคุมการเดินรถ (Central Control Room) จำนวน 16 คน
- เพื่อให้การบริหารจัดการการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
ขอบเขตของงาน
- จัดหาพนักงานปฏิบัติงานห้องควบคุมการเดินรถ จำนวน 16 คน (สายละ 4 คน)
- จัดหาผู้ประสานงานและควบคุมการทำงาน จำนวน 1 คน
- จัดการฝึกอบรมพนักงานตามหลักสูตรของ รฟม. หรือผู้รับสัมปทาน
- ดำเนินการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและตรวจร่างกายพนักงาน
- จัดหาอุปกรณ์สื่อสาร (โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง และ 4G Router 4 เครื่อง) ตามสเปกที่กำหนด
- จัดหาระบบ/แอปพลิเคชันตรวจสอบเวลาเข้า-ออกงาน
- ปฏิบัติตามนโยบาย PDPA และนโยบายความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของ รฟม.
สิ่งที่ต้องส่งมอบ
- พนักงานปฏิบัติงานจ้างเหมา จำนวน 16 คน
- ผู้ประสานงานและควบคุมการทำงาน จำนวน 1 คน
- โทรศัพท์มือถือ (สเปกตามที่กำหนด) จำนวน 4 เครื่อง
- อุปกรณ์กระจายสัญญาณ 4G Router จำนวน 4 เครื่อง
- รายงานสรุปเหตุการณ์ประจำสัปดาห์และประจำเดือน
- แฟ้มประวัติพนักงานทุกคน
ระยะเวลาดำเนินการ
1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 (รวมระยะเวลา 12 เดือน)
คุณสมบัติผู้เสนอราคา
- Standards Compliance: ต้องมีใบรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 และ ISO 45001:2018
- Experience: มีผลงานจัดหาพนักงานเกี่ยวกับระบบรางหรือประเภทเดียวกัน
- Previous Project Cost: สัญญาผลงานเดิมต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5,000,000 บาท
- Technical Capabilities: มีความสามารถในการจัดหาระบบตรวจสอบเวลาและอุปกรณ์สื่อสารตามสเปก
- Personnel: พนักงานต้องมีวุฒิปริญญาตรี (วิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ครุศาสตร์อุตสาหกรรม หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง)
เกณฑ์การพิจารณา
พิจารณาตัดสินโดยใช้หลักเกณฑ์ราคาต่ำสุด (Lowest Price) โดยพิจารณาจากราคารวมทั้งสิ้น
ข้อกำหนดทางเทคนิค
- โทรศัพท์มือถือ: จอ OLED 6.1 นิ้ว, RAM 8GB+, Storage 128GB+, รองรับ 5G, กล้อง 50MP+
- 4G Router: ความเร็วไม่น้อยกว่า 15 Mbps แบบไม่จำกัด
- ระบบปฏิบัติการ: Android เวอร์ชันล่าสุด
- มาตรฐานความปลอดภัย: ต้องปฏิบัติตามนโยบายความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของ รฟม. (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 14)
เงื่อนไขสัญญา
- ชำระเงินเป็นรายงวด (12 งวด)
- จ่ายเงินภายใน 45 วัน นับจากวันที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับงาน
- มีค่าปรับกรณีพนักงานไม่ครบจำนวน (ร้อยละ 0.1 ของมูลค่าสัญญาต่อผลัดต่อโครงการ)
- มีค่าปรับกรณีมาสาย/ไม่ประจำจุด (ชั่วโมงละ 100 บาท)
- มีค่าปรับกรณีเปิดเผยข้อมูลความลับ (ร้อยละ 0.1 ของมูลค่าสัญญา)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- ถาม: พนักงานต้องมีวุฒิการศึกษาอะไร? ตอบ: ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ครุศาสตร์อุตสาหกรรม หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง
- ถาม: ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง? ตอบ: ค่าจ้างพนักงาน, ค่าฝึกอบรม, ค่าตรวจร่างกาย, ค่าตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และค่าอุปกรณ์สื่อสาร
- ถาม: โทรศัพท์มือถือที่จัดหาต้องเป็นของใคร? ตอบ: ต้องส่งมอบให้เป็นทรัพย์สินของ รฟม. เมื่อสิ้นสุดสัญญา
- ถาม: หากพนักงานลาออก ผู้รับจ้างต้องทำอย่างไร? ตอบ: ต้องจัดหาพนักงานทดแทนพร้อมส่งแฟ้มประวัติภายในวันเริ่มงาน
- ถาม: การคำนวณค่าล่วงเวลาคิดอย่างไร? ตอบ: คิดตามอัตรา 1.5 เท่า (วันทำงาน), 1 เท่า (วันหยุด), 3 เท่า (ล่วงเวลาวันหยุด) โดยคำนวณจากค่าจ้างรายชั่วโมง
- ถาม: ผู้ประสานงานต้องมีคุณสมบัติอย่างไร? ตอบ: วุฒิปริญญาตรีทุกสาขา และมีความรู้ในการบริหารสัญญา
- ถาม: หากพนักงานหลับในเวลาทำงานจะมีบทลงโทษอย่างไร? ตอบ: ถือเป็นข้อห้ามความประพฤติ หากฝ่าฝืนอาจถูกสั่งเปลี่ยนตัวพนักงาน
- ถาม: รฟม. มีการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไร? ตอบ: ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด
- ถาม: อุปกรณ์ 4G Router ต้องมีความเร็วเท่าใด? ตอบ: ไม่น้อยกว่า 15 Mbps แบบไม่จำกัด
- ถาม: หากรัฐบาลปรับค่าแรงขั้นต่ำ ผู้รับจ้างขอเพิ่มค่าจ้างได้หรือไม่? ตอบ: สามารถเจรจาตกลงกันได้ตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับงบประมาณของ รฟม.
เอกสารขอบเขตงาน (TOR) ฉบับเต็ม
ขอบเขตของงานจางเหมาบริการจัดหาแรงงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน ประจําปงบประมาณ 2570 (ตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ระยะเวลา 12เดือน)
-
ความเปนมา
การรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย (รฟม.) มีความจําเปนตองจางเหมาบริการจัดหาแรงงานเพื่อสนับสนุน การปฏิบัติงานกํากับดูแลการใหบริการรถไฟฟาขนสงมวลชน ของ รฟม. จํานวน 16 คน ตําแหนงพนักงานปฏิบัติงาน จางเหมาภายในหองควบคุมการเดินรถ (Central Control Room) โครงการรถไฟฟามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล โครงการรถไฟฟามหานคร สายฉลองรัชธรรม โครงการรถไฟฟามหานคร สายนัคราพิพัฒน และโครงการรถไฟฟา มหานคร สายวิวัฒนนคร -
วัตถุประสงค
รฟม. มีความประสงคจะจัดจางผูรับจางเหมาบริการจัดหาแรงงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของ รฟม. ประจําปงบประมาณ 2570 (ตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ระยะเวลา 12 เดือน) จํานวน 16 คน โดยใหปฏิบัติงาน ณ หองควบคุมการเดินรถ ของโครงการรถไฟฟามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล จํานวน 4 คน โครงการ รถไฟฟามหานคร สายฉลองรัชธรรม จํานวน 4 คน โครงการรถไฟฟามหานคร สายนัคราพิพัฒน จํานวน 4 คน โครงการ รถไฟฟามหานคร สายวิวัฒนนคร จํานวน 4 คน หรือตามที่ รฟม. กําหนด -
คุณสมบัติของผูยื่นขอเสนอ
3.1 มีความสามารถตามกฎหมาย
3.2 ไมเปนบุคคลลมละลาย
3.3 ไมอยูระหวางเลิกกิจการ
3.4 ไมเปนบุคคลซึ่งอยูระหวางถูกระงับการยื่นขอเสนอหรือทําสัญญากับหนวยงานของรัฐไวชั่วคราวเนื่องจากเปน ผูที่ไมผานเกณฑการประเมินผลการปฏิบัติงานของผูประกอบการตามระเบียบที่รัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลัง กําหนดตามที่ประกาศเผยแพรในระบบเครือขายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง
3.5 ไมเปนบุคคลซึ่งถูกระบุชื่อไวในบัญชีรายชื่อผูทิ้งงานและไดแจงเวียนชื่อใหเปนผูทิ้งงานของหนวยงานของรัฐ ในระบบเครือขายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง ซึ่งรวมถึงนิติบุคคลที่ผูทิ้งงานเปนหุนสวนผูจัดการ กรรมการ ผูจัดการ ผูบริหาร ผูมีอานาจในการดําเนินงานในกิจการของนิติบุคคลนั้นดวย
3.6 มีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามที่คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจางและการบริหาร พัสดุภาครัฐกําหนดในราชกิจจานุเบกษา
3.7 เปนนิติบุคคลผูมีอาชีพรับจางงานที่ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกสดังกลาว
3.8 ไมเปนผูมีผลประโยชนรวมกันกับผูยื่นขอเสนอรายอื่นที่เขายื่นขอเสนอใหแก การรถไฟฟาขนสงมวลชน แหงประเทศไทย ณ วันประกาศประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส หรือไมเปนผูกระทําการอันเปนการขัดขวาง การแขงขันอยางเปนธรรม ในการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกสครั้งนี้
3.9 ไมเปนผูไดรับเอกสิทธิ์หรือความคุมกันซึ่งอาจปฏิเสธไมยอมขึ้นศาลไทย เวนแตรัฐบาลของผูยื่นขอเสนอ ไดมีคําสั่งใหสละเอกสิทธิ์และความคุมกันเชนวานั้น
3.10 ผูยื่นขอเสนอที่ยื่นขอเสนอในรูปแบบของ “กิจการรวมคา” ตองมีคุณสมบัติดังนี้ (1) การกําหนดสัดสวนในการเขารวมคาของคูสัญญา
กรณีที่ขอตกลงฯ กําหนดใหผูเขารวมคารายใดรายหนึ่งเปนผูเขารวมคาหลัก ขอตกลงฯ จะตองมี การกําหนดสัดสวนหนาที่ และความรับผิดชอบในปริมาณงาน สิ่งของ หรือมูลคาตามสัญญาของผูเขารวมคา หลักมากกวาผูเขารวมคารายอื่นทุกราย
(2) กรณีที่ขอตกลงฯ กําหนดใหผูเขารวมคารายใดรายหนึ่งเปนผูเขารวมคาหลัก กิจการรวมคานั้นตองใช ผลงานของผูเขารวมคาหลักรายเดียวเปนผลงานของกิจการรวมคาที่ยื่นขอเสนอ สําหรับขอตกลงฯ ที่ไมได กําหนดใหผูเขารวมคารายใดเปนผูเขารวมคาหลัก ผูเขารวมคาทุกรายจะตองมีคุณสมบัติครบถวนตามเงื่อนไขที่ กําหนดไวในเอกสารเชิญชวน
/(3) การยื่น…
- 2 -
(3) การยื่นขอเสนอของกิจการรวมคา
(3.1) กรณีที่ขอตกลงฯ กําหนดใหมีการมอบหมายผูเขารวมคารายใดรายหนึ่ง เปนผูยื่นขอเสนอ ในนามกิจการรวมคา การยื่นขอเสนอดังกลาวไมตองมีหนังสือมอบอํานาจ
สําหรับขอตกลงฯ ที่ไมไดกําหนดใหผูเขารวมคารายใดเปนผูยื่นขอเสนอ ผูเขารวมคาทุกราย จะตองลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอํานาจใหผูเขารวมคารายใดรายหนึ่งเปนผูยื่นขอเสนอในนามกิจการรวมคา (3.2) การยื่นขอเสนอดวยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส (e – bidding) ใหผูเขารวมคาที่ไดรับ มอบหมายหรือมอบอํานาจตามขอ (3.1) ดําเนินการซื้อเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส กรณีที่มี การจําหนายเอกสารซื้อหรือจาง
3.11 ผูยื่นขอเสนอตองลงทะเบียนที่มีขอมูลถูกตองในระบบจัดซื้อจัดจางภาครัฐดวยอิเล็กทรอนิกส (Electronic Government Procurement : e-GP) ของกรมบัญชีกลาง
3.12 ผูยื่นขอเสนอตองมีมูลคาสุทธิของกิจการ ดังนี้
- กรณีผูยื่นขอเสนอเปนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือตางประเทศ ซึ่งไดจดทะเบียนเกิน กวา 1 ป ตองมีมูลคาสุทธิของกิจการ จากผลตางระหวางสินทรัพยสุทธิหักดวยหนี้สินสุทธิ ที่ปรากฏในงบแสดง ฐานะการเงินที่มีการตรวจรับรองแลว ซึ่งจะตองแสดงคาเปนบวก 1 ปสุดทายกอนวันยื่นขอเสนอ งบแสดง ฐานะการเงิน 1 ปสุดทายกอนวันยื่นขอเสนอ หมายถึง งบแสดงฐานะการเงินยอนไป กอนวันที่หนวยงานของ รัฐกําหนดใหเปนวันยื่นขอเสนอ 1 ปปฏิทิน เวนแตกรณีนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทย หากวันยื่น ขอเสนอเปนชวงระยะเวลาที่กรมพัฒนาธุรกิจการคากําหนดใหนิติบุคคล ยื่นงบแสดงฐานะการเงินกับ กรมพัฒนาธุรกิจการคา ซึ่งจะอยูในชวงเดือนมกราคม - เดือนพฤษภาคม ของทุกป โดยนิติบุคคลที่เปนผูยื่น ขอเสนอนั้นยังอยูในชวงของการยื่นงบแสดงฐานะการเงินกับกรมพัฒนาธุรกิจการคา คือ ชวงเดือนมกราคม - เดือนพฤษภาคม กรณีนี้ใหสามารถยื่นงบแสดงฐานะการเงินยอนไปอีก 1 ป ได
- กรณีผูยื่นขอเสนอเปนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งยังไมมีการรายงาน งบแสดงฐานะ การเงินกับกรมพัฒนาธุรกิจการคา หรือกรณีผูยื่นขอเสนอเปนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายตางประเทศซึ่ง ยังไมมีการรายงานงบแสดงฐานะการเงิน ใหพิจารณาการกําหนดมูลคาของทุนจดทะเบียน โดยผูยื่นขอเสนอ จะตองมีทุนจดทะเบียนที่เรียกชําระมูลคาหุนแลว ณ วันที่ยื่นขอเสนอ ดังนี้
มูลคาการจัดซื้อจัดจางเกิน 10 ลานบาท แตไมเกิน 20 ลานบาท ตองมีทุนจดทะเบียนไมต่ํากวา 3 ลานบาท - สําหรับการจัดซื้อจัดจางครั้งหนึ่งที่มีวงเงินเกิน 500,000 บาทขึ้นไป กรณีผูยื่นขอเสนอเปนบุคคล ธรรมดาใหพิจารณาจากหนังสือรับรองบัญชีเงินฝากไมเกิน 90 วัน กอนวันยื่นขอเสนอ โดยตองมีเงินฝาก คงเหลือในบัญชีธนาคารเปนมูลคา 1 ใน 4 ของมูลคางบประมาณของโครงการหรือรายการ ที่ยื่นขอเสนอในแต ละครั้ง และหากเปนผูชนะการจัดซื้อจัดจางหรือเปนผูไดรับการคัดเลือกจะตองแสดง หนังสือรับรองบัญชีเงิน ฝากที่มีมูลคาดังกลาวอีกครั้งหนึ่งในวันลงนามในสัญญา
- กรณีที่ผูยื่นขอเสนอไมมีมูลคาสุทธิของกิจการหรือทุนจดทะเบียน หรือมี แตไมเพียงพอที่จะเขายื่น ขอเสนอ สามารถดําเนินการไดดังนี้
(1) กรณีผูยื่นขอเสนอเปนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือบุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทย ผูยื่นขอเสนอสามารถขอวงเงินสินเชื่อ โดยตองมีวงเงินสินเชื่อ 1 ใน 4 ของมูลคางบประมาณของโครงการหรือรายการ ที่ยื่นขอเสนอในแตละครั้ง จะเปนสินเชื่อที่ธนาคารภายในประเทศ หรือบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพยที่ ไดรับอนุญาตใหประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชยและประกอบธุรกิจ ค้ําประกันตามประกาศของธนาคารแหง ประเทศไทย ตามรายชื่อบริษัทเงินทุนที่ธนาคารแหงประเทศไทย แจงเวียนใหทราบ โดยพิจารณาจากยอดเงินรวมของ วงเงินสินเชื่อที่สํานักงานใหญรับรอง หรือที่สํานักงานสาขารับรอง (กรณีไดรับมอบอํานาจจากสํานักงานใหญ) ซึ่งออกใหแกผูยื่นขอเสนอ นับถึงวันยื่นขอเสนอไมเกิน 90 วัน
/(2) กรณี…
- 3 -
(2) กรณีผูยื่นขอเสนอเปนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายตางประเทศ หรือ บุคคลธรรมดาที่มิได ถือสัญชาติไทย ผูยื่นขอเสนอสามารถขอวงเงินสินเชื่อ โดยตองมีวงเงินสินเชื่อ 1 ใน 4 ของมูลคางบประมาณ ของโครงการหรือรายการที่ยื่นขอเสนอในแตละครั้ง จะเปนสินเชื่อที่ธนาคารภายในประเทศ หรือบริษัทเงินทุน หรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพยที่ไดรับอนุญาตใหประกอบกิจการเงินทุน เพื่อการพาณิชยและประกอบธุรกิจ ค้ําประกันตามประกาศของธนาคารแหงประเทศไทย ตามรายชื่อบริษัทเงินทุนที่ธนาคารแหงประเทศไทยแจง เวียนใหทราบ หรือเปนสินเชื่อที่ธนาคารตางประเทศหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพยที่ไดรับอนุญาตใหประกอบ กิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชยและประกอบธุรกิจค้ําประกันตามประกาศของธนาคารกลางตางประเทศนั้น ตามรายชื่อบริษัทที่ธนาคารกลางตางประเทศนั้นแจงเวียนใหทราบ โดยพิจารณาจากยอดเงินรวมของวงเงิน สินเชื่อที่สํานักงานใหญรับรอง หรือที่สํานักงานสาขารับรอง (กรณีไดรับมอบอํานาจจากสํานักงานใหญ) ซึ่งออกใหแกผูยื่นขอเสนอ นับถึงวันยื่นขอเสนอไมเกิน 90 วัน)
- กรณีผูยื่นขอเสนอเปนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายตางประเทศ หรือบุคคลธรรมดาที่มิไดถือ สัญชาติไทยตามขอ 2 ขอ 3 และขอ 4 (2) มูลคาจะตองเปนไปตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ตามประกาศที่ ธนาคารแหงประเทศไทยกําหนด ในชวงระหวางวันที่เผยแพรประกาศและเอกสารประกวดราคาในระบบจัดซื้อ จัดจางภาครัฐดวยอิเล็กทรอนิกส (e - GP) จนถึงวันเสนอราคา
ทั้งนี้ ผูยื่นขอเสนอจะตองยื่นเอกสารที่แสดงใหเห็นถึงขอมูลเกี่ยวกับมูลคาสุทธิ ของกิจการแลวแต กรณี ประกอบกับเอกสารดังกลาวจะตองผานการรับรองตามระเบียบกระทรวง การตางประเทศวาดวยการรับรอง เอกสาร พ.ศ. 2539 และที่แกไขเพิ่มเติม กําหนด โดยจะตองยื่นเอกสารดังกลาวในวันยื่นขอเสนอ หากผูยื่น ขอเสนอมิไดมีการยื่นเอกสารดังกลาวมาพรอมกับการยื่นขอเสนอใหถือวา ผูยื่นขอเสนอรายนั้นยื่นเอกสารไม ครบถวนตามเงื่อนไขที่กําหนดไวในเอกสารประกวดราคา - กรณีตามขอ 1 - ขอ 5 ไมใชบังคับกับกรณีดังตอไปนี้
(6.1) กรณีที่ผูยื่นขอเสนอเปนหนวยงานของรัฐภายในประเทศ
(6.2) นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่อยูระหวางการฟนฟูกิจการ ตามพระราชบัญญัติ ลมละลาย พ.ศ. 2483 และที่แกไขเพิ่มเติม
(6.3) งานจางกอสรางที่กรมบัญชีกลางไดขึ้นทะเบียนผูประกอบการงานกอสรางแลว และงานจาง กอสรางที่หนวยงานของรัฐที่ไดมีการจัดทําบัญชีผูประกอบการงานกอสรางที่มีคุณสมบัติเบื้องตนไวแลวกอน วันที่พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจางฯ มีผลใชบังคับ
(6.4) การจัดซื้อจัดจางตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ข) และ (ค) แหงพระราชบัญญัติการจัดซื้อ จัดจางฯ
(6.5) การซื้ออสังหาริมทรัพยและการเชาอสังหาริมทรัพย
(6.6) กรณีงานจางบริการหรืองานจางเหมาบริการกับบุคคลธรรมดา เชน จางพนักงานขับรถ ครูชาวตางชาติ พนักงานเก็บขยะ พนักงานบันทึกขอมูล เปนตน
3.13 ผูยื่นขอเสนอจะตองมีมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพ (Quality Management System : QMS) ที่เปนที่ยอมรับในระดับสากล ISO 9001:2015 และ ISO 45001:2018 เพื่อควบคุมระบบบริหารคุณภาพของ องคกรและเปนมาตรฐานสากลที่ใหขอกําหนดสําหรับระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ดวยจุดประสงคเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีแกลูกจางและบุคลากรอื่น ๆ เนื่องจากผูรับจาง จะตองสงพนักงานเขาปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการรถไฟฟาซึ่งมีมาตรฐาน กฏ ระเบียบ ในการปฏิบัติตนและ ปฏิบัติงานที่เขมงานเปนไปตามมาตรฐานสากล โดยผูรับจางจะตองแสดงเอกสารสําเนาใบรับรองระบบบริหาร คุณภาพ ISO 9001:2015 และ ISO 45001:2018 ที่ยังไมหมดอายุหรือเอกสารหลักฐานแสดงการขอใบรับรอง หรือตออายุ
3.14 ผูยื่นขอเสนอตองมีประสบการณผลงานจัดหาพนักงานเขาดําเนินการเกี่ยวของกับ ระบบราง เชน ใหบริการเกี่ยวกับระบบราง ซอมบํารุงระบบราง เปนตน หรือประสบการณประเภทเดียวกับงานจางครั้งนี้ โดยตองยื่นเอกสาร ดังนี้
/3.14.1 สําเนา…
- 4 -
3.14.1 สําเนาสัญญา จํานวน 1 สัญญา
3.14.2 ขอบเขตของงาน จํานวน 1 ฉบับ
3.14.3 หนังสือรับรองผลงาน จํานวน 1 ฉบับ
โดยขอ 3.14.1 - 3.14.3 จะตองเปนสัญญาเดียวกันที่มีระยะเวลาไมนอยกวา 1 ป และมีวงเงินคาจางไม นอยกวา 5,000,000 บาท (หาลานบาทถวน) อีกทั้งตองเปนสัญญาที่ดําเนินการสิ้นสุดแลวภายในระยะเวลาไม เกิน 5 ป นับถึงวันที่ยื่นขอเสนอตามประกาศประกวดราคาอิเล็กทรอนิกสครั้งนี้ จากสวนงานราชการ หนวยงานตามกฎหมายวาดวยระเบียบการบริหารราชการสวนทองถิ่น หนวยงานอื่นซึ่งกฎหมายบัญญัติใหมี ฐานะเปนราชการบริหารสวนทองถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ รฟม. เชื่อถือได
- หลักเกณฑในการพิจารณา
ในการพิจารณาผูชนะการยื่นขอเสนอการจัดจางในครั้งนี้ รฟม. จะพิจารณาตัดสินโดยใชหลักเกณฑราคาต่ําสุด และพิจารณาจากราคารวม - ขอบเขตของงานและหนาที่ความรับผิดชอบของผูรับจาง
ในการดําเนินการตามสัญญาจางนี้ ผูรับจางตองจัดหาพนักงาน ตําแหนงพนักงานปฏิบัติงานจางเหมาภายใน หองควบคุมการเดินรถ หรือตามที่ รฟม. กําหนด จํานวน 16 คน
โดยปฏิบัติงานในหองควบคุมการเดินรถเปนประจําทุกวัน
เวลาทํางาน : เริ่มตั้งแต เวลา 06:00 – 24:00 น.
ผลัดที่ 1 06:00 – 15:00 น. (รวมพัก) จํานวน 1 คน ตอโครงการรถไฟฟา
ผลัดที่ 2 15:00 – 24:00 น. (รวมพัก) จํานวน 1 คน ตอโครงการรถไฟฟา
เพื่อปฏิบัติงานตามโครงการรถไฟฟามหานครสายตาง ๆ ทั้งนี้ ใหมีผูประสานงานและควบคุมการทํางาน จํานวน 1 คน โดยผูรับจางตองรับภาระการจายคาจางของผูประสานงานและควบคุมการทํางานเอง
5.1 กอนเริ่มการปฏิบัติงานตามสัญญาจาง วันที่ 1 ตุลาคม 2569 หรือวันที่ รฟม. กําหนด ผูรับจางตองดําเนินการ จัดหาบุคคลากรและอุปกรณที่เกี่ยวของกับการปฏิบัติงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้
5.1.1 กอนวันเริ่มปฏิบัติงานตามสัญญา 1 ตุลาคม 2569 ผูรับจางที่ผานการคัดเลือกจะตองจัดหาพนักงาน เขาอบรมตามวัน เวลา ที่ รฟม. กําหนด โดย รฟม. จะมีหนังสือแจงเปนทางการ ซึ่งผูรับจางจะตองสงพนักงานเขามา เรียนรูเกี่ยวกับการปฏิบัติงานภายในหองควบคุมการเดินรถ โดยภาระคาใชจายในการเรียนรูเปนของผูรับจาง ทั้งนี้ รฟม. มีสิทธิในการตรวจคุณสมบัติและทดสอบความสามารถในการปฏิบัติงานของพนักงานของผูรับจางทุกคนที่ผู รับจางจัดสงมาใหจนเปนที่พอใจ โดยพนักงานปฏิบัติงานจางเหมาจะตองผานเกณฑการอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวของ กับการปฏิบัติงานในหองควบคุมการเดินรถที่จัดอบรมโดย รฟม. หรือผูรับสัมปทาน โครงการรถไฟฟา หากพิจารณา เห็นวาพนักงานคนหนึ่งคนใดมีคุณสมบัติไมถูกตองตามคุณสมบัติที่กําหนดในขอบเขตของงานหรือไมมีความสามารถ ในการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจทําให รฟม. เสียหายได ผูรับจางตองเปลี่ยนหรือจัดหาพนักงานที่มีคุณสมบัติมาปฏิบัติงาน ทดแทนภายในเวลาที่ รฟม. กําหนด
5.1.2 จัดใหพนักงานปฏิบัติงานจางเหมา ซึ่งปฏิบัติหนาที่ภายในหองควบคุมการเดินรถ ยื่นคําขอจัดทําบัตร อนุญาตเขาพื้นที่ปฏิบัติงาน (Access Card) ของโครงการรถไฟฟาแตละสายตามหนาที่และพื้นที่ที่ไดรับมอบหมายให ปฏิบัติงาน
5.1.3 จัดใหพนักงานของผูรับจางเขารับการตรวจรางกายจากแพทยแผนปจจุบันชั้น 1 ที่มีใบประกอบ โรคศิลป โดยผูรับจางจะตองจัดสงใบรับรองการตรวจรางกายของแพทยให รฟม. ตรวจสอบความถูกตอง ดวยคาใชจายของผูรับจาง
5.1.4 ดําเนินการใหสํานักงานตํารวจแหงชาติตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของพนักงานของผูรับจางที่จะ จัดสงให รฟม. ดวยคาใชจายของผูรับจาง นับจากวันที่บริษัทของผูรับจางเหมาบริการมีหนังสือสงตัวใหเปนพนักงาน ตัวจริง และใหนําผลการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่ออกโดยกองทะเบียนประวัติอาชญากร สํานักงานตํารวจ แหงชาติให รฟม. นับตั้งแตวันที่กองทะเบียนประวัติอาชญากรอนุมัติสถานะการยื่นขอตรวจสอบประวัติ และให ติดตอเขารับเอกสารผลการตรวจได
/พนักงานของ…
- 5 -
พนักงานของผูรับจางจะตองไมมีประวัติอาชญากรรมเกี่ยวกับความผิดทางอาญา เวนแตโทษสําหรับ ความผิดที่ไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ทั้งนี้ รฟม. ไมอนุญาตใหพนักงานของผูรับจางที่มีประวัติ อาชญากรรมเกี่ยวกับความผิดทางอาญาดังกลาวเขาทํางาน หากพบวาพนักงานของผูรับจางมีประวัติอาชญากรรม ดังกลาว ผูรับจางจะตองเปลี่ยนตัวพนักงานดังกลาว และจัดหาพนักงานของผูรับจางมาปฏิบัติงานแทน ทั้งนี้ หาก ผูรับจางไมสามารถจัดหาพนักงานของผูรับจางได บริษัทจะถูกปรับในอัตราตามหลักเกณฑที่ รฟม. กําหนดในขอ 11
5.1.5 จัดสงสําเนาบัตรประจําตัวประชาชน สําเนาทะเบียนบาน หลักฐานแสดงคุณวุฒิการศึกษา ใบรับรองแพทย หลักฐานตามคุณสมบัติเฉพาะในแตละตําแหนง หนังสือรับรองประสบการณเฉพาะตําแหนงที่ระบุปประสบการณ หรือหลักฐานอื่น ๆ (หากมี) ของพนักงานของผูรับจางที่ผานการทดสอบจาก รฟม. ตามที่กําหนดในเงื่อนไข และ จัดสงสัญญาจางให รฟม. ตรวจสอบความถูกตองกอนที่พนักงานของผูรับจางจะเขามาปฏิบัติงานที่ รฟม.
