จ้างก่อสร้างระหว่างดำเนินการ

ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานก่อสร้างเรือนแถวนายทหารชั้นประทวน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ของ กองพันทหารช่างที่ ๒ จังหวัดฉะเชิงเทรา

กองทัพบก โดย กรมยุทธโยธาทหารบก 69069604785
฿16,609,300 ปีงบ 2569 ประกาศ 2 ก.ค. 2569 กรุงเทพมหานคร
รายละเอียดการจ้าง

คู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบก พ.ศ. 2569 เป็นเอกสารอ้างอิงและแนวทางปฏิบัติงานก่อสร้าง ซ่อมแซม และปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างรวมถึงระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ของกองทัพบก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นเอกภาพ ลดข้อขัดแย้ง และควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างให้เป็นไปตามหลักวิชาการและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน

เนื้อหาของคู่มือแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่:

  1. การดำเนินการทั่วไป: ครอบคลุมการปฏิบัติก่อนการก่อสร้าง เช่น การตรวจสอบแบบรูปรายการ การขอเข้าพื้นที่ การสร้างสำนักงานชั่วคราว (สำหรับโครงการที่มีวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป และระยะเวลา 120 วันขึ้นไป) การแต่งตั้งบุคลากรของผู้รับจ้าง (ผู้จัดการสนาม วิศวกรสนาม และช่างควบคุมงาน) การวางผังและกำหนดระดับ การจัดทำแผนภูมิการดำเนินงาน (สำหรับโครงการเกิน 5 แสนบาท และระยะเวลาตั้งแต่ 90 วันขึ้นไป) ตลอดจนขั้นตอนการขออนุมัติใช้วัสดุเทียบเท่าหรือทดแทน และขั้นตอนการส่งมอบงานและการรับประกันผลงาน (รับประกันงานทั่วไปไม่น้อยกว่า 2 ปี และครุภัณฑ์ 1 ปี)
  2. งานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโครงสร้าง: ข้อกำหนดงานปรับพื้นที่ การขุดและถมดิน (การบดอัดแน่นตามมาตรฐาน AASHTO) งานฐานรากและเสาเข็ม (เสาเข็มตอก เสาเข็มเจาะ และเสาเข็มสปันไมโครไพล์) งานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก งานโครงสร้างเหล็กรูปพรรณ งานมุงหลังคาประเภทต่าง ๆ (กระเบื้องคอนกรีต ลอนคู่ เมทัลชีท และโพลีคาร์บอเนต) งานก่อผนังและฉาบปูน และงานไม้
  3. งานระบบวิศวกรรมสุขาภิบาล: งานระบบประปา สุขภัณฑ์ ระบบระบายน้ำภายนอกอาคาร ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบดับเพลิงภายในอาคาร
  4. งานระบบวิศวกรรมไฟฟ้า: ระบบไฟฟ้ากำลัง ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop)
  5. งานระบบวิศวกรรมเครื่องกล: ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ และระบบลิฟต์โดยสาร

คู่มือฉบับนี้มุ่งเน้นให้ผู้รับจ้างปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด มีการทดสอบวัสดุและระบบต่าง ๆ ตามมาตรฐานสากล เพื่อส่งมอบงานที่สมบูรณ์และปลอดภัยต่อการใช้งานของกองทัพบก

English summary

The Royal Thai Army (RTA) Construction Work Manual B.E. 2569 (2026), prepared by the Royal Thai Army Civil Engineering Department, serves as a comprehensive guideline for contractors executing construction, renovation, repair, and utility works for the RTA. The manual aims to standardize construction procedures, ensure high-quality engineering standards, optimize budget efficiency, and maintain compliance with the Public Procurement and Supplies Administration Act B.E. 2560.

The manual is structured into five main chapters:

  1. General Procedures: Pre-construction preparation, drawing verification, site access, temporary office setup (required for projects over 5 million Baht and 120 days), contractor personnel requirements (Field Manager, licensed Field Engineer, and Foreman), progress charting (required for projects over 500,000 Baht and 90 days), material approval processes, and work handover and warranty terms (2-year warranty for general construction, 1-year for equipment).
  2. Architectural and Structural Engineering: Site preparation, earthworks (compaction testing per AASHTO standards), foundations (spread, driven piles, bored piles, and spun micropiles), concrete and reinforced concrete works, structural steel, roofing (concrete tiles, corrugated tiles, metal sheets, and polycarbonate), masonry, plastering, and carpentry.
  3. Sanitary Engineering: Plumbing, sanitary fixtures, external drainage, wastewater treatment, and indoor fire protection systems.
  4. Electrical Engineering: Power distribution, electronic systems, and solar photovoltaic rooftop systems.
  5. Mechanical Engineering: Air conditioning and ventilation systems, and passenger elevator systems.

Contractors are expected to strictly adhere to these guidelines, perform necessary material and system testing under international standards, and deliver fully functional, durable, and safe facilities to the Royal Thai Army.

ข้อมูลเชิงลึกของโครงการ

AI วิเคราะห์ ปลดล็อกแล้ว

เป้าหมายโครงการ

  • เพื่อใช้เป็นคู่มือและแนวทางปฏิบัติมาตรฐานในการดำเนินงานก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมอาคารและสิ่งปลูกสร้างสาธารณูปโภคของกองทัพบก
  • เพื่อควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างให้มีความทันสมัย มีมาตรฐาน เป็นไปตามหลักวิชาการ และสอดคล้องกับระเบียบ ข้อกำหนด และกฎหมายในปัจจุบัน
  • เพื่อช่วยให้บุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ทันเวลา และลดข้อขัดแย้งในการทำงาน
  • เพื่อให้งานก่อสร้างมีความมั่นคงแข็งแรง คุ้มค่ากับงบประมาณ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทัพบกตลอดอายุการใช้งาน
  • เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานก่อสร้างสอดคล้องตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

ขอบเขตของงาน

  • การเตรียมการก่อนการก่อสร้าง: การตรวจสอบแบบรูปรายการก่อสร้าง, การขอเข้าพื้นที่และขอใช้สาธารณูปโภคชั่วคราว, การวางผังและกำหนดระดับอ้างอิง (BM 0.00), การจัดทำแผนภูมิการดำเนินงาน (Progress Chart)
  • การจัดตั้งสำนักงานชั่วคราว: ก่อสร้างสำนักงานสนามสำหรับผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานของผู้ว่าจ้าง พร้อมครุภัณฑ์และสิ่งอำนวยความสะดวก (สำหรับโครงการที่มีวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป และระยะเวลา 120 วันขึ้นไป)
  • งานปรับพื้นที่และงานดิน: การถากถาง รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิม, การขุดดิน, การถมดินและถมทรายปรับระดับ, การบดอัดแน่นและการทดสอบความแน่นของดิน (Compaction Test) ตามมาตรฐาน AASHTO
  • งานฐานรากและเสาเข็ม: การเจาะสำรวจชั้นดิน (Boring Test), การตอกเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง, การทำเสาเข็มเจาะ (ระบบแห้ง/ระบบเปียก), การติดตั้งเสาเข็มสปันไมโครไพล์, การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Seismic Test) และการทดสอบการรับน้ำหนัก (Static/Dynamic Load Test)
  • งานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก: การทำแบบหล่อและนั่งร้าน, การจัดหาและเทคอนกรีตผสมเสร็จ (Ready-Mixed Concrete), การบ่มคอนกรีตอย่างน้อย 7 วัน, การติดตั้งและต่อเหล็กเสริมคอนกรีต, การซ่อมแซมผิวคอนกรีตที่ชำรุด
  • งานโครงสร้างเหล็กรูปพรรณ: การจัดหา ประกอบ และติดตั้งเหล็กรูปพรรณตามมาตรฐาน มอก., การเชื่อมต่อเหล็กตามมาตรฐาน AWS, งานสลักเกลียว และการทาสีป้องกันสนิม
  • งานมุงหลังคา: การติดตั้งหลังคากระเบื้องคอนกรีต, กระเบื้องลอนคู่, หลังคาเหล็กรีดลอน (Metal Sheet) พร้อมฉนวนกันความร้อน, หลังคาโพลีคาร์บอเนต, การติดตั้งรางน้ำตะเข้ และระบบรางน้ำฝนไวนิล
  • งานก่อผนังและฉาบปูน: งานก่ออิฐมอญ, คอนกรีตบล็อก, อิฐมวลเบา, คอนกรีตมวลกลาง, การติดตั้งเสาเอ็นและทับหลัง ค.ส.ล. และการฉาบปูนเรียบ
  • งานไม้: งานไม้โครงสร้างและไม้ตกแต่งที่ผ่านการอบแห้งและทาสีเคลือบผิว
  • งานระบบวิศวกรรมสุขาภิบาล: ระบบประปาและสุขาภิบาลภายในอาคาร, ระบบระบายน้ำภายนอกอาคาร, ระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย, และระบบดับเพลิงภายในอาคาร
  • งานระบบวิศวกรรมไฟฟ้า: ระบบไฟฟ้ากำลัง, ระบบไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์, และระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Rooftop)
  • งานระบบวิศวกรรมเครื่องกล: ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ (Split Type / Chiller) และระบบลิฟต์โดยสาร
  • การส่งมอบงานและการบำรุงรักษา: การทำความสะอาดพื้นที่ก่อสร้าง, การส่งมอบคู่มืออุปกรณ์ (ภาษาไทย 3 ชุด, อังกฤษ 1 ชุด), การส่งมอบแบบก่อสร้างจริง (As-Built Drawings) จำนวน 3 ชุด, การประสานงานส่งมอบใบรับประกันวัสดุอุปกรณ์ และการดูแลแก้ไขข้อชำรุดบกพร่องในระยะเวลารับประกัน

สิ่งที่ต้องส่งมอบ

  • แผนภูมิการดำเนินงาน (Progress Chart): ขนาดไม่น้อยกว่า 0.80 ม. x 1.20 ม. ติดตั้งในสำนักงานสนาม (สำหรับโครงการตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป)
  • แบบขยายรายละเอียด (Shop Drawings): สำหรับรายละเอียดงานก่อสร้างและงานระบบที่ต้องเสนอขออนุมัติก่อนดำเนินการ
  • รายงานผลการทดสอบวัสดุและวิศวกรรม:
    • รายงานผลการทดสอบความแน่นของดิน (Compaction Test Report)
    • รายงานผลการทดสอบกำลังอัดของคอนกรีต (Concrete Cylinder/Cube Strength Test Report)
    • รายงานผลการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม (Seismic Test Report)
    • รายงานผลการทดสอบการรับน้ำหนักของเสาเข็ม (Pile Load Test Report) พร้อมลงนามโดยสามัญวิศวกรขึ้นไป
    • รายงานผลการตรวจสอบรอยเชื่อมต่อเสาเข็มสปันไมโครไพล์ (Penetrant Test Report)
  • สำนักงานชั่วคราวและป้ายโครงการ: สำนักงานสนามพร้อมครุภัณฑ์ (พื้นที่ไม่น้อยกว่า 13 ตร.ม. สำหรับผู้ควบคุมงาน) และป้ายโครงการขนาดไม่น้อยกว่า 1.20 ม. x 2.40 ม.
  • คู่มือการใช้งานและบำรุงรักษาอุปกรณ์ (O&M Manuals): คู่มือภาษาไทยจำนวน 3 ชุด และคู่มือภาษาอังกฤษจำนวน 1 ชุด (สำหรับอุปกรณ์ประกอบอาคารทั้งหมด)
  • แบบก่อสร้างจริง (As-Built Drawings): แบบโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และงานระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด จำนวน 3 ชุด
  • เอกสารรับประกันผลงานและวัสดุอุปกรณ์:
    • เอกสารรับประกันผลงานก่อสร้างทั่วไป (ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี)
    • เอกสารรับประกันครุภัณฑ์ เช่น เครื่องปรับอากาศ, เครื่องสูบน้ำ (ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี)
    • เอกสารรับประกันวัสดุอุปกรณ์พิเศษจากผู้ผลิต (กรณีระบุการรับประกันเกิน 2 ปี เช่น แผ่นหลังคาเมทัลชีทรับประกัน 20-30 ปี, แผ่นโปร่งแสงรับประกัน 10 ปี)
  • สิ่งปลูกสร้างและระบบสาธารณูปโภคที่เสร็จสมบูรณ์: อาคาร ถนน ลานพื้นแข็ง และระบบวิศวกรรมต่าง ๆ ที่ผ่านการทดสอบระบบและทำความสะอาดเรียบร้อยพร้อมใช้งาน

ระยะเวลาดำเนินการ

  • การเสนอแผนงาน: ผู้รับจ้างต้องเสนอแผนภูมิการดำเนินงานภายใน 10 วันทำการ นับจากวันลงนามในสัญญา (สำหรับโครงการที่มีราคาเกิน 5 แสนบาท และระยะเวลาตั้งแต่ 90 วันขึ้นไป)
  • การสร้างสำนักงานชั่วคราว: ต้องสร้างให้เสร็จเรียบร้อยก่อนการตรวจรับงานจ้างในงวดแรก
  • การแจ้งซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องหลังส่งมอบ: ผู้รับจ้างต้องเข้าดำเนินการแก้ไขภายใน 15 วัน หลังจากได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ว่าจ้างหรือหน่วยใช้ประโยชน์
  • ระยะเวลารับประกันความชำรุดบกพร่อง (Defect Liability Period):
    • งานก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารทั่วไป: รับประกันไม่น้อยกว่า 2 ปี
    • งานซ่อมแซมครุภัณฑ์ (เช่น เครื่องปรับอากาศ, เครื่องสูบน้ำ): รับประกันไม่น้อยกว่า 1 ปี
  • การตรวจสภาพงานก่อนครบกำหนดรับประกัน: คณะกรรมการจะเข้าตรวจสภาพความชำรุดเสียหายก่อนครบกำหนดรับประกันอย่างน้อย 45 วัน เพื่อดำเนินการคืนหลักประกันสัญญา

คุณสมบัติผู้เสนอราคา

  • Eligibility Requirements: ผู้รับจ้างต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เข้าทำสัญญาจ้างเหมากับกองทัพบก และต้องได้รับอนุมัติให้เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ทหารจากผู้บังคับหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่
  • Standards Compliance: วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ต้องได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากลอื่น ๆ เช่น ISO, ASTM, AISC, AWS, JIS, BS โดยต้องแสดงเอกสารใบอนุญาตหรือผลการทดสอบจากสถาบันที่เชื่อถือได้
  • Experience: สำหรับงานทดสอบและสำรวจชั้นดิน (Boring Test) หรือการรับรองรายงานผลการทดสอบเสาเข็ม จะต้องดำเนินการและรับรองโดยสถาบันหรือนิติบุคคลที่เชื่อถือได้ ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม
  • Technical Capabilities: ผู้รับจ้างต้องมีความสามารถในการจัดหาเครื่องมือทดสอบที่ได้มาตรฐาน เช่น เครื่องสั่นคอนกรีต, เครื่องมือทดสอบความแน่นของดิน, เครื่องมือทดสอบเสาเข็ม (Seismic Test / Load Test) และเครื่องเชื่อมไฟฟ้าที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ
  • Personnel: ผู้รับจ้างต้องเสนอรายชื่อและหลักฐานของบุคลากรประจำสนามเพื่อขอความเห็นชอบจากผู้ว่าจ้าง ดังนี้:
    • ผู้จัดการสนาม (Field Manager): ทำหน้าที่แทนผู้รับจ้าง มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ
    • วิศวกรสนาม (Field Engineer): ต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (ระดับภาคีวิศวกรขึ้นไป และระดับสามัญวิศวกรขึ้นไปสำหรับการลงนามรับรองผลการทดสอบพิเศษ)
    • ช่างสนาม (Foreman): ต้องประจำอยู่ที่หน่วยงานก่อสร้างตลอดเวลาการทำงานอย่างน้อย 1 นาย

เกณฑ์การพิจารณา

  • การประเมินและคัดเลือกผู้รับจ้างเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง
  • ความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารเสนอราคา และการปฏิบัติตามข้อกำหนดในคู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบก พ.ศ. 2569
  • คุณสมบัติและความพร้อมของบุคลากรหลัก (วิศวกรสนาม และช่างควบคุมงาน) ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพถูกต้องตามกฎหมาย
  • แผนงานและขั้นตอนการดำเนินงานก่อสร้าง (Progress Chart) ที่มีความเป็นไปได้และเหมาะสมกับระยะเวลาที่กำหนด
  • คุณภาพของวัสดุอุปกรณ์ที่เสนอใช้ โดยต้องตรงตามมาตรฐาน มอก. หรือมีเอกสารเปรียบเทียบคุณสมบัติวัสดุเทียบเท่า/ทดแทนที่ผ่านการรับรองโดยผู้มีคุณวุฒิทางวิชาชีพ