5.1.6 จัดใหพนักงานมีชุดแตงกายของบริษัทฯ อีกทั้งติดบัตรแสดงตัวตนตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน หรือตามที่ รฟม. กําหนด
5.1.7 จัดสงแฟมประวัติพนักงานของผูรับจางทุกคนที่จะจัดสงให รฟม. และที่อาจตองสงมาทดแทนใน วันเริ่มงานวันแรกของพนักงานของผูรับจางซึ่งประกอบดวย
5.1.7.1 แบบฟอรมทะเบียนประวัติขอมูลพนักงาน (แบบฟอรมตามที่ รฟม. กําหนด) 5.1.7.2 ทะเบียนประวัติของพนักงานของผูรับจางตองระบุชื่อ นามสกุล อายุ เพศ รูปถาย ที่อยู การศึกษา ประวัติการทํางานอื่น ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาเขาปฏิบัติงาน
5.1.7.3 สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน และสําเนาทะเบียนบาน
5.1.7.4 สําเนาวุฒิการศึกษา
5.1.7.5 ใบรับรองแพทย 4 โรค ไดแก - โรคเทาชางในระยะที่ปรากฏอาการเปนที่รังเกียจแกสังคม
- โรคติดยาเสพติดใหโทษ
- โรคพิษสุราเรื้อรัง
- โรคติดตอรายแรงหรือโรคเรื้อรังที่ปรากฏอาการเดนชัดหรือรุนแรง และเปนอุปสรรคตอ การปฏิบัติงานในหนาที่
ทั้งนี้ ตองแสดงผลการตรวจสารเสพติด เชน มอรฟน แอมเฟตามีน เปนตน ซึ่งตองมีผลเปน Negative ดวย โดยการตรวจรางกายนี้ผูรับจางตองเปนผูสงใหตรวจสอบและรับผิดชอบคาใชจายเอง 5.1.7.6 หนังสือรับรองประสบการณเฉพาะตําแหนงที่ระบุปประสบการณ
5.1.7.7 หลักฐานการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมจากสํานักงานตํารวจแหงชาติ 5.1.7.8 หลักฐานอื่น ๆ (หากมี)
โดยแฟมประวัติทั้งหมดจะเก็บรักษาไว ณ ฝายปฏิบัติการ กองกํากับการเดิน จํานวน 1 ชุด ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวพนักงานของผูรับจาง ผูรับจางจะตองจัดสงแฟมประวัติใหแก รฟม. ภายใน 1 วัน นับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลง สําหรับเอกสารตาง ๆ ที่เปนสําเนาจะตองมีการรับรองความถูกตองดวย ทั้งนี้ ผูรับจางตองสงมอบหลักฐานการทําหนังสือยินยอมของพนักงานในการใหผูรับจางเปดเผยขอมูลสวนบุคคล แก รฟม. และ รฟม. จะเก็บรวบรวมและเปดเผยขอมูลสวนบุคคลเทาที่จําเปน ซึ่งจะดําเนินการตาม
พระราชบัญญัติคุมครองขอมูลสวนบุคคล พ.ศ. 2562 อยางเครงครัด
5.1.8 จัดใหมีผูประสานงานและควบคุมการทํางาน จํานวน 1 คน ที่สามารถติดตอไดตลอด 24 ชั่วโมง พรอมประสานงานทั้งในสถานการณปกติและสถานการณฉุกเฉิน โดยผูรับจางตองรับภาระการจายคาจางของ ผูประสานงานและควบคุมงานเอง
/5.1.9 จัดให… - 6 -
5.1.9 จัดใหมีอุปกรณสื่อสารโทรศัพทเคลื่อนที่ จํานวน 4 เครื่อง โดยแบงเปนโครงการรถไฟฟาสายละ 1 เครื่อง สําหรับพนักงานของผูรับจางเองที่ปฏิบัติงานในหองควบคุมการเดินรถ ตลอดสัญญา ตลอดระยะเวลา ตามสัญญา ซึ่ง รฟม. มีสิทธิ์ในการบริหารจัดการโทรศัพทเคลื่อนที่และติดตั้งแอปพลิเคชันเฉพาะที่ รฟม. กําหนด โดย พนักงานของผูรับจางตองปฏิบัติตามประกาศการรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย เรื่อง นโยบายคุมครองขอมูล สวนบุคคล พ.ศ. 2569 (ภาคผนวก ก.) และประกาศการรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย เรื่อง นโยบายการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 14) (ภาคผนวก ข.) โดยอุปกรณดังกลาวตอง เปนผลิตภัณฑใหม ไมเคยผานการใชงานมากอน และตองมีคุณลักษณะเฉพาะรวมถึงสมรรถนะการทํางานเทียบเทา หรือดีกวาคุณลักษณะเฉพาะที่กําหนดไว และสงมอบโทรศัพทเคลื่อนที่ จํานวน 4 เครื่องใหเปนทรัพยสินของ รฟม. เมื่อสิ้นสุดสัญญาในสภาพสมบูรณพรอมใชงาน ทั้งนี้ ใหมีรายละเอียดอยางนอย ดังตอไปนี้
5.1.9.1 เปนเครื่องโทรศัพทเคลื่อนที่แบบหนาจอสัมผัส พรอมติดตั้งระบบปฏิบัติการ Android เวอรชันลาสุด
5.1.9.2 มีหนวยประมวลผลกลาง CPU แบบ 6 Core (หรือดีกวา)
5.1.9.3 มีหนวยความจําหลัก (RAM) ขนาดไมนอยกวา 8 GB
5.1.9.4 มีหนวยจัดเก็บขอมูล (Internal Storage) ความจุไมนอยกวา 128 GB 5.1.9.5 มีระบบยืนยันตัวบุคคลดวยการสแกนใบหนา (Face Recognition) หรือดีกวา 5.1.9.6 มีระบบเครือขายไรสายตามมาตรฐาน IEEE 802.11ax (Wi-Fi 6) หรือดีกวา 5.1.9.7 มีจอภาพขนาดไมนอยกวา 6.1 นิ้ว แบบ OLED หรือดีกวา รองรับ Multi-Touch และเคลือบ สารปองกันรอยนิ้วมือ อีกทั้งติดตั้ง ฟลมกันรอยหนาจอแบบกระจก
5.1.9.8 มีแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion และอุปกรณแปลงไฟฟา (Adapter) รองรับการชารจไว (Fast Charging) ไมนอยกวา 25W สําหรับตอใชงานกับไฟฟา 220V และ มีสายสัญญาณ USB-C หรือดีกวา สําหรับรับ-สงขอมูล และชารจไฟฟาได ความยาวไมนอยกวา 1 เมตร
5.1.9.9 ระบบรองรับ Nano SIM และ/หรือ eSIM ระบบเครือขายรองรับการใชงาน 5G โดยสามารถโทรไดไมนอยกวา 300 นาที และใชงานเครือขายอินเตอรเน็ตแบบไมจํากัดขอมูล และไมจํากัด ชั่วโมงการใชงาน โดยมีความเร็วการรับสงขอมูลไมนอยกวา 20 Mbps โดยผูรับจางตองเปนผูดําเนินการ ในการลงทะเบียน และรับผิดชอบคาใชจายการใชบริการที่เกิดขึ้นทั้งหมดตลอดระยะเวลาสัญญา
5.1.9.10 มีกลองถายภาพดานหลังความละเอียดไมนอยกวา 50 ลานพิกเซล พรอมระบบกันสั่น (OIS) ระบบอัตโนมัติในการปรับโฟกัสภาพ (Auto Focus) หรือดีกวา และสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวได 5.1.9.11 ตัวเครื่องตองเปนผลิตภัณฑใหม ไมเคยผานการใชงานมากอน และมีการรับประกันจากผูผลิต หรือผูแทนจําหนายในประเทศไทยไมนอยกวา 1 ป
5.1.10 จัดใหมีอุปกรณกระจายสัญญาณเครือขายแบบ 4G (4G Router Wi-Fi) พรอม SIM Card ความเร็วไมนอยกวา 15 Mbps แบบไมจํากัด เพื่อใชสําหรับสงขอมูลและปฏิบัติงานจํานวน 4 เครื่อง โดยแบงเปน โครงการรถไฟฟาสายละ 1 เครื่อง สําหรับพนักงานของผูรับจางเองที่ปฏิบัติงานในหองควบคุมการเดินรถตลอดสัญญา และสงมอบอุปกรณกระจายสัญญาณเครือขายแบบ 4G (4G Router Wi-Fi) ใหเปนทรัพยสินของ รฟม. เมื่อสิ้นสุด สัญญาในสภาพสมบูรณพรอมใชงาน
5.1.11 จัดใหมี SIM Card จํานวน 3 SIM สําหรับผูประสานงานของ รฟม. ระบบเครือขายรองรับการใช งาน 5G โดยสามารถโทรไดไมนอยกวา 300 นาที และใชงานเครือขายอินเตอรเน็ตแบบไมจํากัดขอมูล และไม จํากัดชั่วโมงการใชงาน โดยมีความเร็วการรับสงขอมูลไมนอยกวา 20 Mbps โดยผูรับจางตองเปนผูดําเนินการ ในการลงทะเบียน และรับผิดชอบคาใชจายการใชบริการที่เกิดขึ้นทั้งหมดตลอดระยะเวลาสัญญา
/5.1.12จัดหา… - 7 -
5.1.12 จัดหาระบบหรือแอปพลิเคชันสําหรับตรวจสอบเวลาเขา – ออกงานของพนักงานในแตละผลัด รวมถึงแตละโครงการรถไฟฟาผานอุปกรณกระจายสัญญาณเครือขายแบบ 4G (4G Router Wi-Fi) ตามขอ 5.1.10 เพื่อใชในการตรวจสอบระยะเวลาการเขา – ออกงานของพนักงานของผูรับจาง
5.2 ผูรับจางตองดําเนินงานตามสัญญาจาง (เริ่มปฏิบัติงานตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2570 หรือ วันที่ รฟม. กําหนด) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
5.2.1 กรณีที่พนักงานของผูรับจางมีการลา ขาดงาน หรือหยุดงาน และ/หรือขาดคุณสมบัติของ พนักงาน ผูรับจางตองปฏิบัติดังนี้ - กรณีที่พนักงานของผูรับจางลา หรือหยุดงาน ผูรับจางตองจัดสงพนักงานทดแทนภายในเวลา ผลัดที่ 1 เวลา 06:00 น. และผลัดที่ 2 เวลา 15:00 น.
- กรณีที่พนักงานของผูรับจางลาออก ผูรับจางตองจัดสงพนักงานมาทดแทน พรอมทั้งตองจัดสง แฟมประวัติตามขอ 5.1.7 ให รฟม. ในวันเริ่มปฏิบัติงานของพนักงานดังกลาว
- กรณีที่พนักงานของผูรับจางขาดงาน ผูรับจางตองจัดสงพนักงานที่ผานการอบรมตามขอ 5.1.2 มาทดแทนใหครบจํานวน
- กรณีที่พนักงานของผูรับจางมีผลการประเมินต่ํากวาเกณฑที่ รฟม. กําหนด หรือ รฟม. ประเมินแลววา ไมมีความสามารถในการปฏิบัติงานตามที่ไดรับมอบหมายได รฟม. มีสิทธิ์ขอเปลี่ยนตัว พนักงานของผูรับจาง โดยจะแจงใหทราบลวงหนาไมนอยกวา 1 วันทําการ และผูรับจางจะตองจัดสงพนักงาน ทดแทน ซึ่งผานการอบรมตามขอ 5.1.2 ใหมาปฏิบัติงานให รฟม. ในวันถัดไป
5.2.2 จัดใหมีการปฐมนิเทศพนักงาน เพื่อใหเขาใจสิทธิ หลักเกณฑ ขอกฎหมายตาง ๆ เพื่อใหพนักงานของ ผูรับจางมีความรูและความเขาใจอยางชัดเจนเกี่ยวกับระเบียบ ขอปฏิบัติของผูรับจาง และของ รฟม.รวมทั้งชี้แจง ลักษณะงานที่รับผิดชอบ และจัดใหมีการอบรมใหความรูเกี่ยวกับขอกําหนดของขอบเขตของงานจางเหมาบริการ จัดหาแรงงานของ รฟม. และใหพนักงานของผูรับจางตองปฏิบัติตามขอกําหนดในการปฏิบัติงานและขอกําหนด เกี่ยวกับความประพฤติ ดังนี้
ขอกําหนดในการปฏิบัติงาน
(1) เคารพและปฏิบัติตามขอกําหนดสัญญาในการทํางานโดยเครงครัด
(2) เชื่อฟงและปฏิบัติตาม รฟม. กําหนด
(3) ปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตย ขยันหมั่นเพียร เสียสละ อดทน และมีความตั้งใจจริง (4) ไมแจงหรือรายงานเท็จ หรือปกปดขอเท็จจริงเกี่ยวกับการทํางานตอ รฟม.
(5) ไมละทิ้งหนาที่ ขาดงานหรือหยุดงานโดยไมมีเหตุผลอันสมควร
(6) จะตองเปนผูตรงตอเวลา ไมมาปฏิบัติงานสาย
(7) ไมจงใจหรือเจตนาที่จะปฏิบัติงานใหลาชา
(8) ผูประสานงานและควบคุมการทํางานตองคอยดูแลมิใหพนักงานลงเวลาปฏิบัติงานเท็จ (9) หามนําเครื่องมือ เครื่องใช หรือทรัพยสินอื่นใดของ รฟม. ไปใชประโยชนสวนตัวหรือผูอื่น เวน แตจะไดรับอนุญาตจากผูมีอํานาจอนุมัติ
(10) ไมเปดเผยขอความใด ๆ อันเปนเรื่องความลับเกี่ยวกับการดําเนินงานของ รฟม.
ขอกําหนดเกี่ยวกับความประพฤติ
(1) ไมประพฤติตนไปในทางที่จะนําความเสื่อมเสียชื่อเสียงมาสู รฟม.
(2) ไมใชกริยาวาจาไมสุภาพตอผูปฏิบัติงานของ รฟม. และผูอื่น
(3) ไมกระทําหรือสนับสนุนใหมีการทะเลาะวิวาท หรือทํารายรางกายเพื่อนรวมงานและผูอื่น (4) ไมแพรขาวอกุศลใสรายผูอื่น แอบอางทําใหเกิดความเสียหายแก รฟม. หรือกอใหเกิด ความแตกแยกความสามัคคีในระหวางเพื่อนรวมงานดวยกัน
(5) หามนําสิ่งเสพติด สุรา ของมึนเมา บุหรี่ไฟฟา และของผิดกฎหมายเขามาในบริเวณที่ทําการ ของ รฟม.
(6) หามเลนการพนันทุกชนิด
/(7) ไมหลับ… - 8 -
(7) ไมหลับระหวางการทํางาน
(8) ไมเสพสิ่งเสพติด สุรา หรือสิ่งมึนเมาอยางอื่นระหวางทํางาน หรือทํางานในสภาพมึนเมา (9) ไมเปนผูกระทํา หรือใหความรวมมือในการโจรกรรม หรือทําลายทรัพยสินของ รฟม. หรือ ทรัพยสินของราชการ หรือกระทําการอยางใดอันเปนผลทําให รฟม. ได รับความเสียหาย
(10) สูบบุหรี่ ณ สถานที่ที่ รฟม. จัดให
(11) หามนําอาวุธทุกชนิดเขามาในบริเวณที่ทําการของ รฟม.
(12) หามดําเนินการหรือกระทําการใด ๆ ในทางที่ขัดตอกฎหมาย และศีลธรรมอันดี
(13) หามบันทึกเสียง ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ภายในหองควบคุมการเดินรถ ยกเวนไดรับการ อนุญาตจาก รฟม.
(14) กรณีพนักงานของผูรับจางนําความเสื่อมเสียชื่อเสียงมาสู รฟม. โดยมีการลงขาวสื่อมวลชนทําให รฟม. เสียภาพลักษณ ผูรับจางตองโฆษณาทางสื่อโฆษณาตามที่กําหนดเพื่อเผยแพรขาว ชี้แจงขอเท็จจริงและ รฟม. ขอสงวนสิทธิ์เรียกคาเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณดังกลาว (ถามี)
5.2.3 ในกรณีที่ผูรับจางตองการยาย/เปลี่ยนแปลงพนักงานของผูรับจาง ผูรับจางจะตองแจงให รฟม. ทราบ ลวงหนาไมนอยกวา 5 วันทําการ และพนักงานของผูรับจางที่มาทดแทนจะตองมีคุณสมบัติครบถวนตามที่กําหนดไว และตองนํามาทดแทนในวันที่มีการยายหรือเปลี่ยนแปลง
5.2.4 ผูรับจางตองทําบัตรประจําตัวใหแกพนักงานของผูรับจางและบัตรผานเขา – ออกสถานที่ดวยคาใชจาย ของผูรับจางเอง พรอมทั้งจัดสงสรุปรายชื่อพรอมลายมือชื่อของพนักงานของผูรับจางที่ไดรับการปฐมนิเทศและไดรับ บัตรประจําตัวภายใน 10 วันทําการนับแตวันเริ่มปฏิบัติงาน
ในกรณีที่แตละโครงการรถไฟฟากําหนดใหมีบัตรผานเขา – ออก สถานที่ ผูรับจางจะตองควบคุมให พนักงานของผูรับจางเก็บรักษาบัตรดังกลาวไวเปนอยางดี ในกรณีที่บัตรชํารุดเสียหายหรือสูญหาย ใหถือเปน คาใชจายของ ผูรับจางซึ่งจะเรียกเก็บหรือหักคาใชจายดังกลาวจากพนักงานของผูรับจางมิได 5.2.5 ตองปฏิบัติงานอื่นในสวนที่เกี่ยวของกับระบบการบริหารจัดการที่ รฟม. กําหนด ไดแก ระบบ การจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หรือระเบียบอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
- ผูรับจางจะตองจัดหาพนักงานตามคุณสมบัติและเงื่อนไขการจาง ดังตอไปนี้
ผูรับจางจะตองดําเนินการจัดหาพนักงานปฏิบัติงานจางเหมาภายในหองควบคุมการเดินรถและผูประสานงานและ ควบคุมการทํางาน ดังนี้
6.1 พนักงานปฏิบัติงานจางเหมาภายในหองควบคุมการเดินรถ จํานวน 16 คน
อัตราคาจางใหเปนไปตามกฎหมายแรงงาน
ขอบเขตของงาน ปฏิบัติงานภายในหองควบคุมการเดินรถไฟฟา ติดตาม ตรวจสอบ กํากับดูแลการใหบริการ รถไฟฟาขนสงมวลชน รายงานเหตุการณไมปกติที่เกิดขึ้นในระหวางปฏิบัติงานใหแกผูบังคับบัญชา จัดทํารายงาน บันทึกเหตุการณภายในหองควบคุมการเดินรถ และปฏิบัติงานอื่นที่ไดรับมอบหมาย
คุณสมบัติทั่วไป
- มีสัญชาติไทย
- มีอายุตั้งแต 20 ปบริบูรณ และไมเกิน 35 ปบริบูรณ นับถึงวันที่เริ่มปฏิบัติงานกับ รฟม. 3) มีความประพฤติดี กิริยาวาจาสุภาพเรียบรอย และไมเปนผูบกพรองในศีลธรรมอันดี
- ไมเปนผูมีรางกายทุพพลภาพจนไมสามารถปฏิบัติงานได ไรความสามารถ จิตฟนเฟอน ไมสมประกอบ หรือไมเปนโรค ดังนี้
- โรคเทาชางในระยะที่ปรากฏอาการเปนที่รังเกียจแกสังคม
- โรคติดยาเสพติดใหโทษ
- โรคพิษสุราเรื้อรัง
- โรคติดตอรายแรงหรือโรคเรื้อรังที่ปรากฏอาการเดนชัดหรือรุนแรง และเปนอุปสรรคตอการปฏิบัติหนาที่ /ทั้งนี้ ตอง…
- 9 -
ทั้งนี้ ตองแสดงผลการตรวจสารเสพติด เชน มอรฟน แอมเฟตามีน เปนตน ซึ่งตองมีผลเปน Negative ดวย โดยการตรวจรางกายนี้ผูรับจางตองเปนผูสงใหตรวจสอบและรับผิดชอบคาใชจายเอง
- มีอัธยาศัยและมนุษยสัมพันธดี สามารถปฏิบัติงานรวมกับเพื่อนรวมงานได
- ตองเปนผูที่อุทิศตนเพื่อการปฏิบัติงานของ รฟม.
- มีความรับผิดชอบตอหนาที่ที่ไดรับมอบหมายและปฏิบัติงานตามคําสั่งของ รฟม.
- ผูสมัครที่เปนชายตองพนจากการรับราชการทหารกองประจําการแลว โดยมีหลักฐานของทางราชการ รับรองวาพนจากการรับราชการทหารกองประจําการ หรือพนจากการตรวจเลือกทหารกองเกินเขารับราชการทหาร กองประจําการแลวโดยไมตองเปนทหาร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงวาไมตองเปนทหาร
คุณสมบัติเฉพาะตําแหนง - เพศชาย/หญิง
- วุฒิการศึกษาไมต่ํากวาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร วิทยาศาสตร ครุศาสตรอุตสาหกรรม หรือสาขาที่เกี่ยวของ 3) สามารถใชโปรแกรมคอมพิวเตอร MICROSOFT OFFICE ได
- สามารถทํางานหมุนเวียนเปนกะได
- สามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ตามที่ไดรับมอบหมายได
- สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได
ลักษณะงานที่ปฏิบัติ 1) ตรวจสอบการปฏิบัติงานภายในหองควบคุมการเดินรถ บันทึกเหตุการณตาง ๆ ที่เกิดขึ้น ความตรงตอเวลา ของการเดินรถ จัดทําเอกสารหรือรายงานหรือไฟลงานนําเสนออื่น ๆ พรอมทั้งรายงานเหตุการณตอผูบังคับบัญชา พรอมทั้งจัดทํา จัดเก็บ และรายงานขอมูลตามแบบฟอรมที่ รฟม. กําหนด - ตองจัดทํารายงานเหตุการณการใหบริการเดินรถใหเสร็จสิ้นภายในผลัด
- เมื่อสิ้นสุดสัปดาหตองจัดสงรายงานสรุปเหตุการณภายในหองควบคุมการเดินรถประจําสัปดาห และนําสงให รฟม. ตรวจสอบทุกวันจันทร หรือตามที่ รฟม. กําหนด
- ทุกสิ้นเดือนตองจัดสงสรุปผลรายงานการปฏิบัติงานตามรูปแบบที่ รฟม. กําหนด
- สนับสนุนงานอื่นๆ ของ รฟม. ตามที่ไดรับมอบหมาย
6.2 ผูประสานงานและควบคุมการทํางาน ตามขอ 5.1.8 จํานวน 1 คน
ขอบเขตงาน
มีความพรอมในการประสานงานระหวาง รฟม. ผูรับจาง และพนักงานของผูรับจาง ทั้งในสถานการณปกติและ สถานการณฉุกเฉิน ซึ่งสามารถติดตอได ตองเปนผูวางแผนงานในแตละวัน บริหารจัดการสงพนักงานเขาปฏิบัติงาน ตามโครงการรถไฟฟามหานครสายตาง ๆ จัดหาพนักงานมาทดแทน กําหนดรายชื่อพนักงานที่เขาปฏิบัติงาน จัดทํารายงานการปฏิบัติงาน จัดทําสรุปรายเดือนโดยตองตรวจสอบคาจางเหมาบริการ คาทํางานลวงเวลา คาปรับ กรณีปฏิบัติงานลาชา และคาปรับกรณีไมมาปฏิบัติงานใหถูกตองครบถวนดวย รวมถึงการจัดสงสรุปรายงาน ผลการปฏิบัติงานภายในหองควบคุมการเดินรถ หรือตามที่ไดรับมอบหมาย
คุณสมบัติทั่วไป - เพศชาย/หญิง มีสัญชาติไทย
- มีอายุไมต่ํากวา 30 ปบริบูรณ นับถึงวันที่เริ่มปฏิบัติงานกับ รฟม.
- มีฝมือดี มีสุขภาพแข็งแรง มีความซื่อสัตย อดทน มีกิริยามารยาทเรียบรอยสุภาพ และไมเปนผูบกพรอง ในศีลธรรมอันดี มีคุณสมบัติตรงตามที่กําหนดในขอบเขตของงานจางนี้ พรอมที่จะปฏิบัติงานให รฟม. 4) มีอัธยาศัยและมนุษยสัมพันธดี สามารถปฏิบัติงานรวมกับเพื่อนรวมงานได
- ตองเปนผูที่อุทิศตนเพื่อการปฏิบัติงานของ รฟม.
- มีความรับผิดชอบตอหนาที่ที่ไดรับมอบหมายและปฏิบัติงานตามคําสั่งของ รฟม. 7) ผูสมัครที่เปนชายตองพนจากการรับราชการทหารกองประจําการแลว โดยมีหลักฐานของทางราชการรับรอง วาพนจากการรับราชการทหารกองประจําการ หรือพนจากการตรวจเลือกทหารกองเกินเขารับราชการทหาร กองประจําการแลวโดยไมตองเปนทหาร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงวาไมตองเปนทหาร 8) สามารถปฏิบัติตามระเบียบขอบังคับในการทํางานและตองรักษาความลับของ รฟม. ได
/คุณสมบัติ…
- 10 -
คุณสมบัติเฉพาะ
- วุฒิการศึกษาไมต่ํากวาปริญญาตรีทุกสาขา
- มีความรูในสัญญา และการบริหารงานตามที่ รฟม. กําหนด และสามารถตัดสินใจแกไขปญหาเฉพาะหนาไดดี 7. ระยะเวลาดําเนินการ
ระยะเวลาดําเนินการและการปฏิบัติงานของพนักงานผูรับจาง มีดังนี้
7.1 เริ่มปฏิบัติงานตั้งแตวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2570 (รวม 12 เดือน) 7.2 วันและเวลาการทํางาน
รฟม. จะจัดตารางการปฏิบัติงานใหพนักงานในแตละสาย โดยอางอิงจากวันทําการและวันหยุดในเดือนนั้น ซึ่งผูรับจางตองจัดใหพนักงานของผูรับจางปฏิบัติงานตามที่ รฟม. กําหนด
วันทํางาน : ปฏิบัติงานในหองควบคุมการเดินรถเปนประจําทุกวัน
เวลาทํางาน : เริ่มตั้งแต เวลา 06:00 – 24:00 น.
ผลัดที่ 1 06:00 – 15:00 น. (รวมพัก) จํานวน 1 คน ตอโครงการรถไฟฟา
ผลัดที่ 2 15:00 – 24:00 น. (รวมพัก) จํานวน 1 คน ตอโครงการรถไฟฟา
- วงเงินในการจัดหา
วงเงินทั้งสิ้น 12,000,000 บาท (สิบสองลานบาทถวน) ซึ่งเปนราคาที่รวมภาษีมูลคาเพิ่ม ภาษีอื่นๆ (ถามี) และ คาใชจายทั้งปวงไวดวยแลว - คาจางและการจายเงิน
9.1 รฟม. จะชําระเงินตามสัญญานี้ เปนการชําระแบบรายงวด ซึ่งไดรวมภาษีมูลคาเพิ่มตลอดจนภาษีอาการอื่น ๆ และคาใชจายทั้งปวงแลว โดยมีรายละเอียดการชําระเงินแบงออกเปน 12 งวด ซึ่ง รฟม. ตกลงจายคาจางใหผูรับจาง เปนรายเดือนเมื่อผูรับจางไดปฏิบัติงานใหแลวเสร็จตามสัญญา พรอมทั้งสงมอบเอกสาร ตามขอ 5.2.6 ตําแหนงพนักงานปฏิบัติงานจางเหมาภายในหองควบคุมการเดินรถ อัตราคาจางใหเปนไปตามกฎหมายแรงงาน ทั้งนี้ กรณีมีการทํางานลวงเวลาของพนักงานของผูรับจาง จะตองมีหลักฐานการอนุมัติการทํางานลวงเวลาจาก ผูอํานวยการฝาย/สํานัก ประกอบดวย โดย รฟม. จะชําระใหเมื่อผูรับจางไดดําเนินการยื่นขอรับคาจางพรอม รายละเอียดตามที่ รฟม. กําหนด และ รฟม. ตกลงจะจายใหภายใน 45 วัน นับจากวันที่ คณะกรรมการตรวจ รับพัสดุของ รฟม. ไดตรวจรับงานเรียบรอยแลว
9.2 การคิดคาจางใหเริ่มตั้งแตวันที่พนักงานของผูรับจางเขาปฏิบัติงาน คํานวณจากการลงเวลาเขา – ออก งานในแตละวันของแตละคนตามที่ปรากฏในหลักฐานการลงเวลาปฏิบัติงาน และจะไมพิจารณาการขออนุมัติ ลงเวลาทํางาน ยกเวนในกรณีที่ตองไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ตามที่ผูบังคับบัญชามอบหมาย หรือกรณีอุปกรณ หรือระบบการลงเวลาปฏิบัติงานเสียพรอมกันทุกเครื่อง ซึ่งเปนเหตุใหพนักงานของผูรับจางทุกคนไมสามารถลง เวลาปฏิบัติงานได - การทํางานลวงเวลา (หากมี)
10.1 ในกรณีที่ รฟม. มีความจําเปนตองใหพนักงานของผูรับจางทํางานลวงเวลาในวันทําการปกติ ทํางานใน วันหยุด และทํางานลวงเวลาในวันหยุด รฟม. สามารถกําหนดระยะเวลาการทํางานดังกลาวตามความจําเปน ภายใต เงื่อนไขและการปฏิบัติงานเปนคราว ๆ ไป
10.2 หลักเกณฑการจายคาทํางานลวงเวลาในวันทํางานปกติ คาทํางานในวันหยุด คาทํางานลวงเวลาในวันหยุด ใหคิดเฉลี่ยคาจาง 30 วันตอเดือน ตามหลักเกณฑ ดังนี้
10.2.1 การทํางานลวงเวลาในวันทําการปกติ พนักงานของผูรับจางจะไดรับคาลวงเวลาในอัตรา 1.5 เทา ของคาจาง
10.2.2 การทํางานในวันหยุด พนักงานของผูรับจางจะไดรับคาทํางานในวันหยุดงานในอัตรา 1 เทา ของคาจาง
10.2.3 การทํางานลวงเวลาในวันหยุด พนักงานของผูรับจางจะไดรับคาลวงเวลาในวันหยุดในอัตรา 3 เทาของคาจาง
10.2.4 คาจางที่ใชในการคํานวณคาลวงเวลาในขอ 10.2.1 - 10.2.3 ใหคํานวณจากคาจางที่ผูรับจาง จายใหกับพนักงานของผูรับจางแตละตําแหนง ดังนี้
/คาลวงเวลา…
- 11 -
คาลวงเวลา (รายชั่วโมง) = คาจาง* ÷ 30 วัน
8 ชั่วโมง
*คาจาง หมายถึง คาจางตอเดือนแตละตําแหนง ไมรวมคาดําเนินการและภาษีมูลคาเพิ่ม โดยใชราคาคาจาง ตามขอ 12
ทั้งนี้ จะคํานวณคาลวงเวลาเมื่อพนักงานของผูรับจางปฏิบัติงานเต็มทุก 1 ชั่วโมง (เศษของชั่วโมงไมนํามาคํานวณ)
- คาปรับ
11.1 ในกรณีที่ผูรับจางไมสงมอบ หรือจัดหาพนักงานของผูรับจางมาปฏิบัติงานไมครบจํานวนตามสัญญา จางเหมาบริการ ตอ 1 ผลัด ตอ 1 โครงการรถไฟฟา ดังที่ระบุไวในตารางผลัด ที่ รฟม. กําหนด ผูรับจางยินยอมให รฟม. ปรับในอัตรา รอยละ 0.1 ของมูลคาสัญญาจางตามสัญญา ตอ 1 ผลัด ตอ 1 โครงการรถไฟฟา
11.2 ในกรณีที่พนักงานของผูรับจางมาปฏิบัติงานลาชากวากําหนดหรือออกกอนเวลาหรือไมครบจํานวน ตามสัญญาจาง ดังที่ระบุไวในตารางผลัด ผูรับจางยินยอมให รฟม. ปรับชั่วโมงละ 100 บาท (หนึ่งรอยบาทถวน) ตอ 1 ผลัด ตอ 1 โครงการรถไฟฟา โดยที่เศษของชั่วโมงใหคิดเปน 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากมาลาชาเกินกวา 2 ชั่วโมงจะถือวาขาดงานและจะดําเนินการปรับตามขอ 11.1
11.3 ในกรณีที่พนักงานของผูรับจางที่มาปฏิบัติหนาที่มีความจําเปนตองออกจากพื้นที่ที่รับผิดชอบชั่วคราว เชน ไปรับประทานอาหาร เขาหองน้ํา เปนตน ใหพนักงานของผูรับจาง แจงใหผูประสานงานของ รฟม. ที่รับผิดชอบ ทราบกอนออกจากพื้นที่และจะออกจากพื้นที่ไดเมื่อไดรับอนุญาตแลวเทานั้น กรณี รฟม. ตรวจสอบพบวาพนักงาน ของผูรับจางมาปฏิบัติหนาที่ แตไมอยูประจําจุดที่รับผิดชอบ ผูรับจางยินยอมให รฟม. ปรับชั่วโมงละ 100 บาท (หนึ่งรอยบาทถวน) ตอคน โดยที่เศษของชั่วโมงใหคิดเปน 1 ชั่วโมง
11.4 ในกรณีที่ผูรับจางสงออกขอมูลภายใน รฟม. ไปยังบุคคลหรือหนวยงานภายนอก รฟม. โดยไมไดรับ ความเห็นชอบจาก รฟม. ผูรับจางยินยอมให รฟม. ปรับในอัตรา รอยละ 0.1 ของมูลคาสัญญาจางตามสัญญา ตอ การที่ รฟม. ตรวจพบ 1 ครั้ง - การทําสัญญาจาง
ผูชนะการยื่นขอเสนองานจางในครั้งนี้ (ผูรับจาง) จะตองแยกคาจางที่เสนอราคาไดออกเปนคาจาง เหมาบริการ ภาษีมูลคาเพิ่มของพนักงานของผูรับจางแตละตําแหนง คาใชจายในการบริหารและคาใชจายอื่น ๆ ที่เสนอใหชัดเจนกอนลงนามในสัญญา - ขอกําหนดอื่น ๆ
13.1 ในกรณีที่ผูรับจางไมปฏิบัติตามสัญญาขอใดขอหนึ่ง รฟม. มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได และหาก รฟม. บอกเลิกสัญญาแลว ผูรับจางตองยินยอมให รฟม. ดําเนินการดังตอไปนี้
13.1.1 เรียกคาจางที่เพิ่มขึ้น หาก รฟม. ตองทําการจางบุคคลอื่นใหมาปฏิบัติงานตอไปจนครบ กําหนดตามเวลาสัญญานี้
13.1.2 เรียกคาเสียหายอื่น ๆ จากผูรับจาง
13.1.3 ยึดหรือระงับการจายเงินคาจางที่คางชําระเพื่อนํามาชําระเปนคาเสียหาย 13.1.4 ยึดหลักประกันสัญญาทั้งหมดหรือบางสวนตามแต รฟม. จะเห็นสมควรและหากเงินประกัน ไมเพียงพอที่จะชําระคาเสียหาย ผูรับจางตองยินยอมชําระสวนที่ยังขาดอยูจนครบถวนภายใน 7 (เจ็ด) วัน นับแตวันที่ไดรับแจงจาก รฟม.
13.1.5 ยินยอมชําระดอกเบี้ยที่เกิดจากการผิดนัด และ/หรือ คาใชจายและคาเสียหายที่เกิดขึ้น เนื่องจากการผิดสัญญาแก รฟม. ตามที่กฎหมายกําหนด
/13.2 ผูรับจาง…
- 12 -
13.2 ผูรับจางตองปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน กฎ ระเบียบ ขอบังคับ คําสั่ง แนวปฏิบัติของ รฟม. และ กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวของทั้งหมดอยางเครงครัด (รวมถึงการสงเงินเขากองทุนสงเคราะหลูกจางมีผลบังคับใช 1 ตุลาคม 2569) หากมีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นจากการไมปฏิบัติตามขอสัญญานี้ ผูรับจางตองรับผิดชอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งในปจจุบัน และที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอยางเครงครัด
13.3 ในกรณีที่รัฐบาลประกาศเปลี่ยนแปลงกําหนดอัตราคาแรงขั้นต่ําภายหลังสัญญานี้มีผลใชบังคับ ผูรับจาง อาจรองขอเพิ่มอัตราคาจางเฉพาะคาแรงพนักงานของผูรับจางตามอัตราสวนตางของคาจางขั้นต่ําที่รัฐบาลกําหนด เพิ่มขึ้น โดย รฟม. และผูรับจางจะตองเจรจาตกลงกันในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ รฟม. จะพิจารณาดวยเหตุผล ที่สมควรและเปนธรรม หากไมสามารถตกลงตามที่ผูรับจางรองขอไดเนื่องจากเหตุขัดของดานงบประมาณหรือ เหตุอื่นใด ผูรับจางตองรับผิดชอบคาใชจายที่เพิ่มขึ้น และจะไมเรียกรองคาเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น 13.4 ตองรับผิดชอบในความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอทรัพยสิน ชีวิต รางกายกับบุคคลใด ๆ ไมวาจะเปน พนักงานลูกจางของ รฟม. หรือตัวแทนพนักงานของผูรับจาง หรือบุคคลอื่นในทุกกรณีความเสียหายอันเกิดจาก การกระทําหรืองดเวนการกระทําโดยจงใจ หรือความประมาทเลินเลอของผูรับจางหรือพนักงานของผูรับจาง 13.5 หากเกิดความเสียหายตอ รฟม. และสามารถคิดมูลคาความเสียหายเปนตัวเงินได รฟม. อาจกําหนดให ผูรับจางชดใชดวยเงินสด หรือให รฟม. หักเงินจากยอดเงินที่ รฟม. ตองจายใหแกผูรับจาง โดย รฟม. จะดําเนินการ ตามกฎหมายที่เกี่ยวของ
13.6 รฟม. สงวนสิทธิที่จะบอกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงสัญญากอนที่จะครบกําหนดในเวลาใดก็ไดและไมวา จะดวยเหตุผลใดก็ตาม รวมทั้งเปลี่ยนแปลงสถานที่ จํานวนพนักงานของผูรับจางและเวลาที่จะปฏิบัติงานได ตามความเหมาะสมและความจําเปน ทั้งนี้ รฟม. จะตองปรับลดหรือเพิ่มคาจางตามสัดสวนของพนักงานของ ผูรับจางที่ปฏิบัติงานจริงโดยจะแจงใหผูรับจางทราบเปนหนังสือลวงหนาไมนอยกวา 5 วันทําการ กอนวันบอกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงสัญญา
13.7 หากมีเหตุให รฟม. เชื่อไดวาผูรับจางไมสามารถปฏิบัติงานใหแลวเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนด หรือผูรับจางทําผิดสัญญาขอหนึ่งขอใดก็ดี หรือดําเนินการโดยไรประสิทธิภาพ รฟม. สามารถบอกเลิกสัญญาได โดยไมจําเปนตองแจงใหทราบลวงหนา
13.8 หากพนักงานของผูรับจางทําการประทวง กอเหตุทะเลาะวิวาท หรือกระทําการใดที่สงผลกระทบตอ การปฏิบัติงานของ รฟม. ชื่อเสียง ภาพลักษณ รฟม. จะปรับครั้งละ 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถวน) 13.9 ผูรับจางจะตองลงนามในสัญญาวาจะไมเปดเผยความลับของ รฟม. (Non-Disclosure Agreement: NDA) ผูรับจางและพนักงานของผูรับจางทุกคนจะตองเก็บความลับของขอมูล ภาพถายภายในพื้นที่หองควบคุมหรือ เอกสารตาง ๆ ของ รฟม. โดยหามเผยแพรสูภายนอกหรือกระทําการใดให รฟม. เกิดความเสียหาย โดยผูรับจาง จะตองรับผิดชอบตอความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ รฟม. จะมีการตรวจสอบการสงออกขอมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร และ โทรศัพทเคลื่อนที่ เปนประจํา โดยหากตรวจพบวาผูรับจางมีการเปดเผยขอมูลของ รฟม. สูบุคคลหรือหนวยงานภายนอก โดยไมไดรับ ความเห็นชอบจาก รฟม. จะตองมีโทษปรับตาม ขอ 11.4 และ รฟม. จะดําเนินการตามกฎหมาย
- เอกสารหลักฐานที่ใชประกอบการพิจารณา
14.1 เอกสารสําเนาใบรับรองระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2015 และ ISO 45001:2018 ที่ยังไม หมดอายุหรือเอกสารหลักฐานแสดงการขอใบรับรองหรือตออายุ
14.2 เอกสารสําเนาสัญญา จํานวน 1 สัญญา
ขอบเขตของงาน จํานวน 1 ฉบับ
หนังสือรับรองผลงาน จํานวน 1 ฉบับ
/โดยเอกสาร…
- 13 -
โดยเอกสารหลักฐานดังกลาวจะตองเปนสัญญาเดียวกันที่มีระยะเวลาไมนอยกวา 1 ป และมีวงเงิน คาจาง ไมนอยกวา 5,000,000 บาท (หาลานบาทถวน) ตองเปนสัญญาที่ดําเนินการสิ้นสุดแลวภายใน ระยะเวลาไมเกิน 5 ป นับถึงวันที่ยื่นขอเสนอตามประกาศประกวดราคาอิเล็กทรอนิกสครั้งนี้
- ผูประสานงานของ รฟม.
ผูอํานวยการกองกํากับการเดินรถ โทรศัพท 0 2716 4000 ตอ 6102
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
MASS RAPID TRANSIT AUTHORITY OF THAILAND
รัฐวิสาหกิจภายใต้ก ากับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
A STATE ENTERPRISE UNDER SUPERVISION OF MINISTER OF TRANSPORT
ประกาศการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
เรื่อง นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569
…………………………………………..
ด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 ประกอบกับข้อ 4 และข้อ 5 ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 ก าหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจาก อ านาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวนมาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจ าเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตระหนักและให้ความส าคัญในการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของ รฟม. จึงเห็นสมควรปรับปรุงประกาศการรถไฟฟ้า ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เรื่อง นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 โดยอาศัยอ านาจตามความในมาตรา 24 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เรื่อง นโยบาย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569”
ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นก าหนด 7 วัน นับถัดจากวันที่ประกาศเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกประกาศการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เรื่อง นโยบายการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2568
ข้อ 4 หลักการส าคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
รฟม. จะเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยอยู่บนพื้นฐานหลักการส าคัญ ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังนี้
/(1) เก็บรวบรวม …
175 ถนนพ ร ะ ร า ม 9 แ ข ว ง ห้ ว ย ข ว า ง เ ขตห้ ว ย ข ว า ง ก รุ งเทพม ห า น ค ร 1 0 3 10 โท ร ศัพท์ 0 2 71 6 4 0 0 0 โท ร ส า ร 0 2 71 6 4 0 1 9 175 Rama IX Road, Huai Khwang, Bangkok 10310, Thailand, Tel .66 2716 4000 Fax.66 2716 4019 http://www.mrta.co.th
- 2 -
(1) เก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรม และมีความโปร่งใส ต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Lawfulness, Fairness and Transparency) (2) เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลด้วยวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย และจัดเก็บข้อมูล เท่าที่จ าเป็นตามวัตถุประสงค์ในการด าเนินงาน และตามที่กฎหมายก าหนดเท่านั้น (Purpose Limitation) โดยจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายก าหนดให้สามารถประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอม (3) เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จ าเป็นตามวัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย (Data Minimization)
(4) ท าให้ข้อมูลส่วนบุคคลมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน พร้อมใช้งาน รวมถึงต้องมี การด าเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ถูกต้องจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข (Accuracy) (5) ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามระยะเวลาเท่าที่จ าเป็นต่อการประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคล (Storage Limitation) เว้นแต่กรณีมีกฎหมายก าหนดไว้ต้องจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ นานกว่าระยะเวลาเท่าที่จ าเป็นดังกล่าว
(6) การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ที่เหมาะสม รวมถึงมีการป้องกันการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีสิทธิหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และป้องกันการสูญหายโดยอุบัติเหตุ การถูกท าลาย หรือถูกท าให้เสียหาย (Integrity and Confidentiality)
ข้อ 5 ขอบเขตการบังคับใช้
นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ มีขอบเขตการบังคับใช้ครอบคลุม การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของ รฟม. โดย รฟม. จะเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย
ส าหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เก็บรวบรวมไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ รฟม. จะเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิม
ข้อ 6 หลักการส าคัญในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
รฟม. จะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยปฏิบัติตามหลักการส าคัญในการประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคล ดังนี้
(1) ต้องแจ้งรายละเอียดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล
(2) ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนการประมวลผลข้อมูล ส่วนบุคคล เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้สามารถประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอม (ก) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดท าเอกสารประวัติศาสตร์
หรือจดหมายเหตุเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัย หรือสถิติ /(ข) เพื่อ … - 3 -
(ข) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล
(ค) เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
(ง) เป็นการจ าเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญา
หรือเพื่อใช้ในการด าเนินการตามค าขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าท าสัญญา (จ) เป็นการจ าเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการด าเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อ านาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (ฉ) เป็นการจ าเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
หรือบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความส าคัญน้อยกว่า สิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
(3) ไม่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว รวมถึงการเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ เว้นแต่ได้รับความยินยอม จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้มีอ านาจกระท าแทนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยชัดแจ้ง หรือได้รับยกเว้น ตามที่กฎหมายก าหนด
(4) ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการจัดเก็บรวบรวมไว้ให้กับบุคคลอื่น เว้นแต่ได้รับ ความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลโดยท าหนังสือให้ความยินยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือกรณีตามมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
ข้อ 7 สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ดังนี้ (1) สิทธิในการขอเพิกถอนความยินยอม (มาตรา 19 วรรคห้า)
(2) สิทธิในการขอเข้าถึงและขอรับส าเนาข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 30 วรรคหนึ่ง)
(3) สิทธิในการขอให้โอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 31 วรรคหนึ่ง)
(4) สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 32 วรรคหนึ่ง)
(5) สิทธิในการขอให้ลบหรือท าลายข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 33 วรรคหนึ่ง)
(6) สิทธิในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 34 วรรคหนึ่ง)
(7) สิทธิในการขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 36 วรรคหนึ่ง)
(8) สิทธิในการร้องเรียนกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประมวลผลข้อมูล ส่วนบุคคล รวมทั้งลูกจ้างหรือผู้รับจ้างของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้(มาตรา 73 วรรคหนึ่ง)
ข้อ 8 บทก าหนดโทษ
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้มีอ านาจหน้าที่รับผิดชอบ ในการด าเนินงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามหน้าที่ของตน หากละเลยหรือละเว้นไม่ปฏิบัติตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล อาจมีผลให้ได้รับโทษทางวินัยตามระเบียบของ รฟม. และอาจได้รับโทษที่ก าหนดโดยพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมทั้งกฎหมายล าดับรอง กฎ ระเบียบ หรือค าสั่งที่เกี่ยวข้อง
/ข้อ 9 ช่องทาง… - 4 -
ข้อ 9 ช่องทางการติดต่อ
หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีข้อสงสัย ข้อเสนอแนะ ข้อกังวลเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของ รฟม. หรือต้องการใช้สิทธิตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลสามารถติดต่อสอบถามได้ที่
(1) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller)
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
175 ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310
หมายเลขโทรศัพท์ 0 2716 4000
ช่องทางการติดต่อ [email protected]
(2) เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO)
คณะกรรมการเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
175 ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310
หมายเลขโทรศัพท์ 0 2716 4000
ช่องทางการติดต่อ [email protected]
ข้อ10 แนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ รฟม.
แนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ รฟม. มีรายละเอียดตามเอกสารแนบท้าย ประกาศ ประกอบด้วย
หมวด 1 แนวปฏิบัติส าหรับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
หมวด 2 แนวปฏิบัติส าหรับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
ประกาศ ณ วันที่ พฤษภาคม พ.ศ. 2569
8
(นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี)
ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
เอกสารแนบท้ายประกาศ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
เรื่อง นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พ.ศ. 2569
แนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ รฟม.
สารบัญ
เรื่อง หน้า ค านิยาม ……………………………………………………………………………………………………………………………………….1 หมวด 1 แนวปฏิบัติส าหรับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล……………………………………………………………………….3
ส่วนที่ 1 ระบบบริหารจัดการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล…………………………………………………………3 ส่วนที่ 2 การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล……………………………………………………………………………………….6 ส่วนที่ 3 มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยส าหรับข้อมูลส่วนบุคคล………………………………………………14 ส่วนที่ 4 การส่งมอบข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่น และการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
ที่ได้รับมอบจากบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น…………………………………………………………………………….17 ส่วนที่ 5 การควบคุมการลบหรือท าลายข้อมูลส่วนบุคคล…………………………………………………………………19 ส่วนที่ 6 การแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล…………………………………………………………………………..23 หมวด 2 แนวปฏิบัติส าหรับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล……………………………………………………………….24 - 1 -
ค านิยาม
ค านิยามที่ใช้ในแนวปฏิบัตินี้ ประกอบด้วย
- ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอ านาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
- รฟม. หมายถึง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยซึ่งมีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล 3. ผู้ว่าการ หมายถึง ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
- ผู้บริหารรฟม. หมายถึง กลุ่มพนักงานบริหารระดับสูง (ระดับ 11-14) และกลุ่มพนักงานระดับบังคับบัญชา (ระดับ 8-10)
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง ฝ่าย/ส านัก/ส านักงาน ที่รับผิดชอบในการก าหนด วัตถุประสงค์ และก าหนดรายการข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของ กิจกรรมนั้น ๆ ในนามของ รฟม. รวมถึงพนักงาน รฟม. ที่ได้รับมอบหมายให้เก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย และเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ตามวัตถุประสงค์ของกิจกรรมนั้น ๆ ในนามของ รฟม.
- คณะกรรมการเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง กลุ่มของบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ว่าการ ให้ท าหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
- ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งด าเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามค าสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ บุคคลหรือนิติบุคคล ซึ่งด าเนินการดังกล่าวไม่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
- ข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งท าให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือ ทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ
- การปกปิดข้อมูล (Data Masking) หมายถึง การปกปิดข้อมูลจริงเพื่อให้ข้อมูลนั้นแสดงเป็นข้อมูลหลอก หรือนามแฝง
- ข้อมูลนิรนาม (Anonymization Data) หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการซึ่งท าให้ไม่สามารถระบุ ตัวตนหรือแสดงตัวตนได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และไม่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- การจัดท าข้อมูลนิรนาม (Data Anonymization) หมายความว่า กระบวนการท าให้ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่สามารถระบุหรือเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงตัวบุคคลได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยใช้เทคนิคหลายเทคนิค ร่วมกันจนมั่นใจว่าไม่สามารถระบุตัวตนได้ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- การจัดท าข้อมูลแฝง (Data Pseudonymization) หมายความว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยการใช้อักขระแฝงหรือวิธีการอื่นใด เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) การเข้าฟังก์ชันแฮช (Hashing) การเก็บข้อมูลแยกส่วนโดยเชื่อมผ่านโทเค็น (Tokenization) โดยยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อระบุตัวตนได้ เมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติมประกอบและไม่ถือเป็นข้อมูลนิรนาม
- การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล 14. เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึง บุคคลที่ข้อมูลส่วนบุคคลสามารถระบุถึงตัวบุคคลนั้น ไม่รวมผู้ถึงแก่กรรม และนิติบุคคล
- ข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processing Agreement: DPA) หมายถึง ข้อตกลง ระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อควบคุมการด าเนินงานตาม หน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562
- 2 -
- ความมั่นคงปลอดภัย หมายถึง การธ ารงไว้ซึ่งความลับ (Confidentiality) ความถูกต้องครบถ้วน (Integrity) และสภาพพร้อมใช้งาน (Availability) ของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ
- การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึงการละเมิดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ท าให้เกิดการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ ไม่ว่าจะ เกิดจากเจตนา ความจงใจ ความประมาทเลินเล่อ การกระท าโดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ การกระท า ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด ซึ่งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละเหตุอาจเกี่ยวข้องกับการละเมิดประเภทใดประเภทหนึ่งหรือ หลายประเภท ดังต่อไปนี้
(1) การละเมิดความลับของข้อมูลส่วนบุคคล (Confidentiality Breach) ซึ่งมีการเข้าถึงหรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคล โดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ หรือเกิดจากข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ (2) การละเมิดความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลส่วนบุคคล (Integrity Breach) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ หรือไม่ครบถ้วน โดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ หรือเกิดจากข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ
(3) การละเมิดความพร้อมใช้งานของข้อมูลส่วนบุคคล (Availability Breach) ซึ่งท าให้ไม่สามารถ เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ หรือมีการท าลายข้อมูลส่วนบุคคล ท าให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ในสภาพ ที่พร้อมใช้งานได้ตามปกติ - ผู้พบเห็นเหตุการณ์ หมายถึง ผู้พบเห็นเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
- ผู้ดูแลระบบ หมายถึง พนักงาน รฟม. ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแล รักษาระบบสารสนเทศและพนักงานของผู้รับจ้างที่รับผิดชอบติดตั้งหรือบ ารุงรักษาระบบสารสนเทศให้ รฟม. 20. ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI System) หมายถึง ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกของเครื่องจักร (machine based system) ซึ่งท างานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้อย่างชัดแจ้งหรือโดยปริยาย โดยอาศัย
การอนุมานจากข้อมูลที่ได้รับเพื่อสร้างผลลัพธ์ ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ การสร้างเนื้อหา การให้ ค าแนะน า หรือการตัดสินใจ ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทั้งใน ทางกายภาพและโลกเสมือนจริงได้ ทั้งนี้ ระบบปัญญาประดิษฐ์แต่ละประเภทจะมีความแตกต่างกัน ในด้านระดับความเป็นอิสระ (Autonomy) และความสามารถในการปรับตัว (Adaptiveness) ภายหลังจากการน าไปใช้งานจริง - Prompt หมายถึง ข้อความหรือค าสั่งที่มนุษย์ก าหนดเพื่อให้ Generative AI สร้างผลลัพธ์(Output) ที่ดีที่สุดและตรงตามความต้องการ
- 3 -
หมวด 1
แนวปฏิบัติส าหรับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
ส่วนที่ 1
ระบบบริหารจัดการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
วัตถุประสงค์
• เพื่อให้การปฏิบัติงานของ รฟม. เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 • เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
• พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
มาตรา 37ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจ าเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ าที่คณะกรรมการประกาศก าหนด
มาตรา 77 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งด าเนินการใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ท าให้เกิด ความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าการด าเนินการนั้นจะเกิดจากการกระท าโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะพิสูจน์ได้ว่า
(1) ความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเกิดจากการกระท าหรือละเว้นการกระท าของ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเอง
(2) เป็นการปฏิบัติตามค าสั่งของเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่และอ านาจตามกฎหมาย มาตรา 79 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 27 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรา 28 อันเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26 โดยประการที่น่าจะท าให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับ ไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 27วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 28 อันเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26 เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายส าหรับ ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ความผิดตามมาตรานี้เป็นความผิดอันยอมความได้ - 4 -
มาตรา 80 ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้นั้นน าไปเปิดเผยแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ความในวรรคหนึ่ง มิให้น ามาใช้บังคับแก่การเปิดเผย ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) การเปิดเผยตามหน้าที่
(2) การเปิดเผยเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวน หรือการพิจารณาคดี
(3) การเปิดเผยแก่หน่วยงานของรัฐในประเทศหรือต่างประเทศที่มีอ านาจหน้าที่ตามกฎหมาย (4) การเปิดเผยที่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือเฉพาะครั้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
(5) การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีต่าง ๆ ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
มาตรา 81 ในกรณีที่ผู้กระท าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล ถ้าการกระท าความผิด ของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระท าของกรรมการหรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบ ในการด าเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระท าการและ ละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระท าการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระท าความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่ บัญญัติไว้ส าหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย
• ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565
อ้างอิงมาตรฐาน
• ISO/IEC 27701:2019 Annex A5
ผู้รับผิดชอบ
• ผู้ว่าการ
• คณะกรรมการเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
• ผู้บริหาร รฟม.
• ฝทท.
แนวปฏิบัติ
- ผู้ว่าการต้องก าหนดนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และทบทวน/ปรับปรุงนโยบายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยส าคัญ โดยนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต้องผ่านการพิจารณา ให้ข้อสังเกตจากคณะกรรมการเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- ผู้ว่าการต้องจัดให้มีบุคลากรด าเนินงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและก าหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าวตามความจ าเป็น
- ผู้ว่าการต้องจัดให้มีทรัพยากรที่จ าเป็นต่อการบริหารจัดการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเพียงพอ รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- 5 -
- ผู้ว่าการต้องก าหนดแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับระบบการบริหารจัดการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย
4.1 แนวปฏิบัติในการจัดท าและควบคุมบันทึกกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล 4.2 แนวปฏิบัติในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
4.3 แนวปฏิบัติในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยครอบคลุมหลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้ง เหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ส านักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
4.4 แนวปฏิบัติในการจัดการค าขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยครอบคลุมการบันทึกการปฏิเสธ ค าขอใช้สิทธิของเจ้าของ
4.5 แนวปฏิบัติการประเมินผลกระทบด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy Impact Assessment) 4.6 แนวปฏิบัติการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Impact Assessment) 4.7 แนวปฏิบัติการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล โดยครอบคลุมการจัดท าข้อมูลนิรนาม
4.8 แนวปฏิบัติการประเมินมาตรฐานในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล 5. ผู้ว่าการต้องก าหนดให้มีการทบทวน/ปรับปรุงแนวปฏิบัติที่สนับสนุนการท างานต่าง ๆ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยส าคัญ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม 6. ผู้ว่าการต้องประกาศนโยบาย แนวปฏิบัติ และมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้บุคลากร รฟม. รับทราบ และถือปฏิบัติ - ผู้บริหาร รฟม. ต้องแสดงเจตนารมณ์หรือสื่อสารอย่างสม่ าเสมอเพื่อให้บุคลากร รฟม. ทุกคนได้เห็นถึงความส าคัญ ของการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยเคร่งครัด
- การสร้างความตระหนักด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
8.1 ผู้บริหาร รฟม. ทุกระดับชั้น มีหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแก่พนักงาน รฟม. ต่อไปนี้
(1) จูงใจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(2) สร้างความตระหนักถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเอง และของ รฟม.