ข้อกำหนดทางเทคนิค

  • งานบดอัดดินถม:
    • งานสนามฝึกและสนามกีฬา: บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 85% Standard AASHTO (ถมเป็นชั้นไม่เกิน 50 ซม.)
    • งานถนนและลานจอดรถ: บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 90% Modified AASHTO (ถมเป็นชั้นไม่เกิน 20 ซม.)
    • ชั้นลูกรังและหินคลุกงานถนน: บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% Modified AASHTO
    • ชั้นหินคลุกงานถนน Asphaltic Concrete: บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 98% Modified AASHTO
  • งานฐานรากและเสาเข็ม:
    • กำหนดค่าแรงแบกทานปลอดภัยของดิน (Soil Bearing Capacity) สำหรับฐานรากแผ่ไม่น้อยกว่า 8 ตัน/ตร.ม. (หากไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น) และก้นหลุมต้องลึกจากดินเดิมอย่างน้อย 50 ซม.
    • ความคลาดเคลื่อนของตำแหน่งเสาเข็มที่ระดับตัดหัวเข็ม: เบี่ยงเบนได้ไม่เกิน 5 ซม. (สำหรับฐานรากเข็ม 1-2 ต้น) และไม่เกิน 7.5 ซม. (สำหรับฐานรากเข็มตั้งแต่ 3 ต้นขึ้นไป) ความผิดพลาดในแนวดิ่งต้องไม่เกิน 1% ของความยาวเข็ม
    • การทดสอบเสาเข็มเจาะ: ต้องทดสอบความสมบูรณ์ด้วยวิธี Seismic Test ทุกต้น (หากไม่ได้ระบุจำนวนไว้)
  • งานคอนกรีต:
    • กำลังอัดของคอนกรีตทั่วไป (fc’): ไม่น้อยกว่า 173 กก./ตร.ซม. (รูปทรงกระบอกที่ 28 วัน) หรือ 210 กก./ตร.ซม. (รูปทรงลูกบาศก์ที่ 28 วัน)
    • คอนกรีตผสมเสร็จต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ASTM C94
    • ระยะเวลาขั้นต่ำในการถอดแบบหล่อ: แบบหล่อข้างเสา/คาน 2 วัน, แบบหล่อท้องพื้น 14 วัน, แบบหล่อท้องคาน 21 วัน
    • ระยะคอนกรีตหุ้มเหล็กเสริม (Covering): หล่อติดดินใช้ดินเป็นแบบหนา 75-100 มม., สัมผัสดินหรือแดดฝนหนา 50-70 มม., ไม่สัมผัสดินหนา 30-40 มม.
    • โครงสร้างที่ห่างจากทะเลไม่เกิน 10 กม. ต้องใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 5 (ทนซัลเฟตสูง)
  • งานเหล็กรูปพรรณ: เหล็กรูปพรรณต้องได้มาตรฐาน มอก. 1227-2558 การเชื่อมต้องเป็นไปตามมาตรฐาน AWS รอยต่อต้องแนบสนิทและทาสีกันสนิมตามข้อกำหนด
  • งานมุงหลังคา:
    • หลังคาเหล็กรีดลอน (Metal Sheet): ต้องมีความลาดเอียงไม่น้อยกว่า 3 องศา (แบบยิงสกรู) หรือไม่น้อยกว่า 5 องศา (แบบต่อแผ่น) และมีใบรับประกันคุณภาพเหล็ก Zincalume ไม่น้อยกว่า 20 ปี และเคลือบสีไม่น้อยกว่า 30 ปี
    • ระบบรางน้ำฝนไวนิล: กำหนดความลาดเอียง 1 เมตร เอียง 2 มม. ระยะห่างตะขอแขวนรางตัวแรกจากมุม 30 ซม. ตัวต่อไปห่างเฉลี่ยไม่เกิน 60 ซม.
  • งานก่อผนัง: ผนังที่มีพื้นที่เกิน 9 ตร.ม. หรือผนังที่ติดวงกบประตู-หน้าต่าง ต้องมีเสาเอ็นและทับหลัง ค.ส.ล. (เหล็กยืน 2-4 DB9, เหล็กปลอก RB6 @ 20 ซม.) และต้องเทแนวกันความชื้น (DPC) ด้วยยางแอสฟัลต์หนาอย่างน้อย 1 ซม. บนคานคอดินก่อนก่อผนัง

เงื่อนไขสัญญา

  • การขอเข้าพื้นที่และการใช้สาธารณูปโภค: ผู้รับจ้างต้องทำหนังสือขอเข้าดำเนินการ และประสานงานกับหน่วยเจ้าของพื้นที่เพื่อทำบัตรผ่านเข้า-ออกของคนงาน หากใช้สาธารณูปโภคของราชการแล้วเกิดชำรุด ผู้รับจ้างต้องซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีก่อนส่งมอบงานงวดสุดท้าย
  • การขอใช้วัสดุเทียบเท่าหรือทดแทน: ผู้รับจ้างต้องเสนอเอกสารเปรียบเทียบคุณสมบัติและราคา และต้องได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากกรมยุทธโยธาทหารบกก่อนนำมาใช้งาน โดยไม่สามารถนำมาอ้างเพื่อขอขยายเวลาทำงานหรือลดค่าปรับได้
  • การแก้ไขงานที่ไม่เรียบร้อย: หากผู้ควบคุมงานตรวจพบงานที่ไม่ได้มาตรฐานหรือช่างฝีมือไม่ดีพอ มีสิทธิ์สั่งให้แก้ไขหรือเปลี่ยนตัวช่างได้ทันที โดยผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
  • เงื่อนไขการริบหลักประกันสัญญา:
    • หากเกิดความชำรุดบกพร่องในระหว่างระยะเวลารับประกัน และผู้ว่าจ้างได้แจ้งให้แก้ไขแล้ว 2 ครั้งแต่ผู้รับจ้างเพิกเฉย ผู้ว่าจ้างจะส่งหนังสือแจ้งเตือนครั้งที่ 3 (ลงทะเบียนตอบรับ) หากพ้น 15 วันแล้วยังไม่ดำเนินการ จะทำการริบหลักประกันสัญญาเพื่อนำเงินไปจ้างผู้รับจ้างรายใหม่เข้าทำงานแทน
    • หากค่าจ้างซ่อมแซมของรายใหม่สูงกว่ามูลค่าหลักประกันสัญญา ผู้รับจ้างรายเดิมต้องชำระส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น หากเพิกเฉยจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
  • การคืนหลักประกันสัญญา: จะคืนให้เมื่อครบกำหนดระยะเวลารับประกัน (2 ปีสำหรับงานทั่วไป) และผ่านการตรวจสภาพความชำรุดบกพร่องโดยคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว หากมีเงินเหลือจากการริบหลักประกันเพื่อซ่อมแซมงาน จะคืนเงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้รับจ้างรายเดิม

เอกสารขอบเขตงาน (TOR) ฉบับเต็ม

คู่มือการปฏิบัติ งานก่อสร้างของกองทัพบก
พ.ศ. ๒๕๖๙
จัดทําโดย กรมยุทธโยธาทหารบก
คํานํา
งานก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมอาคารและสิ่งปลูกสร้างสาธารณูปโภคเป็นงานสาย
การส่งกําลังบํารุงที่มีองค์ประกอบที่ซับซ้อนและมีรายละเอียดมาก และมีกระบวนการดําเนินงาน หลายขั้นตอนที่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตั้งแต่การพิจารณาผังที่ตั้ง การออกแบบสถาปัตยกรรม และระบบวิศวกรรมต่าง ๆ การเตรียมงานก่อนการสร้าง ระหว่างก่อสร้าง และหลังก่อสร้าง รวมทั้ง การเลือกใช้วัตถุอุปกรณ์ครุภัณฑ์และการติดตั้ง ตลอดจนการส่งมอบงาน
กรมยุทธโยธาทหารบกในฐานะหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก รับผิดชอบในการกําหนด
แบบรูปรายการประกอบการจ้างของกองทัพบก ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดทําคู่มือการ
ปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบกและคณะทํางานนําเสนอการปรับปรุงคู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้าง
ของกองทัพบก ประกอบด้วย บุคลากรที่มีคุณวุฒิและใบประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม และวิศวกรรมควบคุม และผู้มีประสบการณ์ด้านการก่อสร้างของกองทัพบก ดําเนินการตรวจสอบ ปรับปรุงและประชุมพิจารณา เพื่อให้เกิดการพัฒนาแนวทางการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวอย่างถูกต้อง ทันสมัย มีมาตรฐานคุณภาพงานก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปตามหลักวิชาการ และสอดคล้องกับระเบียบ ข้อกําหนด กฎหมายที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน
รายละเอียดของวิธีการดําเนินงานก่อสร้างซ่อมแซมและติดตั้งที่ได้ระบุไว้ในคู่มือฯ ฉบับนี้ เป็นเพียงข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามมาตรฐานงานก่อสร้างพื้นฐานที่ดีในปัจจุบันเท่านั้น โดย มุ่งหวังให้เป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถใช้เป็นแนวทางดําเนินงานได้อย่าง
ถูกต้องรวดเร็วทันเวลาและลดข้อขัดแย้ง หากแต่มิได้ใช้เป็นข้อบังคับในการปฏิบัติแต่อย่างใด จึงสามารถขออนุมัติใช้วิธีการดําเนินการในรูปแบบอื่นได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปเพื่องานก่อสร้าง ที่คงคุณภาพที่ดี คุ้มค่ากับงบประมาณ เป็นประโยชน์สูงสุดต่อส่วนราชการกองทัพบกตลอดอายุ การใช้งานของสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ และสอดคล้องตามเงื่อนไขข้อกําหนดกฎหมาย, ระเบียบราชการ ที่เกี่ยวข้อง และ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
คณะกรรมการพิจารณาจัดทําคู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบก
สารบัญ
หมวดที่ 1 การดําเนินการทั่วไป
การปฏิบัติก่อนการดําเนินงานก่อสร้าง

  1. นิยามศัพท์
  2. การตรวจสอบแบบรูปรายการ
  3. การขอเข้าดําเนินการและขอใช้สาธารณูปโภค 4. การก่อสร้างสํานักงานชั่วคราวของผู้รับจ้าง 5. เจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้าง
  4. เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างในการควบคุมงาน
  5. การวางผังและการกําาหนดระดับ
  6. แผนภูมิการดําเนินงาน
  7. ข้อกําหนดทั่วไป
    การปฏิบัติในระหว่างการก่อสร้าง
  8. การป้องกันและความรับผิดชอบ
  9. กําหนดฝีมือและขั้นตอนการปฏิบัติงาน
  10. แบบขยายรายละเอียด (Shop Drawing) ในระหว่างการก่อสร้าง
  11. วัสดุก่อสร้าง
  12. การทดสอบต่าง ๆ
    การปฏิบัติในการส่งมอบงาน
  13. การทําความสะอาดพื้นที่
  14. คู่มืออุปกรณ์ และแบบขยายรายละเอียด (Shop Drawing)
  15. ความสมบูรณ์ของงานที่ส่งมอบ
  16. การรับรองสภาพงาน, วัสดุและอุปกรณ์
    หน้า
    1
    1
    1
    2
    3
    4
    5
    7
    7
    9
    10
    10
    12
    12
    12
    12
    13
    งานปรับพื้นที่
    หมวดที่ 2 งานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโครงสร้าง
  17. การเตรียมพื้นที่
  18. งานปรับพื้นที่
    งานอาคาร
  19. งานฐานราก
  20. งานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก
  21. งานโครงสร้างเหล็กรูปพรรณ
  22. งานมุงหลังคา
  23. งานก่อผนังและฉาบปูน
  24. งานไม้
  25. งานฝ้าเพดานและฝาผนัง
  26. งานประตูและหน้าต่าง
  27. งานปูพื้น
  28. งานติดตั้งกระจก
    หน้า
    17
    17
    17
    21
    21
    25
    35
    38
    46
    50
    52
    57
    59
    65
  29. งานติดตั้งอื่น ๆ 12. วิธีการในการปูกระเบื้อง
  30. สี
  31. การเตรียมพื้นผิวและการทํากันซึม
    งานถนนและลานพื้นแข็ง
    งานป้องกันและกําจัดศัตรูทําลายไม้
  32. กล่าวทั่วไป
  33. วิธีดาเนินการ
  34. หลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้รับจ้าง
  35. การรับประกัน
    €5
    66
    69
    75
    77
    78
    78
    78
    82
    83
    หมวดที่ 3 งานระบบวิศวกรรมสุขาภิบาล
    งานระบบประปาและสุขาภิบาลภายในอาคาร
  36. ข้อกําหนดทั่วไป
  37. วิธีการติดตั้งท่อ
  38. สุขภัณฑ์และอุปกรณ์
    งานระบบระบายน้ําภายนอกอาคาร
  39. วัสดุที่ใช้
  40. วิธีการก่อสร้าง
    งานระบบรวบรวมและบําบัดน้ําเสีย
  41. วัสดุที่ใช้และวิธีการติดตั้ง
  42. เงื่อนไขสัญญาการดําเนินการเกี่ยวกับถังบําบัดน้ําเสีย
    ระหว่างผู้รับจ้างกับบริษัทผู้ผลิต
    งานระบบดับเพลิงภายในอาคาร
  43. ขอบเขตของงาน
  44. วิธีการเดินท่อ
  45. การทดสอบ
    งานระบบไฟฟ้ากําลัง
  46. ขอบเขตของงาน
  47. ข้อปฏิบัติทั่วไป
    หมวดที่ 4 งานระบบวิศวกรรมไฟฟ้า
    4
  48. วิธีการเดินสายและติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงต่ํา
  49. วิธีการเดินสายและติดตั้งระบบไฟฟ้าภายในอาคาร
    หน้า
    85
    85
    86
    90
    94
    94
    94
    95
    95
    95
    96
    วย
    อย
    96
    97
    эт
    98
    100
    102
    งานระบบไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์
    งานระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
  50. ข้อกําหนดทั่วไป
  51. ข้อปฏิบัติทั่วไป
  52. แผนการดูแลบํารุงรักษาระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์
    หมวดที่ 5 งานระบบวิศวกรรมเครื่องกล
    หน้า
    112
    113
    113
    115
    124
    งานระบบปรับอากาศและระบายอากาศ
  53. ขอบเขตของงาน
  54. ข้อกําหนดในการปฏิบัติทั่วไป
  55. วิธีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศชนิดแยกส่วน (Split Type)
  56. วิธีการติดตั้งชุดเป่าลมร้อน (Condensing Unit)
  57. วิธีการติดตั้งชุดเป่าลมเย็น (Fan Coil Unit, Air Handling Unit) 6. วิธีการติดตั้งอุปกรณ์อื่น ๆ ของเครื่องปรับอากาศ
  58. เครื่องปรับอากาศชนิด CHILLER
    งานระบบลิฟต์
    ภาคผนวก
    การตรวจสอบและการทดสอบลิฟต์ที่ติดตั้งเสร็จก่อนส่งมอบงาน
    (Acceptance Test of lift)
    รายละเอียดลิฟต์โดยสารแบบไม่มีห้องเครื่อง
    คําสั่งกรมยุทธโยธาทหารบก (เฉพาะ) ที่ 301/68
    เรื่อง กําหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดทําคู่มือการปฏิบัติงาน ก่อสร้างของกองทัพบก (เล่มสีฟ้า) และภาคผนวกคู่มือการปฏิบัติงาน ก่อสร้างของกองทัพบก (เล่มสีเหลือง)
    125
    125
    125
    127
    127
    128
    128
    131
    132
    132
    137
    143
    145
    หมวดที่ 1
    การดําเนินการทั่วไป
    1
    การปฏิบัติก่อนการดําเนินงานก่อสร้าง
  59. นิยามศัพท์
    ศัพท์ต่าง ๆ ที่ได้ระบุไว้ในสัญญาจ้างเหมารวมถึงเอกสารแนบท้ายสัญญาจ้าง ให้ถือว่ามี ความหมายดังต่อไปนี้
    “ผู้ว่าจ้าง” หมายถึง กองทัพบก
    “ผู้รับจ้าง” หมายถึง บุคคล หรือ นิติบุคคล ที่ได้ทําสัญญาจ้างเหมากับกองทัพบก
    “เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้าง” หมายถึง หัวหน้าส่วนราชการที่ได้ดําเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการ ตรวจรับพัสดุ และผู้ควบคุมงานที่รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าจ้าง
    “การให้ความเห็นชอบ” หมายถึง การแสดงความเห็นชอบเป็นหนังสือของผู้ว่าจ้าง หรือ หัวหน้าส่วนราชการที่ได้ดําเนินการจ้าง
    “การขอความเห็นชอบ” หมายถึง การขอความเห็นชอบเป็นหนังสือของผู้รับจ้างต่อเจ้าหน้าที่ ของผู้ว่าจ้าง หรือผู้ว่าจ้าง หรือกรมยุทธโยธาทหารบกหรือผู้บังคับหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่
    “งานก่อสร้างอาคาร งานก่อสร้างสาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดและการซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุง รื้อถอน หรือการกระทําอื่นที่มีลักษณะเดียวกันต่ออาคารสาธารณูปโภค หรือ สิ่งปลูกสร้างดังกล่าว รวมทั้งงานบริการที่รวมอยู่ในงานก่อสร้างนั้นด้วย แต่มีมูลค่าของงานต้อง ไม่สูงกว่ามูลค่าของงานก่อสร้างนั้น
    “แบบขยายรายละเอียด (Shop Drawing)” หมายถึง แบบรูปขยายรายละเอียดงานเพื่อแสดง แบบรูปและรายการก่อสร้างให้ชัดเจน หรือเพื่อแก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมแบบรูปรายการ ก่อสร้างให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
  60. การตรวจสอบแบบรูปรายการ
    2.1 ผู้รับจ้างจะต้องตรวจสอบแบบรูปรายการทันทีที่ได้รับแบบรูปรายการไป ตัวเลขที่เขียน กํากับไว้ในแบบรูปโดยทั่วไปนั้น จะต้องตรงกับขนาดที่วัดได้ในแบบรูปตามมาตราส่วน หากมี การขัดแย้งในระหว่างแบบรูปและรายการ ผู้รับจ้างจะต้องรีบแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้เจ้าหน้าที่
    ของผู้ว่าจ้างทราบเพื่อวินิจฉัยให้ความเห็นชอบก่อนการดําเนินงานแต่ละขั้นตอนของงาน
    2.2 ผู้ว่าจ้างจะมอบแบบรูปและรายการที่ใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งตรงกับแบบรูปและรายการที่ใช้ ในการทําสัญญาเป็นจํานวน 2 ชุด ในวันที่ลงนามในสัญญาให้กับผู้รับจ้าง โดยมิต้องเสียค่าใช้จ่าย
    2
    ใด ๆ ผู้รับจ้างจะต้องเก็บรักษาแบบรูปและรายการก่อสร้างจํานวน 1 ชุด ไว้เป็นอย่างดี ณ สถานที่ ก่อสร้างและพร้อมที่จะนําออกมาใช้ตรวจสอบได้ตลอดเวลา
    2.3 แบบรูปและรายการ ถ้าต้องการจํานวนเพิ่มเติม ให้ขอได้จากผู้ว่าจ้างตามความจําเป็น ถ้าผู้รับจ้างไม่เข้าใจในส่วนใดของแบบรูปและรายการ ให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้เจ้าหน้าที่
    ของผู้ว่าจ้างทราบทันที เพื่อชี้แจงจนเป็นที่เข้าใจถูกต้อง
    2.4 ผู้รับจ้างต้องจัดทําแบบรูปขยายรายละเอียด (Shop Drawing) เพิ่มเติมเท่าที่จําเป็น ในระหว่างการดําเนินการก่อสร้าง เพื่อให้การทํางานเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยเสนอให้ผู้ว่าจ้างพิจารณาก่อนดําเนินการ ซึ่งจะต้องถือเป็นเอกสารสําคัญเช่นเดียวกัน
    2.5 กรณีที่มีรายละเอียดขัดแย้งกันระหว่างวัตถุประสงค์ แบบรูปและคู่มือการปฏิบัติงาน ก่อสร้างของกองทัพบก ให้ยึดถือคําวินิจฉัยของผู้ว่าจ้าง โดยให้ถือคําวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด 3. การขอเข้าดําเนินการและขอใช้สาธารณูปโภค
    3.1 ผู้รับจ้างจะต้องทําหนังสือขอเข้าดําเนินการต่อผู้ว่าจ้าง
    3.2 การใช้สิ่งสาธารณูปโภคของทางราชการ ผู้รับจ้างจะต้องได้รับการยินยอมจากผู้บังคับ หน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่ที่จะทําการก่อสร้างก่อน กับทั้งต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ และ คําสั่งของหน่วยเจ้าของพื้นที่นั้นอย่างเคร่งครัด
    3.3 ผู้ว่าจ้างสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ยอมให้ผู้รับจ้างใช้สิ่งสาธารณูปโภคของทางราชการ หากเกิดกรณีขาดแคลน และความไม่ปลอดภัยของทางราชการ
    3.4 การใช้สิ่งสาธารณูปโภคของทางราชการ หากเกิดการชํารุดอันเนื่องจากการใช้งาน หรือการกระทําของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างจะต้องซ่อมให้อยู่ในสภาพดี หรือดีกว่าตลอดเวลาการทํางาน ก่อนส่งมอบงานงวดสุดท้าย
    3.5 ผู้รับจ้างจะต้องหาสถานที่พักอาศัยของผู้รับจ้าง, สถานที่เก็บของวัสดุอุปกรณ์และ การจัดที่สําหรับ ห้องน้ํา ห้องส้วม ดังนี้