8.2 ฝทท. ต้องจัดให้มีฝึกอบรมหรือประชาสัมพันธ์แก่พนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อสร้างความตระหนักด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้ใช้งานเป็นประจ าทุกปี
- 6 -
ส่วนที่ 2
การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
วัตถุประสงค์
• เพื่อก าหนดแนวทางในการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
• พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
มาตรา 21 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องท าการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไว้ก่อนหรือในขณะที่เก็บรวบรวม
การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ตาม วรรคหนึ่งจะกระท ามิได้ เว้นแต่
(1) ได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่นั้นให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบและได้รับความยินยอมก่อน เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยแล้ว
(2) บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระท าได้
มาตรา 23 ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้งให้เจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เว้นแต่ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว
(1) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมเพื่อการน าข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผยซึ่งรวมถึง วัตถุประสงค์ตามที่มาตรา 24 ให้อ านาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคล
(2) แจ้งให้ทราบถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย หรือสัญญาหรือมีความจ าเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเข้าท าสัญญา รวมทั้งแจ้งถึงผลกระทบที่เป็นไปได้ จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล
(3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวมและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมไว้ ทั้งนี้ในกรณี ที่ไม่สามารถก าหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้ก าหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐาน ของการเก็บรวบรวม
(4) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย (5) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อในกรณีที่มี ตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้แจ้งข้อมูล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อของตัวแทน หรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
(6) สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 19 วรรคห้า มาตรา 30 วรรคหนึ่ง มาตรา 31 วรรคหนึ่ง มาตรา 32 วรรคหนึ่ง มาตรา 33 วรรคหนึ่ง มาตรา 34 วรรคหนึ่ง มาตรา 36 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 37 วรรคหนึ่ง - 7 -
มาตรา 24 ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลท าการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับ ความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่
(1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดท าเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศก าหนด (2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล
(3) เป็นการจ าเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ ในการด าเนินการตามค าขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าท าสัญญานั้น
(4) เป็นการจ าเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการด าเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อ านาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (5) เป็นการจ าเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของ บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความส าคัญน้อยกว่า สิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
(6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
มาตรา 25 ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลท าการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่น ที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง เว้นแต่
(1) ได้แจ้งถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ โดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่เก็บรวบรวมและได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคล
(2) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26
ให้น าบทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ตามมาตรา 21 และการแจ้งรายละเอียด ตามมาตรา 23 มาใช้บังคับกับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องได้รับความยินยอมตามวรรคหนึ่ง โดยอนุโลม เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
(1) เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบวัตถุประสงค์ใหม่หรือรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว (2) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลพิสูจน์ได้ว่าการแจ้งวัตถุประสงค์ใหม่หรือรายละเอียดดังกล่าว ไม่สามารถท าได้หรือจะเป็นอุปสรรคต่อการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ ในกรณีนี้ผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และประโยชน์ของเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคล
(3) การใช้หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต้องกระท าโดยเร่งด่วนตามที่กฎหมายก าหนด ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล - 8 -
(4) เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ซึ่งล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลจากหน้าที่หรือ จากการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพและต้องรักษาวัตถุประสงค์ใหม่หรือรายละเอียดบางประการตามมาตรา 23 ไว้เป็นความลับตามที่กฎหมายก าหนด
การแจ้งรายละเอียดตามวรรคสอง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เก็บรวบรวมตามมาตรานี้ เว้นแต่กรณีที่น าข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ เพื่อการติดต่อกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งในการติดต่อครั้งแรก และกรณีที่จะน าข้อมูลส่วนบุคคล ไปเปิดเผย ต้องแจ้งก่อนที่จะน าข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยเป็นครั้งแรก
มาตรา 26 ห้ามมิให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ในท านองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศก าหนดโดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่
(1) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคลซึ่งเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม
(2) เป็นการด าเนินกิจกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายที่มีการคุ้มครองที่เหมาะสมของมูลนิธิสมาคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาก าไรที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการเมือง ศาสนา ปรัชญา หรือสหภาพแรงงาน ให้แก่สมาชิก ผู้ซึ่งเคยเป็นสมาชิก หรือผู้ซึ่งมีการติดต่ออย่างสม่ าเสมอกับมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กร ที่ไม่แสวงหาก าไรตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวโดยไม่ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นออกไปภายนอกมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาก าไรนั้น
(3) เป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยความยินยอมโดยชัดแจ้งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (4) เป็นการจ าเป็นเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายการปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิ เรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
(5) เป็นการจ าเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ (ก) เวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ การประเมินความสามารถในการท างานของ ลูกจ้างการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพหรือด้านสังคม การรักษาทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ หรือระบบและการให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์ ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่ใช่การปฏิบัติ ตามกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือผู้มี หน้าที่รักษาข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้เป็นความลับตามกฎหมาย ต้องเป็นการปฏิบัติตามสัญญาระหว่าง เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลกับผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์
(ข) ประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณสุข เช่น การป้องกันด้านสุขภาพจากโรคติดต่อ อันตรายหรือโรคระบาดที่อาจติดต่อหรือแพร่เข้ามาในราชอาณาจักร หรือการควบคุมมาตรฐานหรือ คุณภาพของยา เวชภัณฑ์ หรือเครื่องมือแพทย์ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมและเจาะจงเพื่อคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตาม หน้าที่หรือตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ - 9 -
(ค) การคุ้มครองแรงงาน การประกันสังคม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สวัสดิการเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย การคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิ่งจ าเป็นในการปฏิบัติตามสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลหรือเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
(ง) การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ หรือประโยชน์สาธารณะอื่น ทั้งนี้ ต้องกระท าเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวเพียงเท่าที่จ าเป็นเท่านั้น และได้จัดให้มีมาตรการ ที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่คณะกรรมการ ประกาศก าหนด
(จ) ประโยชน์สาธารณะที่ส าคัญ โดยได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิ ขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อมูลชีวภาพตามวรรคหนึ่งให้หมายถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดจากการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับการน าลักษณะเด่นทางกายภาพหรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ท าให้สามารถยืนยัน ตัวตนของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่น ข้อมูลภาพจ าลองใบหน้า ข้อมูลจ าลองม่านตา หรือ ข้อมูลจ าลองลายนิ้วมือ
ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระท าภายใต้ การควบคุมของหน่วยงานที่มีอ านาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศก าหนด
มาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับ ความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับ ยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26
บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ใช้หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอ ความยินยอมตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการ ตามมาตรา 39
มาตรา 39 ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลบันทึกรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ เพื่อให้เจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลและส านักงานสามารถตรวจสอบได้ โดยจะบันทึกเป็นหนังสือหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ (1) ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม
(2) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภท
(3) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
(4) ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล - 10 -
(5) สิทธิและวิธีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล ส่วนบุคคลและเงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
(6) การใช้หรือเปิดเผยตามมาตรา 27 วรรคสาม
(7) การปฏิเสธค าขอหรือการคัดค้านตามมาตรา 30 วรรคสาม มาตรา 31 วรรคสาม มาตรา 32 วรรคสาม และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง
(8) ค าอธิบายเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรา 37 (1) ความในวรรคหนึ่งให้น ามาใช้บังคับกับตัวแทนของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 5 วรรคสอง โดยอนุโลม
ความใน (1) (2) (3) (4) (5) (6) และ (8) อาจยกเว้นมิให้น ามาใช้บังคับกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกิจการขนาดเล็กตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศก าหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือมิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 26
มาตรา 40 ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ด าเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามค าสั่งที่ได้รับจาก ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่ค าสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
(2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้งแจ้งให้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น
(3) จัดท าและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศก าหนด
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) ส าหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส าหรับการเก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
การด าเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การด าเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้น ามาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการขนาดเล็ก ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศก าหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือมิใช่กิจการที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา 26 - 11 -
อ้างอิงมาตรฐาน
• ISO/IEC 27701:2019 Annex A7.2 A7.3 และ A7.4
ผู้รับผิดชอบ
• เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
แนวปฏิบัติ
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องก าหนดวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้ชัดเจน
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องก าหนดรายการข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จ าเป็นตามวัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายและอยู่ภายใต้การด าเนินงาน ของ รฟม. เท่านั้น
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องไม่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จาก เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง เว้นแต่เป็นวัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายและอยู่ภายใต้การด าเนินงาน ของ รฟม. เท่านั้น
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดท า หรือทบทวน/ปรับปรุงบันทึกกิจกรรมการประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคล (Record of Processing Activity: RoPA) เพื่อควบคุมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและ ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตรวจสอบได้ ทั้งนี้ ในการทบทวน/ปรับปรุงให้ด าเนินการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยส าคัญ โดยอย่างน้อยต้องประกอบไปด้วยรายละเอียดตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ดังต่อไปนี้
(1) ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม
(2) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภท
(3) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
(4) ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล
(5) สิทธิและวิธีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และเงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
(6) การใช้หรือเปิดเผยตามมาตรา 27 วรรคสาม
(7) การปฏิเสธค าขอหรือการคัดค้านตามมาตรา 30 วรรคสาม มาตรา 31 วรรคสาม มาตรา 32 วรรคสาม และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง
(8) ค าอธิบายเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรา 37 (1)
(9) ฐานการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย
(10) วิธีการแจ้งรายละเอียดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
(11) วิธีการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (หากมี)
- 12 -
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องจัดท า หรือทบทวน/ปรับปรุงหนังสือแจ้งการประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) เพื่อแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวม ข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียดของการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยอย่างน้อยต้องประกอบไปด้วย รายละเอียดตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ดังต่อไปนี้
(1) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล
(2) ฐานการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย และต้องแจ้งให้ทราบถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหรือสัญญาหรือมีความจ าเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเข้าท าสัญญา รวมทั้งแจ้งถึงผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล
(3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม
(4) ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่สามารถก าหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้ก าหนดระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเวลา 10 ปี
(5) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิดเผย (6) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลประกอบด้วย สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อ (7) ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกอบด้วย สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อ (8) สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
(9) ฐานการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย
(10) กรณีน าระบบปัญญาประดิษฐ์มาประมวลผลให้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบด้วย ทั้งนี้ การทบทวน/ปรับปรุงหนังสือแจ้งการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) ให้ด าเนินการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของบันทึกกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Record of Processing Activity: RoPA) - เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บ รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียดของการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ตามข้อ 4. ผ่านช่องทางใดก็ได้ เช่น การแจ้งเป็นหนังสือ การแจ้งทางข้อความโทรศัพท์มือถือ การแจ้งทางอีเมล หรือโดยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์อื่นใด เช่น QR Code หรือ URL เป็นต้น
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หากจ าเป็นต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลให้ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 8. เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องประเมินผลกระทบด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy Impact Assessment: PIA) และประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Impact Assessment: DPIA) ตามแนวปฏิบัติที่ รฟม. ก าหนด รวมถึงก าหนดมาตรการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยส าหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสม ทั้งนี้หากมีการน าระบบปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานให้ประเมิน ผลกระทบให้ครอบคลุมระบบปัญญาประดิษฐ์ด้วย
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ก ากับดูแลสัญญาจ้างที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องควบคุมและตรวจสอบการด าเนินงานของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงลูกจ้างของผู้ประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคลให้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปตามที่สัญญาจ้างก าหนดและเป็นไปตามกฎหมาย คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- 13 -
- การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์
เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องควบคุมดูแลการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตลอด วงจรชีวิตของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Lifecycle) ได้แก่
10.1 ระยะการพัฒนา (Development Phase)
(1) การวางแผนและการออกแบบ
- ออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ให้รองรับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะที่จ าเป็นและ น้อยที่สุด
- หากจ าเป็นต้องใช้เทคโนโลยีให้เลือกใช้เทคโนโลยีที่เสริมสร้างความเป็นส่วนตัว (Privacy Enhancing Technologies: PETs)
- คัดกรองข้อมูลส่วนบุคคลที่จะน ามาใช้กับระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยก าหนดให้แหล่งที่มา ของข้อมูลเป็นแหล่งที่เก็บรวบรวมข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมาย มีฐานทางกฎหมายรองรับ และพิจารณาถึงความสามารถในการระบุตัวตน (Identifiability) ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (2) การจัดเตรียมข้อมูล
- หลีกเลี่ยงการน าข้อมูลส่วนบุคคลจริงมาใช้งานเพื่อลดความเสี่ยงในการระบุตัวตนของ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
- ปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะเท่าที่จ าเป็นและใช้ภายใต้วัตถุประสงค์ อันชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น
- หากมีความจ าเป็นต้องน าข้อมูลส่วนบุคคลจริงมาใช้ฝึกฝนโมเดล ให้เข้ารหัสและท าข้อมูล ส่ วนบุคคลให้เป็นข้อมูลนิ รน าม (Data Anonymization) ห รือข้อมูลแฝง (Data Pseudonymization) ก่อนน ามาใช้งาน
(3) การฝึกฝนโมเดล ให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนิรนาม (Data Anonymization) หรือข้อมูลแฝง (Data Pseudonymization) เท่านั้น
(4) การทดสอบ ให้แยกสภาพแวดล้อมการทดสอบออกจากระบบที่ใช้งานจริง
10.2 ระยะการน าไปใช้งาน (Deployment Phase)
(1) การน าไปใช้งานจริง ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบผ่านหนังสือแจ้งการประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Notice) ถึงวัตถุประสงค์การน าระบบปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการ ตัดสินใจหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
(2) ให้ท าลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อยุติการใช้งาน เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ฝึกฝนโมเดล หรือข้อมูล ที่อยู่ในหน่วยความจ าของระบบปัญญาประดิษฐ์ - 14 -
ส่วนที่ 3
มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยส าหรับข้อมูลส่วนบุคคล
วัตถุประสงค์
• เพื่อก าหนดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
• พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
มาตรา 37 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวน มาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจ าเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ าที่คณะกรรมการประกาศก าหนด
• ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565
• ประกาศการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เรื่อง นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
อ้างอิงมาตรฐาน
• ISO/IEC 27701:2019 Annex A6
ผู้รับผิดชอบ
• เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
แนวปฏิบัติ
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยครอบคลุม ทั้งในรูปแบบเอกสาร อิเล็กทรอนิกส์ หรืออื่นใดให้สอดคล้องกับนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศระเบียบ หรือข้อบังคับขององค์กร
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างระมัดระวัง และประมวลผล เพื่อปฏิบัติงานของ รฟม. เท่านั้น
- การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล
3.1 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องก าหนดรายการข้อมูลส่วนบุคคล ระบุผู้รับผิดชอบ ดูแลข้อมูลส่วนบุคคล จัดประเภทข้อมูลส่วนบุคคล ก าหนดล าดับชั้นความลับ และก าหนดการเข้าถึง ข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อควบคุมดูแลข้อมูลส่วนบุคคลตลอดวงจรชีวิตข้อมูล
- 15 -
3.2 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดท าป้ายก ากับข้อมูลส่วนบุคคล (Labeling) ให้ชัดเจน พร้อมทั้งจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่สอดคล้องกับประเภทข้อมูล ส่วนบุคคลและระดับชั้นความลับที่ รฟม. ก าหนด
- การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล
4.1 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องก าหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสม และสอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมทั้งทบทวนเมื่อมี การเปลี่ยนแปลง
4.2 ขั้นตอนปฏิบัติในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล
เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติดังนี้
4.2.1 จัดประเภทข้อมูลส่วนบุคคล ดังนี้
(1) ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น
(2) ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว เช่น
• เชื้อชาติ
• เผ่าพันธุ์
• ความคิดเห็นทางการเมือง
• ความเชื่อในลัทธิ ศาสนา หรือปรัชญา
• พฤติกรรมทางเพศ
• ประวัติอาชญากรรม
• ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ หรือข้อมูลสุขภาพจิต
• ข้อมูลสหภาพแรงงาน
• ข้อมูลพันธุกรรม
• ข้อมูลชีวภาพ
• ข้อมูลทางชีวมิติ (Biometric) เช่น รูปภาพใบหน้า ลายนิ้วมือ ฟิล์มเอกซเรย์ข้อมูล สแกนม่านตา ข้อมูลอัตลักษณ์เสียง และข้อมูลพันธุกรรม
• ข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลในท านองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศ ก าหนด
4.2.2 จัดแบ่งระดับความส าคัญของข้อมูลออกเป็น 3 ระดับ คือ
(1) ข้อมูลที่มีระดับความส าคัญมาก หมายถึง ข้อมูลที่ใช้ส าหรับสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร (2) ข้อมูลที่มีระดับความส าคัญปานกลาง หมายถึง ข้อมูลที่ใช้ปฏิบัติงานเฉพาะกลุ่มงาน แผนก กอง หรือฝ่ายภายในองค์กร
(3) ข้อมูลที่มีระดับความส าคัญน้อย หมายถึง ข้อมูลที่พนักงาน/ลูกจ้างภายใน รฟม. สามารถ เข้าถึงร่วมกันได้หรือสามารถเผยแพร่ได้
4.2.3 จัดแบ่งล าดับชั้นความลับของข้อมูลตามที่ รฟม. ก าหนด
- 16 -
4.2.4 จัดแบ่งระดับชั้นการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล
(1) ระดับชั้นส าหรับผู้บริหาร เข้าถึงได้ตามอ านาจหน้าที่และภารกิจที่ได้รับมอบหมาย (2) ระดับชั้นส าหรับผู้ปฏิบัติงานทั่วไป เข้าถึงข้อมูลที่ได้รับมอบหมายตามอ านาจหน้าที่ (3) ระดับชั้นส าหรับผู้ดูแลระบบหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย มีสิทธิ์ในการบริหารจัดการระบบ และเข้าถึงข้อมูลที่ได้รับมอบหมายตามอ านาจหน้าที่
4.3 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องพิจารณาข้อก าหนดต่าง ๆ ที่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น พระราชบัญญัติ ข้อก าหนดทางกฎหมาย ข้อก าหนด ในสัญญา และข้อก าหนดทางด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ เป็นต้น เพื่อก าหนดสิทธิ์การเข้าถึง ข้อมูลส่วนบุคคล
4.4 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องควบคุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลให้มีการใช้งาน ที่สอดคล้องกับกฎหมาย พระราชบัญญัติ กฎระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องปกปิดข้อมูล (Data Masking) ให้สอดคล้องกับประเภท ข้อมูลส่วนบุคคลและระดับชั้นความลับที่ รฟม. ก าหนด
- การน าระบบปัญญาประดิษฐ์มาใช้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
6.1 หากมีความจ าเป็นต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจริงมาใช้งานกับระบบปัญญาประดิษฐ์เช่น การฝึกฝนโมเดล ฯลฯ เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องจัดท าข้อมูลส่วนบุคคลจริงให้เป็นข้อมูลนิรนาม (Data Anonymization) หรือข้อมูลแฝง (Data Pseudonymization)
6.2 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องจัดเก็บจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log File) ให้ครอบคลุม Metadata การโต้ตอบระหว่างผู้ใช้งานและระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อใช้สืบสวน ในภายหลัง ได้แก่ Prompt Input, Model Version, System Prompt และ Output
6.3 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ห้ามป้อนข้อมูลส่วนบุคคลลงในระบบปัญญาประดิษฐ์ สาธารณะเช่น ChatGPT เป็นต้น
- 17 -
ส่วนที่ 4
การส่งมอบข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่น
และการใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับมอบจากบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น
วัตถุประสงค์
• เพื่อป้องกันมิให้บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ รฟม. ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจาก อ านาจหรือโดยมิชอบ
• เพื่อควบคุมให้ รฟม. ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับมาจากบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นตามวัตถุประสงค์ ที่ก าหนดไว้
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
• พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
มาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับ ความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับ ยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26
บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ใช้หรือ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอ ความยินยอมตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการใช้หรือเปิดเผยนั้นไว้ในรายการ ตามมาตรา 39
มาตรา 37 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(2) ในกรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องด าเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ มาตรา 40 ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
การด าเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การด าเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
อ้างอิงมาตรฐาน
• ISO/IEC 27701:2019 Annex A7.2 และ A7.3
ผู้รับผิดชอบ
• เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล - 18 -
แนวปฏิบัติ
- การส่งมอบข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่น
1.1 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับ ความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับ การยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
1.2 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องบันทึกการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับ ยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมในบันทึกกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
1.3 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องจัดท าข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processing Agreement: DPA) กับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อมีการส่งมอบข้อมูล ส่วนบุคคลให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อควบคุมให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (ภายนอก) ด าเนินการตามที่ รฟม. ก าหนด
1.4 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องจัดท าข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (Data Sharing Agreement: DSA) กับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น
1.5 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องส่งมอบข้อมูลส่วนบุคคลด้วยวิธีการที่ปลอดภัย และสอดคล้องกับระดับชั้นความลับของข้อมูลตามที่ รฟม. ก าหนด
1.6 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องบันทึกข้อมูลของผู้ร้องขอก่อนส่งมอบข้อมูล ส่วนบุคคล ดังนี้
(1) ชื่อ-นามสกุล
(2) ข้อมูลส าหรับการติดต่อ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล
(3) วัน เดือน ปี ที่ให้ข้อมูล
(4) ฐานทางกฎหมายที่ใช้ส าหรับเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล
(5) วัตถุประสงค์การน าไปใช้งาน และ/หรือเปิดเผย - การใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับมอบมาจากบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น
2.1 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับการยกเว้นไม่ต้อง ขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
2.2 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลจากบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น จะต้องไม่ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่น นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
- 19 -
ส่วนที่ 5
การควบคุมการลบหรือท าลายข้อมูลส่วนบุคคล
วัตถุประสงค์
• เพื่อควบคุมการลบหรือท าลายข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อพ้นก าหนดระยะเวลาการเก็บรักษา หรือเกินความจ าเป็น ตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลได้ถอนความยินยอม
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
• พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
มาตรา 24 ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลท าการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับ ความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่
(1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดท าเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการประกาศก าหนด
(4) เป็นการจ าเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการด าเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อ านาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 26 ห้ามมิให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็น ทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลในท านองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศก าหนด โดยไม่ได้รับความยินยอม โดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่
(5) เป็นการจ าเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ
(ก) เวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ การประเมินความสามารถในการท างานของลูกจ้าง การวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพหรือด้านสังคม การรักษาทางการแพทย์การจัดการ ด้านสุขภาพ หรือระบบและการให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์ ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่ใช่การปฏิบัติตามกฎหมาย และข้อมูลส่วนบุคคลนั้น อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือผู้มีหน้าที่รักษา ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้เป็นความลับตามกฎหมาย ต้องเป็นการปฏิบัติตามสัญญาระหว่างเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลกับผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์
(ข) ประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณสุข เช่น การป้องกันด้านสุขภาพจากโรคติดต่อ อันตรายหรือโรคระบาดที่อาจติดต่อหรือแพร่เข้ามาในราชอาณาจักร หรือการควบคุมมาตรฐานหรือคุณภาพ ของยา เวชภัณฑ์ หรือเครื่องมือแพทย์ ซึ่งได้จัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมและเจาะจงเพื่อคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตามหน้าที่ หรือตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ - 20 -
มาตรา 33 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลด าเนินการลบหรือท าลาย หรือท าให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจ าเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
(2) เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลถอนความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลและผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่มีอ านาจตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ต่อไป
(3) เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา 32 (1) และผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อาจปฏิเสธค าขอตามมาตรา 32 (1) (ก) หรือ (ข) ได้ หรือเป็นการคัดค้านตามมาตรา 32 (2)
(4) เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลได้ถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ ก าหนดไว้ในหมวดนี้
ความในวรรคหนึ่งมิให้น ามาใช้บังคับกับการเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น การเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้อง ตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย
ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ท าให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลถูกขอให้ลบหรือท าลายหรือท าให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถ ระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ด าเนินการทั้งในทางเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายเพื่อให้เป็นไปตามค าขอนั้น โดยแจ้งผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ เพื่อให้ได้รับค าตอบในการด าเนินการให้เป็นไปตามค าขอ
กรณีผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่ด าเนินการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม เจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคล มีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อสั่งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลด าเนินการได้ คณะกรรมการอาจประกาศก าหนดหลักเกณฑ์ในการลบหรือท าลาย หรือท าให้ข้อมูลส่วนบุคคล เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ได้ มาตรา 37 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(3) จัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อด าเนินการลบหรือท าลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นก าหนด ระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจ าเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ หรือที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ถอนความยินยอม เว้นแต่เก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นการเก็บรักษาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ ตามมาตรา 24 (1) หรือ (4) หรือมาตรา 26 (5) (ก) หรือ (ข) การใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือ เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ให้น าความในมาตรา 33 วรรคห้า มาใช้บังคับกับการลบหรือท าลายข้อมูล ส่วนบุคคลโดยอนุโลม - 21 -
อ้างอิงมาตรฐาน
• ISO/IEC 27701:2019 Annex A5
ผู้รับผิดชอบ
• เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
แนวปฏิบัติ
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในระยะเวลาเท่าที่ข้อมูล นั้นยังมีความจ าเป็นตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในบันทึกกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Record of Processing Activity: RoPA)
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องทบทวนข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความดูแลของตน ที่ครบก าหนดระยะเวลาใช้งานตามวัตถุประสงค์อย่างสม่ าเสมอ
- เมื่อพ้นระยะเวลาและข้อมูลส่วนบุคคลสิ้นความจ าเป็นตามวัตถุประสงค์แล้ว เจ้าของกิจกรรมการประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคลต้องลบ ท าลาย หรือท าให้เป็นข้อมูลนิรนามตามรูปแบบและมาตรฐานการลบท าลายข้อมูล ส่วนบุคคลที่คณะกรรมการหรือกฎหมายได้ประกาศก าหนด หรือตามมาตรฐานสากลหรือตามที่นโยบาย การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม. ก าหนด หรือตามระเบียบ ข้อบังคับอื่น ๆ ของ รฟม.
- ในกรณีที่มีข้อพิพาทการใช้สิทธิหรือคดีความอันเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าของกิจกรรมการประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคลสามารถขอสงวนสิทธิในการเก็บรักษาข้อมูลนั้นต่อไปจนกว่าข้อพิพาทนั้นจะได้มีค าสั่งหรือ ค าพิพากษาถึงที่สุด
- ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูล ส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติขั้นตอนจัดการค าขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (ในส่วนของ สิทธิในการขอให้ลบหรือท าลายข้อมูลส่วนบุคคล) และหากจ าเป็นต้องปฏิเสธค าขอใช้สิทธิของเจ้าของ ข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกการปฏิเสธค าขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลในบันทึกกิจกรรมการประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคล (Record of Processing Activity: RoPA)
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล สามารถยกเว้นการลบ ท าลาย หรือท าให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ สามารถระบุตัวตนได้ ในกรณีที่เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีเหตุผลความจ าเป็น ที่เหนือกว่าสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายเช่น
- เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดท าเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุ เพื่อประโยชน์ สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
- เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการด าเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อ านาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
- 22 -
- เพื่อประเมินความสามารถในการท างานของลูกจ้าง การวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการ ด้านสุขภาพหรือด้านสังคม การรักษาทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ หรือระบบและ การให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์ การป้องกันด้านสุขภาพจากโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด ที่อาจติดต่อหรือแพร่เข้ามาในราชอาณาจักร หรือการควบคุมมาตรฐานหรือคุณภาพของยา เวชภัณฑ์ หรือเครื่องมือแพทย์
- เพื่อการใช้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้อง ตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย 7. กรณีประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์
7.1 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบ สถาปัตยกรรมระบบให้รองรับการลบข้อมูลออกจากระบบจัดเก็บข้อมูลหรือมีมาตรการทดแทน เช่น การกรองผลลัพธ์ (Output Filtering) ในกรณีที่มีการร้องขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคล
7.2 เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องลบหรือท าลายข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log File) และชุดข้อมูลส าหรับปรับปรุงโมเดล (Fine-tuning Sets) เมื่อพ้นความจ าเป็น หากมี ข้อจ ากัดทางเทคนิคที่ไม่สามารถลบข้อมูลโดยตรงได้ให้พิจารณาใช้มาตรการทดแทน เช่น การ ก าหนดมาตรการควบคุม (Guardrails) เพื่อปิดกั้นมิให้โมเดลประมวลผลหรือแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้สิทธิขอลบข้อมูล - 23 -
ส่วนที่ 6
การแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
วัตถุประสงค์
• เพื่อแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิด ข้อมูลส่วนบุคคลที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศก าหนด
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
• พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
มาตรา 37 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(4) แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ส านักงานโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมง นับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระท าได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบ ต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ในกรณีที่การละเมิดมีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและ เสรีภาพของบุคคล ให้แจ้งเหตุการละเมิดให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบพร้อมกับแนวทางการเยียวยา โดยไม่ชักช้าด้วย ทั้งนี้ การแจ้งดังกล่าวและข้อยกเว้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ ประกาศก าหนด
• ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิด ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565
ผู้รับผิดชอบ
• เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
• ผู้ว่าการ
• คณะกรรมการเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
• ผู้พบเห็นเหตุการณ์
แนวปฏิบัติ
- ผู้พบเห็นเหตุการณ์ต้องแจ้งให้ รฟม. รับทราบเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามแนวปฏิบัติในการแจ้ง เหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
- เมื่อได้รับแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ว่าการ และคณะกรรมการเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการแจ้งเหตุการละเมิด ข้อมูลส่วนบุคคล
- เจ้าของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของส านักงานคณะกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อถูกร้องขอให้ส่งเอกสารหรือข้อมูลเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึง การชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของส านักงานคณะกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- 24 -
หมวด 2
แนวปฏิบัติส าหรับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
วัตถุประสงค์
• เพื่อเป็นแนวปฏิบัติให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลน าไปปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
• พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
มาตรา 40 ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ด าเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามค าสั่งที่ได้รับจาก ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่ค าสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
(2) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ รวมทั้งแจ้งให้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้น
(3) จัดท าและเก็บรักษาบันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลไว้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศก าหนด
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่ปฏิบัติตาม (1) ส าหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลใด ให้ถือว่าผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส าหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
การด าเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุม ข้อมูลส่วนบุคคลตามวรรคหนึ่ง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องจัดให้มีข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อควบคุม การด าเนินงานตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ความใน (3) อาจยกเว้นมิให้น ามาใช้บังคับกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นกิจการขนาดเล็ก ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศก าหนด เว้นแต่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือมิใช่กิจการที่เก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นครั้งคราว หรือมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลตามมาตรา 26
• ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดท าและเก็บรักษา บันทึกรายการของกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลส าหรับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565
อ้างอิงมาตรฐาน
• ISO/IEC 27701:2019 Annex A 8 - 25 -
ผู้รับผิดชอบ
• ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
แนวปฏิบัติ
- ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ รฟม. ก าหนดเท่านั้น 2. ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องไม่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลโดยตรง เว้นแต่เป็นวัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายและอยู่ภายใต้การด าเนินงานของ รฟม. เท่านั้น 3. ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องรักษาความมั่นคงปลอดภัยส าหรับข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอ านาจหรือโดยมิชอบ โดยให้ปฏิบัติ ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายของ รฟม. อย่างเคร่งครัด
- ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องจัดท าบันทึกกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Record of Processing Activity: RoPA) เพื่อควบคุมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตรวจสอบได้ ทั้งนี้ ในการทบทวน/ปรับปรุงให้ด าเนินการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง มีนัยส าคัญ โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายละเอียดตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ดังต่อไปนี้
(1) ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม
(2) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภท
(3) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
(4) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
(5) ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล
(6) สิทธิและวิธีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และเงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
(7) การใช้หรือเปิดเผยตามมาตรา 27 วรรคสาม
(8) การปฏิเสธค าขอหรือการคัดค้านตามมาตรา 30 วรรคสาม มาตรา 31 วรรคสาม มาตรา 32 วรรคสาม และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง
(9) ค าอธิบายเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรา 37 (1)
(10) ฐานการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย
(11) วิธีการแจ้งรายละเอียดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
(12) วิธีการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (หากมี) - ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างระมัดระวัง และใช้เพื่อปฏิบัติงานของ รฟม. เท่านั้น รวมทั้งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบาย ของ รฟม.
- ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องควบคุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ดังนี้
6.1 ต้องก าหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบ ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมทั้งทบทวนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
- 26 -
6.2 ขั้นตอนปฏิบัติในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล
6.2.1 จัดประเภทข้อมูลส่วนบุคคล ดังนี้
(1) ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น
(2) ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว เช่น
• เชื้อชาติ
• เผ่าพันธุ์
• ความคิดเห็นทางการเมือง
• ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา
• พฤติกรรมทางเพศ
• ประวัติอาชญากรรม
• ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ หรือข้อมูลสุขภาพจิต
• ข้อมูลสหภาพแรงงาน
• ข้อมูลพันธุกรรม
• ข้อมูลชีวภาพ
• ข้อมูลทางชีวมิติ (Biometric) เช่น รูปภาพใบหน้า ลายนิ้วมือ ฟิล์มเอกซเรย์ข้อมูล สแกนม่านตา ข้อมูลอัตลักษณ์เสียง และข้อมูลพันธุกรรม เป็นต้น
• ข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลในท านองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศ ก าหนด
6.2.2 จัดแบ่งระดับความส าคัญของข้อมูล ออกเป็น 3 ระดับ คือ
(1) ข้อมูลที่มีระดับความส าคัญมาก หมายถึง ข้อมูลที่ใช้ส าหรับสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร (2) ข้อมูลที่มีระดับความส าคัญปานกลาง หมายถึง ข้อมูลที่ใช้ปฏิบัติงานเฉพาะกลุ่มงาน แผนก กอง หรือฝ่ายภายในองค์กร
(3) ข้อมูลที่มีระดับความส าคัญน้อย หมายถึง ข้อมูลที่พนักงาน/ลูกจ้างภายใน รฟม. สามารถ เข้าถึงร่วมกันได้หรือสามารถเผยแพร่ได้
6.2.3 จัดแบ่งล าดับชั้นความลับของข้อมูลตามที่ รฟม. ก าหนด
6.2.4 จัดแบ่งระดับชั้นการเข้าถึง
(1) ระดับชั้นส าหรับผู้บริหาร เข้าถึงได้ตามอ านาจหน้าที่และภารกิจที่ได้รับมอบหมาย (2) ระดับชั้นส าหรับผู้ปฏิบัติงานทั่วไป เข้าถึงข้อมูลที่ได้รับมอบหมายตามอ านาจหน้าที่ (3) ระดับชั้นส าหรับผู้ดูแลระบบหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย มีสิทธิ์ในการบริหารจัดการระบบ และเข้าถึงข้อมูลที่ได้รับมอบหมายตามอ านาจหน้าที่
6.3 ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องพิจารณาข้อก าหนดต่าง ๆ ที่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น พระราชบัญญัติ ข้อก าหนดทางกฎหมาย ข้อก าหนดในสัญญา และ ข้อก าหนดทางด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ รวมทั้งระเบียบ ข้อบังคับ ของ รฟม. เป็นต้น เพื่อก าหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล - 27 -
- ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องควบคุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลให้มีการใช้งานที่สอดคล้องตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมถึงกฎหมายล าดับรองที่เกี่ยวข้อง 8. ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processing Agreement: DPA) ที่ตกลงไว้กับ รฟม. เท่านั้น
- เมื่อผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลพบเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ต้องแจ้งให้รฟม. รับทราบตามช่องทาง และแนวปฏิบัติที่ รฟม. ก าหนด
- ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของส านักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล และ รฟม. เมื่อถูกร้องขอให้ส่งเอกสารหรือข้อมูลเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึง การชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของส านักงานคณะกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
MASS RAPID TRANSIT AUTHORITY OF THAILAND
รัฐวิสาหกิจภายใตกํากับของรัฐมนตรีวาการกระทรวงคมนาคม
A STATE ENTERPRISE UNDER SUPERVISION OF MINISTER OF TRANSPORT
ประกาศการรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย
เรื่อง นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 14)
ดวยพระราชกฤษฎีกากําหนดหลักเกณฑและวิธีการในการทําธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกสภาครัฐ พ.ศ. 2549 มาตรา 5 กําหนดใหหนวยงานของรัฐตองจัดทําแนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ดานสารสนเทศ เพื่อใหการดําเนินการใด ๆ ดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสกับหนวยงานของรัฐหรือโดยหนวยงานของรัฐ มีความมั่นคงปลอดภัยและเชื่อถือได จึงสงผลใหระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของการรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย (รฟม.) ตองมีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอยางครบถวนเพื่อธํารงไวซึ่งความลับ
(Confidentiality) ความถูกตองครบถวน (Integrity) และสภาพพรอมใชงาน (Availability) ของสารสนเทศ รวมทั้ง คุณสมบัติอื่น ไดแก ความถูกตองแทจริง (Authenticity) ความรับผิด (Accountability) การหามปฏิเสธความรับผิดชอบ (Non-repudiation) และความนาเชื่อถือ (Reliability)
ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส เรื่องแนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยดานสารสนเทศของหนวยงานของรัฐ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ขอ 14 กําหนดใหหนวยงานของรัฐตองกําหนด ความรับผิดชอบที่ชัดเจน กรณีระบบคอมพิวเตอรหรือขอมูลสารสนเทศเกิดความเสียหายหรืออันตรายใด ๆ แกองคกรหรือ ผูหนึ่งผูใด อันเนื่องมาจากความบกพรอง ละเลย หรือฝาฝนการปฏิบัติตามนโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยดานสารสนเทศ ทั้งนี้ ใหผูบริหารระดับสูงสุดของหนวยงาน (Chief Executive Officer: CEO) เปนผูรับผิดชอบ ตอความเสี่ยง ความเสียหาย หรืออันตรายที่เกิดขึ้น
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 25 แหงพระราชบัญญัติการรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย พ.ศ. 2543 ผูวาการการรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย จึงออกประกาศการรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย เรื่อง นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังตอไปนี้
- วัตถุประสงคและขอบเขต
เพื่อใหการใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม. เปนไปอยางเหมาะสม มีประสิทธิภาพ มีความมั่นคงปลอดภัย และสามารถดําเนินงานไดอยางตอเนื่อง รวมทั้งปองกันปญหาและลดผลกระทบจากการใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ในลักษณะที่ไมถูกตองหรือจากการถูกคุกคามจากภัยตาง ๆ จึงไดกําหนดนโยบายเพื่อควบคุมการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนี้
1.1 การเขาถึงหรือควบคุมการใชงานสารสนเทศครอบคลุม 4 ดาน คือ
1.1.1 การเขาถึงระบบสารสนเทศ (Access control) ตองตรวจสอบการอนุมัติสิทธิ์การเขาถึงระบบและ กําหนดรหัสผาน การลงทะเบียนผูใชงานเพื่อใหผูใชที่มีสิทธิ์(User authentication) เทานั้นที่สามารถ เขาถึงระบบไดรวมถึงมีการเก็บบันทึกขอมูลการเขาถึงระบบ (Access log)และขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร ทั้งนี้ การใหสิทธิ์การใชงานระบบสารสนเทศนั้นตองใหสิทธิ์อยางเหมาะสมและเพียงพอ (Need to know and Need to use)
/1.1.2 การเขาถึง…
175 ถนนพระราม 9 แขว งห้วยขวาง เขตห้วยขวา ง กร ุงเท พมหา น คร 103 10 โทร ศัพท 0 271
์ 6 40 00 โทร สา ร 0 271 6 40 19
175 Rama IX Ro ad, Hu ai Khwang, Bangkok 10310, Thailand, Tel .66 27 16 40 00 Fax. 66 27 16 40 19 http://www.mrta.co.th
- 2 – 2 -
1.1.2 การเขาถึงระบบเครือขาย(Networkaccesscontrol)ตองกําหนดเสนทางการเชื่อมตอระบบคอมพิวเตอร การรับ - สง หรือการไหลเวียนขอมูลหรือสารสนเทศจะตองผานระบบการรักษาความปลอดภัยที่องคกร จัดสรรไวเชน Firewall IDS/IPS Proxy หรือการตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอรเปนตน เพื่อควบคุมและ ปองกันภัยคุกคามอยางเปนระบบ
1.1.3 การเขาถึงระบบปฏิบัติการ (Operating system access control) เพื่อปองกันการเขาถึงระบบปฏิบัติการ โดยไมไดรับอนุญาต โดยกําหนดใหมีการยืนยันตัวตนเพื่อระบุถึงตัวตนของผูใชงาน รวมทั้งกําหนดใหมี การจํากัดระยะเวลาในการเชื่อมตอเพื่อใหมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
1.1.4 การเขาถึงโปรแกรมประยุกตหรือแอปพลิเคชันและสารสนเทศ (Applicationand Information access control)ตองกําหนดสิทธิ์การเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศโดยใหสิทธิ์เฉพาะระบบงานสารสนเทศ ที่ตองปฏิบัติตามหนาที่เทานั้น รวมทั้งมีการทบทวนสิทธิ์การเขาใชงานระบบสารสนเทศอยางสม่ําเสมอ
1.2 มีระบบสารสนเทศและระบบสํารองที่อยูในสภาพพรอมใชงาน รวมทั้งมีแผนเตรียมพรอมในกรณีฉุกเฉินหรือ กรณีที่ไมสามารถดําเนินการตามวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสไดเพื่อใหสามารถใชงานสารสนเทศไดตามปกติ อยางตอเนื่อง
1.3 ตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงของระบบสารสนเทศอยางสม่ําเสมอ
- แนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รฟม.
แนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รฟม. ใชแนวทางและกระบวนการ อางอิงตาม 1) ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส เรื่องแนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยดานสารสนเทศของหนวยงานรัฐ พ.ศ. 2553 2) ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส เรื่อง มาตรฐาน การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศตามวิธีการแบบปลอดภัย พ.ศ. 2555 และ 3) มาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 โดยแบงแนวปฏิบัติออกเปน 17 สวน ตามเอกสารแนบทายประกาศ ดังตอไปนี้
2.1 นโยบายการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสําหรับผูบริหาร (สวนที่ 1)
2.2 ความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวกับบุคลากร (สวนที่ 2)
2.3 การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางกายภาพและสิ่งแวดลอม (สวนที่ 3)
2.4 การจัดการทรัพยสิน (สวนที่ 4)
2.5 การจัดหา การพัฒนา และการบํารุงรักษาระบบสารสนเทศ (สวนที่ 5)
2.6 การควบคุมการเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (สวนที่ 6)
2.7 การควบคุมการเขาถึงระบบเครือขายไรสาย (สวนที่ 7)
2.8 การควบคุมหนวยงานภายนอกและผูใชงาน (บุคคลภายนอก) เขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (สวนที่ 8) 2.9 การใชงานเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่ของ รฟม. (สวนที่ 9)
2.10 การใชงานอินเทอรเน็ตและสื่อสังคมออนไลน(สวนที่ 10)
2.11 การใชงานจดหมายอิเล็กทรอนิกส(สวนที่ 11)
2.12 การสํารองขอมูลและการเก็บรักษาขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร (สวนที่ 12)
2.13 การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยง (สวนที่ 13)
2.14 การถายโอน และการแลกเปลี่ยนขอมูลสารสนเทศ (สวนที่ 14)
2.15 การควบคุมการเขารหัส (สวนที่ 15)
2.16 การนําอุปกรณสวนตัวมาใชงาน (Bring your own device) (สวนที่ 16)
2.17 การใชบริการ Cloud (Cloud Services) (สวนที่ 17)
/แนวปฏิบัติ …
- 3 – 3 -
แนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตามขอ 2. จัดเปนมาตรฐานดานความมั่นคง ปลอดภัยในการใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม. ซึ่งบุคลากรของ รฟม. หนวยงานภายนอก รวมถึงผูใชบริการ ระบบสารสนเทศของ รฟม. ที่เกี่ยวของจะตองปฏิบัติตามอยางเครงครัด
- กรณีระบบคอมพิวเตอรหรือขอมูลสารสนเทศเกิดความเสียหาย หรืออันตรายใด ๆ แกองคกรหรือผูหนึ่งผูใด อันเนื่องมาจากความบกพรอง ละเลย หรือฝาฝนการปฏิบัติตามแนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยดานสารสนเทศผูวาการการรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย(ChiefExecutive Officer: CEO) เปนผูรับผิดชอบ ตอความเสี่ยง ความเสียหาย หรืออันตรายที่เกิดขึ้น และดําเนินการตรวจสอบขอเท็จจริงกรณีที่ระบบคอมพิวเตอรหรือ ขอมูลสารสนเทศเกิดความเสียหายหรืออันตรายใด ๆ แกหนวยงานหรือผูหนึ่งผูใด รวมทั้งใหพิจารณาลงโทษตามเหตุอันควร
นโยบายนี้ใหใชบังคับเมื่อพนกําหนด 7 วัน นับแตวันที่ผูมีอํานาจลงนาม
15
ประกาศ ณ วันที่ กันยายน พ.ศ. 2568
(นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี)
ผูวาการการรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย
สารบัญ
เรื่อง หนา คํานิยาม……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….1 สวนที่ 1 นโยบายการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสําหรับผูบริหาร……………………………………………………………….3 สวนที่ 2 ความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวกับบุคลากร………………………………………………………………………………………………..4 สวนที่ 3 การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางดานกายภาพและสิ่งแวดลอม………………………………………………………………7 สวนที่ 4 การจัดการทรัพยสิน ………………………………………………………………………………………………………………………….8 สวนที่ 5 การจัดหา การพัฒนา และการบํารุงรักษาระบบสารสนเทศ…………………………………………………………………..10 สวนที่ 6 การควบคุมการเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ……………………………………………………………………………….12 สวนที่ 7 การควบคุมการเขาถึงระบบเครือขายไรสาย……………………………………………………………………………………….22 สวนที่ 8 การควบคุมหนวยงานภายนอกหรือผูใชงานภายนอกเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ……………………………..23 สวนที่ 9 การใชงานเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่ ของ รฟม. ………………………………………………………………25 สวนที่ 10 การใชงานอินเทอรเน็ตและสื่อสังคมออนไลน……………………………………………………………………………………28 สวนที่ 11 การใชงานจดหมายอิเล็กทรอนิกส…………………………………………………………………………………………………..32 สวนที่ 12 การสํารองขอมูลและการเก็บรักษาขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร…………………………………………………………33 สวนที่ 13 การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยง………………………………………………………………………………………………35 สวนที่ 14 การถายโอน และแลกเปลี่ยนขอมูลสารสนเทศ………………………………………………………………………………….38 สวนที่ 15 การควบคุมการเขารหัส…………………………………………………………………………………………………………………39 สวนที่ 16 การนําอุปกรณสวนตัวมาใชงาน (Bring your own device)……………………………………………………………….40 สวนที่ 17 การใชบริการ Cloud (Cloud Services)………………………………………………………………………………..…………..49
1
เอกสารแนบทายประกาศ การรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย
เรื่อง นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
แนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ของ รฟม.
คํานิยาม
คํานิยามที่ใชในนโยบายนี้ ประกอบดวย
- รฟม. หมายถึง การรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย
- ฝทท. หมายถึง ฝายเทคโนโลยีสารสนเทศ
- ฝทบ. หมายถึง ฝายทรัพยากรบุคคล
- ผูบริหารระดับสูงสุด หมายถึงผูวาการการรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย
- ผูบังคับบัญชา หมายถึง ผูมีอํานาจสั่งการตามโครงสรางการบริหารของ รฟม.
- ผูใชงาน หมายถึง บุคคลที่ไดรับอนุญาตใหสามารถเขาใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม. เพื่อประโยชน ในการดําเนินงานของ รฟม. ดังนี้
- ผูใชงานภายใน หมายถึง บุคลากรของ รฟม.
- ผูใชงานภายนอก หมายถึง บุคคลภายนอกที่ รฟม. อนุญาตใหเขามาใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม. เชน ที่ปรึกษา ผูปฏิบัติงานตามสัญญา หรือนิสิตนักศึกษาฝกงาน เปนตน
- ผูใชบริการ หมายถึงผูที่สมัครใชบริการระบบงานสารสนเทศของ รฟม. ผานเครือขายสาธารณะ (Internet) 8. หนวยงานภายนอก หมายถึง องคกรตาง ๆ รวมถึงผูรับจาง ซึ่ง รฟม. อนุญาตใหมีสิทธิ์ในการเขาถึง หรือใชขอมูล หรือสินทรัพยตาง ๆ ของ รฟม. โดยจะไดรับสิทธิ์ในการใชระบบตามประเภทงานตามอํานาจและตองรับผิดชอบ ในการรักษาความลับของขอมูล
- ผูดูแลระบบ หมายถึง พนักงานที่ไดรับมอบหมายจากผูบังคับบัญชาใหมีหนาที่รับผิดชอบในการดูแลรักษาระบบ สารสนเทศ และพนักงานของผูรับจางที่รับผิดชอบติดตั้งหรือบํารุงรักษาระบบสารสนเทศให รฟม. 10. เจาของขอมูล หมายถึง ผูไดรับมอบอํานาจจากผูบังคับบัญชาใหรับผิดชอบขอมูลของระบบงานโดยเจาของขอมูล เปนผูรับผิดชอบขอมูลนั้น ๆ หรือไดรับผลกระทบโดยตรงหากขอมูลเหลานั้นเกิดสูญหาย
- มาตรฐาน หมายถึง บรรทัดฐานที่บังคับใชในการปฏิบัติการจริงเพื่อใหไดตามวัตุประสงคหรือเปาหมาย 12. ขั้นตอนปฏิบัติ หมายถึง รายละเอียดที่บอกขั้นตอนเปนขอ ๆ ที่ตองนํามาปฏิบัติเพื่อใหไดมาซึ่งมาตรฐานตามที่ได กําหนดไวตามวัตถุประสงค
- แนวปฏิบัติ หมายถึง แนวทางที่ตองปฏิบัติตามเพื่อใหสามารถบรรลุวัตถุประสงคหรือเปาหมายไดงายขึ้น 14. ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information technology system) หมายถึง ระบบงานของ รฟม. ที่นําเอาเทคโนโลยี สารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร และระบบเครือขายสื่อสารขอมูลมาชวยในการสรางสารสนเทศที่ รฟม. สามารถ นํามาใชประโยชนในการวางแผน การบริหาร การสนับสนุน การใหบริการ การพัฒนาและควบคุมการติดตอสื่อสาร ซึ่งมีองคประกอบ ไดแก ระบบคอมพิวเตอร ระบบเครือขาย โปรแกรม ขอมูลและสารสนเทศ เปนตน 15. ขอมูลคอมพิวเตอรหมายถึง ขอมูล ขอความ คําสั่ง ชุดคําสั่ง หรือสิ่งอื่นใด ที่อยูในระบบคอมพิวเตอรในสภาพที่ระบบ คอมพิวเตอรอาจประมวลผลได และใหหมายความรวมถึงขอมูลอิเล็กทรอนิกสตามกฎหมายวาดวยธุรกรรม อิเล็กทรอนิกส
- ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอร (Trafficlog) หมายถึง ขอมูลเกี่ยวกับการติดตอสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร ซึ่งแสดงถึง แหลงกําเนิด ตนทาง ปลายทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลา หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการติดตอสื่อสารของ ระบบคอมพิวเตอรนั้น
- สารสนเทศ (Information) หมายถึง ขอเท็จจริงที่ไดจากขอมูลนํามาผานการประมวลผล การจัดระเบียบใหขอมูล ซึ่งขอมูลอาจอยูในรูปของตัวเลข ขอความ หรือภาพกราฟกใหเปนระบบที่ผูใชสามารถเขาใจไดงาย และสามารถ นําไปใชประโยชนในการบริหาร การวางแผน การตัดสินใจ และอื่น ๆ
2 - ระบบคอมพิวเตอร (Computer system) หมายถึง อุปกรณหรือชุดอุปกรณของคอมพิวเตอรที่เชื่อมการทํางาน เขาดวยกันโดยไดมีการกําหนดคําสั่ง ชุดคําสั่งหรือสิ่งอื่นใด และแนวปฏิบัติงานใหอุปกรณหรือชุดอุปกรณทําหนาที่ ประมวลผลขอมูลโดยอัตโนมัติ
- ระบบเครือขายสื่อสารขอมูล (Network system) หมายถึง ระบบที่สามารถใชในการติดตอสื่อสารหรือการสงขอมูล และสารสนเทศระหวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตาง ๆ ของ รฟม. เชน ระบบแลน (LAN) ระบบอินทราเน็ต (Intranet) ระบบอินเทอรเน็ต (Internet) เปนตน
- สิทธิ์ของผูใชงาน หมายถึง สิทธิ์ทั่วไป สิทธิ์จําเพาะ สิทธิพิเศษ และสิทธิ์อื่นใด ที่เกี่ยวของกับระบบสารสนเทศ ของหนวยงาน
- ความมั่นคงปลอดภัยดานสารสนเทศ หมายถึง การธํารงไวซึ่งความลับ (Confidentiality) ความถูกตองครบถวน (Integrity) และสภาพพรอมใชงาน (Availability) ของสารสนเทศ รวมทั้งคุณสมบัติอื่น ไดแก ความถูกตองแทจริง (Authenticity) ความรับผิด (Accountability) การหามปฏิเสธความรับผิด (Non-repudiation) และความนาเชื่อถือ (Reliability)
- เหตุการณดานความมั่นคงปลอดภัย หมายถึง เหตุการณที่แสดงใหเห็นความเปนไปไดที่จะเกิดการฝาฝนนโยบาย ดานความมั่นคงปลอดภัย มาตรการปองกันที่ลมเหลว หรือเหตุการณอันไมอาจรูไดวาอาจเกี่ยวของกับความมั่นคงปลอดภัย 23. สถานการณดานความมั่นคงปลอดภัยที่ไมพึงประสงคหรือไมอาจคาดคิด หมายถึง สถานการณดานความมั่นคงปลอดภัย ที่ไมพึงประสงคหรือไมอาจคาดคิด (Unwanted or unexpected) ซึ่งอาจทําใหระบบขององคกรถูกบุกรุก หรือโจมตีและความมั่นคงปลอดภัยถูกคุกคาม
- การเขาถึงหรือควบคุมการใชงานสารสนเทศ หมายถึง การอนุญาต การกําหนดสิทธิ์หรือการมอบอํานาจใหผูใชงาน เขาถึงหรือใชงานเครือขายหรือระบบสารสนเทศ ทั้งทางอิเล็กทรอนิกสและทางกายภาพ ตลอดจนอาจกําหนดขอปฏิบัติ เกี่ยวกับการเขาถึงโดยมิชอบเอาไวดวยก็ได
- สินทรัพย (Assets) หมายถึง สินทรัพยดานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ รฟม. เชน อุปกรณ คอมพิวเตอร อุปกรณระบบเครือขาย ซอฟตแวรที่มีคาลิขสิทธิ์ขอมูล ระบบขอมูล ฯลฯ
- จดหมายอิเล็กทรอนิกส (Email) หมายถึง ระบบที่บุคคลใชในการรับ - สงขอความระหวางกัน โดยผานเครื่อง คอมพิวเตอรและเครือขายที่เชื่อมโยงถึงกัน ขอมูลที่สงจะเปนไดทั้งตัวอักษร ภาพถาย ภาพกราฟก ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ผูสงสามารถสงขาวสารไปยังผูรับคนเดียวหรือหลายคนก็ได โดยขาวสารที่สงนั้นจะถูกเก็บไวในตูจดหมาย (Mail box) ที่กําหนดไวสําหรับผูใชงาน ผูรับสามารถเปดอาน พิมพลงกระดาษ หรือจะลบทิ้งก็ได
- ชุดคําสั่งไมพึงประสงค (Malicious code) หมายถึง ชุดคําสั่งที่มีผลทําใหคอมพิวเตอร หรือระบบคอมพิวเตอร หรือชุดคําสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทําลาย ถูกแกไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติม ขัดของหรือปฏิบัติงานไมตรง ตามคําสั่งที่กําหนดไว
- เครื่องคอมพิวเตอรหมายถึง เครื่องคอมพิวเตอรแบบตั้งโตะ และเครื่องคอมพิวเตอรแบบพกพา 29. อุปกรณเคลื่อนที่ (Mobile device) หมายถึง อุปกรณอิเล็กทรอนิกสแบบพกพา ซึ่งมีความสามารถในการเชื่อมตอกับ อุปกรณอื่นเพื่อรับสงขอมูลผานระบบเครือขายโทรคมนาคมไรสายหรือโดยอาศัยคลื่นแมเหล็กไฟฟาเปนสื่อกลาง เชน Tablet, Smart Phone
- ทรัพยสินของ รฟม. หมายถึง ครุภัณฑ รฟม. และทรัพยสินที่ไมมีการขึ้นทะเบียนครุภัณฑที่ รฟม. จัดสรร งบประมาณเพื่อเปนคาใชจายใหทั้งหมดหรือบางสวน
- อุปกรณสวนตัว หมายถึง อุปกรณที่ไมใชทรัพยสินของ รฟม. ที่ผูใชงานนํามาเชื่อมตอกับระบบสารสนเทศของ รฟม. เชน เครื่องคอมพิวเตอรสวนบุคคล (Personal computer) เครื่องคอมพิวเตอรพกพา (Notebook) อุปกรณเคลื่อนที่ (Mobile device) Removable media หรืออุปกรณคอมพิวเตอรของโครงการรถไฟฟา เปนตน
3
สวนที่ 1
นโยบายการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสําหรับผูบริหาร
วัตถุประสงค
▪ เพื่อใหการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศขององคกรมีความสอดคลองกับมาตรฐานสากลและ กฎหมายดานความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวของ
ผูรับผิดชอบ
▪ ผูบริหารสูงสุด
อางอิงมาตรฐาน: ISO/IEC 27001:2022
▪ มาตรการควบคุมดานองคกร (Organizational Controls)
แนวปฏิบัติ - จัดใหมีการทําและทบทวนหรือปรับปรุงนโยบายความมั่นคงปลอดภัย และแนวปฏิบัติที่สนับสนุนการทํางานตาง ๆ อยางนอยปละ 1 ครั้ง โดยพิจารณาจากปจจัยนําเขา ดังนี้
1.1 กลยุทธการดําเนินงานขององคกร
1.2 ขอมูลกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับตาง ๆ ที่ตองปฏิบัติตาม
1.3 การปรับปรุงนโยบายความมั่นคงปลอดภัยสําหรับปถัดไป
1.4 ผลการประเมินความเสี่ยงและแผนลดความเสี่ยง
1.5 ผลการแจงเตือนโดยระบบปองกันการบุกรุกในปที่ผานมา
1.6 ผลของการตรวจสอบขอมูลการปดชองโหว (Patch) สําหรับระบบตาง ๆ ในปที่ผานมา 1.7 การจัดทําและตอสัญญาบํารุงรักษาระบบและอุปกรณตาง ๆ
1.8 แผนการอบรมทางดานความมั่นคงปลอดภัยประจําปซึ่งรวมถึงการสรางความตระหนัก 1.9 ผลการทดสอบแผนกูคืนในปที่ผานมา
1.10 ขอมูลภัยคุกคามตาง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและปจจุบัน รวมทั้งภัยคุกคามที่ไดรับแจงจากหนวยงานภายนอก 1.11 ผลการตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบายความมั่นคงปลอดภัยโดยผูตรวจสอบภายในหรือโดยผูตรวจสอบ อิสระดานความมั่นคงปลอดภัยจากภายนอก - จัดใหมีทรัพยากรดานบุคลากร งบประมาณ การบริหารจัดการ และวัตถุดิบที่เพียงพอตอการบริหารจัดการความ มั่นคงปลอดภัยสารสนเทศในแตละปงบประมาณ
- จัดใหมีบุคลากรดําเนินงานดานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและกําหนดหนาที่ความรับผิดชอบรวมทั้ง ปรับปรุงโครงสรางดังกลาวตามความจําเปน
- แสดงเจตนารมณหรือสื่อสารอยางสม่ําเสมอเพื่อใหผูใชงานทั้งหมดไดเห็นถึงความสําคัญของการปฏิบัติตาม นโยบายความมั่นคงปลอดภัยและนโยบายสนับสนุนตาง ๆ โดยเครงครัดและเปนผูรับผิดชอบตอความเสี่ยง ความเสียหาย หรืออันตรายที่เกิดขึ้นกับสารสนเทศขององคกร รวมถึงสรางความรวมมือระหวางหนวยงาน ที่เกี่ยวของกับความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ
4
สวนที่ 2
ความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวกับบุคลากร
วัตถุประสงค
▪ เพื่อใหผูใชงานเขาใจถึงบทบาท หนาที่ความรับผิดชอบ ทั้งกอนการจางงาน ระหวางการจางงาน และสิ้นสุดหรือ เปลี่ยนแปลงการจางงาน ตลอดจนตระหนักถึงภัยคุกคามและปญหาที่เกี่ยวของกับความมั่นคงปลอดภัยของ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อลดความเสี่ยงอันเกิดจากการขโมย การฉอโกง การใชงานระบบเทคโนโลยี สารสนเทศผิดวัตถุประสงคและความผิดพลาดในการปฏิบัติหนาที่ ซึ่งอาจสงผลกระทบหรือทําให รฟม.
เกิดความเสียหาย
ผูรับผิดชอบ
▪ ผูอํานวยการฝายเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูอํานวยการฝายทรัพยากรบุคคล ผูอํานวยการฝาย/สํานัก/สํานักงาน ที่กํากับดูแลงานที่มีการวาจางหนวยงานภายนอก
อางอิงมาตรฐาน: ISO/IEC 27001:2022
▪ มาตรการควบคุมดานองคกร (Organizational Controls)
▪ มาตรการควบคุมดานบุคลากร (People Controls)
แนวปฏิบัติ - การสรางความมั่นคงปลอดภัยกอนการจางงาน (Prior to Employment) เพื่อคัดสรรบุคลากรกอนที่จะเขามา ปฏิบัติงาน และเพื่อลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานผิดพลาด การขโมย การปลอมแปลง และการนําระบบ สารสนเทศหรือทรัพยากรสารสนเทศของ รฟม. ไปใชในทางที่ไมเหมาะสม รวมทั้งเพื่อใหผูใชงานเขาใจในหนาที่ ความรับผิดชอบของตนเอง
1.1 การตรวจสอบคุณสมบัติของผูสมัคร (Screening)
ฝทบ. หรือฝาย/สํานัก/สํานักงาน ที่กํากับดูแลงานที่มีการวาจางหนวยงานภายนอก/บุคคลภายนอกตองตรวจสอบ คุณสมบัติของผูสมัคร (ทั้งกรณีการจางเปนพนักงาน ลูกจาง การวาจางหนวยงานภายนอก/บุคคลภายนอก เพื่อปฏิบัติงานให รฟม. รวมทั้งนิสิตนักศึกษาฝกงาน) โดยผูสมัครตองไมเคยกระทําผิดกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ หรือจริยธรรม รวมทั้งไมมีประวัติในการบุกรุก แกไข ทําลาย หรือโจรกรรมขอมูลในระบบเทคโนโลยี สารสนเทศมากอน และมีคุณสมบัติตามที่ รฟม. กําหนด
1.2 การกําหนดเงื่อนไขการจางงาน (Terms and Conditions of Employment) การวาจางใหมีเงื่อนไข การจางงานใหครอบคลุมในเรื่องดังตอไปนี้
1.2.1 กําหนดหนาที่ความรับผิดชอบดานความมั่นคงปลอดภัยดานสารสนเทศอยางเปนลายลักษณอักษร (Information Security Roles and Responsibilities) แกผูใชงาน โดยกําหนดใหสอดคลองกับ นโยบายความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม.
1.2.2 กําหนดใหมีการลงนามในสัญญาวาจะไมเปดเผยความลับของ รฟม. (Non-Disclosure Agreement: NDA)
1.2.3 ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่สรางหรือพัฒนาโดยผูใชงานในระหวางการวาจางถือเปนสินทรัพย ของ รฟม.
1.2.4 กําหนดความรับผิดชอบหรือบทลงโทษ หากผูใชงานไมปฏิบัติตามนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รฟม. รวมทั้ง กฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ หรือขอกําหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
5 - การสรางความมั่นคงปลอดภัยในระหวางการจางงาน (During Employment) เพื่อสรางความตระหนักแกผูใชงาน เกี่ยวกับภัยที่เกี่ยวของกับการปฏิบัติงานสารสนเทศ รวมถึงใหความรูเพื่อใหสามารถปองกันภัยดังกลาวได 2.1 หนาที่ในการบริหารจัดการทางดานความมั่นคงปลอดภัย (Management Responsibilities) ผูบริหาร รฟม. ทุกระดับชั้นมีหนาที่สนับสนุนและสงเสริมเรื่องดังตอไปนี้แกผูใชงาน
2.1.1 ประกาศนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยดานสารสนเทศของ รฟม. เปนลายลักษณอักษรใหทุกคน รับทราบและปฏิบัติตาม
2.1.2 จูงใจใหผูใชงานปฏิบัติตามนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยดานสารสนเทศของ รฟม. 2.1.3 สรางความตระหนักถึงความมั่นคงปลอดภัยดานสารสนเทศที่เกี่ยวของกับหนาที่ความรับผิดชอบ ของตนเองและของ รฟม.
2.2 การสรางความตระหนัก การใหความรู และการอบรมดานความมั่นคงปลอดภัยใหแกผูใชงาน (Information Security Awareness, Education and Training) การสรางความตระหนักในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย อยางสม่ําเสมอ
2.2.1 ผูดูแลระบบตองแจงเตือนภัยคุกคาม และชองโหวที่สงผลกระทบตอความมั่นคงปลอดภัยของระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศแกผูใชงานที่เกี่ยวของ นอกจากนี้ตองแจงเตือนใหผูใชงานเพิ่มความระมัดระวัง ความเสี่ยงตาง ๆ เชน ไวรัสคอมพิวเตอร เทคนิคการหลอกลอทางจิตวิทยา (Social Engineering) และชองโหวทางเทคนิค เปนตน
2.2.2 ฝทท. ตองดําเนินการฝกอบรม หรือประชาสัมพันธเพื่อสรางความตระหนักดานความมั่นคงปลอดภัย ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแกผูใชงานเปนประจําทุกป
2.2.3 ฝทท. ตองแจงผูใชงานใหทราบ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัย สารสนเทศของ รฟม. รวมทั้งอธิบายผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกลาว
2.3 การแจงเหตุการณไมปกติ
ผูใชงานตองแจงเหตุการณไมปกติดานเทคโนโลยีสารสนเทศที่พบผานชองทางที่ รฟม. กําหนดโดยเร็วที่สุด 2.4 การกําหนดบทลงโทษ
2.4.1 ความรับผิดตามกฎหมาย
นโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยดานสารสนเทศนี้ไมไดกอใหเกิดสิทธิ์ ทางกฎหมายที่ทําใหผูใชงานพนผิดแมจะไดปฏิบัติตามนโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยสารสนเทศและผูใชงานตกลงยินยอมที่จะไมดําเนินการใด ๆ ทางกฎหมายตอ รฟม. ซึ่งได ปฏิบัติตามระเบียบนี้ แตอยางไรก็ตามหากผูใชงานกระทําการละเมิดหรือกระทําผิดตามนโยบาย และแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ อาจเปนความผิดทางวินัยและเปนเหตุ ใหถูกลงโทษทางวินัยได รฟม. ไมมีสวนรับผิดชอบตอการละเมิดทรัพยสินทางปญญาที่เกิดจาก การใชระบบคอมพิวเตอร
2.4.2 การพิจารณาโทษผูกระทําผิด
ผูใชงานที่กระทําความผิด ฝทท. จะเพิกถอนสิทธิ์การใชงานและอาจเปนความผิดทางวินัย หรือ ความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวของ
- พนักงาน/ลูกจางที่ฝาฝนหรือละเมิดนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยี สารสนเทศ รฟม. ตองถูกลงโทษตามกระบวนการทางวินัยของ รฟม. รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวของ 2) หนวยงานภายนอก/บุคคลภายนอกที่กระทําความผิด จะมีโทษตามที่ระบุไวในสัญญาหรือ ถูกเพิกถอนสิทธิ์การใชงาน รวมถึงดําเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวของ
6
- การสิ้นสุดหรือการเปลี่ยนแปลงการจางงาน (Termination and Change of Employment) เพื่อกําหนดหนาที่ความรับผิดชอบเมื่อสิ้นสุดหรือเปลี่ยนแปลงการจางงาน ซึ่งรวมไปถึงการคืนทรัพยสินและ การถอดถอนสิทธิ์ในการเขาถึง
3.1 การแจงการสิ้นสุดหรือเปลี่ยนแปลงการจางงาน
3.1.1 ฝทบ. ตองแจงใหฝทท. ทราบทันทีหากพนักงานมีการลาออก โยกยาย เกษียณ หรือเสียชีวิตเพื่อ ฝทท. จะไดตรวจสอบและบริหารจัดการสิทธิ์ในการเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
3.1.2 ฝาย/สํานัก/สํานักงาน ที่กํากับดูแลงานที่มีการวาจางหนวยงานภายนอก/บุคคลภายนอก ตองแจงให ฝทท. ทราบทันทีในกรณีที่ผูรับจางภายนอกสิ้นสุดสัญญาจางหรือมีการยกเลิกสัญญาจาง เพื่อให ฝทท. ตรวจสอบการใชงานระบบสารสนเทศและถอดถอนสิทธิ์ในการเขาถึงระบบสารสนเทศของ รฟม.
3.2 การคืนสินทรัพยของ รฟม.