3.5.1 สถานที่พักอาศัยคนงานของผู้รับจ้าง ต้องประสานหน่วยเกี่ยวข้อง และเจ้าของ พื้นที่ว่าจะมีคนงานก่อสร้างเข้าพักอาศัยจํานวนเท่าใด มีรายชื่อ จํานวนเป็นบัญชีรายละเอียด พร้อมระบุเกี่ยวกับ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ ชาย/หญิง) อายุ เพื่อทําบัตรผ่าน เข้า - ออก สถานที่ราชการให้ถูกต้องตามระเบียบคําสั่งของหน่วยเจ้าของพื้นที่เสียก่อน จึงเข้าพักอาศัยได้
โดยรับรองว่าจะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน และทําความเสียหายต่อทางราชการแต่อย่างใด
3
3.5.2 สถานที่เก็บวัสดุอุปกรณ์ การก่อสร้างผู้รับจ้างจะต้องจัดให้มีคลัง สําหรับเก็บวัสดุ อุปกรณ์ในการก่อสร้าง เพื่อป้องกันวัสดุเสื่อมสภาพก่อนกําหนด และขาดความแข็งแรง เช่น คลัง เก็บเหล็กเสริม คลังเก็บปูน คลังไม้ หินและที่กองทราย เป็นต้น โดยต้องเก็บกองไว้เป็นสัดส่วนให้ มีความสะดวก และสามารถนําไปใช้งานรวดเร็ว
3.5.3 การจัดที่สําหรับห้องน้ํา - ห้องส้วม จะต้องให้เพียงพอกับคนงาน ต้องคํานึงความ สะอาดในเขตสุขาภิบาล รวมทั้งที่ทิ้งขยะมูลฝอยอันเกิดจากการพักอาศัยของคนงานด้วย ทั้งนี้
เพื่อป้องกันและรับประกันความปลอดภัยว่าเชื้อโรค จะไม่เกิดการแพร่ระบาดได้จากความสกปรก และการนําพาโดยแมลงและสัตว์เป็นพาหะที่เป็นบ่อเกิดของโรคต่าง ๆ
3.5.4 ผู้รับจ้างต้องทําแผนที่เส้นทางการขนย้ายวัสดุ จะต้องมีแผนที่เส้นทางแสดงการ เข้า - ออก บริเวณพื้นที่ก่อสร้างให้เป็นที่แน่นอน และเสนอขออนุมัติต่อผู้บังคับหน่วยเจ้าของ พื้นที่ โดยมีรายละเอียดจํานวนพนักงาน คนงานและจํานวนยานพาหนะที่จะ เข้า - ออก พื้นที่ ก่อสร้างนั้น กําหนดวิธี เข้า - ออก เป็นกรณีพิเศษเป็นครั้งคราวในยามวิกาล
4. การก่อสร้างสํานักงานชั่วคราวของผู้รับจ้าง
4.1 ผู้รับจ้างจะต้องจัดหาหรือก่อสร้างสํานักงานชั่วคราว สําหรับงานก่อสร้าง ที่มีวงเงิน ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป และระยะเวลาดําเนินงานตั้งแต่ 120 วันขึ้นไป เพื่อใช้ในการก่อสร้าง และจัดแบ่งให้เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างได้ใช้ในระหว่างการก่อสร้าง สํานักงานนี้ต้องเป็นห้องมีผนัง ทั้ง 4 ด้านเป็นสัดส่วน มีอุปกรณ์อํานวยความสะดวกต่าง ๆ ไฟฟ้า ประปา ผู้รับจ้างจะต้องดูแล และทําความสะอาดให้เรียบร้อยตลอดเวลา โดยต้องสร้างให้เสร็จก่อนตรวจรับงานในครั้งแรก
4
4.2 สํานักงานจะต้องมีพื้นที่ใช้สอยขนาดเหมาะสม และมีที่ตั้ง (บอร์ด) ขนาดไม่น้อยกว่า 1.20 ม. x 2.40 ม. โดยประกอบด้วยแผนภูมิแสดงความก้าวหน้างานขนาดไม่น้อยกว่า 0.80 ม. x 1.20 ม. รูปภาพผลงานก่อสร้าง, คําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ, สัญญางานก่อสร้าง, วัตถุประสงค์, และที่วาง
ของตัวอย่างของวัสดุก่อสร้างที่ได้รับการอนุมัติแล้ว
4.2.1 สํานักงานชั่วคราว มีรายละเอียดดังนี้
4.2.1.1 สํานักงานสนามของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างจะต้องจัดให้มีสํานักงานชั่วคราว พร้อมครุภัณฑ์ประจําสํานักงานสําหรับใช้ทํางาน โรงเก็บของ ห้องครัว ห้องน้ํา และห้องส้วม โดย ให้มีจํานวนพอเพียงสําหรับคนงานของผู้รับจ้างเอง ซึ่งเมื่องานแล้วเสร็จจะต้องรื้อถอนออกไป กรณีจําเป็นต้องมีแบบขยายรายละเอียด (Shop Drawing) ก็ต้องจัดทําไว้ถูกต้องและมีสถานที่ สําหรับคิดแบบรูปรายการไว้ในสํานักงานพร้อมแผนภูมิแสดงความก้าวหน้าในการก่อสร้าง
(Progress Chart)
4
4.2.1.2 สํานักงานสนามของผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้างจะต้องจัดเตรียมสํานักงานชั่วคราว พร้อมครุภัณฑ์ประจําสํานักงานสําหรับเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้าง พร้อมครุภัณฑ์ที่จําเป็น พร้อมห้องพัก ผู้ควบคุมงาน และห้องทํางานของผู้ควบคุมงาน ห้องประชุมของเจ้าหน้าที่ ห้องน้ํา ห้องส้วม และ ห้องเก็บของตามเหมาะสม โดยขนาดของสํานักงานต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 13 ตารางเมตร

4.3 ผู้รับจ้างจะต้องจัดทําป้ายโครงการก่อสร้างขนาดไม่น้อยกว่า 1.20 ม. x 2.40 ม. แสดงรายการก่อสร้าง จํานวนเงินงบประมาณค่าก่อสร้าง ระยะเวลาการก่อสร้าง ส่วนราชการ
ผู้รับผิดชอบ ผู้รับจ้างและข้อความอื่นที่จําเป็นให้เห็นอย่างชัดเจนในบริเวณที่ทําการก่อสร้างด้วย
4.4 ก่อนการดําเนินการจัดหาหรือก่อสร้างสํานักงาน ให้ผู้รับจ้างขอความเห็นชอบจาก
ผู้ว่าจ้างหรือเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างเสียก่อน
5. เจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้าง
5.1 ผู้จัดการสนาม (Field manager)
ผู้รับจ้างต้องแต่งตั้งบุคคลที่ผู้ว่าจ้างเห็นชอบแล้ว เป็นผู้จัดการสนามโดยทําหน้าที่แทน ผู้รับจ้าง ซึ่งมีอํานาจเต็มที่ในการตัดสินใจหรือสั่งงาน เมื่อได้รับคําสั่ง และหรือคําแนะนําต่าง ๆ
จากผู้ว่าจ้างหรือเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้าง
5.2 วิศวกรสนาม (Field engineer)
5.2.1 ผู้รับจ้างต้องมีวิศวกรสนามเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมดูแลการก่อสร้าง ให้ เป็นไปตามแบบรูปและรายการที่กําหนด
5.2.2 วิศวกรสนามของผู้รับจ้างต้องเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตาม พระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ. 2505 หรือตามพระราชบัญญัติฉบับปัจจุบัน
5.3 ช่างสนาม (Foreman)
มีอํานาจในการสั่งงานและควบคุมงานก่อสร้างและจะต้องประจําอยู่ที่หน่วยงานก่อสร้าง
ตลอดเวลาการทํางาน อย่างน้อย 1 นาย
5.4 ผู้รับจ้างจะต้องเสนอรายชื่อ ผู้จัดการสนาม, วิศวกรสนาม และช่างสนามพร้อมหลักฐาน ต่าง ๆ เพื่อขอรับความเห็นชอบจากผู้ว่าจ้างเสียก่อน
5.5 หากผู้ว่าจ้างตรวจสอบแล้วเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างไม่สามารถควบคุมงานก่อสร้าง
ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความประสงค์ของผู้ว่าจ้าง หรือมีการกระทําที่ประพฤติส่อไปในทาง
ไม่สุจริต ผู้ว่าจ้างสามารถแจ้งให้ผู้รับจ้างเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างได้ โดยสั่งระงับการ
ทํางานจนกว่าผู้รับจ้างจะหาเจ้าหน้าที่สนามได้ ซึ่งความล่าช้าอันเกิดจากการสั่งระงับการทํางานนี้
ผู้รับจ้างจะถือเป็นเหตุขอขยายระยะเวลางดหรือลดค่าปรับตามสัญญามิได้
5
5.6 ผู้ควบคุมงานของผู้รับจ้างร่วมตรวจสอบและจดบันทึกรายงานการก่อสร้างโดยรายงาน การก่อสร้างทุกวันและรายงานต่อผู้ควบคุมงานทุกสัปดาห์พร้อมลงนามรับรองโดยผู้รับจ้างหรือ
ตัวแทน “ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560” ข้อ 176 ข้อย่อย 2) คณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจสอบรายงานการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง
5.7 ผู้รับจ้างต้องลงลายมือชื่อในเอกสารที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานที่ทางราชการกําหนด เช่น แผ่นภูมิการปฏิบัติงาน, แผ่นงานการขออนุมัติใช้วัสดุ, เอกสารขออนุมัติใช้วัสดุและ SHOP
DRAWING ฯลฯ
6. เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างในการควบคุมงาน
ผู้ว่าจ้างจะแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างประกอบด้วยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ และผู้ควบคุม งานเพื่อควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญาและแนวทางที่ทางราชการกําหนด ทั้งนี้หน้าที่ของ
เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้าง มีดังนี้
6.1 คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ มีหน้าที่ เป็นไปตาม ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการ จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
6.2 ผู้ควบคุมงาน มีหน้าที่ เป็นไปตาม ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
6.2.1 ตรวจและควบคุมงาน ณ สถานที่ที่กําหนดไว้ในสัญญา หรือที่ตกลงให้ทํางานจ้าง นั้น ๆ ทุกวันให้เป็นไปตามแบบรูปรายการและข้อกําหนดในสัญญาทุกประการ
6.2.2 ในกรณีที่ปรากฏว่าแบบรูปรายการและข้อกําหนดในสัญญามีข้อความขัดแย้งกัน หรือเป็นที่คาดหมายได้ว่าถึงแม้ว่างานนั้นจะได้เป็นไปตามแบบรูปรายการและข้อกําหนดใน สัญญา แต่เมื่อสําเร็จแล้วจะไม่มั่นคงแข็งแรงหรือไม่เป็นไปตามหลักวิชาช่างที่ดีหรือไม่ปลอดภัย ให้สั่งพักงานนั้นไว้ก่อน แล้วรายงานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุโดยเร็ว
6.2.3 จดบันทึกสภาพการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมเป็นรายวัน
พร้อมทั้งบันทึกผลการปฏิบัติงานหรือการหยุด และสาเหตุที่มีการหยุดงานอย่างน้อย 2 ฉบับ เพื่อรายงานให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ทราบทุกสัปดาห์ และเก็บรักษาไว้เพื่อมอบให้แก่ เจ้าหน้าที่พัสดุเมื่อเสร็จงานแต่ละงวด โดยถือว่าเป็นเอกสารสําคัญของทางราชการ เพื่อประกอบ การตรวจสอบของผู้มีหน้าที่
6.2.4 ในวันกําหนดลงมือทําการของผู้รับจ้างตามสัญญา และในวันถึงกําหนดส่งมอบงาน แต่ละงวดให้รายงานผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างว่าเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ ให้คณะกรรมการ ตรวจรับพัสดุทราบภายใน 3 วันทําการนับแต่วันกําหนดนั้น ๆ
7. การวางผังและการกําหนดระดับ
1.1 เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้กําหนดจุดสร้างหรือซ่อมแซมและให้ระดับโดยให้ยึดจากผัง
บริเวณเป็นหลัก หากไม่กําหนดไว้ให้ยึดบริเวณถนนเดิมบริเวณใกล้เคียงอาคารเป็น ค่า BM.0.00 โดยผู้รับจ้างเป็นผู้ดําเนินการทําผังบริเวณโดยรอบของอาคารที่จะก่อสร้าง และกําหนดค่าระดับของ ดินถมและอาคารไว้กับสิ่งปลูกสร้างถาวรตรงอาคารที่ใกล้เคียง กําหนดตําแหน่งระบบสาธารณูปโภค
และขอบเขตพื้นที่จริง กําหนดหมุดอ้างอิงแสดงระยะข้างเคียงเสนอให้เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างพิจารณา และตรวจสอบ ผู้รับจ้างจะต้องรักษาหมุดอ้างอิงนั้นให้คงสภาพอยู่เสมอ จนกระทั่งได้รับการยินยอม ให้รื้อถอนจากเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้าง