ผูดูแลระบบตองตรวจสอบเพื่อเรียกคืนสินทรัพยของ รฟม. จากผูใชงาน เมื่อการสิ้นสุดหรือการเปลี่ยนแปลง การจางงาน
3.3 การถอดถอนสิทธิ์ในการเขาถึง
3.3.1 ผูดูแลระบบตองถอดถอนสิทธิ์ในการเขาถึงของผูใชงาน เมื่อสิ้นสุดหรือเปลี่ยนแปลงการจางงาน 3.3.2 การถอดถอนสิทธิ์ในการเขาถึงหมายรวมถึง ทางกายภาพ (Physical) และทางตรรกะ (Logical) เชน กุญแจ บัตรแสดงตน บัตรประจําตัวผูใชงาน และบัญชีผูใชงาน เปนตน
3.3.3 ในกรณีที่ผูใชงานที่สิ้นสุดหรือเปลี่ยนแปลงการจางงาน มีการใชบัญชีผูใชงานรวมกัน (Shared User ID) กับผูใชงานอื่น ผูบังคับบัญชาตองเปลี่ยนรหัสผานทันทีหลังจากสิ้นสุดหรือเปลี่ยนแปลงการจางงาน
7
สวนที่ 3
การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางดานกายภาพและสิ่งแวดลอม
วัตถุประสงค
▪ เพื่อควบคุมและปองกันการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวของกับการเขาถึงอาคารสถานที่ และพื้นที่จัดเก็บ ขอมูลคอมพิวเตอร (Data Storage Area)
ผูรับผิดชอบ
▪ ผูดูแลระบบ
▪ ผูอํานวยการฝายจัดซื้อและบริการ
อางอิงมาตรฐาน: ISO/IEC 27001:2022
▪ มาตรการควบคุมดานกายภาพ (Physical Controls)
แนวปฏิบัติ - ผูดูแลระบบ ตองออกแบบ และติดตั้งอุปกรณหรือระบบสนับสนุน (Facilities) เพื่อปองกันความมั่นคงปลอดภัย ดานกายภาพ เชน อุปกรณดับเพลิง ระบบสํารองไฟฟา เครื่องกําเนิดไฟฟา ระบบปรับอากาศและควบคุมความชื้น ระบบเตือนภัยน้ํารั่ว และตองมีการบํารุงรักษาอยางสม่ําเสมอ
- ผูดูแลระบบตองติดตั้งอุปกรณสารสนเทศในตูแร็ก (Rack) หรือสถานที่ที่มีความมั่นคงปลอดภัยและมีการปดล็อค 3. ผูดูแลระบบ ตองมีการปองกันสายเคเบิลที่ใชเพื่อการสื่อสารหรือสายไฟ มิใหมีการดักรับสัญญาณ (Interception) หรือมีความเสียหายเกิดขึ้น โดยจะตองเดินสายเคเบิลผานทอรอยสายหรือทางเดินสายที่มั่นคงปลอดภัยจากการเขาถึง และไมเดินสายผานพื้นที่ที่เขาถึงไดอยางสาธารณะ รวมทั้งสายเคเบิลสื่อสารและสายไฟฟาตองแยกจากกันโดยมี ระยะหางที่เหมาะสม
- การกําหนดบริเวณที่มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัย
กําหนดพื้นที่ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตาง ๆ อยางเหมาะสม เพื่อเปนการเฝาระวัง ควบคุม การรักษาความมั่นคง ปลอดภัยจากผูที่ไมไดรับอนุญาต รวมทั้งปองกันความเสียหายอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นไดโดยแบงแยกบริเวณพื้นที่ใชงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศออกเปน
4.1 พื้นที่ทํางาน (Working area) หมายถึง พื้นที่ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอรสวนบุคคลและคอมพิวเตอรพกพา ที่ประจําโตะทํางาน
4.2 พื้นที่จัดเก็บขอมูลคอมพิวเตอร (Data storage area) หมายถึง พื้นที่ศูนยของขอมูล (Data center) 5. การควบคุมการเขาออก อาคาร สถานที่
5.1 กําหนดสิทธิ์ของผูใชงานและหนวยงานภายนอกในการเขาถึงสถานที่ โดยแบงแยกได ดังนี้ 5.1.1 ผูดูแลระบบตองกําหนดสิทธิ์แกผูใชงานที่มีสิทธิ์เขา - ออก และกําหนดชวงระยะเวลาที่มีสิทธิ์ ในการเขา - ออกแตละพื้นที่ใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอยางชัดเจน
5.1.2 เจาหนาที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) จะตองใหหนวยงานภายนอก/บุคคลภายนอกแลกบัตรที่สามารถ ระบุตัวตนของบุคคลนั้น ๆ กอนเขาถึงอาคารของ รฟม. เชน บัตรประจําตัวประชาชน ใบอนุญาตขับขี่ เปนตน แลวบันทึกขอมูลบัตรในสมุดบันทึกหรือระบบงานสารสนเทศ
5.1.3 หนวยงานภายนอก/บุคคลภายนอกที่มาติดตอตองติดบัตรผูติดตอ (Visitor) ตรงจุดที่สามารถเห็นได ชัดเจนตลอดเวลาที่อยูใน รฟม.และคืนบัตรผูติดตอ (Visitor) กอนออกจากอาคารของ รฟม.
5.1.4 เจาหนาที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ตองตรวจสอบผูติดตอ อุปกรณ พรอมลงเวลาออกที่สมุด บันทึกหรือระบบสารสนเทศใหถูกตอง
5.2 ผูดูแลระบบ ตองควบคุมการเขา –ออกพื้นที่จัดเก็บขอมูลคอมพิวเตอร (Data Storage Area) ไมใหผูไมมีสิทธิ์ เขาถึงได โดยกําหนดพื้นที่การสงมอบสินคาและพื้นที่การเตรียมหรือประกอบอุปกรณสารสนเทศ (Unpack Area) กอนนําเขาพื้นที่จัดเก็บขอมูลคอมพิวเตอร (Data storage area) และตองควบคุม การ เขา - ออก เพื่อหลีกเลี่ยงการเขาถึงระบบสารสนเทศและขอมูลสารสนเทศโดยไมไดรับอนุญาต โดยปฏิบัติตามขั้นตอนที่ รฟม. กําหนด
8
สวนที่ 4
การจัดการทรัพยสิน
วัตถุประสงค
▪ เพื่อบริหารจัดการทรัพยสินสารสนเทศ ตั้งแตการจัดหา การใชงาน จนถึงการยกเลิกใชงาน โดยมีการระบุ ทรัพยสินขององคกรและกําหนดหนาที่ความรับผิดชอบในการปกปองทรัพยสินสารสนเทศอยางเหมาะสม ผูรับผิดชอบ
▪ ผูบังคับบัญชา
▪ ผูดูแลระบบ
▪ เจาของขอมูล
▪ ผูใชงาน
อางอิงมาตรฐาน: ISO/IEC 27001:2022
▪ มาตรการควบคุมดานองคกร (Organizational Controls)
▪ มาตรการควบคุมดานกายภาพ (Physical Controls)
▪ มาตรการควบคุมดานเทคโนโลยี (Technological Controls)
แนวปฏิบัติ - หนาที่ความรับผิดชอบตอทรัพยสินสารสนเทศ (Responsibility for Assets)
1.1 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองรวมกันจัดทําบัญชีทรัพยสิน/ทะเบียนทรัพยสิน (Asset Inventory) และทบทวนทะเบียนทรัพยสินอยางนอยปละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสําคัญ 1.2 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองระบุเจาของทรัพยสินสารสนเทศทุกรายการ เพื่อรับผิดชอบดูแล ความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศตลอดวงจรอายุการใชงาน
1.3 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองเรียกคืนทรัพยสินสารสนเทศเมื่อสิ้นสุดหรือเปลี่ยนแปลงการจางงาน 1.4 ผูใชงานตองใชทรัพยสินสารสนเทศของ รฟม. อยางระมัดระวัง และใชเพื่อปฏิบัติงานของ รฟม. เทานั้น รวมทั้งตองปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ และนโยบาย ของ รฟม. - การจําแนกประเภทของทรัพยสินสารสนเทศ (Asset Classification)
2.1 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองจําแนกประเภททรัพยสินตามขั้นตอนที่ รฟม. กําหนด และทบทวน การจําแนกดังกลาวอยางสม่ําเสมอ
2.2 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองจัดทําปายชื่อทรัพยสินสารสนเทศ (Labeling) ใหชัดเจน พรอมทั้งจัดใหมี มาตรการดูแลการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศที่สอดคลองกับประเภททรัพยสินตามระดับชั้นความลับ ที่ รฟม. กําหนด - การจัดการสื่อบันทึกขอมูล (Media Handling)
3.1 เจาของขอมูล ผูดูแลระบบ และผูใชงานตองควบคุมการใชงานและจัดเก็บสื่อบันทึกแบบถอดหรือตอพวง กับเครื่องคอมพิวเตอรได (Removable Media) ตามที่ รฟม. กําหนด
3.2 เจาของขอมูลตองมีการเขารหัสขอมูลที่ออนไหว (Sensitive Data) ของ รฟม. ที่จัดเก็บอยูในสื่อบันทึก แบบถอดได
3.3 เจาของขอมูล ผูดูแลระบบ และผูใชงานตองทําลายขอมูลสําคัญในอุปกรณสื่อบันทึกขอมูล แฟมขอมูล ตามขั้นตอนที่ รฟม. กําหนด โดยไมสามารถกูคืนขอมูลกลับมาไดอีกกอนจะกําจัดอุปกรณดังกลาวหรือ กอนที่จะอนุญาตใหผูอื่นนําอุปกรณนั้นไปใชงานตอเพื่อปองกันไมใหมีการเขาถึงขอมูลที่สําคัญได โดยพิจารณาวิธีการทําลายขอมูลบนสื่อบันทึกขอมูลแตละประเภท ดังนี้
9
ประเภทสื่อบันทึกขอมูล
วิธีทําลาย
กระดาษ
ใหหั่นดวยเครื่องทําลายเอกสาร
Flash Drive- ทําลายขอมูลบน Flash Drive ตามมาตรฐาน DOD5220.22M ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปนการเขียนทับขอมูลเดิมหลายรอบ
- ใชวิธีทุบหรือบดใหเสียหาย
แผน CD/DVD
ใหหั่นดวยเครื่องทําลายเอกสาร
เทป
ใชวิธีทุบหรือบดใหเสียหายหรือเผาทําลาย
ฮารดดิสก- ทําลายขอมูลบนฮารดดิสกตามมาตรฐาน
DOD5220.22M ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปนการเขียนทับขอมูลเดิมหลายรอบ
- ทําลายขอมูลบนฮารดดิสกตามมาตรฐาน
- ใชวิธีทุบหรือบดใหเสียหาย
3.4 เจาของขอมูล ผูดูแลระบบ และผูใชงาน ตองมีการปองกันสื่อบันทึกขอมูลที่ใชจัดเก็บขอมูลสารสนเทศ ในกรณี ที่มีการเคลื่อนยายเพื่อปองกันการเขาถึงขอมูลสารสนเทศโดยไมไดรับอนุญาต ถูกนําไปใชงานผิดวัตถุประสงค รวมถึงปองกันสื่อบันทึกขอมูลไมใหไดรับความเสียหาย โดยรักษาความปลอดภัยสารสนเทศตามขั้นตอนที่ รฟม. กําหนด
4. การบริหารจัดการคาคอนฟกูเรชัน (Configuration Management)
4.1 ผูบังคับบัญชาตองกําหนดใหมีแนวทางการบริหารจัดการคาคอนฟกูเรชัน (Configuration Management) 4.2 ผูดูแลระบบตองกําหนดคา Minimum Baseline Standard เพื่อเปนมาตรฐานในการการตั้งคาของ ระบบปฏิบัติการ ระบบฐานขอมูล ระบบงาน และอุปกรณเครือขายสื่อสารตาง ๆอยางเปนลายลักษณอักษร และตองการทบทวนปรับปรุงใหเปนปจจุบันอยางนอยปละ 1 ครั้ง
4.3 ผูดูแลระบบตองควบคุมการเปลี่ยนแปลงการตั้งคาของระบบปฏิบัติการ ระบบฐานขอมูล ระบบงาน และ อุปกรณเครือขายสื่อสารตาง ๆ ตามขั้นตอนปฏิบัติการควบคุมการเปลี่ยนแปลงหรือแกไขระบบที่ รฟม. กําหนด
4.4 ผูดูแลระบบตองควบคุมเวอรชันของคาคอนฟกูเรชัน (System Configuration Version Control) 4.5 ผูดูแลระบบตองมีการสอบทานคาคอนฟกูเรชันของระบบปฏิบัติการ ระบบฐานขอมูล ระบบงาน และ อุปกรณเครือขายสื่อสารตาง ๆ อยางนอยปละ 1 ครั้ง
10
สวนที่ 5
การจัดหา การพัฒนา และการบํารุงรักษาระบบสารสนเทศ
วัตถุประสงค
▪ เพื่อควบคุมการจัดหา พัฒนา และบํารุงรักษาระบบสารสนเทศ ใหมีการกําหนดมาตรการการรักษาความมั่นคง ปลอดภัย เพื่อปองกันความผิดพลาด สูญหาย และการเปลี่ยนแปลงแกไขระบบ
ผูรับผิดชอบ
▪ ผูบังคับบัญชา
▪ ผูดูแลระบบ
อางอิงมาตรฐาน: ISO/IEC 27001:2022
▪ มาตรการควบคุมดานองคกร (Organizational Controls)
▪ มาตรการควบคุมดานเทคโนโลยี (Technological Controls)
แนวปฏิบัติ
- ผูบังคับบัญชา ตองควบคุมใหมีการกําหนดขอตกลงและความรับผิดชอบที่เกี่ยวของกับความเสี่ยงดานความมั่นคง ปลอดภัยสารสนเทศลงในสัญญากับผูใหบริการภายนอก โดยใหครอบคลุมรวมถึงผูรับจางชวงดวย 2. ผูบังคับบัญชาตองควบคุมใหมีขอตกลง (Sign Off) กอนเริ่มใชงานระบบจริง (Production) หรือกอนเริ่ม Go Live 3. ผูดูแลระบบ ตองจัดทําขอกําหนดโดยระบุถึงการควบคุมความมั่นคงปลอดภัยดานสารสนเทศที่สอดคลองกับ นโยบายและแนวปฏิบัติดานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศขององคกร เชน วิธีการแบบปลอดภัยในการพัฒนา โปรแกรมตามมาตรฐาน OWASP (Open Web Application Security Project) Top 10 หรือมาตรฐาน CWE (Common Weakness Enumeration) Top 25 หรือมาตรฐานที่ยอมรับในสากล
- ผูดูแลระบบตองออกแบบโครงสรางการจัดวางระบบงานและเสนอผูบังคับบัญชาเห็นชอบกอนเริ่ม Go Live 5. ผูดูแลระบบ ตองมีการออกแบบระบบเพื่อตรวจสอบขอมูลที่จะรับเขาสูแอปพลิเคชัน ขอมูลที่เกิดจากการ ประมวลผล และขอมูลที่อยูระหวางการประมวลผล เพื่อตรวจหาและปองกันความไมถูกตองที่เกิดขึ้นกับขอมูล เชน หนวยความจําลน (Buffer Overflows) การใชตัวแปรผิดประเภท และตองมีมาตรการปองกันหรือควบคุม ความลมเหลวระหวางการประมวลผล (Rollback)
- ผูดูแลระบบตองมีการควบคุมการเขาถึงและควบคุมการเปลี่ยนแปลงหรือแกไขระบบตามขั้นตอนที่ รฟม. กําหนด เพื่อควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้น
- ผูดูแลระบบตองจํากัดใหมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ตอซอฟตแวรที่ใชงาน (Software Package) โดยเปลี่ยนแปลง เฉพาะที่จําเปนเทานั้น และควบคุมทุก ๆ การเปลี่ยนแปลงอยางเขมงวดตามขั้นตอนที่ รฟม. กําหนด 8. ผูดูแลระบบตองจํากัดการเขาถึง Source Code ใหเขาถึงไดเฉพาะผูที่มีสิทธิ์เทานั้น
- ผูดูแลระบบตองจัดทํา Source Code Review เพื่อหาขอผิดพลาดหรือสิ่งผิดปกติและปรับปรุง Source Code ใหมีคุณภาพ
- ผูดูแลระบบตองควบคุมการจัดสง Source Code ผานชองทางที่มั่นคงปลอดภัยและเปนชองทางที่ รฟม. กําหนดใหใชงานเทานั้น
- ผูดูแลระบบตองปดบังขอมูลสวนบุคคล (Data Masking) ที่จัดเก็บอยูในระบบงานสารสนเทศดวยวิธีการที่ เหมาะสม
- ผูดูแลระบบตองแสดงขอมูลของผูใชงานอยางรัดกุม เชน การปดบังขอมูลสําคัญของผูใชงาน (Sensitive Data Masking) เปนตน
11 - กรณีของแอปพลิเคชันที่ใชงานผานอุปกรณเคลื่อนที่ (Mobile device) ใหผูดูแลระบบดําเนินการ ดังนี้ 13.1 ปดบังหนาจอเมื่อยอแอปพลิเคชัน (Application Blurring) เพื่อลดความเสี่ยงที่ขอมูลสําคัญของผูใชงาน จะรั่วไหล
13.2 ขอสิทธิ์เขาถึงทรัพยากรหรือบริการโดยแอปพลิเคชัน (Application Permission) บนอุปกรณเคลื่อนที่ ของผูใชงานเทาที่จําเปน และมีกระบวนการทบทวนการขอสิทธิ์เปนประจําเพื่อปองกันการละเมิดสิทธิ์ ความเปนสวนตัวของผูใชงาน - ผูดูแลระบบตองควบคุมขอมูลที่นํามาใชในการทดสอบระบบ (Test Data) อยางเหมาะสม โดยไมนําขอมูลจริง มาทดสอบ กรณีจําเปนตองใชขอมูลจริงตองไดรับอนุญาตขอมูลจากเจาของกอนนํามาใชงาน และทําลายขอมูล อยางเหมาะสมตามขั้นตอนที่ รฟม. กําหนด
- ผูดูแลระบบตองแยกระบบสารสนเทศสําหรับการพัฒนา ทดสอบ และใชงานจริงออกจากกันเพื่อลดความเสี่ยง ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระบบสารสนเทศโดยไมไดรับอนุญาต และตองมีการกําหนดสิทธิ์การเขาถึงระบบ สารสนเทศที่พัฒนา ทดสอบ หรือใชงานจริง ทั้งระบบสารสนเทศใหม และการปรับปรุงแกไขระบบสารสนเทศเดิม
- ผูดูแลระบบตองมีการกําหนดขั้นตอนการทดสอบระบบสารสนเทศกอนนําไปใชงานจริง ทั้งในกรณีปรับปรุงระบบ สารสนเทศเดิมและการพัฒนาระบบสารสนเทศใหม
- ผูดูแลระบบตองติดตั้งซอฟตแวรบนระบบสารสนเทศที่ใหบริการ (Production) ตามขั้นตอนที่ รฟม. กําหนด และจํากัดสิทธิ์การติดตั้งซอฟตแวรเพื่อใหระบบสารสนเทศตาง ๆ มีความถูกตองครบถวนและนาเชื่อถือ 18. ผูดูแลระบบตองนําซอฟตแวรที่ไมละเมิดลิขสิทธิ์มาติดตั้งบนระบบสารสนเทศที่ใหบริการ (Production) 19. ผูดูแลระบบตองกํากับดูแลใหผูรับจางปฏิบัติตามสัญญาหรือขอตกลงการใหบริการที่ระบุไว โดยครอบคลุมถึง ดานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และการปฏิบัติตามขั้นตอนที่เกี่ยวของตาง ๆ ที่ รฟม. กําหนดไว 20. ผูดูแลระบบ ตองติดตาม ตรวจสอบรายงาน หรือบันทึกการใหบริการของบุคคล/หนวยงานภายนอกที่ใหบริการแก หนวยงานตามสัญญาวาจางอยางสม่ําเสมอ
- ผูดูแลระบบ ตองดูแลใหทรัพยสินสารสนเทศไดรับการบํารุงรักษาและซอมแซมตามความตองการ รวมทั้งตอง มีการบันทึกประวัติการทํางานผิดปกติ การบํารุงรักษา และการซอมแซมอุปกรณนั้น ๆ อยางสม่ําเสมอ 22. ผูดูแลระบบจะตองปดชองโหวของระบบสารสนเทศที่มีระดับความรุนแรงในระดับวิกฤติ (Critical) และระดับสูง (High) ทั้งหมดกอนนําไปใชงานจริง (Production) หรือกอนเริ่ม Go Live โดยเฉพาะระบบที่ใหบริการผานเครือขาย อินเทอรเน็ต (Internet Facing) และระบบที่มีความสําคัญตอการดําเนินงานของ รฟม.
- ผูดูแลระบบตองพิจารณาเลือกใช Version ของ Software ดังนี้
23.1 กรณีนํา Softwareเดิมมาใชในการจัดหาหรือพัฒนาระบบ จะตองนําผลการตรวจสอบชองโหวและผลการทดสอบ เจาะระบบมาประกอบการพิจารณาคัดเลือกเวอรชันของ Software ดวย เพื่อปองกันไมใหเกิดชองโหวเดิม รวมถึงเพื่อลดภาระงานในการปดชองโหวเดิมซ้ํา
23.2 กรณีเปน Software ที่ไมเคยนํามาใชงานใหเลือกใชSoftware เวอรชันลาสุด
12
สวนที่ 6
การควบคุมการเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
วัตถุประสงค
▪ เพื่อควบคุมการเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตั้งแตการกําหนดสิทธิ์ กําหนดประเภทของขอมูล จัดลําดับ ความสําคัญหรือลําดับชั้นความลับของขอมูล ระดับชั้นการเขาถึง เวลาที่เขาถึงได และชองทางการเขาถึง ทั้งนี้ เพื่อควบคุมและปองกันการเขาถึง การลวงรู และการแกไขระบบสารสนเทศของ รฟม. โดยไมไดรับอนุญาต ผูรับผิดชอบ
▪ ผูดูแลระบบ
▪ เจาของขอมูล
▪ ผูใชงาน
อางอิงมาตรฐาน: ISO/IEC 27001:2022
▪ มาตรการควบคุมดานองคกร (Organizational Controls)
▪ มาตรการควบคุมดานเทคโนโลยี (Technological Controls)
แนวปฏิบัติ - การควบคุมการเขาถึงระบบสารสนเทศ (Access Control)
1.1 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองรวมกันกําหนดสิทธิ์ในการเขาถึงระบบสารสนเทศ (Authorization Matrix) ที่เหมาะสมและสอดคลองกับหนาที่ความรับผิดชอบของผูใชงาน และทบทวนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง 1.2 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองรวมกันกําหนดระดับการอนุมัติ (Authorization Level) การเขาถึงระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศ
1.3 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองจัดใหมีการแบงแยกหนาที่ความรับผิดชอบ (Segregation of duties) ในการเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอยางเหมาะสม เชน มีการแบงแยกหนาที่ระหวางการแจงความประสงค การเขาถึงและการอนุมัติการเขาถึง เปนตน
1.4 กรณีของแอปพลิเคชันที่ใชงานผานอุปกรณเคลื่อนที่ (Mobile device) ผูดูแลระบบตองปฏิบัติ ดังนี้ 1.4.1 ไมอนุญาตใหอุปกรณเคลื่อนที่ที่ใชระบบปฏิบัติการลาสมัย (Obsolete Operating System) เขาใชงาน แอปพลิเคชัน หรือหากอนุญาตใหใชบริการไดควรมีมาตรการรองรับเพื่อลดความเสี่ยงที่ รฟม. จะไดรับ รวมถึงลดผลกระทบตอผูใชงานตามความเหมาะสม เชน การเพิ่มมาตรการยืนยันตัวตน เปนตน 1.4.2 ไมอนุญาตใหอุปกรณที่มีการปรับแตงการเขาถึงระบบปฏิบัติการ (Rooted/Jailbroken) เขาใชงาน แอปพลิเคชัน เพื่อลดความเสี่ยงที่ผูไมประสงคดีสามารถเขาถึงขอมูลสําคัญของผูใชงานและละเมิด หรือหลีกเลี่ยงมาตรการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ รฟม. กําหนดไว
1.4.3 ไมอนุญาตใหผูใชงานใชแอปพลิเคชันเวอรชันต่ํากวาที่ รฟม. กําหนด เพื่อใหแอปพลิเคชันมีการ รักษาความมั่นคงปลอดภัยเปนไปตามมาตรฐานของ รฟม.
1.5 ขั้นตอนปฏิบัติเพื่อการจัดเก็บขอมูล
เจาของขอมูล ผูดูแลระบบ และผูใชงาน ตองปฏิบัติดังนี้
1.5.1 แบงประเภทขอมูล ดังนี้
- ขอมูลและสารสนเทศสําหรับสนับสนุนการตัดสินใจของผูบริหาร ไดแก ขอมูลสารสนเทศที่มี ความสําคัญหรือมีความจําเปนเรงดวนที่ตองติดตามอยางใกลชิดเพื่อประกอบการตัดสินใจ
เชิงนโยบาย กําหนดนโยบาย และการวางแผนของผูบริหารระดับสูง
13 - ขอมูลและสารสนเทศสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร (Strategy Data) ไดแก ขอมูลและสารสนเทศ เชิงวิชาการเพื่อสนับสนุนการดําเนินงานตามพันธกิจและยุทธศาสตรของ รฟม. ใหบรรลุเปาหมาย รวมทั้งขอมูลที่เผยแพรแกผูรับบริการภายนอก
- ขอมูลและสารสนเทศที่สนับสนุนการปฏิบัติงานประจํา (Operation Data) ไดแก ขอมูลที่ สนับสนุนการทํางานทั่วไปของ รฟม.
1.5.2 จัดแบงระดับความสําคัญของขอมูล ออกเปน 3 ระดับ คือ - ขอมูลที่มีระดับความสําคัญมาก หมายถึง ขอมูลที่ใชสําหรับสนับสนุนการตัดสินใจของผูบริหาร 2) ขอมูลที่มีระดับความสําคัญปานกลาง หมายถึง ขอมูลที่ใชปฏิบัติงานเฉพาะกลุมงาน แผนก กอง หรือฝาย/สํานัก/สํานักงาน ภายในองคกร
- ขอมูลที่มีระดับความสําคัญนอย หมายถึง ขอมูลที่พนักงาน/ลูกจางภายใน รฟม. สามารถ เขาถึงรวมกันไดหรือสามารถเผยแพรได
1.5.3 จัดแบงลําดับชั้นความลับของขอมูลตามที่ รฟม. กําหนด
1.5.4 จัดแบงระดับชั้นการเขาถึง - ระดับชั้นสําหรับผูบริหาร เขาถึงไดตามอํานาจหนาที่และภารกิจที่ไดรับมอบหมาย
- ระดับชั้นสําหรับผูปฏิบัติงานทั่วไป เขาถึงขอมูลที่ไดรับมอบหมายตามอํานาจหนาที่
- ระดับชั้นสําหรับผูดูแลระบบหรือผูที่ไดมอบหมาย มีสิทธิ์ในการบริหารจัดการระบบและเขาถึง ขอมูลที่ไดรับมอบหมายตามอํานาจหนาที่
1.6 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบตองกําหนดเวลาการเขาถึงระบบสารสนเทศ
1.7 ผูดูแลระบบตองจํากัดชองทางการเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตามชองทาง ดังนี้ 1) เครือขายภายในของ รฟม. - เครือขายภายนอก รฟม.
- เครือขายอื่นที่จัดไวให เชน ระบบเครือขายสื่อสารขอมูล GIN
1.8 ผูดูแลระบบตองกํากับดูแล Default Permission ของไฟล (File) และ โฟลเดอร (Folder) ที่สรางขึ้นใหมี การจํากัดสิทธิ์ในการเขาถึง
1.9 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองพิจารณาขอกําหนดตาง ๆ ที่มีผลทางกฎหมายซึ่งเกี่ยวของกับการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของ รฟม. เชน พระราชบัญญัติ ขอกําหนดทางกฎหมาย ขอกําหนดในสัญญา และขอกําหนดทางดานความมั่นคงปลอดภัยอื่น ๆ เปนตน เพื่อกําหนดสิทธิ์การเขาถึงสารสนเทศและระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม.
1.10 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองมีการสอบทานสิทธิ์ในการเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอยางสม่ําเสมอ พรอมทั้งเพิกถอนสิทธิ์เมื่อพบเห็นสิทธิ์ที่ไมถูกตองตามสิทธิ์ในการเขาถึง (Authorization Matrix) 2. การบริหารจัดการการเขาถึงของผูใชงาน (User Access Management)
ใหมีการควบคุมการลงทะเบียนผูใชงาน การบริหารจัดการรหัสผาน การบริหารจัดการสิทธิ์การใชงานระบบเทคโนโลยี สารสนเทศ และการทบทวนสิทธิ์การเขาถึงของผูใชงาน
2.1 การลงทะเบียนผูใชงาน (User Registration)
2.1.1 ผูดูแลระบบตองบริหารจัดการและควบคุมบัญชีชื่อผูใชงาน (Username) มิใหมีการใชงานบัญชี ชื่อผูใชงานซ้ํากัน ทั้งนี้ ในสวนของพนักงาน/ลูกจาง รฟม. ใหกําหนดชื่อผูใชงาน (Username) ตามมาตรฐานจดหมายอิเล็กทรอนิกส (Email) ที่ใชในองคกร
2.1.2 เจาของขอมูลตองเปนผูอนุมัติการสรางบัญชีผูใชงานชั่วคราว (Temporary User) และตองจํากัด ชวงเวลาการใชงานเทาที่จําเปน
14
2.2 การบริหารจัดการรหัสผาน (User Password Management)
2.2.1 ผูดูแลระบบตองกําหนดรหัสผานแบบชั่วคราวโดยใชวิธีการสุม และบังคับใหมีการเปลี่ยนรหัสผาน เมื่อผูใชงานเขาใชงานระบบในครั้งแรก
2.2.2 ผูดูแลระบบตองกําหนดความยาวของรหัสผาน ดังนี้ - ผูดูแลระบบมีความยาวอยางนอย 16 หลัก
- ผูใชงานมีความยาวอยางนอย 12 หลัก
2.2.3 ผูดูแลระบบตองกําหนดใหมีการยืนยันตัวตนแบบหลายปจจัย (Multi-Factor Authentication) ตามความเหมาะสม
2.2.4 ผูดูแลระบบตองกําหนดใหรหัสผานมีความซับซอน โดยประกอบดวย ตัวอักษร ตัวเลข และอักขระ พิเศษ เชน (a-Z) (0-9) (@ , # , & , “ , ‘ , *, =, < , > , % , $ , + , ?) เปนตน
2.2.5 ผูดูแลระบบตองกําหนดใหมีการเปลี่ยนแปลงรหัสผาน ดังนี้ - ผูดูแลระบบตองเปลี่ยนรหัสผานทุก ๆ 3 เดือน และไมซ้ํากับรหัสผานเดิม 3 ครั้งกอนหนา 2) ผูใชงานตองเปลี่ยนรหัสผานทุก ๆ 6 เดือน และไมซ้ํากับรหัสผานเดิม 3 ครั้งกอนหนา 3) ผูใชงานเชิงระบบ (System account) ใหพิจารณาเปลี่ยนรหัสผานตามความเหมาะสม 2.2.6 ผูดูแลระบบตองกําหนดใหมีการเขารหัสขอมูลรหัสผานในระบบ
2.2.7 ผูดูแลระบบตองจัดใหมีการควบคุมรหัสผานอยางเขมงวด
2.2.8 ผูดูแลระบบตองจัดสงบัญชีชื่อผูใชงาน (Username) และรหัสผาน (Password) ดวยวิธีการที่ปลอดภัย 2.2.9 ผูดูแลระบบตองควบคุมดูแลระบบปฏิบัติการ ระบบฐานขอมูล และระบบงานสารสนเทศ (Application) ที่จัดเก็บบัญชีผูใชงานและรหัสผานอยางเขมงวด โดยใหเขาถึงไดเฉพาะผูดูแลระบบที่ไดรับอนุญาต เทานั้น
2.2.10 ผูดูแลระบบตองกําหนดวิธีการหรือกระบวนการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย เชน กรณีที่ลืมรหัสผาน 2.2.11 ผูดูแลระบบตองกําหนดใหผูใชบริการ ใชรหัสผานอยางมั่นคงปลอดภัย ดังนี้
กรณีแอปพลิเคชันทั่วไป - กําหนดความยาวรหัสผานอยางนอย 12 หลัก ซึ่งประกอบดวย ตัวอักษร ตัวเลข และ อักขระพิเศษ เชน (a-Z) (0-9) (@ , # , & , “ , ‘ , *, =, < , > , % , $ , + , ?) เปนตน
- รหัสผานตองไมเปนคําที่คาดเดาไดงาย เชน คําที่อยูในพจนานุกรม ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปเกิด ที่อยู หรือเบอรโทรศัพท เปนตน
- ไมบังคับใหเปลี่ยนรหัสผาน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความสมัครใจในการเปลี่ยนรหัสผาน และระบบ ตองรองรับการเปลี่ยนรหัสผานในกรณีตาง ๆ ดวยวิธีการที่ปลอดภัย
กรณีแอปพลิเคชันที่ใชงานผานอุปกรณเคลื่อนที่ (Mobile device) - กําหนดรหัสผานโดยใช PIN code หรือรหัสผานที่ซับซอน (PIN/Password Complexity) โดยกรณี PIN Code ตองใชรหัสผาน 6 หลักขึ้นไป
- ไมบังคับใหเปลี่ยนรหัสผาน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความสมัครใจในการเปลี่ยนรหัสผาน และ ระบบตองรองรับการเปลี่ยนรหัสผานในกรณีตาง ๆ ดวยวิธีการที่ปลอดภัย
2.2.12 ผูดูแลระบบและผูใชงานตองใชรหัสผานอยางปลอดภัย ดังนี้ - ตองกําหนดรหัสผานที่ไมสามารถคาดเดาไดงาย เชน คําที่อยูในพจนานุกรม “qwerty” “abcde” “12345” ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปเกิด ที่อยู หรือเบอรโทรศัพท เปนตน
- ตองไมใชงานรหัสผานโดยการเขาใชงานโดยอัตโนมัติ ไดแก การกําหนดคา “Remember Password” เปนตน
15 - ตองเก็บรหัสผานไวเปนความลับเฉพาะบุคคล ไมเปดเผยใหผูอื่นรับทราบ และไมพิมพ รหัสผานในลักษณะเปดเผย เชน พิมพรหัสผานตอหนาผูใชงานคนอื่น เปนตน
- ตองไมใชบัญชีชื่อผูใชงานและรหัสผานรวมกันกับผูอื่น แมวาบัญชีชื่อผูใชงานจะไดรับการ อนุญาตจากเจาของชื่อผูใชงานบุคคลนั้นก็ตาม
- ตองเปลี่ยนแปลงรหัสผานเมื่อมีการแจงเตือนจากระบบ หรือสงสัยวารหัสผานลวงรู โดยบุคคลอื่น
2.3 การบริหารจัดการสิทธิ์ (Privilege Management)
2.3.1 ผูบังคับบัญชาตองกําหนดใหมีขั้นตอนปฏิบัติสําหรับการลงทะเบียน การเพิ่มสิทธิ์การเพิกถอนสิทธิ์ การเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ และการทบทวนสิทธิ์ของผูใชงานอยางเปนลายลักษณอักษร
2.3.2 กําหนดสิทธิ์ที่เหมาะสมกับผูใชงานตามความจําเปนและสอดคลองกับหนาที่ความรับผิดชอบและ จัดเก็บประวัติ (Log) การลงทะเบียน การเพิ่มสิทธิ์การเพิกถอนสิทธิ์ และการเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ ของผูใชงาน
2.3.3 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองจัดใหมีการควบคุมและจํากัดสิทธิ์ในการใชงานระบบตาม ความจําเปนในการใชงานเทานั้น - สิทธิ์ในการสรางขอมูล (Create)
- สิทธิ์ในการอานขอมูลหรือเรียกดูขอมูล (Read)
- สิทธิ์ในการปรับปรุงขอมูล (Modify / Update)
- สิทธิ์ในการลบขอมูล (Delete)
- สิทธิ์ในการมอบหมายสิทธิ์ในการดําเนินการแทน (Assign)
- สิทธิ์ในการรับรองความถูกตองครบถวนของขอมูล (Approve/Authenticate)
- ไมมีสิทธิ์
2.3.4 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบตองเปนผูอนุมัติการใหสิทธิ์เพื่อเขาถึงสารสนเทศหรือระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศใด ๆ อยางเปนลายลักษณอักษร
2.3.5 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองจํากัดจํานวนผูใชงานที่ทําหนาที่เปนผูใหสิทธิ์กับผูใชงาน ใหนอยที่สุดตามความเหมาะสม
2.3.6 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองจํากัดระยะเวลาการใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม. แกหนวยงานภายนอกที่เขามาปฏิบัติงานรวมกับ รฟม.