7.2 เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้าง (ผู้ควบคุมงาน) จัดการประชุมในวันนี้จุดปักผังเพื่อชี้แจงข้อกําหนด รายละเอียดข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ พร้อมจัดทําบันทึกรายงานการประชุมให้คณะกรรมการตรวจรับ พัสดุทราบ และจัดประชุมติดตามความก้าวหน้าของงานทุกเดือน อย่างน้อยประกอบด้วย รายละเอียดของงาน กรอบเวลาเนื้องาน วัสดุที่ต้องขออนุมัติใช้ ปัญหาข้อขัดข้อง เป็นต้น
1.3 การรื้อถอนสิ่งก่อสร้างเดิม ถ้าการก่อสร้างนี้จําเป็นต้องรื้อถอนสิ่งก่อสร้างเดิมของผู้ว่าจ้าง และในรายการมิได้กําหนดไว้ ให้ผู้รับจ้างเสนอขออนุมัติต่อผู้ว่าจ้างก่อน และเมื่ออนุมัติแล้ว จึงจะทําการรื้อถอนได้ การรื้อถอนสิ่งต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของผู้รับจ้าง ส่วนวัสดุต่าง ๆ ของผู้ว่าจ้าง ที่รื้อถอนออกนี้ถือว่าเป็นของผู้ว่าจ้างทั้งหมด ผู้รับจ้างจะต้องนําไปเก็บไว้ ณ ที่อันสมควร ซึ่งผู้ว่าจ้างจะกําหนดให้ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบเองทั้งสิ้นเว้นแต่สัญญา จะระบุไว้อย่างชัดเจนเป็นอย่างอื่น
1.4 การตัดต้นไม้ ถ้าการก่อสร้างนี้จําเป็นต้องตัดต้นไม้ในบริเวณที่ก่อสร้าง ผู้รับจ้างจะตัด ต้นไม้ได้เฉพาะต้นที่สิ่งก่อสร้างตามสัญญาจะสร้างทับเท่านั้น ส่วนต้นอื่น ๆ ที่กีดขวางการก่อสร้าง จะต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าของสถานที่เสียก่อนจึงจะตัดได้ โดยผู้รับจ้างจะต้องจัดทําให้ เรียบร้อยและขนย้ายให้พ้นสถานที่ก่อสร้างด้วยค่าใช้จ่ายของผู้รับจ้างทั้งสิ้น

7.5 ในกรณีที่กําหนดจุดสร้างในสถานที่จริงแล้วมีเหตุอันควรที่ไม่สามารถกําหนดจุดก่อสร้าง ตามแบบรูปได้ จําเป็นต้องปรับผังไปในระยะเหมาะสมใกล้เคียงจุดเดิม ผู้ว่าจ้างมีสิทธิ์จะแจ้งให้ ผู้รับจ้างดําเนินการได้ ทั้งนี้จะนําไปเป็นเหตุขอขยายระยะเวลา งด หรือลดค่าปรับ และขอค่า ก่อสร้างเพิ่มมิได้
8. แผนภูมิการดําเนินงาน
งานก่อสร้างตามสัญญาที่มีราคาค่าก่อสร้างเกินกว่า 5 แสนบาท และระยะเวลาดําเนินงานตั้งแต่ 90 วันขึ้นไป ให้ผู้รับจ้างจัดทําแผนงานขั้นตอนการดําเนินงาน ตั้งแต่เริ่มงานจนถึงงานแล้วเสร็จ จํานวน 3 ชุด เสนอขอความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างภายใน 10 วันเป็นอย่างข้านับตั้งแต่ วันลงนามในสัญญา
เมื่อเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างเห็นชอบแล้ว จะส่งคืนให้ผู้รับจ้าง 1 ชุด สําหรับงานก่อสร้างที่มีราคา ก่อสร้างตั้งแต่ 5 ล้านบาท และระยะเวลาดําเนินงานตั้งแต่ 120 วันขึ้นไป ผู้รับจ้างจะต้องนําไปเขียน ขยายให้มีขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่าขนาด 0.80 ม. x 1.20 ม. หรือประมาณกระดาษ A0 ไว้ ณ สถานที่ ก่อสร้าง และต้องมีรายนามของเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างแสดงอยู่ด้วย
9. ข้อกําหนดทั่วไป
9.1 การพิจารณาขอใช้วัสดุเทียบเท่าโดยผู้รับจ้าง ต้องเป็นไปตามมาตรฐานคุณสมบัติรายการ วัสดุที่กําหนดไว้ ในรายการประกอบแบบก่อสร้าง ตามตารางแสดงปริมาณวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง หรือ ภาคผนวกคู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบกเท่านั้น
9.2 วัสดุบางรายการที่มีลักษณะสําเร็จรูป ไม่มีเทคนิคซับซ้อน มีการระบุชื่อรุ่นชื่อผลิตภัณฑ์ ของวัสดุอุปกรณ์ เพื่อให้สามารถกําหนดคุณสมบัติการใช้งาน หรือลักษณะทางกายภาพของวัสดุ อุปกรณ์สําเร็จรูปที่ชัดเจน และระบุราคาค่าก่อสร้างได้ เช่น รุ่นสุขภัณฑ์ สีทาอาคาร หลังคาเหล็ก รีดลอน กระเบื้องยาง กาวซีเมนต์ วัสดุกันซึม มิได้เป็นการกีดกันการแข่งขันแต่อย่างใด ผู้รับจ้าง สามารถขออนุมัติใช้วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างชื่อรุ่น/ผลิตภัณฑ์อื่น ตามมาตรฐานคุณสมบัติรายการวัสดุ อุปกรณ์ฯ ที่มีคุณภาพ คุณสมบัติ การใช้งาน ลักษณะทางกายภาพของวัสดุอุปกรณ์ และมีราคา ที่เท่าเทียม เพื่อพิจารณาขอใช้วัสดุเทียบเท่าได้
9.3 ผู้รับจ้างสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ตามตัวอย่างผลิตภัณฑ์วัสดุอุปกรณ์และครุภัณฑ์ประกอบงาน ก่อสร้างของ กองทัพบก ที่กําหนดให้ใช้ผลิตภัณฑ์จากโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตแสดงเครื่องหมาย มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์นั้นต้องผลิตตรงตามรุ่น ชนิด และ ข้อกําหนดของมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้น ๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ใดที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมที่มีการประกาศเพิ่มเติมหรือที่เป็นปัจจุบัน ตามรายชื่อบัญชีผลิตภัณฑ์ของสํานักงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)
9.4 ผู้รับจ้างสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ใด มีคุณลักษณะเฉพาะตรงตามที่กําหนดหรือดีกว่า แต่ได้รับ มาตรฐานอื่นที่ไม่ตรงตามที่กําหนดไว้โดยพิจารณาขอใช้วัสดุเทียบเท่า ผู้รับจ้างต้องจัดทําเอกสาร
หลักฐานผลการทดสอบหรือรับรองการเปรียบเทียบมาตรฐานอื่นกับมาตรฐานอ้างอิงที่กําหนด โดย หน่วยงานมาตรฐานนั้น ๆ หรือสถาบันทดสอบมาตรฐาน เอกสาร เปรียบเทียบราคา พร้อมรับรอง เอกสารโดยผู้รับจ้างและผู้มีคุณวุฒิทางวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
9.5 กองทัพบก สงวนสิทธิ์ที่จะให้ผู้รับจ้างแสดงหลักฐานการได้รับใบอนุญาตแสดงเครื่องหมาย ผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (มอก.) หรือการรับรองระบบคุณภาพของโรงงานผู้ผลิต (ISO) ที่ผลิตใน ประเทศไทย หรือมาตรฐานอ้างอิงอื่น ๆ หรือหลักฐานรับรองคุณสมบัติที่กําหนดมาแสดง หากมี ข้อสงสัยว่าผลิตภัณฑ์ที่นํามาใช้ในการก่อสร้างไม่ถูกต้อง หรือการติดตั้งไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน
วิชาชีพ หรือผู้ผลิต และหากจําเป็นต้องส่งตัวอย่างไปตรวจสอบหรือการทดสอบพิสูจน์คุณภาพ โดยหน่วยงานทดสอบที่มีคุณภาพมาตรฐาน ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และ ไม่สามารถเรียกร้องเวลาที่เสียไปได้
9.6. กรณีที่มีข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใด ที่เป็นเอกสารที่น่าเชื่อถือ หรือมีการยืนยันจากหน่วยงาน ราชการ หรือหน่วยราชการผู้ใช้งานหรือผู้เกี่ยวข้อง ที่เชื่อได้ว่า ชื่อผลิตภัณฑ์วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง นั้น ไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือมาตรฐานอ้างอิงที่เป็นจริง หรือไม่เป็นปัจจุบัน มีคุณลักษณะเฉพาะที่ไม่เป็นไปตามที่กําหนด, การให้บริการในการบํารุงรักษา หรือการบริการภายหลัง การติดตั้งหรือการใช้งานไม่ดี, แสดงหลักฐานหรือราคาที่ไม่เป็นจริง เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม กองทัพบกขอสงวนสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการขออนุมัติใช้วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างผลิตภัณฑ์นั้น ๆ แม้จะมี รายชื่อในรายการประกอบแบบก่อสร้าง ตามตารางแสดงปริมาณวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง หรือ ภาคผนวก คู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบก ทั้งนี้ผู้รับจ้างมีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้ตามที่ กําหนด หรือสามารถเสนอขออนุมัติผลิตภัณฑ์ใด ๆ เทียบเท่าตรงตามคุณสมบัติที่กําหนดได้
การปฏิบัติในระหว่างการก่อสร้าง
  1. การป้องกันและความรับผิดชอบ
    1.1 ในการดําเนินการก่อสร้าง ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบและป้องกันดูแลความปลอดภัยและ ความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อบุคคล และทรัพย์สินทั้งของผู้รับจ้างเอง และของบุคคลอื่น ๆ หรือของสาธารณะ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในการก่อสร้างนี้อาจเนื่องมาจากอุบัติเหตุ เหตุฉุกเฉิน เหตุสุดวิสัย หรือเหตุอื่น ๆ อันเกิดจากการกระทําของผู้รับจ้าง หรือบริวารของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้าง จะต้องรับผิดชอบและชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ๆ ทั้งสิ้น

    1.2 ในระหว่างการดําเนินการก่อสร้าง หากผู้ว่าจ้างหรือเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างพิจารณาเห็นว่า การกระทําของผู้รับจ้าง หรือบริวารของผู้รับจ้างอันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือเป็น อันตราย ผู้รับจ้างจะต้องปฏิบัติตามคําสั่งหรือคําแนะนําของเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างทันที
    1.3 ในระยะเวลาของการก่อสร้าง เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้าง หรือผู้แทนที่เกี่ยวข้อง ที่ได้รับ มอบหมายเป็นหนังสือมีสิทธิ์จะเข้าไปตรวจสอบงานก่อสร้าง หรือการตรวจสอบอื่นๆ ในบริเวณ พื้นที่การก่อสร้างได้ตลอดเวลา ผู้รับจ้างและเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างต้องอํานวยความสะดวกให้ตาม
    สมควร
  2. กําาหนดฝีมือและขั้นตอนการปฏิบัติงาน
    2.1 ผู้รับจ้างจะต้องจัดหาช่างที่มีฝีมือดี ได้มาตรฐานของงานแต่ละชนิดเป็นผู้ดําเนินงาน งานส่วนใดไม่ว่าจะแล้วเสร็จโดยสมบูรณ์หรือไม่ก็ตาม หากปรากฏว่าไม่เรียบร้อย ผู้รับจ้างจะต้อง แก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อยตามหลักการช่างที่ดี
    2.2 ผู้ว่าจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างสามารถแจ้งให้ผู้รับจ้างเปลี่ยนช่างที่เห็นว่ามีฝีมือ ไม่ดีพอ ผู้รับจ้างจะต้องรีบดําเนินการในทันที
    2.3 การดําเนินงานทุกขั้นตอน ผู้รับจ้างจะต้องดําเนินการตามขั้นตอนของงานแต่ละชนิด
    ตามที่ระบุไว้ในคู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบกฉบับนี้ทุกประการ
  3. แบบขยายรายละเอียด (Shop Drawing) ในระหว่างการก่อสร้าง
    การติดตั้งส่วนหนึ่งส่วนใดหรือรายละเอียดการทํางานส่วนหนึ่งส่วนใดที่ไม่สามารถกําหนดก่อน
    เริ่มงานตามสัญญา หรือมีอุปสรรค ข้อขัดแย้งในการก่อสร้างจนไม่สามารถดําเนินการตามที่ กําหนดไว้แต่เดิมได้ ผู้รับจ้างจะต้องทํา Shop Drawing ของส่วนก่อสร้างนั้นเพื่อแสดงรายการ ก่อสร้าง ที่ชัดเจน หรือที่แก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เสนอให้ผู้ว่าจ้าง กรรมการตรวจรับพัสดุ) พิจารณาก่อนการดําเนินการ
    10
  4. วัสดุก่อสร้าง
    4.1 การใช้วัสดุก่อสร้าง ผู้รับจ้างจะต้องยึดถือเงื่อนไขดังนี้
    4.1.1 เป็นวัสดุที่กําหนดไว้ในแบบรูป แต่หากแบบรูปไม่ได้กําหนดไว้ให้ถือตาม ภาคผนวกคู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบก โดยผู้รับจ้างต้องมีหนังสือแจ้งผู้ว่าจ้าง พร้อมเอกสารแสดงรายละเอียดของวัสดุอุปกรณ์ เพื่อให้ผู้ว่าจ้างทราบก่อนทําการติดตั้ง และเมื่อ ผู้ว่าจ้างหรือผู้แทนลงนามทราบแล้วจึงติดตั้งได้
    4.1.2 เป็นไปตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และ
    ว.214 ลง 18 พ.ค. 63
    4.2 นอกจากกรณีตามข้อ 4.1.1 ผู้รับจ้างจะต้องขอความเห็นชอบจากผู้ว่าจ้าง (กรรมการ ตรวจรับพัสดุ) ที่จะใช้วัสดุเทียบเท่าหรือทดแทนก่อน
    4.2.1 เทียบเท่า คือ การใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ชนิดหรือประเภทเดียวกัน มีคุณภาพเดียวกัน หรือดีกว่าที่กําหนดไว้ในรูปแบบ หรือภาคผนวกคู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบก
    โดยผู้รับจ้างจะต้องได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากกรมยุทธโยธาทหารบก ความเห็นของ กรมยุทธโยธาทหารบก (กรรมการตรวจรับพัสดุ) ให้ถือเป็นที่สิ้นสุดเฉพาะคราวนั้น
    4.2.2 ทดแทน คือ การใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ในการก่อสร้างนอกเหนือจากที่กําหนดไว้ใน รูปแบบ หรือภาคผนวกคู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบก เนื่องจากวัสดุหรืออุปกรณ์ ดังกล่าวที่ระบุไว้ในรูปแบบ หรือภาคผนวกคู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบกไม่สามารถ นํามาใช้ในการก่อสร้างได้ ทั้งนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมยุทธโยธาทหารบก ความเห็นของ กรมยุทธโยธาทหารบกให้ถือเป็นที่สิ้นสุดเฉพาะคราวนั้น
    4.2.3 ในการขอใช้วัสดุเทียบเท่าหรือทดแทน ผู้รับจ้างจะนํามาอ้างเพื่อเป็นเหตุ ในการขอขยายระยะเวลา งด หรือลดค่าปรับตามสัญญามิได้
    4.3 วัสดุก่อสร้างที่นํามาใช้ ผู้รับจ้างจะต้องทําตัวอย่างให้เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างตรวจและ
    เก็บไว้ที่สํานักงานชั่วคราวเพื่อใช้เปรียบเทียบกับวัสดุที่จะใช้จริง
  5. การทดสอบต่าง ๆ
    การทดสอบระบบต่าง ๆ ที่ไม่ระบุไว้ในแบบรูป และรายละเอียดการปฏิบัติประกอบ สัญญาจ้างของกองทัพบก แต่มีความจําเป็นต้องทดสอบ ผู้รับจ้างจะต้องกระทําโดยให้อยู่ในดุลยพินิจ ของผู้ว่าจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้าง (กรรมการตรวจรับพัสดุ) การทดสอบต่าง ๆ ผู้รับจ้างจะต้อง เป็นผู้ดําเนินการเอง โดยอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้าง ส่วนค่าใช้จ่ายในการทดสอบ ต่าง ๆ ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น และการทดสอบต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยทดสอบจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับหรือที่เชื่อถือได้
    11
    ตารางแสดงขั้นตอนปฏิบัติการใช้วัสดุเทียบเท่าหรือทดแทน
    ยู
    ล่าดับ
    ขนตอน
    ผู้ว่าจ้าง
    ผู้รับจ้าง
    ผู้เกี่ยวข้อง
    1
    จัดทําเอกสาร
    ขอความเห็นชอบและอนุมัติ
    ไม่อนุมัติ
    2
    พิจารณาอนุมัติ
    na
    อนุมต
    จัดทําเอกสารเพื่อขอ
    อนุมัติใช้วัสดุอุปกรณ์ ผู้รับจ้าง
    สําหรับโครงการ
    บริษัท หจก)
    พิจารณาอนุมัติใช้งาน | ผู้ควบคุมงาน วัสดุอุปกรณ์
    คณะกรรมการ
    เอกสารที่เกี่ยวข้อง
    1 แบบรูปรายการ (กรณีระบุ
    คุณสมบัติในแบบรูปรายการ)
    2 สําเนาสัญญาจ้าง 3 สําเนาความมุ่งหมาย
    วัตถุประสงค์
    4 เอกสารแสดงคุณสมบัติวัสดุ เช่น
    แค็ตตาล็อก ผลการทดสอบต่าง ๆ 5 ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติวัสดุ 6 หนังสือรับรองผลิตภัณฑ์ (ถ้ามี) ** เอกสารทุกแผ่นต้องมีตราประทับ
    ของบริษัท
    พร้อมลายเซ็นของผู้มีอํานาจ
    ลงนาม
    1 หนังสือบริษัท พร้อมเอกสาร

    ที่แนบ
    ตรวจรับพัสดุ 2 หนังสือการพิจารณาให้ความ
    คณะกรรมการ
    เห็นชอบสิ่งอุปกรณ์
    3
    พิจารณาวัสดุ
    จัดส่งเอกสารให้ผู้รับจ้าง และจัดเก็บสําเนาที่ได้รับ
    อนุมัติ
    1 จัดส่งเอกสารที่
    อนุมัติให้ผู้รับจ้าง
    (กพร)
    ผู้ว่าจ้าง
    (จก.ยย.ทบ.)
    o
    ผู้รับจ้าง (บริษัท/หจก )
  6. จัดเก็บสําเนาที่ได้รับ เจ้าหน้าที่
    อนุมัติ โดยแยกเป็น ธุรการของ หมวดหมู่งาน
    3 รวบรวมและ
    รายงานให้
    คณะกรรมการตรวจ
    รับพัสดุหราบ
    1 หนังสือที่ได้รับการอนุมัติ
    ผู้ว่าจ้าง ผู้ควบคุมงาน
    12
    การปฏิบัติในการส่งมอบงาน
  7. การทําความสะอาดพื้นที่
    1.1 เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ผู้รับจ้างจะต้องทําความสะอาดสถานที่ให้เรียบร้อย เพื่อผู้ว่าจ้าง หรือหน่วยสามารถใช้งานได้ทันทีที่ตรวจรับและส่งมอบงาน
    1.2 การตกแต่งบริเวณ ผู้รับจ้างจะต้องกลบเกลี่ยพื้นดินให้เรียบร้อย หรือตามที่ได้กําหนดไว้ เศษวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ เช่น เศษอิฐ ไม้ ปูน ทราย โรงงาน และส้วมชั่วคราว เป็นต้น จะต้อง ขนย้ายไปให้พ้นบริเวณก่อนการส่งมอบงานงวดสุดท้าย ในกรณีที่อาคารข้างเคียงเลอะเทอะสกปรก หรือชํารุดเนื่องจากการก่อสร้างในครั้งนี้ ผู้รับจ้างจะต้องจัดการทําความสะอาดและตกแต่ง
    หรือซ่อมแซมให้เรียบร้อยในสภาพเดิม
  8. คู่มืออุปกรณ์ และแบบขยายรายละเอียด (Shop Drawing)
    2.1 ในกรณีที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ประกอบอาคาร ผู้รับจ้างจะต้องส่งคู่มือหรือคําแนะนํา ในการใช้งาน ให้ผู้ว่าจ้าง ประกอบด้วย คู่มือภาษาอังกฤษ 1 ชุด และคู่มือภาษาไทย จํานวน 3 ชุด ในวันส่งมอบงานงวดสุดท้าย
    2.2 ผู้รับจ้างจะต้องรวบรวมแบบขยายรายละเอียด (Shop Drawing) ที่ได้รับอนุมัติจัดทํา เป็นแบบก่อสร้างจริง (As-buit Drawing) ทั้งหมดจํานวน 3 ชุด ส่งให้ผู้ว่าจ้างในวันส่งมอบงาน งวดสุดท้าย รวมทั้งแบบงานระบบสาธารณูปโภคภายนอกอาคารด้วย
    2.3 ผู้รับจ้างจะต้องดําเนินการประสานเจ้าของ หรือตัวแทนจําหน่ายวัสดุอุปกรณ์ประกอบ
    อาคารทุกชนิดที่ระบุในคู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบกและภาคผนวกคู่มือ การปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบก ที่ระบุการรับประกันเกิน 2 ปี ให้ออกเอกสารรับประกัน วัสดุอุปกรณ์นั้น ๆ ไว้ให้กับหน่วยเจ้าของอาคารในวันส่งมอบงานงวดสุดท้าย
  9. ความสมบูรณ์ของงานที่ส่งมอบ
    3.1 งานที่ส่งมอบจะต้องมีความสมบูรณ์ ครบถ้วนตามสัญญาที่กําหนด ในกรณีที่ต้องมี การทดสอบหรือสาธิตการใช้งาน เช่น งานระบบต่าง ๆ ผู้รับจ้างจะต้องดําเนินการจน คณะกรรมการตรวจรับพัสดุเห็นว่าไม่มีข้อบกพร่องในระบบต่าง ๆ

    13
    3.2 อุปกรณ์ประกอบในการใช้งานที่ต้องส่งมอบ เช่น กุญแจ ฯลฯ ผู้รับจ้างต้องจัดทํา บัญชีส่งมอบให้กับหน่วยที่จะใช้ประโยชน์อาคารด้วย
    3.3 ภายหลังการส่งมอบ หน่วยเข้าใช้ประโยชน์แล้วพบข้อบกพร่องส่วนใดที่ไม่สามารถ
    ใช้งานได้หรือชํารุด จะแจ้งให้ผู้รับจ้างทราบและผู้รับจ้างจะต้องเข้าแก้ไขภายใน 15 วันหลังจาก
    ที่ได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยใช้ประโยชน์หรือผู้ว่าจ้าง 4. การรับรองสภาพงาน, วัสดุและอุปกรณ์
    4.1 การรับรองสภาพงานทั่วไปเป็นไปตามที่สัญญากําหนด
    4.1.1 การตรวจรับรองสภาพงาน โดยปกติงานก่อสร้าง และซ่อมแซมอาคารจะรับรอง
    สภาพงานไม่น้อยกว่า 2 ปี ยกเว้นงานซ่อมแซมครุภัณฑ์ เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องสูบน้ํา
    จะรับรองสภาพงาน 1 ปี โดยก่อนครบกําหนดการรับรองสภาพงานอย่างน้อย 45 วัน จะต้อง มีการตรวจสภาพความชํารุดเสียหายว่ามีหรือไม่ แล้วจึงคืนหลักประกันสัญญา โดยเจ้าหน้าที่พัสดุ ของหน่วยจะต้องรายงานขออนุมัติผู้ว่าจ้าง หรือผู้เกี่ยวข้องดําเนินการ ดังนี้
    ตรวจรับพัสดุ
    4.1.1.1 แต่งตั้งกรรมการตรวจสภาพงาน จํานวน 1 นาย คัดเลือกจากคณะกรรมการ
    4.1.1.2 แจ้งผู้ควบคุมงานตรวจสภาพงานและรายงานผลถึงเจ้าหน้าที่พัสดุ ก่อนหมด
    วันรับรองสภาพงานอย่างน้อย 30 วัน
    4.1.1.3 มีหนังสือแจ้งหน่วยรับประโยชน์จัดเจ้าหน้าทีร่วมตรวจสภาพงาน
    4.1.1.4 มีหนังสือแจ้งผู้รับจ้างจัดผู้แทนร่วมตรวจสภาพงาน
    4.1.2 กรณีไม่เกิดความชํารุดเสียหายหลังจากตรวจรับรองสภาพงานแล้วไม่ปรากฏ
    ความชํารุดบกพร่องให้รายงานผู้ว่าจ้างเพื่ออนุมัติถอนหลักประกันสัญญาให้กับผู้รับจ้างต่อไป
    4.2 การแก้ไขสิ่งชํารุดบกพร่องในระหว่างรับรองสภาพงาน
    เมื่อได้รับแจ้งจากหน่วยรับประโยชน์ว่าอาคารที่ได้รับการซ่อมแซมตามสัญญาเกิด
    ความชํารุด ให้เจ้าหน้าที่พัสดุของหน่วยดําเนินการนําเรียนผู้ว่าจ้างให้สั่งการผู้เกี่ยวข้องดําเนินการ
    ดังนี้.-
    4.2.1 แจ้งผู้รับจ้างให้เข้าไปดําเนินการซ่อมแซมแก้ไขสิ่งบกพร่องภายใน 15 วัน หลังจากที่แจ้ง
    4.2.2 แจ้งหน่วยรับประโยชน์ทราบ
    14
    4.2.3 ให้ผู้ควบคุมงานติดตามการแก้ไขสิ่งชํารุดแล้วนําเรียนผลให้ผู้ว่าจ้างทราบผ่าน
    เจ้าหน้าที่พัสดุ
    4.3 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
    4.3.1 กรรมการตรวจรับรองสภาพงาน
    4.3.2 ผู้แทนหน่วยรับประโยชน์
    4.3.3 ผู้ควบคุมงาน
    4.3.4 ผู้รับจ้าง
    4.3.5 เจ้าหน้าที่พัสดุ
    4.4 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
    4.4.1 เอกสารการตรวจรับรองสภาพงานให้ผู้แทนหน่วย กรรมการตรวจรับพัสดุและ ผู้ควบคุมงาน ร่วมตรวจสอบรายการชํารุด แล้วรายงานผู้ว่าจ้าง
    4.4.2 เอกสารการติดตามการซ่อมแซมแก้ไขสิ่งชํารุดบกพร่อง จํานวน 2 ครั้ง (หลังจาก มีหนังสือแจ้งผู้รับจ้างแก้ไขภายใน 15 วัน จากผู้ว่าจ้าง)
    4.5 การริบหลักประกันสัญญาให้ดําเนินการตามขั้นตอนดังนี้
    4.5.1 ภายในกําหนดการรับรองสภาพงานนับถัดจากวันที่ผู้รับจ้างส่งมอบงาน หากมีเหตุ ชํารุดบกพร่องหรือเสียหาย
    ซึ่งผู้ว่าจ้างได้แจ้งให้ผู้รับจ้างเข้าดําเนินการซ่อมแซมแก้ไขในเหตุเดียวกัน ไปแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ผู้รับจ้างเพิกเฉยหรือจงใจไม่มาซ่อมแซมแก้ไขให้คณะกรรมการตรวจสภาพงาน แจ้งเจ้าหน้าที่พัสดุของผู้ว่าจ้างเพื่อขออนุมัติริบหลักประกันนําเงินจากหลักประกันมาจ้างผู้รับจ้าง
    รายอื่นให้มาซ่อมแซมแก้ไข ต่อไป
    4.5.2 เจ้าหน้าที่พัสดุของผู้ว่าจ้าง เมื่อได้รับหนังสือแจ้งขอให้ริบหลักประกันจาก คณะกรรมการตรวจสภาพงานแล้ว ให้รีบดําเนินการแจ้งผู้รับจ้างโดยทําเป็นหนังสือลงทะเบียน ตอบรับแจ้งให้ผู้รับจ้างเข้ามาซ่อมแซมแก้ไขอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3) และให้ผู้รับจ้างชี้แจงถึงเหตุขัดข้อง ให้ผู้ว่าจ้างทราบ หากผู้รับจ้างได้ชี้แจงเหตุขัดข้องภายในกําหนด 15 วัน นับแต่ได้รับหนังสือแต่ ผู้ว่าจ้างพิจารณาแล้วว่า เหตุผลหรือเหตุขัดข้องที่ ผู้รับจ้างชี้แจงไม่เหมาะสม ฟังไม่ขึ้น ให้ผู้ว่าจ้าง ดําเนินการริบหลักประกัน พร้อมกับแจ้งธนาคารผู้ค้ําประกัน ขอรับหลักประกันเป็นจํานวนเงินเต็ม ตามหลักประกันนั้น
    15
    4.5.3 เมื่อได้เงินจากการริบหลักประกันมาแล้ว ให้ดําเนินการนําฝาก กง.ทบ. ภายใน 3 วัน ทําการ เพื่อนําฝากเข้าบัญชีฝากกระทรวงการคลัง ชื่อบัญชี “เงินประกันสัญญา เงินประกันผลงาน เงินประกันอื่น” รหัสบัญชีเงินฝาก XX599 ประเภท 0800
    4.6 การดําเนินการซ่อมแซมแก้ไขโดยใช้เงินที่ได้จากการริบหลักประกันสัญญาให้ดําเนินการ ตามขั้นตอนดังนี้
    4.6.1 ผู้ว่าจ้างประมาณราคารายการชํารุดงานในส่วนที่จะต้องซ่อมคืนสภาพให้แล้วเสร็จ ภายใน 45 วัน และมีหนังสือแจ้งจํานวนเงินที่จะซ่อมแซมรายการที่ชํารุดให้ผู้รับจ้างทราบ
    4.6.2 ผู้ว่าจ้างดําเนินการขออนุมัติแผนตามสายงานที่เกี่ยวข้อง และดําเนินกรรมวิธีจัดซื้อ จัดจ้าง จนได้ผู้รับจ้างรายใหม่
    4.6.3 ผู้ว่าจ้างรายงานขอตรวจสอบยอดเงินริบหลักประกันสัญญาไป กง.ทบ. (ขอสั่งจ่าย) 4.6.4 เมื่อ กง.ทบ. ตอบยืนยันยอดเงินฝาก (สั่งจ่าย) ให้แจ้งผู้รับจ้างรายใหม่มาลงนามสัญญา 4.6.5 เมื่อผู้รับจ้างรายใหม่ดําเนินการซ่อมแซมสิ่งที่ชํารุดเรียบร้อยให้คณะกรรมการตรวจ รับพัสดุ ตรวจรับงานและเบิกเงินให้กับผู้รับจ้างรายใหม่ต่อไป
    4.7 การคืนเงินหลักประกันสัญญาที่รับ
    4.7.1 กรณีอยู่ในระหว่างรับประกันสัญญา 2 ปี เงินริบหลักประกันสัญญาส่วนที่เหลือยังคง ให้เก็บไว้จนกว่าจะครบกําหนดรับประกัน 2 ปี
    4.7.2 กรณีเกินกําหนดรับประกันสัญญา 2 ปี เงินริบหลักประกันสัญญาส่วนที่เหลือ ให้คืน ผู้รับจ้างรายเดิม หลังจากลงนามในสัญญา ตามข้อ 4.6.4 แล้วทันที
    4.1.3 ถ้าจํานวนเงินที่ซ่อมแซมน้อยกว่าเงินที่ริบหลักประกัน เงินส่วนที่เหลือให้คืนกับ
    ผู้รับจ้างรายเดิม
    4.7.4 ถ้าจํานวนเงินที่จ้างผู้รับจ้างรายใหม่เข้าซ่อมแซมแก้ไขมากกว่าเงินที่รับจากหลัก ประกัน ให้ผู้ว่าจ้างทําหนังสือถึงผู้รับจ้างรายเดิม ให้นําเงินมาชําระค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น หากผู้รับจ้าง เพิกเฉยเสีย หรือจงใจ ไม่ชําระค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ให้ผู้ว่าจ้างดําเนินการทางศาลฟ้องเรียกค่าจ้างที่ เพิ่มขึ้น ต่อไป
    4.8 การรับประกันวัสดุและอุปกรณ์ที่กําหนดเป็นพิเศษให้ยึดถือตามสัญญา แบบรูปรายละเอียด
    การปฏิบัติประกอบสัญญาจ้างของกองทัพบกในฉบับนี้ หรือเอกสารการรับประกันจากบริษัทผู้ผลิต หรือผู้จัดจําหน่าย โดยถือเวลาที่มากกว่าเป็นเกณฑ์
    หมวดที่ 2
    งานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโครงสร้าง
    17
    งานปรับพื้นที่
  10. การเตรียมพื้นที่