2.3.7 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองจัดใหมีการถอดถอนสิทธิ์หรือเปลี่ยนแปลงสิทธิ์การเขาถึงทันที เมื่อผูใชงานเกษียณ เปลี่ยนแปลงหนาที่ความรับผิดชอบ เปลี่ยนแปลงการจางงาน หรือไมมีความจําเปน ในการใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
2.3.8 ผูดูแลระบบตองลบหรือระงับการใชงานสิทธิ์ของผูใชงานที่มากับระบบ (Default User) ในกรณีที่มี ความจําเปนตองใชงานตองกําหนดรหัสผานอยางมั่นคงปลอดภัย
2.4 การทบทวนสิทธิ์การเขาถึงของผูใชงาน (Review of User Access Rights)
2.4.1 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ตองมีการสอบทานสิทธิ์การเขาถึงของผูใชงานระบบเมื่อ รฟม. มีการ เปลี่ยนแปลงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือโครงสรางองคกร
2.4.2 ผูดูแลระบบ ตองมีการสอบทานและระงับการใชงานบัญชีผูใชงานที่ไมไดใชงานนานเกิน 180 วัน หากผูใชงานตองการกลับมาใชงานจะตองยืนยันตัวตนให ฝทท. ทราบ ทั้งนี้ ระยะเวลาที่ไมไดใชงาน ของบัญชีผูใชงานอาจจะขึ้นอยูกับแตละระบบสารสนเทศ
16
- การปองกันอุปกรณที่ไมมีผูดูแล และการควบคุมการไมทิ้งสินทรัพยสารสนเทศสําคัญไวในที่ที่ไมปลอดภัย 3.1 การปองกันอุปกรณที่ไมมีผูดูแล (Unattended User Equipment)
3.1.1 ผูดูแลระบบตองจัดใหมีมาตรการสําหรับปองกันระบบคอมพิวเตอร ระบบเครือขายสื่อสารขอมูล และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการกําหนดคาของระบบ (Configuration) ใหมีการล็อกหนาจอ สําหรับอุปกรณที่ไมมีพนักงานดูแล หรือล็อกอุปกรณอยูเสมอ
3.1.2 ผูใชงานและหนวยงานภายนอก/บุคคลภายนอก ตองล็อกหนาจออัตโนมัติเมื่อไมมีการใชงานระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม. ตามระยะเวลาที่กําหนด โดยตองพักหนาจอ(ScreenSaver)อัตโนมัติ หลังจากที่ไมมีการใชงานคอมพิวเตอรเปนระยะเวลานานกวา15 นาทีผูใชงานและหนวยงานภายนอก/ บุคคลภายนอกจะใชงานตอไดเมื่อมีการใสรหัสผานที่ถูกตอง
3.1.3 ผูใชงานตอง Logout ออกจากเครื่องคอมพิวเตอรเมื่อมีความจําเปนตองละทิ้งเครื่องคอมพิวเตอร 3.1.4 ผูใชงานตองปองกันไมใหผูอื่นใชอุปกรณ เชน กลองดิจิทัล เครื่องสําเนาเอกสาร เครื่องสแกน เอกสารโดยไมไดรับอนุญาต
3.2 การควบคุมสินทรัพยสารสนเทศและการใชงานระบบคอมพิวเตอร(Clear Desk and Clear Screen Control) 3.2.1 ผูบังคับบัญชาตองกําหนดใหมีผูรับผิดชอบในการดูแลสถานที่ที่มีการรับ - สงแฟกซหรือจดหมาย เขา – ออก
3.2.2 ผูใชงานตองออกจากระบบคอมพิวเตอร (Logout) ทันที เมื่อจําเปนตองปลอยทิ้งโดยไมมีผูดูแล 3.2.3 ผูใชงานตองจัดเก็บขอมูลสําคัญแยกตางหาก และปองกันใหมีความปลอดภัยอยางพอเพียง 3.2.4 ผูใชงานตองนําเอกสารออกจากเครื่องพิมพทันทีที่พิมพงานเสร็จ - การควบคุมการเขาถึงเครือขาย (Network Access Control)
ใหมีการควบคุมการใชงานบริการเครือขาย การควบคุมการพิสูจนตัวตนสําหรับผูใชงานที่อยูภายนอก รฟม. การควบคุม การพิสูจนตัวตนอุปกรณบนเครือขาย การปองกันพอรต (Port) ที่ใชสําหรับตรวจสอบและปรับแตงระบบ การแบงแยก เครือขาย (Segregation in networks) อยางเหมาะสม การควบคุมการเชื่อมตอทางเครือขาย และการควบคุม การกําหนดเสนทางบนเครือขาย
4.1 การใชงานบริการเครือขาย (Use of Network Services)
4.1.1 ผูดูแลระบบตองควบคุมการเผยแพรแผนผังระบบเครือขายสื่อสารขอมูล (Network Diagram) รวมถึงโครงสราง IP Address ชื่อระบบ และชื่ออุปกรณสารสนเทศแกผูที่ไมไดรับอนุญาตหรือ หนวยงานภายนอก/บุคคลภายนอก
4.1.2 ผูดูแลระบบตองควบคุมการใชงานระบบเครือขายสื่อสารขอมูลเพื่อปองกันการเขาถึงระบบเครือขาย สื่อสารขอมูลและบริการของระบบเครือขายสื่อสารขอมูลโดยไมไดรับอนุญาต
4.1.3 ผูดูแลระบบตองควบคุมการเชื่อมตอเครือขายภายนอก เพื่อใชงานอินเทอรเน็ต ซึ่งอาจเปนชองทางให หนวยงานภายนอก/บุคคลภายนอกเขาถึงสารสนเทศหรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม. โดยมิไดรับอนุญาต
4.1.4 ผูใชงานตองแจงความประสงคในการขอใชงานบริการเครือขายแก ฝทท. และสามารถใชบริการ เครือขายไดหลังจากไดรับการอนุมัติจาก ฝทท. แลว
4.1.5 ผูใชงาน ตองไมใชระบบเครือขายสื่อสารขอมูลเพื่อเปนชองทางในการเจาะระบบ (Hacking) หรือ การสแกนชองโหวของระบบโดยมิไดรับอนุญาต
4.2 การพิสูจนตัวตนของผูใชงานที่อยูภายนอก รฟม. (User Authentication for External Connections) ผูดูแลระบบตองกําหนดใหมีการพิสูจนตัวตนผานระบบ Active Directory ของ รฟม. กอนอนุญาตให ผูใชงานที่อยูภายนอก รฟม. เขาใชงานเครือขายและระบบสารสนเทศของ รฟม.
17
4.3 การพิสูจนตัวตนของอุปกรณในระบบเครือขายสื่อสารขอมูล (Equipment Identification in Networks) ผูดูแลระบบตองกําหนดใหมีการพิสูจนตัวตนของอุปกรณในระบบเครือขายสื่อสารขอมูล ไดแก การตรวจสอบ MAC Address
4.4 การปองกันพอรตที่ใชสําหรับตรวจสอบและปรับแตงระบบ (Remote Diagnostic and Configuration Port Protection)
ผูดูแลระบบตองระงับบริการและพอรต (Port) ที่ไมมีความจําเปนตองใชบนเครื่องคอมพิวเตอรหรือ อุปกรณเครือขาย
4.5 ผูดูแลระบบตองติดตั้งระบบตรวจจับการบุกรุก (Instrusion Prevention System/ Instrusion Detection System) ของระบบเครือขาย
4.6 การแบงแยกเครือขาย (Segregation in Networks)
4.6.1 ผูดูแลระบบตองจัดใหมีการแบงแยกเครือขายตามกลุมของผูใชงาน หรือกลุมของระบบเทคโนโลยี สารสนเทศ เพื่อควบคุมการใชงานในแตละเครือขายยอยอยางเหมาะสม โดยพิจารณาจากความตองการ ในการเขาถึงขอมูล ระดับความสําคัญของขอมูล รวมถึงการพิจารณาดานราคา ประสิทธิภาพ และ ผลกระทบทางดานความปลอดภัยดังตอไปนี้
- เครือขายที่อนุญาตใหเขาถึงจากภายนอกและเครือขายที่ใชภายใน รฟม.
- เครือขายแอปพลิเคชัน (Application) ที่มีความสําคัญกับเครือขายอื่น ๆ ที่มีความสําคัญ นอยกวา
- เครือขายสําหรับเครื่องใหบริการ (Server Farm) กับเครือขายของผูใชงาน ควรมีการ ติดตั้งอุปกรณที่สามารถแบงแยกเครือขายไดเชน Firewall หรือ Switch ที่สามารถ
แบง VLAN ไดเปนตน
4.6.2 ผูดูแลระบบจะกําหนดเสนทางบนเครือขายที่เขมงวด เพื่อจํากัดการเขาถึงระยะไกลไปเฉพาะเครือขาย ที่กําหนดเทานั้น
4.6.3 ผูดูแลระบบตองตั้งคา (Configuration) อุปกรณเครือขายเชน Firewall หรือ Router มิใหสามารถ บริหารจัดการจากภายนอกเครือขายไดเวนแตในกรณีฉุกเฉินซึ่งตองไดรับการอนุญาตจากผูดูแลระบบ เทานั้น
4.7 การควบคุมการเชื่อมตอทางเครือขาย (Network Connection Control)
4.7.1 ผูดูแลระบบตองจํากัดการใชงานเครือขายของผูใชงานในการเชื่อมตอกับเครือขายของ รฟม. เชน Router หรือFirewall เปนตน พรอมทั้งติดตั้งระบบควบคุมเพื่อกลั่นกรองขอมูลที่รับ -สง เชน Web Filtering, Email Filtering เปนตน เพื่อทําใหการเชื่อมตอมีความปลอดภัย
4.7.2 ผูดูแลระบบตองติดตั้ง Firewall ระหวางเครือขายของ รฟม. กับเครือขายภายนอก ทั้งนี้ การติดตั้ง Firewall ตองพิจารณาเรื่องดังตอไปนี้ - การปองกันการจราจรจากภายนอก ตองถูกกําหนดใหใชเสนทางที่ผาน First Tier Firewall ที่มีความมั่นคงปลอดภัยเพื่อปองกันทรัพยสินสารสนเทศของ รฟม. และ
โครงสรางพื้นฐานที่มีความสําคัญจากการเขาถึงที่ไมไดรับอนุญาต - Firewall ตองระบุตัวตนและพิสูจนตัวตนของผูใชงานกอนที่จะใหสิทธิ์การเขาถึง อินเทอรเฟส (Interface) เพื่อการบริหารจัดการ Firewall
- Firewall ตองตั้งคาใหระงับบัญชีผูใชงานหลังจากมีความพยายามที่จะเขาสูระบบ ไมสําเร็จ 5 ครั้ง การยกเลิกการระงับตองดําเนินการโดย ฝทท.
- ไมอนุญาตใหพิสูจนตัวตนผานทางอินเทอรเฟส (Interface) การจัดการ Firewall จากระยะไกล (Remote)
18 - ผูที่ไดรับการมอบหมายจาก ฝทท. เทานั้นที่มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนการตั้งคาดานความปลอดภัย บน Firewall
- Firewall ตองตั้งคาใหบันทึกเหตุการณดานความมั่นคงปลอดภัย
- Firewall ตองไดรับการสอบทาน ทดสอบ และตรวจสอบอยางสม่ําเสมอ
- Firewall ตองถูกบริหารจัดการผานทางการติดตอสื่อสารที่มีการเขารหัส
- ตองปดบริการและพอรต (Port) ที่ไมจําเปนตองใชบน Firewall
- Firewall ประเภทซอฟตแวร(Software) ตองติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอรแมขาย แยกตางหาก
- Firewall ตองสามารถปองกันตัวเองจากการโจมตีDOS (Denial of service) ได อยางเชน Ping, Sweeps หรือ TCP SYN Floods เปนตน
- ตองใชเวอรชันของซอฟตแวร (Software) Firewall และระบบปฏิบัติการที่เจาของ ผลิตภัณฑยังใหการสนับสนุน
- ผูดูแล Firewallตองติดตามขอมูลชองโหวจากผูใหบริการ (Vendor) เพื่อรับทราบขาวสาร การ Upgrade และแพ็ตช (Patch) ที่จําเปน และตองติดตั้งแพ็ตช(Patch) ทั้งหมด
ที่เกี่ยวของ
4.7.3 ผูดูแลระบบตองติดตั้ง Firewall เพื่อแบงแยก Zone ใหมีการใช DMZ (Demilitarized zone) โดยตองพิจารณาเรื่องดังตอไปนี้ - เครื่องคอมพิวเตอรแมขายที่ใหบริการผานอินเทอรเน็ต เชน FTP, Email, Web และ External DNS server เปนตน ตองติดตั้งอยูใน DMZ
- การเขาถึงจากระยะไกลตองพิสูจนตัวตนที่ Firewall หรือผานบริการที่อยูใน DMZ
- DNS Servers ตองไมอนุญาตใหมีการแลกเปลี่ยนโซน (Zone Transfers) เวนแต มีเหตุจําเปน
4.8 การควบคุมการกําหนดเสนทางบนเครือขาย (Network Routing Control)
ผูดูแลระบบตองควบคุมการกําหนดเสนทางบนเครือขายเพื่อใหมั่นใจวาการเชื่อมตอเครื่องคอมพิวเตอร และการไหลเวียนของสารสนเทศบนเครือขาย โดยมีกลไกในการตรวจสอบที่อยูปลายทางและตนทางของ การเชื่อมตอ เชน การควบคุมโดย Firewall หรือ Proxy เปนตน
- การควบคุมการเขาถึงระบบปฏิบัติการ (Operating system Access Control)
ใหมีการควบคุมการเขาถึงระบบปฏิบัติการอยางมั่นคงปลอดภัย การควบคุมการระบุและพิสูจนตัวตนของผูใชงาน การควบคุมระบบบริหารจัดการรหัสผาน การควบคุมการใชงานโปรแกรมประเภทยูทิลิตี้ (System Utilities) การควบคุมการหมดเวลาการใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และควบคุมการจํากัดระยะเวลาการเชื่อมตอ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
5.1 ขั้นตอนปฏิบัติในการเขาถึงระบบอยางมั่นคงปลอดภัย (Secure Logon Procedures) 5.1.1 ผูดูแลระบบ ตองจัดใหมีการควบคุมการเขาถึงระบบปฏิบัติการอยางมั่นคงปลอดภัย โดยขั้นตอน การเขาสูระบบตองเปดเผยขอมูลเกี่ยวกับระบบใหนอยที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงผูใชงานที่ไมไดรับอนุญาต ซึ่งขั้นตอนการ Logon ตองพิจารณา ดังนี้
- หากกระบวนการเขาสูระบบไมสําเร็จ ระบบตองไมแสดงขอมูลของระบบหรือแอปพลิเคชัน (Application) ที่ใชงานอยู
- ระบบตองแสดงขอความเตือนผูใชงานวาสามารถเขาใชงานเครื่องคอมพิวเตอรไดเฉพาะ ผูที่มีสิทธิ์เทานั้น
- หากกระบวนการเขาสูระบบไมสําเร็จ ระบบตองไมแสดงขอมูลที่สามารถระบุตัวตนของระบบ เชน เครือขายที่ใชงาน สถานที่ตั้งของระบบ หรือชื่อเครื่องคอมพิวเตอรแมขาย เปนตน
19 - ระบบตองไมแสดงขอความที่ชี้เฉพาะเหตุของการเขาสูระบบไมสําเร็จ เชน ไมแสดงขอความวา บัญชีผูใชงานผิด หรือ รหัสผานผิด เปนตน
- หามเขาสูระบบจากบัญชีผูใชงานสวนบุคคลเดียวกันมากกวาหนึ่ง Session ในระบบเดียวกัน 6) ระบบตองจํากัดจํานวนครั้งในการพยายามเขาสูระบบที่ไมสําเร็จ และตองพิจารณาเงื่อนไข ตอไปนี้
(ก) การเก็บบันทึกผลการเขาสูระบบทั้งที่สําเร็จและไมสําเร็จ
(ข) หนวงระยะเวลาในการเขาใชงานระบบครั้งตอไป
(ค) การตัดการเชื่อมตอ
(ง) การแสดงขอความเตือนที่หนาจอของผูดูแลระบบเมื่อมีการเขาสูระบบเกินจํานวนครั้ง ที่จํากัดไว - ระบบตองแสดงวัน เวลา ในการเขาสูระบบที่สําเร็จในครั้งกอน พรอมทั้งบันทึกจํานวนครั้ง ที่พยายามเขาไมสําเร็จนับแตการเขาสูระบบที่สําเร็จในครั้งกอนของผูใชงาน
- ระบบตองไมสงรหัสผานแบบ Clear Text ผานระบบเครือขายสื่อสารขอมูล
- ผูดูแลระบบตองกําหนดจํานวนครั้งที่ยอมใหใสรหัสผานผิดไดไมเกิน 5 ครั้ง
5.2 การระบุและพิสูจนตัวตนของผูใชงาน (User Identification and Authentication) ผูดูแลระบบ ตองจัดใหผูใชงานมีบัญชีผูใชงานของแตละบุคคลเพื่อใชพิสูจนตัวตนในการเขาถึงระบบเทคโนโลยี สารสนเทศ และตองใชระบบเทคโนโลยีสารสนเทศพิสูจนตัวตนผูใชงานในการเขาถึงระบบปฏิบัติการผานระบบ Active Directory (AD) หรือ Lightweight Directory Access Protocol (LDAP) ทุกครั้ง พรอมทั้งบันทึก ขอมูลการเขาถึง
5.3 การใชงานโปรแกรมประเภทยูทิลิตี้(Use of System Utilities)
ผูดูแลระบบ ตองควบคุมการใชงานโปรแกรมประเภทยูทิลิตี้บนระบบที่ใชงานจริง (Production System)ดังนี้ 5.3.1 ตองจัดทําบัญชีโปรแกรมประเภทยูทิลิตี้ (System Utilities) ที่นํามาใชงาน
5.3.2 กําหนดความรับผิดชอบในการใชโปรแกรมประเภทยูทิลิตี้ (System Utilities) แตละรายการ อยางชัดเจนและสื่อสารใหผูเกี่ยวของทราบเพื่อถือปฏิบัติ
5.3.3 ใหมีการพิสูจนตัวตน และกําหนดสิทธิ์ในการใชงานโปรแกรมประเภทยูทิลิตี้เฉพาะกลุมคนที่มี หนาที่รับผิดชอบ
5.3.4 มีการบันทึกเหตุการณ (Log) การใชงานโปรแกรมประเภทยูทิลิตี้ และตองสอบทานจากผูดูแลระบบ อยางสม่ําเสมอ
5.3.5 ตองทําการเพิกถอนหรือระงับโปรแกรมประเภทยูทิลิตี้ที่ไมจําเปน
5.4 การหมดเวลาการใชงานระบบสารสนเทศ (Session Timeout)
5.4.1 ผูดูแลระบบตองกําหนด Session Timeout ของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ไมมีการใชงานภายใน ระยะเวลา 15 นาทีหากระบบใดที่ไมสามารถกําหนด Session Timeout ภายในระยะเวลา 15 นาทีได ใหกําหนดเปนระยะเวลานอยที่สุดที่จะสามารถกําหนดไดทั้งนี้ ถาระบบที่ไมสามารถตัดการเชื่อมตอ แบบอัตโนมัติไดกําหนดใหใชโปรแกรมพักหนาจอที่ตองใสรหัสผานหรือกําหนดใหมีการล็อกหนาจอ
5.4.2 ผูดูแลระบบ และผูใชงาน ตองตั้งคาใหมีโปรแกรมพักหนาจอที่ตองใสรหัสผานสําหรับเครื่อง คอมพิวเตอรสวนบุคคล เครื่องคอมพิวเตอรแบบพกพา และเครื่องคอมพิวเตอรแมขาย ทั้งนี้ โปรแกรมพักหนาจอกําหนดใหปอนรหัสผานหลังจากที่มีการทิ้งเครื่องดังกลาวไวโดยไมมีการใชงาน เปนระยะเวลา 15 นาที
20
5.5 การจํากัดระยะเวลาการเชื่อมตอระบบสารสนเทศ (Limitation of Connection Time) 5.5.1 ผูดูแลระบบ ตองจํากัดระยะเวลาในการเชื่อมตอระบบสารสนเทศที่มีความสําคัญสูง โดยตอง คํานึงถึงระยะเวลาที่จําเปนในกระบวนการดําเนินงานทางธุรกิจ ไดแก กําหนดใหเขาใชงานได ในชวงเวลาทําการของ รฟม. 08.00 น. –17.00 น.และเชื่อมตอเพื่อใชงานไดครั้งละไมเกิน 3 ชั่วโมง 5.5.2 ผูใชงาน หากมีความจําเปนตองใชงานนอกเวลาที่กําหนดตองขออนุมัติจากผูบังคับบัญชาเทานั้น 6. การควบคุมการเขาถึงโปรแกรมประยุกตและสารสนเทศ (Application and Information Access Control) ใหมีการจํากัดการเขาถึงสารสนเทศ และการแยกระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความสําคัญสูงไวในบริเวณที่ ควบคุมเฉพาะ
6.1 การจํากัดการเขาถึงสารสนเทศ (Information Access Restriction)
6.1.1 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบตองกําหนดสิทธิ์การเขาถึงแกผูใชงานเทาที่จําเปนตองใชในการ ปฏิบัติงาน โดยการใหสิทธิ์ตองพิจารณาในเรื่องดังตอไปนี้ - การจํากัดไมใหใชตัวเลือก (Options) ที่ไมไดรับอนุญาต
- การจํากัดการเขาถึง Command Line
- การจํากัดการเขาถึงขอมูลและฟงกชันการใชงานของแอปพลิเคชัน (Application) ที่ไมเกี่ยวของ กับหนาที่ความรับผิดชอบ
- การจํากัดระดับสิทธิ์ในการเขาถึงไฟลเชน อานอยางเดียว เปนตน
- การควบคุมการแจกจาย การเขาถึงขอมูล การนําขอมูลออกจากระบบสารสนเทศ เชน รายงาน เปนตน
6.1.2 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ ควรกําหนดใหระบบสารสนเทศรองรับการกําหนดสิทธิ์ในการเขาถึง แบบกลุมได
6.2 การแยกระบบสารสนเทศที่ไวตอการรบกวน (Sensitive System Isolation) มีผลกระทบตอคนกลุมใหญ หรือระบบที่มีความสําคัญตอหนวยงาน ตองดําเนินการดังนี้
6.2.1 เจาของขอมูลและผูดูแลระบบ แยกระบบซึ่งไวตอการรบกวนออกจากระบบอื่น ๆ และควบคุม สภาพแวดลอมของระบบโดยเฉพาะ ไดแก ระบบ File Sharing ระบบสารสนเทศทางการเงิน และระบบ Active Directory (AD) โดยเขาถึงไดทั้งอุปกรณคอมพิวเตอรและสื่อสารเคลื่อนที่และ การปฏิบัติงานจากภายนอกองคกร (Mobile Computing and Teleworking)
6.2.2 ผูดูแลระบบตองควบคุมอุปกรณคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่และการปฏิบัติงานจาก ภายนอกหนวยงาน (Mobile Computing and Teleworking) ที่เกี่ยวของกับระบบดังกลาว 6.2.3 เจาของขอมูลที่เปนเจาของระบบสารสนเทศที่มีความสําคัญสูงตองเปนผูอนุญาต ในกรณีที่ระบบ สารสนเทศที่มีความสําคัญสูงมีความจําเปนตองทํางานรวมกับระบบสารสนเทศอื่นที่มีความสําคัญ นอยกวา
- การควบคุมการปฏิบัติงานจากภายนอก รฟม. (Teleworking)
7.1 ผูดูแลระบบตองกําหนดใหมีการพิสูจนตัวตนกอนการใชงาน และเชื่อมตอผานชองทางที่มีความปลอดภัย ที่มีเทคโนโลยีเขารหัสปองกัน
7.2 ผูดูแลระบบตองทําการถอดถอนสิทธิ์ในการเขาถึงของผูใชงานจากภายนอกสํานักงาน เมื่อครบกําหนด ระยะเวลาที่ขออนุญาต
7.3 ผูใชงาน หากจําเปนตองมีการปฏิบัติงานจากภายนอกสํานักงานของ รฟม. ตองไดรับการอนุญาตจาก ผูบังคับบัญชาอยางเปนลายลักษณอักษร ในกรณีเรงดวนสามารถดําเนินการกอน โดยแจงใหผูบังคับบัญชา รับทราบดวย โดยผูบังคับบัญชาตองพิจารณาเงื่อนไขในการเตรียมการ ดังตอไปนี้
21
- ความมั่นคงปลอดภัยทางกายภาพและสภาพแวดลอมของการปฏิบัติงานจากภายนอก รฟม. 2) ความมั่นคงปลอดภัยทางการสื่อสาร โดยยึดจากระดับความสําคัญ (Sensitivity) ของขอมูล ที่จะถูกเขาถึงและสงผานชองทางการเชื่อมตอสื่อสาร (Communication Link) รวมถึงระดับ ความสําคัญ (Sensitivity) ของระบบภายใน รฟม.
7.4 ผูใชงานตองจัดเก็บเอกสารที่เปนความลับในอุปกรณที่ล็อกไดและมีการควบคุมการเขาถึง โดยใชหลักเกณฑ การรักษาความลับเชนเดียวกับสารสนเทศที่อยูในสํานักงานของ รฟม.
7.5 ผูใชงาน ตองติดตั้งโปรแกรมปองกันไวรัสและ Personal Firewall สําหรับอุปกรณสวนตัวที่ใชเชื่อมตอ เครือขายของ รฟม. จากภายนอก
- ผูบังคับบัญชา ตองควบคุมการใชงานขอมูลสวนบุคคลใหมีการใชงานที่สอดคลองกับกฎหมาย พระราชบัญญัติ กฎระเบียบ ขอบังคับที่เกี่ยวของ เชน พระราชบัญญัติคุมครองขอมูลสวนบุคคล พ.ศ. 2562
22
สวนที่ 7
การควบคุมการเขาถึงระบบเครือขายไรสาย
วัตถุประสงค
▪ เพื่อกําหนดมาตรการในการควบคุมการเขาถึงระบบเครือขายไรสาย (Wireless LAN) ของ รฟม. โดยการกําหนด สิทธิ์ของผูใชงานในการเขาถึงระบบใหเหมาะสมตามหนาที่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน รวมทั้งมีการทบทวน สิทธิ์การเขาถึงอยางสม่ําเสมอ
▪ เพื่อสรางความมั่นคงปลอดภัยของการใชงานระบบเครือขายไรสาย
ผูรับผิดชอบ
▪ ผูดูแลระบบ
▪ ผูใชงาน
อางอิงมาตรฐาน: ISO/IEC 27001:2022
▪ มาตรการควบคุมดานองคกร (Organizational Controls)
▪ มาตรการควบคุมดานเทคโนโลยี (Technological Controls)
แนวปฏิบัติ - ผูใชงานที่ตองการเขาถึงระบบเครือขายไรสายของ รฟม. ตองลงทะเบียนกับผูดูแลระบบ และตองไดรับการ อนุญาตจาก ฝทท. อยางเปนลายลักษณอักษร
- ผูดูแลระบบตองกําหนดมาตรฐานความปลอดภัยของระบบเครือขายไรสายไมต่ํากวามาตรฐาน WPA2 3. ผูดูแลระบบตองลงทะเบียนกําหนดสิทธิ์ผูใชงานในการเขาถึงระบบเครือขายไรสายใหเหมาะสมกับหนาที่ ความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน รวมทั้งมีการทบทวนสิทธิ์การเขาถึงอยางสม่ําเสมอ
- ผูดูแลระบบตองลงทะเบียนอุปกรณทุกตัวที่ใชติดตอระบบเครือขายไรสาย
- ผูดูแลระบบ ตองกําหนดตําแหนงการวางอุปกรณ Access Point (AP) ไมใหสัญญาณของอุปกรณรั่วไหลออกไป นอกบริเวณที่ใชงาน เพื่อปองกันไมใหผูโจมตีใช Access Point (AP) ของ รฟม. รับ - สงสัญญาณได 6. ผูดูแลระบบตองเลือกใชกําลังสงใหเหมาะสมกับพื้นที่ใชงานและตองสํารวจวาสัญญาณรั่วไหลออกไปภายนอก หรือไม นอกจากนี้การใชเสาอากาศพิเศษที่สามารถกําหนดทิศทางการแพรกระจายของสัญญาณอาจชวยลดการ รั่วไหลของสัญญาณใหดีขึ้น
- ผูดูแลระบบตองเปลี่ยนคา SSID (Service Set Identifier) ที่ถูกกําหนดเปนคา Default มาจากผูผลิตทันทีที่นํา Access Point (AP) มาใชงาน
- ผูดูแลระบบตองเปลี่ยนคาชื่อ Login และรหัสผานสําหรับการตั้งคาการทํางานของอุปกรณไรสาย และผูดูแลระบบ ตองเลือกใชชื่อ Login และรหัสผานที่มีความคาดเดาไดยากเพื่อปองกันผูโจมตีไมใหสามารถเดาหรือเจาะรหัส ไดโดยงาย
- ผูดูแลระบบตองควบคุม MAC address ชื่อผูใช (Username) และรหัสผาน (Password) ของผูใชงานที่มีสิทธิ์ ในการเขาใชงานระบบเครือขายไรสาย โดยอนุญาตเฉพาะผูใชงานที่ไดรับอนุญาตใหเขาใชเครือขายไรสายไดอยาง ถูกตองเทานั้น
- ผูดูแลระบบตองตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือขายไรสายอยางสม่ําเสมอ และบันทึกเหตุการณ นาสงสัยที่เกิดขึ้นในระบบเครือขายไรสายตามขั้นตอนที่ รฟม. กําหนด
23
สวนที่8
การควบคุมหนวยงานภายนอกและผูใชงานภายนอกเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
วัตถุประสงค
▪ เพื่อควบคุมหนวยงานภายนอกและผูใชงานภายนอกที่มีการเขาใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม. ใหเปนไปอยางมั่นคงปลอดภัย
ผูรับผิดชอบ
▪ ผูดูแลระบบ
▪ ผูบังคับบัญชา
▪ หนวยงานภายนอก
▪ ผูใชงาน (บุคคลภายนอก)
อางอิงมาตรฐาน: ISO/IEC 27001:2022
▪ มาตรการควบคุมดานองคกร (Organizational Controls)
▪ มาตรการควบคุมดานกายภาพ (Physical Controls)
แนวปฏิบัติ - ผูดูแลระบบตองประเมินความเสี่ยงจากการเขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรืออุปกรณที่ใชในการประมวลผล โดยหนวยงานภายนอกและผูใชงานภายนอก และกําหนดมาตรการรองรับหรือแกไขที่เหมาะสมกอนที่จะอนุญาตให เขาถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ รฟม.
- การควบคุมการเขาใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหนวยงานภายนอกและผูใชงานภายนอก 2.1 เจาของขอมูลตองเปนผูอนุญาตการใหสิทธิ์แกหนวยงานภายนอกและผูใชงานภายนอกที่ตองการสิทธิ์ในการ เขาใชงานระบบสารสนเทศของ รฟม. อยางเปนลายลักษณอักษร
2.2 ผูบังคับบัญชาตองกําหนดใหมีการลงนามการไมเปดเผยขอมูลที่สําคัญและเปนความลับของ รฟม. 2.3 ผูบังคับบัญชา ตองควบคุมใหมีการกําหนดขอตกลงและความรับผิดชอบที่เกี่ยวของกับความเสี่ยง ดานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศลงในสัญญากับหนวยงานภายนอกที่ใหบริการดานสารสนเทศและ บริการดานการสื่อสาร โดยใหครอบคลุมรวมถึงผูรับจางชวง
2.4 ผูบังคับบัญชาตองกําหนดใหจัดทําเอกสารแบบฟอรมสําหรับใหหนวยงานภายนอกและผูใชงานภายนอก ระบุเหตุผลความจําเปนที่ตองเขาใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
2.4.1 เหตุผลในการขอใช
2.4.2 ระยะเวลาในการใช
2.4.3 การตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณที่เชื่อมตอเครือขาย
2.4.4 การตรวจสอบ MAC address ของเครื่องคอมพิวเตอรที่เชื่อมตอ
2.5 ผูดูแลระบบมีสิทธิ์ในการตรวจสอบการใชงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหนวยงานภายนอกและ ผูใชงานภายนอก เพื่อควบคุมการใชงานไดอยางมั่นคงปลอดภัยตามสัญญา
2.6 ผูดูแลระบบตองควบคุมใหหนวยงานภายนอกจัดทําแผนการดําเนินงาน คูมือการปฏิบัติงานและเอกสารที่ เกี่ยวของ รวมทั้งตองปรับปรุงใหทันสมัยอยูเสมอ เพื่อใชสําหรับควบคุมหรือตรวจสอบการทํางาน และ เพื่อใหมั่นใจวาการปฏิบัติงานเปนไปตามขอบเขตที่ไดกําหนดไว - ผูดูแลระบบตองแจงแนวปฏิบัติตาง ๆ ที่เกี่ยวของแกหนวยงานภายนอกและผูใชงานภายนอกเพื่อใหปฏิบัติตาม
24 - ผูดูแลระบบ ตองกํากับดูแลหนวยงานภายนอกและผูใชงานภายนอกใหปฏิบัติตามสัญญาหรือขอตกลงการ ใหบริการที่ระบุไว ซึ่งตองครอบคลุมถึงดานความมั่นคงปลอดภัย
- ผูดูแลระบบ ตองติดตาม ตรวจสอบรายงานหรือบันทึกการใหบริการของหนวยงานภายนอกตามที่วาจางอยาง สม่ําเสมอตามสัญญาวาจาง
- ผูดูแลระบบ ตองกําหนดขั้นตอนและชองทางในการติดตอกับหนวยงานภายนอกที่มีหนาที่ในการกํากับดูแล หรือ หนวยงานที่เกี่ยวของกับการบังคับใชกฎหมาย รวมทั้งหนวยงานที่ควบคุมดูแลสถานการณฉุกเฉินภายใต สถานการณตาง ๆ ไวอยางชัดเจน
- ผูดูแลระบบ ตองมีขั้นตอนและชองทางในการติดตอกับหนวยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะดานหรือ หนวยงานที่มีความเชี่ยวชาญดานความมั่นคงปลอดภัยดานสารสนเทศภายใตสถานการณตาง ๆ ไวอยางชัดเจน 8. ผูดูแลระบบตองควบคุมการเปลี่ยนแปลงของหนวยงานภายนอกที่สงผลกระทบตอการใหบริการขององคกร และ ตองประเมินความเสี่ยงอยางเหมาะสมเพื่อควบคุมผลกระทบอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงนั้น 9. หนวยงานภายนอกและผูใชงานภายนอก ตองใชงานทรัพยสินสารสนเทศของ รฟม. ดวยความระมัดระวัง และ รักษาความลับของ รฟม. ไมนําไปเปดเผย และตองขออนุญาตพรอมทั้งปฏิบัติตามเงื่อนไขในการเขาถึงระบบ สารสนเทศของ รฟม. ทุกครั้ง
- หนวยงานภายนอกและผูใชงานภายนอกตองแจงเหตุการณไมปกติตาง ๆ ดานเทคโนโลยีสารสนเทศที่พบผาน ชองทางที่ รฟม. กําหนดโดยเร็วที่สุด
- หนวยงานภายนอกและผูใชงานภายนอกตองจัดเก็บบัญชีผูใชงานที่ รฟม. จัดทําไวใหใชงานเปนความลับ เฉพาะ บุคคล ไมเปดเผยใหผูอื่นรับทราบ
25
สวนที่ 9
การใชงานเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่ ของ รฟม.
วัตถุประสงค
▪ เพื่อควบคุมการใชงานทรัพยสินของ รฟม. ประเภทเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่ใหเหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อปองกัน การสูญหาย เสียหาย หรือถูกเขาถึงขอมูลโดยไมไดรับอนุญาต
ผูรับผิดชอบ
▪ ผูดูแลระบบ
▪ ผูใชงาน
อางอิงมาตรฐาน: ISO/IEC 27001:2022
▪ มาตรการควบคุมดานองคกร (Organizational Controls)
▪ มาตรการควบคุมดานบุคลากร (People Controls)
▪ มาตรการควบคุมดานกายภาพ (Physical Controls)
▪ มาตรการควบคุมดานเทคโนโลยี (Technological Controls)
แนวปฏิบัติ - การใชงานทั่วไป
1.1 ผูดูแลระบบตองกําหนดบัญชีซอฟตแวรมาตรฐาน (Software Standard) ที่อนุญาตใหติดตั้งบนเครื่อง คอมพิวเตอรของผูใชงาน และปรับปรุงใหเปนปจจุบันเสมอ
1.2 ผูดูแลระบบตองเปนผูกําหนดการตั้งชื่อเครื่องคอมพิวเตอร (Computer Name) เทานั้น 1.3 ผูใชงานตองติดตั้งโปรแกรมสําหรับควบคุมการใชงานอุปกรณเคลื่อนที่ (Mobile Device Management: MDM) รวมถึงอุปกรณอื่น ๆ ที่ รฟม. ไมสามารถควบคุมการใชงานผานระบบ Active Directory (AD) ได 1.4 ผูใชงานตองใชงานอยางมีประสิทธิภาพเพื่องานของ รฟม.
1.5 ผูใชงานตองไมติดตั้งโปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์บนเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่ของ รฟม. 1.6 ผูใชงานตองขอนุญาตติดตั้งโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่ตามขั้นตอนที่ รฟม. กําหนด 1.7 ผูใชงานตองไมติดตั้งและแกไขเปลี่ยนแปลงโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่ของ รฟม. การดําเนินการดังกลาวตองดําเนินการโดยผูดูแลระบบเทานั้น
1.8 ผูใชงานตองศึกษาและปฏิบัติตามคูมือการใชงานเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่อยางละเอียด เพื่อใหสามารถใชงานอยางปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
1.9 ผูใชงานตองไมดัดแปลงแกไขสวนประกอบตาง ๆ ของคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่ และรักษาใหมีสภาพเดิม 1.10 ผูใชงานตองแจงซอมเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่ที่อยูในความรับผิดชอบของ ฝทท. ใหฝทท. เปนผูดําเนินการเทานั้น
1.11 ผูใชงานตองอัปเดต Patch และระบบปฏิบัติการใหทันสมัยอยูเสมอ
1.12 ผูใชงานตองไมสราง Shortcut ไวบน Desktop ที่เชื่อมตอไปยังขอมูลสําคัญของ รฟม. 1.13 กรณีเครื่องคอมพิวเตอรแบบพกพาและอุปกรณเคลื่อนที่ผูใชงานตองปฏิบัติเพิ่มเติม ดังนี้ 1.13.1 ตองติดตั้ง Application จาก Official Store หรือเว็บไซตที่ใหบริการผานโปรโตคอล HTTPS 1.13.2 ไมปรับแตงการเขาถึงระบบปฏิบัติการ (Rooted/Jailbroken)
1.13.3 ในกรณีที่มีการใชงานอุปกรณประเภทพกพาในที่สาธารณะ หองประชุม และพื้นที่ภายนอก อื่น ๆ ที่ไมมีการปองกัน หรือไมไดอยูในบริเวณของ รฟม. ใหปองกันการเขาถึงที่ไมไดรับอนุญาต เชน ไมเปดการเชื่อมตอแบบไรสายโดยไมมีการเขารหัสขอมูล เปนตน
26
1.13.4 ตองระมัดระวังการเคลื่อนยาย โดยตองใสกระเปาเพื่อปองกันอันตรายที่เกิดจากการกระทบกระเทือน เชน การตกจากโตะทํางานหรือหลุดมือ เปนตน
1.13.5 ไมใสในกระเปาเดินทางที่เสี่ยงตอการถูกกดทับโดยไมไดตั้งใจจากการมีของหนักทับหรืออาจถูก จับโยนได
1.13.6 การใชงานเปนระยะเวลานานเกินไป ในสภาพที่มีอากาศรอนจัดตองปดเครื่องคอมพิวเตอรเพื่อเปน การพักเครื่องสักระยะหนึ่งกอนเปดใชงานใหมอีกครั้ง
1.13.7 หลีกเลี่ยงการใชนิ้วหรือของแข็ง เชน ปลายปากกา กดสัมผัสหนาจอ LCD ใหเปนรอย ขีดขวนหรือ ทําใหจอ LCD ของเครื่องคอมพิวเตอรแบบพกพาแตกเสียหายได
1.13.8 ไมวางของทับบนหนาจอและแปนพิมพ
1.13.9 การเคลื่อนยายเครื่องขณะที่เครื่องเปดใชงานอยู ใหทําการยกจากฐานภายใตแปนพิมพ หามยายเครื่องโดยการดึงหนาจอภาพขึ้น
1.13.10 ไมคลื่อนยายเครื่องในขณะที่ Harddisk กําลังทํางาน
1.13.11 ไมใชหรือวางใกลสิ่งที่เปนของเหลว ความชื้น เชน อาหาร น้ํา กาแฟ เครื่องดื่มตาง ๆ เปนตน 1.13.12 ไมวางใกลอุปกรณที่มีสนามแมเหล็กไฟฟาแรงสูง เชน แมเหล็ก โทรทัศน ไมโครเวฟ ตูเย็น เปนตน 1.13.13 ไมติดตั้งหรือวางในที่ที่มีการสั่นสะเทือน เชน ในยานพาหนะที่กําลังเคลื่อนที่
1.13.14 การเช็ดทําความสะอาดหนาจอภาพตองเช็ดอยางเบามือที่สุด และตองเช็ดไปในแนวทาง เดียวกันหามเช็ดแบบหมุนวน เพราะจะทําใหหนาจอมีรอยขีดขวนได
1.13.15 รับผิดชอบในการปองกันการสูญหาย เชน ตองล็อกเครื่องขณะที่ไมไดใชงาน ไมวางเครื่องทิ้งไวในที่ สาธารณะ หรือในบริเวณที่มีความเสี่ยงตอการสูญหาย
1.13.16 นําติดตัวไปดวยเสมอ เชน ไมละทิ้ง อุปกรณประมวลผลประเภทพกพาในรถยนตหองพัก ในโรงแรม หรือหองประชุม เปนตน ในกรณีที่มีความจําเปนตองละทิ้งใหจัดเก็บไวในสถานที่ มั่นคงปลอดภัย
1.13.17 ไมเก็บหรือใชงานในสถานที่ที่มีความรอน ความชื้นหรือฝุนละอองสูงและตองระวังปองกันการ ตกกระทบ
1.13.18 ไมเปลี่ยนแปลงแกไขสวนประกอบยอย (Sub Component) ที่ติดตั้งอยูภายใน เชน แบตเตอรี่ หนวยความจํา - แนวปฏิบัติในการใชรหัสผาน
ใหผูใชงานปฏิบัติตามการใชงานรหัสผาน (Password Use) (สวนที่ 6) - การปองกันจากโปรแกรมชุดคําสั่งไมพึงประสงค (Malicious Code)
3.1 ผูดูแลระบบตองควบคุมการ Update ระบบปฏิบัติการ เว็บเบราวเซอรและโปรแกรมใชงานตาง ๆ อยางสม่ําเสมอ เพื่อปดชองโหว (Vulnerability) ที่เกิดขึ้นจากซอฟตแวรเปนการปองกันการโจมตีจาก ภัยคุกคามตาง ๆ
3.2 ผูดูแลระบบตองติดตั้งและปรับปรุงโปรแกรมปองกันไวรัสใหทันสมัยอยูเสมอ
3.3 ผูใชงานตองไมปดหรือยกเลิกระบบการปองกันไวรัสที่ติดตั้งอยู
3.4 ผูใชงานตองตรวจสอบหาไวรัสจากสื่อบันทึกตาง ๆ เชน Thumb drive และ Data storage อื่น ๆ กอน นํามาใชงานรวมกับเครื่องคอมพิวเตอรของ รฟม.
3.5 ผูใชงาน หากพบหรือสงสัยวาเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่ติดชุดคําสั่งไมพึงประสงค ใหรีบยกเลิก เชื่อมตอเครื่องเขากับระบบเครือขายสื่อสารขอมูลเพื่อปองกันการแพรกระจายของชุดคําสั่งที่ไมพึงประสงค ไปยังเครื่องอื่น ๆ ไดและแจง ฝทท. ทราบทันที
27 - การสํารองขอมูลและการกูคืน
4.1 ผูใชงานตองรับผิดชอบในการสํารองขอมูลจากเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณเคลื่อนที่ไวบนสื่อบันทึกอื่น ๆเชน ระบบ File Sharing, CD, DVD, External harddisk เปนตน
4.2 ผูใชงานมีหนาที่เก็บรักษาสื่อขอมูลสํารอง (Backup Media) ไวในสถานที่ที่เหมาะสม ไมเสี่ยงตอการรั่วไหลของ ขอมูลและทดสอบการกูคืนขอมูลที่สํารองไวอยางสม่ําเสมอ - ผูดูแลระบบ ตองควบคุมใหเครื่องคอมพิวเตอรไดรับการปรับตั้งคาอยางเหมาะสม เพื่อปองกันการใชงานหรือ ติดตั้ง Mobile Code เชน Active X, Java จากแหลงที่ไมนาเชื่อถือ
28
สวนที่ 10
การใชงานอินเทอรเน็ตและสื่อสังคมออนไลน
วัตถุประสงค
▪ เพื่อควบคุมการใชงานอินเทอรเน็ตและการใชงานสื่อสังคมออนไลน (Social Network) ของ รฟม. ใหมีความปลอดภัย และปองกันการละเมิดพระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร จนสงผลกระทบตอ รฟม. ผูรับผิดชอบ
▪ ผูดูแลระบบ
▪ ผูใชงาน
อางอิงมาตรฐาน: ISO/IEC 27001:2022
▪ มาตรการควบคุมดานองคกร (Organizational Controls)
▪ มาตรการควบคุมดานเทคโนโลยี (Technological Controls)
แนวปฏิบัติ - ผูดูแลระบบตองควบคุมการเชื่อมตอทางเครือขายสําหรับการเขาถึงอินเทอรเน็ตโดยพิจารณาเรื่องดังตอไปนี้ 1) ผูดูแลระบบตองไมอนุญาตใหใชงานอุปกรณ VideoStreaming อุปกรณ Audio streaming หรือ Download ไฟลที่มีขนาดใหญ ในกรณีที่จําเปนตองไดรับการอนุญาตจากผูบังคับบัญชากอนเทานั้น
- ผูดูแลระบบตองจํากัดการใชงานอินเทอรเน็ตเพื่อเรื่องสวนตัวหรือที่ไมใชการดําเนินงานของ รฟม. ใหนอยที่สุด เทาที่เปนไปได เชน การระงับการเขาถึง Website ที่ไมจําเป ็น การระงับการเขาถึง Website ที่มีเนื้อหาตองหาม ตามพระราชบัญญัติวาดวยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร
- ผูดูแลระบบตองปองกันไมใหมีการรับสงขอมูลที่ไมเหมาะสมจากภายนอก รฟม. เชน
(ก) Executable เชน .EXE .COM เปนตน
(ข) ไฟล(File) เสียง เชน AUD .WAV และ .MP3 เปนตน
(ค) ไฟล(File) วีดิทัศนเชน .MPG .MPEG .MOV และ .AVI เปนตน
(ง) Peer to Peer เชน .torrent เปนตน
ในกรณีที่มีความจําเปนตองไดรับอนุญาตจากผูบังคับบัญชา และ ฝทท. - ผูดูแลระบบตองกําหนดเสนทางการเชื่อมตอระบบคอมพิวเตอรเพื่อการเขาใชงานอินเทอรเน็ตที่ตองเชื่อมตอ ผานระบบรักษาความปลอดภัยที่ รฟม. จัดสรรไวเทานั้น เชน Proxy,Firewall เปนตน
- ผูดูแลระบบตองทดสอบเสนทางสําหรับการเชื่อมตออินเทอรเน็ตขององคกรระหวางเสนทางที่ใชงานจริงและ เสนทางสํารองอยางนอยปละ 2 ครั้ง
- ผูใชงานตองไมเชื่อมตอระบบคอมพิวเตอรผานชองทางอื่น ยกเวนมีความจําเปนและขออนุญาตจาก ฝทท. เปนลายลักษณอักษรแลว
- ผูใชงานตองขออนุญาตติดตั้งซอฟตแวร (Software) ที่ Download จากอินเทอรเน็ต และการติดตั้งตองดําเนินการ โดยผูที่ไดรับมอบหมายจากผูดูแลระบบเทานั้น
- ผูใชงานตองไมมีเจตนาปดบังหรือบิดเบือนตัวตนเมื่อมีการใชงานอินเทอรเน็ต
- ผูใชงานติดตั้งโปรแกรมปองกันไวรัส พรอมทั้งตองปรับปรุง Virus Signature ที่เครื่องคอมพิวเตอรสวนบุคคลและ เครื่องคอมพิวเตอรพกพาใหมีความทันสมัยอยูเสมอ กอนทําการเชื่อมตออินเทอรเน็ตผานเว็บเบราวเซอร (Web Browser) และตองปดชองโหวของระบบปฏิบัติการที่เว็บเบราวเซอรติดตั้งอยู
- ผูใชงานจะตองตรวจสอบไวรัส (Virus Scanning) กอนการรับ - สงขอมูลคอมพิวเตอรผานทางอินเทอรเน็ต
29 - ผูใชงานตองไมใชเครือขายอินเทอรเน็ตของ รฟม. เพื่อหาประโยชนในเชิงธุรกิจสวนตัว และทําการเขาสู เว็บไซตที่ ไมเหมาะสม เชน เว็บไซตที่ขัดตอศีลธรรม เว็บไซตที่มีเนื้อหาที่ขัดตอชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย หรือเว็บไซตที่ เปนภัยตอสังคม เปนตน
- ผูใชงานจะถูกกําหนดสิทธิ์ในการเขาถึงแหลงขอมูลตามหนาที่ความรับผิดชอบเพื่อประสิทธิภาพของเครือขายและ ความปลอดภัยทางขอมูลของ รฟม.
- ผูใชงานตองหลีกเลี่ยงการกระทําที่สิ้นเปลืองทรัพยากรของเครือขายอินเทอรเน็ต ดังนี้ (ก) สงจดหมายอิเล็กทรอนิกสลูกโซ
(ข) ใชเวลาในการเขาถึงอินเทอรเน็ตเกินความจําเปนยกเวนเพื่อปฏิบัติงานให รฟม.
(ค) เลนเกม Online
(ง) เขาหองพูดคุย Online ที่ไมไดมีวัตถุประสงคเพื่อปฏิบัติงานให รฟม. - ผูใชงานตองไมเผยแพรขอมูลที่เปนการหาประโยชนสวนตัวหรือขอมูลที่ไมเหมาะสมทางศีลธรรม หรือขอมูลที่ ละเมิดสิทธิ์ของผูอื่น หรือขอมูลที่อาจกอความเสียหายใหกับ รฟม.
- ผูใชงานตองไมเปดเผยขอมูลสําคัญที่เปนความลับเกี่ยวกับงานของ รฟม.
- ผูใชงานตองไมนําเขาขอมูลคอมพิวเตอรใด ๆ ที่มีลักษณะอันเปนเท็จ อันเปนความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง แหงราชอาณาจักร อันเปนความผิดเกี่ยวกับการกอการราย หรือภาพที่มีลักษณะอันลามก และไมทําการเผยแพร หรือสงตอขอมูลคอมพิวเตอรดังกลาวผานอินเทอรเน็ต
- ผูใชงานตองไมนําเขาขอมูลคอมพิวเตอรที่เปนภาพของผูอื่นและภาพนั้นเปนภาพที่เกิดจากการสรางขึ้น ตัดตอ เติมหรือดัดแปลงดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส หรือวิธีการอื่นใด ที่จะทําใหผูอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือไดรับความอับอาย
- ผูใชงานมีหนาที่ตรวจสอบความถูกตองและความนาเชื่อถือของขอมูลคอมพิวเตอรที่อยูบนอินเทอรเน็ตกอนนํา ขอมูลไปใชงาน
- ผูใชงานตองคํานึงวาขอมูลจากอินเทอรเน็ตอาจไมมีความทันสมัยหรือไมมีความถูกตอง ผูใชงานตองตรวจสอบ ความถูกตองของขอมูลจากแหลงที่นาเชื่อถือกอนที่จะเผยแพรขอมูลดังกลาว
- ผูใชงานตองระมัดระวังการดาวนโหลดโปรแกรมใชงานจากอินเทอรเน็ต ซึ่งรวมถึง Patch หรือ Fixesตาง ๆ จากผูขาย ตองเปนไปโดยไมละเมิดทรัพยสินทางปญญา
- ผูใชงานตองไมใชขอความที่ยั่วยุ ใหรายในการเสนอความคิดเห็นที่จะทําใหเกิดความเสื่อมเสียตอชื่อเสียงของ รฟม. การทําลายความสัมพันธกับเจาหนาที่ของหนวยงานอื่น ๆ
- ผูใชงานตองไมบันทึกรหัสผานใน Web Browser (Remember Password) เพื่อปองกันบุคคลอื่นที่สามารถ เขาถึงคอมพิวเตอรของผูใชงานนํารหัสผานดังกลาวไปใชงานในอินเทอรเน็ตโดยไมไดรับอนุญาต 17. ผูใชงานตองไม Download เอกสาร หรือสารสนเทศตาง ๆ เชน ขอมูล รูปภาพ วิดีโอ เสียง และซอฟตแวร (Software) ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือผิดกฎหมาย
- ผูใชงานตองปดเว็บเบราวเซอรเพื่อปองกันการเขาใชงานโดยบุคคลอื่น ๆ ภายหลังจากใชงานอินเทอรเน็ตเสร็จแลว 19. การใชงานสื่อสังคมออนไลน (Social Network)
19.1 ผูใชงานตองระมัดระวังในการนําเสนอขอมูลขาวสาร การสงขอความ หรือการแสดงความคิดเห็นผาน สื่อสังคมออนไลนเพื่อไมกอใหเกิดความเสียหายแก รฟม.
19.2 ผูใชงานตองระมัดระวังในการใชสื่อสังคมออนไลน เนื่องจากพื้นที่บนสื่อสังคมออนไลนเปนพื้นที่ สาธารณะไมใชพื้นที่สวนบุคคล ซึ่งขอมูลการใชงานตาง ๆ จะถูกบันทึกไวและอาจมีผลทางกฎหมาย ถึงแมจะเปนการแสดงความคิดเห็นในนามชื่อบัญชีสวนตัว และพึงตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น กับ รฟม. ได
30
19.3 ผูใชงานที่ใชสื่อสังคมออนไลนเปนเครื่องมือสื่อสารขอมูลในกิจการของ รฟม. หรือชื่อบุคคลที่ทําใหเขาใจ ไดวาเปนบุคคลในสังกัด ตองแสดงภาพ และขอมูลใหถูกตองชัดเจนในขอมูล โปรไฟล (Profile) และ พึงใชดวยความสุภาพและมีวิจารณญาณ
19.4 ผูใชงานควรตั้งคําถามที่ใชในกรณีกูคืนบัญชีผูใชงานหรือกูคืนรหัสผาน (Forgot Your Password) ควรเลือกใชขอมูลหรือคําถามที่เปนสวนบุคคลและเปนขอมูลที่ผูอื่นคาดเดาไดยากเพื่อปองกันการสุมคําถาม จากผูประสงคราย
19.5 ผูใชงานตองไมใชระบบอีเมลของเว็บไซตประเภทสื่อสังคมออนไลน หากจําเปนตองใชจะตองระมัดระวัง ในการคลิกลิงกที่นาสงสัย โดยเฉพาะอีเมลแจงเตือนจากเว็บไซตตาง ๆ ในลักษณะเชื้อเชิญใหคลิกลิงก ที่แนบมาในอีเมล ผูใชงานตองสงสัยวาลิงกดังกลาวเปนลิงกที่ไมปลอดภัย (ลิงกที่ถูกสรางมาเพื่อใชขโมย ขอมูลสวนบุคคล ดวยการนําไปสูเว็บไซตที่ดูนาเชื่อถือที่ผูประสงครายสรางไวเพื่อใหผูใชงานกรอกขอมูล สวนบุคคล เชน รหัสผาน เปนตน)
19.6 ผูใชงานตองศึกษาการตั้งคาความเปนสวนตัวหรือ “Privacy Settings” ใหเขาใจเปนอยางดีและ ปรับแตงการตั้งคาความเปนสวนตัวใหเหมาะสมเพื่อปองกันการถูกละเมิดความเปนสวนตัวซึ่ง อาจจะสงผลกระทบตอตนเองหรือ รฟม.
19.7 ผูใชงานตองใชงานสื่อสังคมออนไลนอยางเหมาะสม โดยไมละเมิดกฎหมายและไมกอใหเกิดความเสียหายหรือ สงผลกระทบตอการทํางานขององคกร
19.8 ผูใชงานควรปดการใชงานระบบโพสตขอความสาธารณะทุก ๆ สวนของเว็บไซตประเภท Social Network หากจําเปนตองใชงานตองปรับคาใหมีการตรวจสอบขอความกอนเพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสแพรกระจายลิงก ที่ไมปลอดภัยจากผูประสงคราย ซึ่งเปนหนึ่งในเทคนิคที่ใชในการโจมตีประเภท Spear Phishing
19.9 ผูใชงานตองตรวจสอบกอนจะรับเพื่อนเขากลุมในเว็บไซตประเภท Social Network โดยตองแนใจวา ขอมูลสวนตัวของเพื่อนคนนั้น เชน รูปถายและประวัติสวนตัวไมถูกแกไขเพื่อปลอมแปลงตัวตนจาก ผูประสงครายที่หวังแอบอางเพื่อคุกคามเปาหมาย
19.10 ผูใชงานตองตระหนักไวเสมอวาขอมูลตาง ๆ ที่ผูใชงานเผยแพรไวบนบริการสื่อสังคมออนไลนนั้นคงอยู ถาวรและผูอื่นอาจเขาถึงและเผยแพรขอมูลเหลานั้นได
19.11 ผูใชงานตองมีขอพิจารณาในการรับเพื่อนเขากลุมที่ชัดเจน และควรประกาศขอความปฏิเสธความ รับผิดชอบที่เกี่ยวกับเนื้อหาหรือขอความแสดงความคิดเห็นซึ่งถูกโพสตจากเพื่อนในกลุมที่อาจปรากฏใน เว็บไซตประเภท Social Network ของผูใชงานเอง
19.12 ผูใชงานตองติดตั้งซอฟตแวรปองกันไวรัส และอัปเดตฐานขอมูลไวรัสของโปรแกรมอยูเสมอ และตอง หลีกเลี่ยงการใชโปรแกรมที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพราะอาจจะมีโปรแกรมประสงครายแฝงตัวอยูภายในเพื่อ ลักลอบ ปลอมแปลง หรือขโมยขอมูลสําคัญของผูใชงานได
19.13 ผูใชงานตองระมัดระวังการใชถอยคําและภาษาที่อาจเปนการดูหมิ่น ยุยง ทาทาย หรือเปนการละเมิดตอ บุคคลอื่น กรณีบุคคลอื่นมีความคิดเห็นที่แตกตางพึงงดเวนการโตตอบดวยถอยคํารุนแรง 19.14 ผูใชงานตองระมัดระวังกระบวนการหาขาว หรือภาพจากสื่อสังคมออนไลน โดยมีการตรวจสอบอยางถี่ถวน รอบดานและตองอางอิงแหลงที่มาเมื่อนําเสนอ เวนแตสามารถตรวจสอบและอางอิงจากแหลงขาว ไดโดยตรง
19.15 หากผูใชงานตองการใชสื่อสังคมออนไลนเปนเครื่องมือในการรายงานขาวในนามของบุคคลธรรมดาตอง แสดงใหชัดเจนวา ขอความใดเปน “ขาว” ขอความใดเปน “ความคิดเห็นสวนตัว”
19.16 การสงตอหรือเผยแพรขอมูลในสื่อสังคมออนไลน (Social Media)
31
19.16.1 ผูใชงานตองไมสงตอหรือเผยแพรขอมูลที่เปนเท็จ ขาวลือ ขาวไมปรากฏที่มา เปนเพียงการ คาดเดา หรือสงผลเสียหายกับบุคคล สังคม หรือ รฟม.
19.16.2 ผูใชงานตองไมสงตอหรือเผยแพรขอมูลเรื่องบุคคลเสียชีวิต เด็กและเยาวชน ผูสูญหาย ผูตองหา เวนเสียแตตรวจสอบขอเท็จจริงแลวและเห็นวาเปนประโยชนตอสาธารณะ
19.16.3 ผูใชงานตองไมสงตอหรือเผยแพรขอมูลที่กระทบตอสิทธิความเปนสวนตัว และศักดิ์ศรีความ เปนมนุษย
19.17 ผูใชงานตองตั้งคาความปลอดภัยของการใชงานสื่อสังคมออนไลน และระมัดระวังการถูกนําขอมูลจากชื่อบัญชี ไปใชโดยไมเหมาะสม ผิดวัตถุประสงค และลักษณะการแอบอางโดยบุคคลอื่น - ผูใชงานตองใชงานอินเทอรเน็ตและสื่อสังคมออนไลนโดยตระหนักถึงพระราชบัญญัติการกระทําความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอรที่บังคับใชอยูเสมอ