    ผู้รับจ้างจะต้องดําเนินการถากถาง รื้อถอนและขนย้ายวัสดุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างออกไปไว้ ณ บริเวณที่กําหนดให้ เว้นแต่สิ่งที่ให้สงวนไว้ ผู้รับจ้างจะต้องระวังอย่าให้เกิดเสียหายได้ วัสดุที่ได้ จากการถากถางหรือขุด ซึ่งเหมาะจะใช้เป็นดินผิวให้แยกเก็บไว้เพื่อนําไปใช้เป็นดินผิวในการปลูก ต้นไม้หรือปลูกหญ้าต่อไป รากไม้หรือตอไม้ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 5 ซม. จะต้องเอา ออกไป ต้นไม้ที่อยู่นอกเขตอาคารที่จะก่อสร้างห้ามตัด ถ้าพื้นที่เป็นหลุม บ่อ ผู้รับจ้างจะต้องเกลี่ย และปรับพื้นที่นั้นให้ราบและให้นานเสมอกับเฉพาะบริเวณที่จะทําการก่อสร้างนั้น
  11. งานปรับพื้นที่
    2.1 ขอบเขตของงาน งานที่จะต้องทําในหมวดนี้คือ การขุดดิน ถมดิน บดอัดดิน เกลี่ยดิน ปรับ ระดับดินเพื่อให้ได้ระดับ ขนาด ความแน่น ตามความต้องการของแบบรูปและรายการเพื่อการทํางาน ฐานราก งานสาธารณูปโภค และทางเท้า งานตกแต่งบริเวณโดยรอบอาคาร เพื่อความเรียบร้อย สมบูรณ์ของการก่อสร้าง ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องดําเนินการ หลังจากที่ได้เตรียมพื้นที่เสร็จเรียบร้อย โดยการปรับระดับพื้นที่ด้วยวัสดุที่ได้กําหนดไว้จนถึงระดับที่ได้กําหนดไว้ในแบบรูปและรายการ
    2.2 วัสดุที่ใช้ในการถม
    2.2.1 การถมดิน
    2.2.1.1 ดินที่ใช้ถมกลบไปในบริเวณก่อสร้างเพื่องานโครงสร้าง ต้องเป็นดิน
    ที่ปราศจากเศษพืช และวัสดุที่ไม่พึงประสงค์ทั้งปวง
    เพาะปลูกได้
    กําหนดให้
    2.2.1.2 ดินที่ใช้ถมผิวดินรอบ ๆ อาคาร ต้องเป็นดินที่มีคุณสมบัติเป็นดิน
    2.2.1.3 ดินที่ไม่พึงประสงค์ให้นําไปถมบริเวณลุ่ม ตามที่ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง
    2.2.1.4 การถมดินในท้องถิ่นที่สถานที่ก่อสร้างตั้งอยู่ ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตาม ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่ออกโดยหน่วยราชการท้องถิ่นนั้น
    ที่ออกโดยหน่วยราชการท้องถิ่นนั้น ๆ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ค่าธรรมเนียม และค่าปรับที่อาจมีขึ้น เป็นต้น อยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง

    เช่น
    18
    กรณีเป็นพื้นที่บังคับใช้ พ.ร.บ. และระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ให้ผู้รับจ้าง
    ขออนุมัติถมดินก่อนดําเนินการ โดยมีรายละเอียดประกอบด้วย แผนผังแสดงที่ตั้งบ่อดิน, ใบ รง.4 และระยะทางในการขนส่ง
    กรณีพื้นที่อยู่นอกข้อบังคับใช้ ฯลฯ ให้ผู้รับจ้างขออนุมัติถมดินก่อน
    ดําเนินการ โดยมีรายละเอียดประกอบด้วย แผนผังแสดงที่ตั้งบ่อดิน และระยะทางในการขนส่ง
    2.2.2 การถมทราย
    โพรงภายหลัง
    ทุกแห่ง
    2.2.2.1 ทรายที่นํามาใช้ต้องปราศจากกิ่งไม้ รากไม้ และวัชพืชอื่น ๆ ที่จะทําให้เกิด
    2.2.2.2 ให้ใช้ทรายปรับผิวเพื่อให้มีความแน่นก่อนการเทคอนกรีตบนผิวดิน
    2.3 การขุดดิน
    2.3.1 ต้องขุดดินให้ถูกต้องตามตําแหน่ง ขนาด (กว้าง, ยาว, ลึก) ระดับและแนว ตลอดจนการปรับแต่งความลาดเอียงให้เป็นไปตามที่กําหนดไว้

    2.3.2 การขุดดินต้องป้องกันมิให้ดินพังทลายเนื่องจากเหตุต่าง ๆ ซึ่งจะต้องจัดการป้องกัน ให้ถูกต้องตลอดเวลาของการก่อสร้างนั้น ๆ
    2.3.3 ในกรณีฐานรากแผ่ถ้าผู้รับจ้างขุดดินลึกเกินกว่าที่กําหนดไว้ให้ปรับระดับด้วยทราย เปียกอัดแน่นหรือคอนกรีตหยาบเท่านั้นโดยปรับให้ได้ระดับตามที่ต้องการก่อนเทฐานรากต่อไป
    2.4 วิธีการถมดิน
    2.4.1 ในกรณีที่ต้องถมดินก่อสร้างอาคาร ให้แบ่งถมเป็นชั้น ชั้นละไม่เกิน 50 ซม. แล้วบดอัดแน่น หากเครื่องมือบดอัดดินขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าดําเนินการได้ ให้แบ่งถมเป็นชั้น ชั้นละไม่เกิน 25 ซม. แล้วบดอัดแน่น
    2.4.2 ถ้าไม่ได้ระบุเป็นอย่างอื่น ให้แต่งแนวดินถมเป็นแนวตรง และมีความเอียงลาด ตามที่กําหนดไว้ และในกรณีที่ถมดินลงในบ่อลึก ในคู่ที่มีน้ําขัง ผู้รับจ้างจะต้องสูบน้ําออกให้หมด
    เสียก่อน พร้อมกําจัดวัชพืชและลอกดินโคลนจนถึงผิวดินเดิมก้นบ่อออกก่อน จึงทําการถมดินได้
    2.4.3 การถมทราย จะต้องทําคันดินโดยรอบทุกด้าน สูงไม่น้อยกว่าระดับที่กําหนด ความกว้างของสันดินไม่น้อยกว่า 1.00 ม. เอียงลาดด้านนอกไม่น้อยกว่า 1 : 1 1/2 การถมให้ ถมหนาชิ้นละไม่เกิน 30 ซม.
    19
    2.5 การปรับผิวด้วยดินเพื่อปลูกพืช ในที่ซึ่งระบุไว้เป็นสนามหรือบริเวณปลูกพืช ต้องใส่ดิน ที่เหมาะสมแก่การปลูกพืชหนาไม่น้อยกว่า 30 ซม. ทับหน้าโดยต้องคัดเลือกสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ที่ปะปนอยู่ในดินที่จะใช้ออกให้หมด เกลี่ยปรับระดับให้เรียบร้อยแล้วปลูกพืชตามที่กําหนดไว้
    2.6 ระดับของการถมดินอาคารและสิ่งปลูกสร้าง หากแบบรูปรายการมิได้กําหนดเป็นอย่างอื่น ให้ถมดินอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างสูงกว่าระดับดินถมของถนนหน้าอาคาร 20 ซม.
    2.6.1 กรณีพื้นราบ ให้ถือระดับกึ่งกลางอาคาร
    2.6.2 กรณีพื้นลาดเอียง ให้ถือระดับอาคารด้านที่อยู่ระดับถนนด้านที่สูงกว่า 2.6.3 ค่า BM. ± 0.00 อยู่กลางถนนในผังจุดก่อสร้าง เป็นจุดอ้างอิงของค่าระดับแนวดิน ถมเท่านั้น
    2.6.4 ค่าระดับในแบบมาตรฐาน ให้อ้างอิงค่าระดับพื้นแข็งหน้าอาคารเป็น ค่า BM. 0.00 2.7 การถมดินถนน หากแบบรูปรายการมิได้กําหนดเป็นอย่างอื่น ให้ถมสูงเฉลี่ยตามที่ได้ กําหนดไว้ในผังบริเวณ โดยถมตามความลาดเอียงของภูมิประเทศ
    2.8 การบดอัดแน่นของดินถม ให้ถือเกณฑ์ดังนี้

    2.8.1 ค่า CBR ของดินถมและดินเดิม ไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ
    2.8.2 งานสนามฝึก, สนามกีฬา และงานก่อสร้างอาคาร บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 85% Standard AASHTO และถมเป็นชั้นไม่เกินชั้นละ 50 ซม.
    2.8.3 งานถนน, สนามบิน, ลานจอดรถ และลานจอดเครื่องบิน
    2.8.3.1 ถมดิน ให้บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 90% Modified AASHTO หรือ
    เป็นไปตามแบบและถมเป็นชั้นไม่เกินชั้นละ 20 ซม.
    2.8.3.2 ชั้นลูกรังและหินคลุกงานถนนและลานพื้นแข็ง ให้บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า
    95% Modified AASHTO
    2.3.3.3 ชั้นหินคลุกของงานถนน Asphaltic Concrete ให้บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า
    98% Modified AASHTO
    2.3.4 การบดอัดแน่นดินถม ให้ทําการทดสอบความแน่นของดินให้ได้ตามเกณฑ์
    ขณะทําการบดอัด โดยทําการทดสอบความแน่นของดินทุกชั้นของการถมดิน ผลการทดสอบ ความแน่นของดินจะต้องผ่านเกณฑ์ทุกจุด และให้ส่งผลการทดสอบที่รับรองโดยผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ของผู้ว่าจ้างให้ผู้ว่าจ้างตรวจสอบและอนุมัติ โดยมีข้อกําหนดจุดทดสอบดังต่อไปนี้
    20
    2.8.4.1 งานก่อสร้างอาคารจะต้องทําการทดสอบความแน่นของดินถมอย่างน้อย
    อาคารละ 1 จุด หรือต่อพื้นที่ 400 ตร.ม.
    อย่างน้อย 1 จุด
    2.8.4.2 งานสนามฝึก สนามกีฬาจะต้องทําการทดสอบความแน่นของดินถม
    หรือต่อพื้นที่ 400 ดร.ม.
    2.8.4.3 งานถนนและสนามบิน ทําการทดสอบความแน่นของดินถมอย่างน้อย
    1 จุด หรือทุกระยะความยาว 25 ม. หรือตามที่กําหนดไว้ในแบบรูป
    2.8.4.4 ลานจอดรถและลานพื้นแข็ง จะต้องทําการทดสอบความแน่นของ ดินถมอย่างน้อย 1 จุด หรือต่อพื้นที่ 400 ดร.ม.
    1
    2.8.4.5 ลานจอดเครื่องบิน จะต้องทําการทดสอบความแน่นของดินถมอย่างน้อย
    1 จุด หรือต่อพื้นที่ 250 ตร.ม.
    1
    21
    งานอาคาร
  12. งานฐานราก
    ผู้รับจ้างจะต้องพิสูจน์ทราบความสามารถรับน้ําหนักของชั้นดินโดยการเจาะทดสอบ (Boring Test) ณ จุดก่อสร้างและขอความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างในกรณีที่ผู้ว่าจ้างระบุไว้ใน วัตถุประสงค์ของรายการก่อสร้าง หรือเมื่อคณะกรรมการตรวจรับพัสดุเห็นว่าสภาพดิน ณ บริเวณ ก่อสร้างไม่มีความมั่นคงแข็งแรง
    1.1 ประเภทของฐานราก
    1.1.1 ฐานรากแผ่ (Spread Foundation) ซึ่งมีพื้นที่ฐานรากแผ่กว้างพอให้ดินสามารถ รับน้ําหนักบรรทุกได้โดยปลอดภัย
    Ня
    1.1.2 ฐานรากเสาเข็ม (Pile Foundation) ใช้เสาเข็มให้ความยาวและจํานวนเพียงพอ จนสามารถรับน้ําหนักบรรทุกได้โดยปลอดภัย
    1.1.3 ฐานรากแบบแท่งตอม่อ (Pier Foundation) เป็นฐานรากขนาดใหญ่ และ ทําลึกลงทั้งแท่งจนนั่งบนชั้นดินที่มีความแข็งแรงมากพอกับการรับน้ําหนักได้
    1.2 การทําฐานราก เมื่อปรับพื้นที่ก่อสร้างและดีผังอาคารเสร็จแล้วก็กําหนดจุดที่จะทํา
    ฐานรากขุดดินให้มีความลึกตามที่กําหนดไว้ในแบบหรือวัตถุประสงค์กําหนด กระทั่งดินก้นหลุม ให้เรียบและแน่น, ปรับระดับด้วยทราย, เทคอนกรีตหยาบให้ได้ระดับ, วางเหล็กตะแกรงฐานราก โดยมีลูกปูนหนุน ข้อสําคัญต้องตรวจสอบศูนย์กลางขนาดของฐานรากและระดับให้ถูกต้องอีกครั้ง ก่อนที่จะวางเหล็กตะแกรง และเมื่อตั้งเหล็กเสาเรียบร้อยแล้วต้องไม่ให้เหล็กเสาขยับหรือเลื่อนตัว ได้ จึงเทคอนกรีตฐานรากต่อไป สําหรับการก่อสร้างบนพื้นที่ที่ถมดินสูงมากจนฐานรากลึกไม่ถึง ดินเดิมก่อนถม (กรณีฐานแผ่) จะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างทราบ เพื่อพิจารณาหาหนทาง แก้ไขให้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมต่อไป
    1.3 ฐานรากแผ่ หากในแบบรูปและวัตถุประสงค์ไม่ได้กําหนดความสามารถในการรับน้ําหนัก บรรทุกปลอดภัยของดิน (Soil Bearing Capacity) ไว้ก็ให้ใช้ค่าไม่น้อยกว่า 8 ตัน/ตร.ม. และ ก้นหลุมฐานรากแผ่นี้จะต้องอยู่ลึกจากดินเดิมอย่างน้อย 50 ซม. และไม่ควรลึกจากดินถมเกิน 2.00 ม. ถ้าหากลึกกว่าควรพิจารณาใช้ฐานรากเสาเข็ม
    22
    1.4 ฐานรากเสาเข็ม เสาเข็มจําแนกตามชนิดและวิธีการทําได้หลายประเภท เช่น เสาเข็ม คอนกรีตอัดแรง เสาเข็มเจาะ เสาเข็มไมโครไพล์ เป็นต้น
    1.4.1 เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ก่อนจะนําเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงมาใช้ในงานก่อสร้าง ผู้รับจ้างจะต้องเสนอรายละเอียด, ขนาดรูปร่าง, เหล็กเสริมความแข็งแรง, ลวดเหล็ก อัตราการ จมตัวของเสาเข็มต่อการดอก (Blow Counts) และความสามารถในการรับแรงอัดของเสาเข็ม ตามมาตรฐานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยโดยมีสามัญวิศวกร (โยธา) ลงนามรับรองในเอกสาร
    โดยมีข้อกําหนดดังนี้ :-
    1.4.1.1 เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงทุกต้น จะต้องผลิตได้ตาม มอก. โดยระบุเดือนปี ที่ผลิตแสดงไว้อย่างชัดเจนทุกต้น และขณะที่นําเสาเข็มมาตอกนั้นจะต้องมีอายุคอนกรีต ครบกําหนดตามประเภทของปูนซีเมนต์ที่ใช้ผลิตเสาเข็ม
    1.4.1.2 ห้ามตอกเสาเข็มที่มีความยาวเกิน 10 ม. ภายในรัศมี 30 ม. ของสิ่งก่อสร้าง ที่เป็นโครงสร้างคอนกรีตที่อายุไม่ครบ 14 วัน
    1.4.1.3 การตอกเสาเข็มเมื่อดอกจนได้ระดับที่ต้องการแล้วแต่ยังไม่ได้ Blow Count ตามที่กําหนด ผู้รับจ้างจะต้องส่งเข็มลงไปจนกระทั่งได้ Blow Count: ที่ขออนุมัติไว้ โดยค่าใช้จ่ายใน การต่อเสาเข็มหรือต้องใช้ความยาวเสาเข็มมากขึ้น จะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง ทั้งนี้จะต้อง ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างด้วย
    1.4.1.4 ความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้ในการตอกเสาเข็ม

หากไม่ได้มีการระบุในแบบรายละเอียด ตําแหน่งเสาเข็มแต่ละต้นที่ระดับ ตัดหัวเสาเข็มจะยอมให้มีค่าเบี่ยงเบนสูงสุดจากศูนย์กลางที่กําหนดไว้ในแบบรายละเอียดได้ไม่เกิน
กว่า 5 ซม. สําหรับฐานรากที่ใช้เข็มหนึ่งต้นและสองต้น และไม่เกินกว่า 7.5 ซม. สําหรับฐานราก ที่ใช้เข็มตั้งแต่สามต้นขึ้นไป แต่ทั้งนี้ค่าเบี่ยงเบนของกลุ่มเสาเข็มในฐานรากจะต้องไม่เกินกว่า 5 ซม. หากค่าเบี่ยงเบนมีค่าสูงกว่าค่าดังกล่าวจะต้องมีวิศวกรตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของ

ฐานรากและเสาเข็มที่เป็นผลจากการเบี่ยงเบนดังกล่าว พร้อมวิศวกรระดับสามัญขึ้นไปลงนามรับรอง ความผิดพลาดในแนวดิ่งต้องไม่เกินร้อยละ 1 ของความยาวเสาเข็ม หากค่า ความผิดพลาดมีค่าสูงกว่า ค่าดังกล่าวจะต้องมีวิศวกรตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของฐานราก และเสาเข็มที่เป็นผลจากความผิดพลาดดังกล่าว พร้อมวิศวกรระดับสามัญขึ้นไปลงนามรับรอง
1.4.1.5 การดัดเสาเข็มที่ได้ค่า Blow Count: ที่ต้องการก่อนที่จะถึงระดับที่กํา ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างทราบและอนุมัติก่อนติดเสาเข็ม และการตัดเสาเข็มจะต้องตัดให้มี
ผิวเรียบไม่เกิดการเสียหายแก่เสาเข็ม และได้ค่าระดับหัวเสาเข็มตามที่ระบุไว้ในแบบรูป
23
1.4.1.6 ให้ผู้รับจ้างจัดทําระเบียนการตอกเสาเข็ม และผลการตอกเสาเข็ม ซึ่งประกอบด้วย ผังการตอกเสาเข็ม ขนาด ตําแหน่ง วันและเวลาที่ตอกเสาเข็ม ระดับปลายเสาเข็ม
และค่า Blow Count: ทุกต้น โดยมีวิศวกรของบริษัทและผู้ควบคุมงานของผู้ว่าจ้างลงนามแล้ว ส่งให้เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างตรวจสอบและพิจารณาเห็นชอบด้วย
1.4.1.7 หากเสาเข็มหักเสียหาย หรือไม่สามารถรับน้ําหนักได้ ให้ผู้รับจ้าง พร้อมเสนอแบบวิธีแก้ไขและรายการคํานวณให้ผู้ว่าจ้างตรวจสอบ
แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้าง ก่อนดําเนินการต่อไป
1.4.1.8 เสาเข็มที่มีหน้าตัด 15 ซม. x 15 ซม. หรือ 2 15 ซม. หรือเสาเข็มที่
รับน้ําหนักบรรทุกปลอดภัยไม่เกิน 5 ตัน/ต้น สามารถนําไปใช้ได้เลยไม่ต้องส่งรายการตาม
ข้อ 1.4.1.6 มาให้ตรวจสอบ
1.4.1.9 หากมีเหตุขัดข้องหรือจําเป็นใด ๆ ที่จะต้องใช้เสาเข็ม 2 ท่อนต่อหรือ มากกว่า ให้ผู้รับจ้างขออนุมัติจากผู้ว่าจ้าง โดยแจ้งเหตุผลพร้อมเสนอรายละเอียดการต่อเสาเข็มด้วย 1.4.2 เสาเข็มเจาะ เสาเข็มชนิดนี้มีหลักการคือ การเจาะเอาดินออกให้เป็นรู ได้ขนาด และความลึกตามที่กําหนด ใส่เหล็กเสริมที่ผูกเตรียมไว้แล้วลงไปในรูเจาะแล้วเทคอนกรีตให้เต็ม ซึ่งจะแบ่งตามกรรมวิธีการทําได้ดังนี้

เสาเข็มเจาะระบบแห้ง (Dry Process)

  • เสาเข็มเจาะระบบเปียก (Wet Process)
    อ้างอิงตามข้อกําหนดมาตรฐานสําหรับงานก่อสร้างเสาเข็มเจาะ ของ วสท.
    การทําเข็มเจาะเมื่อเสร็จแล้ว จะต้องทําการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะ
    ด้วยวิธี “Seramic Test” หากในวัตถุประสงค์ไม่กําหนดจํานวนต้น การทดสอบก็ให้ทดสอบเสาเข็ม
    ทุกต้น
    1.4.3 เสาเข็มสปันไมโครไพล์ การตอกเสาเข็ม จะต้องใช้หุ้มดอกที่มีขนาด 1 - 2 ตัน ซึ่งเป็น วิธีที่เหมาะสมกับการติดตั้งเสาเข็มสปันไมโครไพล์ที่มีพื้นที่ในการทํางานเพียงพอ โดยมีความกว้าง ของพื้นที่อย่างน้อย 120 เซนติเมตร ยาวประมาณ 300 เซนติเมตร และมีพื้นที่ความสูงของหลังคา มากกว่า 320 เซนติเมตร มี 2 วิธี ดังนี้
    1.4.3.1 การตอกเสาเข็มลงไปทีละท่อน พร้อมกับเชื่อมต่อเสาแต่ละท่อนให้เข้ากัน
    ด้วยการเชื่อมไฟฟ้า และจะต้องทําการตรวจคุณภาพบริเวณรอยเชื่อมต่อด้วยวิธี Penetrant test ซึ่งทําการจดบันทึกตามจํานวนครั้งที่ทําการตอก (Blow Count) โดยเมื่อทําการตอกเสาเข็ม 10
    24
    ครั้งสุดท้าย (Last Ten Blows) จะต้องทําการตรวจสอบเรื่องความสมบูรณ์ของเสาสปันไมโครไพล์ และการรับน้ําหนัก ซึ่งตามปกติจะต้องใช้ Danish’s Formula เพราะสามารถบอกค่าของ การทดสอบน้ําหนักได้ใกล้เคียงมากที่สุด ในบางกรณีอาจจะใช้การทดสอบความสามารถในการ รับน้ําหนักของเสาเข็ม ด้วยวิธี Dynamic Load Test ได้เช่นเดียวกันกับเสาเข็มขนาดใหญ่ทั่วไป
    อัดเสา
    1.4.3.2 การกดอัดเสาเข็มสปันไมโครไพล์ โดยใช้แม่แรงไฮดรอลิคเพื่อทําการกด การติดตั้งเสาเข็มด้วยวิธีนี้เหมาะสําหรับในกรณีที่ การทํางานนั้นไม่สามารถทําได้ตามวิธี จากข้อ 1.4.3.1 ซึ่งตามปกติจะต้องใช้สําหรับงานเสริมฐานราก เพราะว่าต้องเข้าไปทํางานบริเวณใต้ อาคารในพื้นที่ที่คับแคบมาก ๆ ประกอบกับพื้นที่มีระยะความสูงจํากัด เมื่อทํางานเสร็จสิ้นจําต้อง ทําการตรวจสอบรอยต่อเชื่อม เช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 1.4.3.1 เพียงแต่การตรวจสอบค่าความสามารถ ในการรับน้ําหนักนั้น จะต้องทําการตรวจสอบด้วยมาตรวัดแรงดันจากแม่แรงไฮดรอลิคที่ผ่าน
    การสอบเทียบ (Calibration) มาแล้ว
    1.4.4 เสาเข็มที่มีหน้าตัด 15 ซม. x 15 ซม. หรือ 2 15 ซม. หรือเสาเข็มที่รับน้ําหนักบรรทุก
    ปลอดภัยไม่เกิน 2.0 ตัน/ต้น สามารถนําไปใช้ได้เลยไม่ต้องส่งมาให้ตรวจสอบ
    1.5 ผู้รับจ้างจะต้องทําการทดสอบการบรรทุกน้ําหนักของเสาเข็ม ให้ทําการทดสอบเสาเข็มที่มี ขนาดใหญ่สุดอย่างน้อย 1 จุด ดังนี้
    1.5.1 วิธี Standard Test Method for Pile: Under Static Axial Compressive Load ตามมาตรฐานของ ASTM D 1143-81 สําหรับเสาเข็มที่รับน้ําหนักบรรทุกปลอดภัยตั้งแต่ 300 ตัน/ต้น ขึ้นไป ให้ใช้น้ําหนักบรรทุกทดสอบ 2.0 เท่าของน้ําหนักบรรทุกปลอดภัยที่กําหนดในแบบ (เสาเข็ม ตอกต้นที่ทําการทดสอบควรเป็นต้นที่มีค่า Blow Counts น้อยที่สุด หรืออนุโลมตามความจําเป็น)
    1.5.2 วิธี Standard Tert Method for High-Strain Dynamic Testing ตามมาตรฐาน ของ ASTM D4945-17 ให้ใช้น้ําหนักบรรทุกทดสอบ 2.5 เท่าของน้ําหนักบรรทุกปลอดภัยที่กําหนด ในแบบ (เสาเข็มตอกต้นที่ทําการทดสอบควรเป็นต้นที่มีค่า Blow Count: น้อยที่สุด หรืออนุโลม ตามความจําเป็น)
    1.5.3 รายงานผลการทดสอบเสาเข็ม จะต้องได้รับการลงนามโดยวิศวกรระดับสามัญวิศวกร ขึ้นไป แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างตรวจสอบ
    1.6 ความประลัยของเสาเข็ม
    เสาเข็มจะถือว่าประลัยเมื่อเกิดกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
    1.6.1 ส่วนหนึ่งส่วนใดของเสาเข็มโก่ง แตก หรือบิดเบี้ยวจากรูปเดิมหรือแนวตําแหน่งเดิม
    25
    1.6.2 ระยะการทรุดตัวสูงสุดที่หัวเสาเข็มเกิน 25 มม. หรืออัตราการทรุดตัวเฉลี่ยเกิน 0.25 มม. ต่อต้น เมื่อทิ้งไว้ 24 ชม. ที่น้ําหนักบรรทุกสูงสุด หรือระยะทรุดคงตัวหลังจากการคืนตัว เมื่อลดน้ําหนักบรรทุกออกหมดแล้วมีค่าเกิน 6 มม.
    1.6.3 เมื่อมีการกระทบกระเทือนต่อระดับมาตรวัด หรือระดับพื้นฐาน
    1.7 วิธี Standard Test Method for Bearing Capacity of Soil for Static Load and Spread Footing) ตามมาตรฐานของ ASTM D1194.94 ให้ใช้น้ําหนักบรรทุกทดสอบ 3.0 เท่า ของน้ําหนักบรรทุกปลอดภัยที่กําหนดในแบบรายงานผลการทดสอบเสาเข็ม จะต้องได้รับการลงนาม
    โดยวิศวกรระดับสามัญวิศวกรขึ้นไป แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างตรวจสอบ
    1.8 การตอกเสาเข็ม, การทําเข็มเจาะ หรือการทําฐานราก หากมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นจน ไม่สามารถดําเนินการก่อสร้างได้ผู้รับจ้างจะต้องรีบติดต่อประสานกับเจ้าหน้าที่ของผู้ว่าจ้างเพื่อ พิจารณาหาทางแก้ไขและผู้รับจ้างจะต้องยินยอมแก้ไขตามข้อพิจารณาโดยไม่มีเงื่อนไขแต่ประการใด
    1.9 รายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ และกรรมวิธีในการก่อสร้างอื่น ๆ ซึ่งมิได้ระบุไว้ในบทกําหนดนี้ ให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานสําหรับการก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กของวิศวกรรมสถาน
    แห่งประเทศไทย
    1.10 รายงานการสํารวจดินฐานราก หมายความว่า เอกสารซึ่งแสดงผลการสํารวจชั้นดินฐานราก หรือผลการทดสอบคุณสมบัติทางวิศวกรรมของดินฐานรากที่เพียงพอต่อการคํานวณเสถียรภาพและ ความมั่นคงแข็งแรงของฐานรากของอาคารได้และรับรองโดยสถาบันที่เชื่อถือได้
    “สถาบันที่เชื่อถือได้” หมายความว่า
    (1) ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจหลักเกี่ยวกับงานด้านวิศวกรรมด้านการ ออกแบบและคํานวณ การพิจารณาตรวจสอบหรือการให้คําปรึกษา
    (2) นิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมาย
    ว่าด้วยวิศวกรที่มีวัตถุประสงค์ในการให้คําปรึกษา
    (3) สถาบันอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอนหรืองานวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และเป็นไป
    ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองกําหนด
  1. งานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก
    2.1 การทําแบบคอนกรีต
    แบบหล่อคอนกรีตจะต้องทําให้ดีพอที่เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้ว จะต้องอยู่ในตําแหน่ง
    ที่ถูกต้อง และมีขนาดและผิวตรงตามที่กําหนด โดยต้องให้ผิวที่สัมผัสเนื้อคอนกรีดเรียบ เว้นแต่ แบบสําหรับคอนกรีตที่จะต้องมีการฉาบปูน แบบหล่อต้องทนต่อน้ําหนัก ความดันของ
    26
    เนื้อคอนกรีตและแรงกระแทกกระทั่งของเครื่องสั่นคอนกรีตได้เป็นอย่างดี ขนาดและระดับถูกต้อง
    ตามแบบ แบบหล่อต้องทําให้ถอดง่ายและแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ําหนักได้อย่างปลอดภัย ระหว่างที่ทํางานก่อสร้าง ทําช่องไว้สําหรับล้างแบบก่อนเทคอนกรีต โครงสร้างที่สัมผัสดิน เช่น พื้น, คานคอดิน, ฐานราก ก็ให้ทําแบบด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อต้องการไม่ให้คอนกรีตสัมผัสดินโดยตรง วัสดุที่นํามาใช้เป็นแบบให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน ห้ามใช้ดินยาภายในและห้ามใช้น้ํามัน

    หรือสิ่งอื่นใดที่เป็นอันตรายต่อคอนกรีต หรือทําให้เปรอะภายในแบบ
    2.2 คอนกรีต
    2.2.1 ให้ใช้คอนกรีตผสมเสร็จ (Ready - Mixed) ในการก่อสร้าง, การขนส่งและส่วนผสม ให้ปฏิบัติตาม “บทกําหนดสําหรับคอนกรีตผสมเสร็จ” (ASTM C94)
    2.2.2 หน่วยแรงที่ยอมให้ของคอนกรีต (1) ถ้าในแบบรูปไม่ได้กําหนด ให้ใช้ f = 173 กก./ตร.ซม. เมื่อทดสอบด้วยตัวอย่างคอนกรีตมาตรฐาน รูปทรงกระบอกที่อายุ 28 วัน หรือ f = 210 กก./ตร.ซม. เมื่อทดสอบด้วยตัวอย่างคอนกรีตรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 15 x 15 x 15
    ลบ.ซม.
    2.2.3 ในกรณีที่จําเป็นจะต้องผสมคอนกรีตในพื้นที่ก่อสร้างจะทําได้เมื่อใช้คอนกรีต 1. = 173 กก./ตร.ซม. เท่านั้น (ถ้าสูงกว่านี้ให้ใช้คอนกรีตผสมเสร็จเท่านั้น) และต้องดําเนินการ
    C
    ดังนี้ :-

2.2.3.1 เครื่องผสมโดยทั่วไปให้ใช้เครื่องแบบถังหมุนด้วยเครื่องยนต์
2.2.3.2 ทราย, หินและน้ํา ต้องมีคุณสมบัติตามที่กําหนดและสะอาด
2.2.3.3 อัตราส่วนผสมคอนกรีตโดยปริมาตรคือ
หินเบอร์หนึ่ง 1 ส่วน

ซีเมนต์ 1 ส่วน, ทราย 2 ส่วน หิน 4 ส่วน อัตราส่วนของน้ําต่อซีเมนต์โดยน้ําหนัก 2 ต่อ 1

  • ทราย ให้ใช้ทรายหยาบล้วน
    0
    หิน ให้ใช้ขนาดคละดังนี้
    ฐานราก ให้ใช้หินเบอร์สองล้วน ตอม่อ เสา คาน ให้ใช้หินเบอร์สอง 3 ส่วน
    พื้น บันได กันสาด ให้ใช้หินเบอร์สอง 2 ส่วน, หินเบอร์หนึ่ง 2 ส่วน ครีบตั้ง ครีบนอน หรือโครงสร้างที่มีความหนาน้อยกว่า 8 ซม. ให้ใช้
    หินเบอร์สอง 1 ส่วน, หินเบอร์หนึ่ง 3 ส่วน
    โครงสร้างอื่น ๆ วิศวกรผู้ออกแบบและคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ
    จะพิจารณาให้ตามความเหมาะสม

    27
    2.2.4 การตวงส่วนผสมคอนกรีต
    2.2.4.1 ซีเมนต์ให้ใช้ผสมทีละถุงหรือดวงด้วยกระบะ ถ้าใช้ซีเมนต์ผง
    2.2.4.2 หินและทรายให้ทํากระบะดวงให้ได้อัตราส่วนตามลําดับ กระบะที่ต่อ มีขนาดพอที่จะใส่ปูนซีเมนต์ให้ 1 ถุงพอดี ห้ามดวงซีเมนต์ ทราย หิน ด้วยวิธีการอื่น ๆ เด็ดขาด
    2.2.4.3 น้ําใช้ตามอัตราส่วนดังกล่าวข้างบน (หากขึ้นไปให้ลดส่วนผสมคอนกรีต)
    คอนกรีตผสมด้วยหินจาก 1 : 2 : 4 เป็น 1 : 2 : 3 คอนกรีตผสมด้วยกรวด จาก 1 : 2 : 3 เป็น 1 : 1 1/2 : 3 เมื่อผสมคอนกรีตเสร็จแล้วห้ามเติมน้ําลงไปอีกโดยเด็ดขาด
    2.3 การเตรียมงานก่อนเทคอนกรีต
    2.3.1 เตรียมวัสดุก่อสร้าง ปูนซีเมนต์ หิน ทราย น้ํา ให้พร้อม และมีปริมาณเพียงพอ สําหรับการเทคอนกรีตในคราวหนึ่ง ๆ รวมทั้งแรงงานที่จะเทคอนกรีต โดยไม่ขาดตอนด้วย
    2.3.2 ตรวจเครื่องมือผสมคอนกรีต เครื่องเขย่าคอนกรีต ฯลฯ ให้อยู่ในสภาพที่พร้อม จะใช้งานได้ตลอดเวลา หากสามารถเตรียมเครื่องสํารองได้ด้วยจะเป็นการดี เพื่อไม่ให้การเท
    คอนกรีตต้องหยุดชะงัก
    2.3.3 ตรวจแบบหล่อคอนกรีตให้ถูกต้อง แข็งแรง สะอาด หากเทคอนกรีตในบริเวณ ที่มีน้ําขังต้องสูบน้ําให้แห้งจึงจะเทได้
    2.3.4 ตรวจขนาดและการผูกเหล็กให้เรียบร้อย ถูกต้องตามแบบ
    2.3.5 ค่าการยุบตัวสําหรับงานก่อสร้างชนิดต่าง ๆ
    งานพื้นสนามบิน
    งานคอนกรีตทั่วไป
    ประเภทของงานคอนกรีต
    ค่าการยุบตัว (ซม.)
    5.0 ± 2.5
  • ชน และถนน
  • เสา คาน ผนัง และกําแพง
    งานฐานรากทั่วไป
    7.5 ± 2.5
    10.0 ± 2.5
    10.0 ± 2.5
    งานคอนกรีตปั๊มทั่วไป
    งานเสาเข็มเจาะขนาดเล็กหรือระบบแห้ง
    งานเสาเข็มเจาะขนาดใหญ่หรือระบบเปียก
    v
    งานเทคอนกรีตใต้น้ํา
    งานฐานรากแผ่ขนาดใหญ่ งานที่มีเหล็กเสริมหนาแน่น
    มากกว่า 15.0
    28
    2.3.6 การเทคอนกรีตต่อจากที่ได้เทไว้แล้ว ต้องเตรียมทําผิวคอนกรีตของเดิมตรงรอยต่อ ให้เรียบร้อย โดยทําผิวให้ขรุขระ ล้างน้ําให้สะอาด และราดน้ําปูนซีเมนต์ข้น ๆ ให้ทั่วบริเวณก่อนเท
    คอนกรีต
    2.3.7 เตรียมการนําคอนกรีตจากที่ผสมคอนกรีตไปยังที่ต้องการเทคอนกรีตให้สะดวก รวดเร็ว ถูกวิธี และต้องจัดเตรียมที่รองรับ มิให้คนงานเทคอนกรีตเหยียบไปบนโครงเหล็กได้ ตลอดจนเตรียมการป้องกันไม่ให้คอนกรีตที่เทใหม่ถูกน้ํา หรือแสงแดดที่ร้อนจัด
    2.3.8 เมื่อผู้รับจ้างเตรียมการเทคอนกรีตเรียบร้อยแล้ว ให้แจ้งให้ผู้ควบคุมการก่อสร้าง หรือคณะกรรมการตรวจรับพัสดุทราบล่วงหน้า เพื่อทําการตรวจสอบเสียก่อน เมื่อได้รับความเห็นชอบ
    แล้วจึงจะทําการเทคอนกรีตได้
    2.3.9 คอนกรีตที่ขนส่งจากเครื่องผสมไปยังจุดที่จะเทนั้น จะต้องขนด้วยวิธีซึ่งจะป้องกัน มิให้คอนกรีตแยกตัวหรือรั่วไป เครื่องมือที่ใช้ขนส่งจะต้องมีประสิทธิภาพดีโดยไม่ทําให้ส่วนผสม
    ของคอนกรีตแยกตัวและเสียจังหวะในการเทจนกระทั่งเสียแรงเกาะกันระหว่างคอนกรีตที่เท
    ต่อเนื่องกัน
    2.3.10 งานนั่งร้านเพื่อความปลอดภัย ผู้รับจ้างควรปฏิบัติตาม “ข้อกําหนดนั่งร้าน งานก่อสร้างอาคาร” ในมาตรฐานความปลอดภัยของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย หรือ ประกาศกฎกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กรณีไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดแบบนั่งร้านมาตรฐาน ต้องจัดให้มีวิศวกรเป็นผู้ออกแบบและกําหนดรายละเอียดนั่งร้าน
    2.4 การเทคอนกรีต
    2.4.1 ก่อนเทคอนกรีตผู้รับจ้างต้องจัดหาเครื่องสั่นคอนกรีต และวัสดุอุปกรณ์บ่มคอนกรีต กระบะดวงส่วนผสมมาให้พร้อมก่อน หากไม่มีห้ามเทคอนกรีต
    2.4.2 คอนกรีตต้องผสมเสร็จไว้ใหม่ ห้ามใช้คอนกรีตที่ผสมไว้นานเกิน 30 นาที 2.4.3 ก่อนเทลงในแบบต้องตรวจสอบแบบให้ถูกต้องและสมบูรณ์ และให้ผู้ควบคุม การก่อสร้างตรวจดูแบบ ขนาดของเหล็ก การผูกเหล็ก และการวางเหล็กให้ถูกต้องเสียก่อน เมื่อเรียบร้อยแล้วให้ล้างแบบให้สะอาดและชุ่มน้ําจึงลงมือเทได้
    2.4.4 ต้องใช้เครื่องสั่นคอนกรีตในการเทคอนกรีตทุกครั้ง ยกเว้นแต่จะได้รับอนุญาต จากผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ขณะเทคอนกรีตต้องใช้เหล็กกระทุ้งและใช้เครื่องมือสั่นให้เนื้อคอนกรีต ประสานกันแน่น ป้องกันรูพรุนที่จะเกิดขึ้น การใช้เครื่องสั่นคอนกรีตต้องใช้ให้ถูกวิธี ไม่เร็วหรือ ช้าเกินไป ระวังอย่าให้เครื่องสั่นไปกระทบเหล็กเสริมจนหลวมหรือหลุดจากตําแหน่งที่อยู่
    29
    2.4.5 เมื่อเทคอนกรีดส่วนใดรวดเดียวตลอดไม่ได้ ก็ให้หยุดเทคอนกรีตตามตําแหน่งดังนี้

สําหรับเสาให้เทถึงระดับ 2.5 ซม. ต่ําจากท้องคานหัวเสา
สําหรับคานให้เทถึงกลางคานและทํามุม 90 องศา คานที่มีความยาวเกินกว่า
5.00 ม. และฐานรากให้เทเสร็จในครั้งเดียว

สําหรับพื้นถึงกลางแผ่น
สําหรับบันไดให้เทพร้อมกันทั้งแม่บันได และขั้นบันไดจนเสร็จ พร้อมส่วนคาน
รับช่วงบนของบันได

วิศวกรผู้ออกแบบ และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุจะกําหนดให้เป็นแห่ง ๆ
แล้วแต่ความจําเป็น

เมื่อเทคอนกรีตต่อใหม่ ให้กะเทาะหน้าคอนกรีตเก่าออก แล้วแปรงด้วยแปรงลวด ราดน้ําเปียกแล้วให้นําน้ําปูนหรือน้ํายาประสานคอนกรีตราดให้ทั่วหน้าแล้วจึงเทคอนกรีตต่อไปได้
2.5 งานถอดแบบหล่อและค้ํายัน
2.5.1 จะถอดแบบหล่อและค้ํายันออกได้ก็ต่อเมื่อคอนกรีตมีกําลังอัดเพียงพอที่จะสามารถ รับน้ําหนักของคอนกรีตและน้ําหนักอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการก่อสร้างต่อไป
2.5.2 ขั้นตอนและระยะเวลาในการถอดแบบหล่อและค้ํายัน ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของ ปูนซีเมนต์ ส่วนผสมของคอนกรีต ความสําคัญของโครงสร้าง ชนิดและขนาดของโครงสร้างน้ําหนัก ที่กระทําต่อโครงสร้าง อุณหภูมิ และอื่น ๆ
2.5.3 กรณีโครงสร้างทั่วไปซึ่งมิได้มีข้อกําหนดระบุไว้ สามารถถอดแบบหล่อและค้ํายัน
โดยมีค่ากําลังอัดของคอนกรีตขั้นต่ําดังแสดงในตาราง
ตาราง กําลังอัดขั้นต่ําของคอนกรีตสําหรับการถอดแบบหล่อและค้ํายันของโครงสร้างทั่วไป
ชนิดแบบหล่อของโครงสร้าง
แบบหล่อด้านข้างของเสา คาน
กําแพงและฐานราก
แบบหล่อท้องพื้นและคาน
กําลังอัดขั้นต่ําของคอนกรีต (กก./ตร.ซม.)
50
140
2.5.4 กรณีโครงสร้างทั่วไปซึ่งมิได้มีข้อกําหนดระบุไว้ และไม่มีผลทดสอบกําลังอัดของ
คอนกรีต ให้ใช้ระยะเวลาถอดแบบหล่อและค้ํายันเร็วที่สุด ดังตาราง
30
ตาราง อายุขั้นต่ําของคอนกรีตสําหรับการถอดแบบหล่อและค้ํายันของโครงสร้างทั่วไป
ชนิดแบบหล่อของโครงสร้าง
แบบหล่อด้านข้างของเสา คาน
กําแพงและฐานราก
แบบหล่อท้องพื้น
แบบหล่อท้องคาน
อายุขั้นต่ําของคอนกรีต (วัน)
2
14
21
2.5.5 แบบหล่อโครงสร้างที่สูงเกิน 5.0 ม. และพื้นไร้คานที่มีความหนาพื้นเกิน 15 ซม. ต้องมีรายการคํานวณค้ํายันพร้อมวิศวกรลงนามรับรอง
ข้อแนะนํา
(1) ขั้นตอนและลําดับการถอดแบบหล่อและค้ํายัน ควรคํานึงว่าโครงสร้างซึ่งมีค้ํายัน ค้างอยู่บางส่วนจะสามารถรับแรงหรือโมเมนต์ที่จะเกิดขึ้นได้โดยไม่แตกร้าว
(2) การกองวัสดุบนโครงสร้างคอนกรีต หลังจากถอดค้ํายันแล้ว ต้องตรวจสอบว่าไม่เป็น อันตรายต่อโครงสร้าง เนื่องจากโครงสร้างขณะนั้นอาจจะยังไม่สามารถรับน้ําหนักบรรทุกได้ตามที่ ออกแบบไว้ นอกจากนี้ อาจจะต้องเคลื่อนย้ายวัสดุที่กองไว้บนโครงสร้างตั้งแต่ก่อนการถอดค้ํายัน ออกไป หากตรวจพบว่าอาจเกิดอันตรายต่อโครงสร้างเมื่อถอดค้ํายันออก
โครงสร้างบางส่วนที่จําเป็นจะต้องถอดแบบตามเวลาที่แตกต่างกว่านี้ ให้ผู้รับจ้างสอบถาม
จากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุก่อน เมื่อถอดไม้แบบออกแล้วผู้รับจ้างจะต้องให้เจ้าหน้าที่ ผู้ควบคุมงานก่อสร้างตรวจ ถ้าปรากฏว่ามีสิ่งบกพร่อง เช่น มีโพรง หรือเหล็กผิดลักษณะ จะต้อง
แก้ไขส่วนที่เกี่ยวกับโครงสร้างนั้นให้ถูกต้องเสียก่อน
การซ่อมโพรงคอนกรีตให้ใช้ซีเมนต์ผสมน้ําเหลวพอควร (อัตราส่วน 1 : 1) อุดให้เรียบ เป็นผิวเดียวกัน ก่อนอุดต้องราดน้ําปูนที่โพรงให้ชุ่ม
2.6 การบ่มคอนกรีต
2.6.1 เมื่อเทคอนกรีตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องป้องกันคอนกรีตไม่ให้โดนแดด น้ําหรือ น้ําฝน และหลังจากเทคอนกรีตแล้ว 24 ซม. จะต้องบ่มคอนกรีตให้ชุ่มน้ําอยู่ตลอดเวลาอย่างน้อย 7 วัน โดยใช้น้ําหล่อหรือกระสอบป่านคลุมให้ทั่วแล้วใช้น้ําราดให้ชุ่ม หรือใช้วัสดุอย่างอื่นที่ เหมาะสมกับประเภทของงานก่อสร้าง ทําการบ่มคอนกรีต ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจาก
31
ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง หรือคณะกรรมการตรวจรับพัสดุเสียก่อน ในกรณีที่เป็นงานพิเศษ การบ่ม
คอนกรีตจะกําหนดระยะเวลาให้ตามประเภทของงาน
2.6.2 วิธีต่าง ๆ ของการบ่มคอนกรีต

  • โดยการใช้น้ําฉีดหรือพรมน้ําให้ชุ่มอยู่เสมอ
    โดยการใช้กระสอบคลุมแล้วราดน้ําให้ชุ่มอยู่เสมอ โดยการใช้สารประกอบเคมี สําหรับพ่นคลุมเป็นเยื่อบาง ๆ - โดยการใช้แผงวัสดุกันน้ําซึม ปิดคลุมให้มิดชิดโดยตลอด
    โดยการใช้ดินเหนียวกันขอบขังน้ําไว้
    โดยการใช้ทราย ขี้เลื่อย หรือดินคลุม แล้วราดน้ําให้ชุ่มอยู่เสมอ ถ้าบ่มคอนกรีตไม่ถูกต้องตามที่กําหนดไว้และเป็นเหตุให้คอนกรีตเสียกําลัง
    คณะกรรมการตรวจรับพัสดุมีอํานาจสั่งให้ทุบทิ้งแล้วหล่อใหม่ได้
    2.7 การแต่งผิวคอนกรีต
    2.7.1 คอนกรีตที่จะแต่งผิวด้วยการฉาบปูนหรือวิธีต่าง ๆ ให้ทําผิวให้หยาบ เพื่อความยึดตัว ของวัสดุแต่งผิว
    2.7.2 ในกรณีที่ต้องการความประณีตทางสถาปัตยกรรม ผิวคอนกรีดส่วนใดที่ต้องการ ให้เรียบ แต่ปรากฏว่าเมื่อถอดแบบออกแล้วขรุขระ ผู้รับจ้างจะต้องตกแต่งให้ตรงตามความ ประสงค์ของงาน
    2.7.3 คอนกรีตที่แต่งผิวก็ดี ที่ไม่ฉาบปูนก็ดี ที่ฉาบปูนก็ดี ต้องเตรียมผิวให้เป็นไปตาม ลักษณะงานนั้น

    2.7.4 คอนกรีตไม่ฉาบปูน ให้แต่งผิวเรียบตามวิธีที่เหมาะสม แล้วล้างสะอาด ทั้งนี้ต้องให้ เป็นคอนกรีตที่มีแนวระยะผิวที่ถูกต้องตามขนาดทุกส่วน
    2.8 รอยต่อในการก่อสร้าง
    2.8.1 ในกรณีที่มิได้ระบุตําแหน่งและรายละเอียดของรอยต่อไว้ในแบบ จะต้องจัดทําและ เลือกวางในตําแหน่งที่จะไม่ทําให้โครงสร้างเสียความแข็งแรงมากเกินไป ผิวคอนกรีตตรงรอยต่อ จะต้องสะอาดและกําจัดฝ้าน้ําปูนออกให้หมด และต้องพรมน้ําให้เปียกทั่ว ราดด้วยน้ําปูนซีเมนต์ ข้น ๆ ก่อนเทคอนกรีตทับรอยต่อกัน
    2.8.2 ก่อนที่จะเทคอนกรีต คานหรือแผ่นพื้นซึ่งรองรับด้วยเสาหรือผนัง จะต้องรอให้ คอนกรีต เสา หรือผนังนั้นแข็งตัวเสียก่อน และให้ถือว่า คาน แป้นหูช้าง หัวเสา และส่วนของคาน ขยายปลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบพื้นทั้งหมดฉะนั้นจะต้องหล่อให้เป็นเนื้อเดียวกัน
    32
    2.8.3 รอยต่อในการก่อสร้างระบบพื้น อาจจะอยู่บริเวณกึ่งกลางของช่วงแผ่นพื้นหรือคาน
    ขอบได้ ในกรณีคานขอบติดกับคานหลักตรงบริเวณกึ่งกลางช่วง ให้เลื่อนรอยต่อในคานออกไปอีก
    เป็นระยะสองเท่าของความกว้างของคาน
    2.9 วัสดุที่ฝังในคอนกรีตและช่องเปิดในแผ่นพื้นคอนกรีต

    2.9.1 ก่อนเทคอนกรีต จะต้องฝังปลอก ไส้ สมอ และวัสดุอื่น ๆ ที่จะต้องทํางานต่อไป ภายหลังให้เรียบร้อย
    2.9.2 จะต้องจัดวางแผ่นกั้นน้ํา ท่อประปา ท่อร้อยเสาไฟ และสิ่งซึ่งจะฝังอื่น ๆ เข้าที่ให้ ถูกตําแหน่งอย่างแน่นอน และยึดให้ดีเพื่อมิให้เกิดการเคลื่อนตัว สําหรับช่องว่างในปลอกไส้และ ร่องสมอ จะต้องอุดด้วยวัสดุที่จะเอาออกได้ง่ายเป็นการชั่วคราว เพื่อเป็นการป้องกันมิให้คอนกรีต ไหลเข้าไปในช่องว่างนั้น
    2.9.3 ให้ส่งแบบขยายรายละเอียดการฝังวัสดุในคอนกรีต และช่องเปิดในแผ่นพื้น (Shop Drawing) ให้ผู้ว่าจ้างเห็นชอบก่อนดําเนินการ
    2.10 การซ่อมปะผิวคอนกรีตที่ชํารุด
    2.10.1 ห้ามปะซ่อมรูร้อยเหล็กยึดและเนื้อที่ที่ชํารุดทั้งหมด ก่อนที่วิศวกรหรือผู้แทน ผู้ว่าจ้างจะได้ตรวจสอบแล้ว
    2.10.2 สําหรับคอนกรีตที่เป็นรูพรุนเล็ก ๆ และชํารุดเล็กน้อย หากวิศวกรลงความเห็นว่า พอที่จะซ่อมแซมให้ดีได้ จะต้องสกัดคอนกรีตที่ชํารุดออกให้หมดจนถึงคอนกรีตดี เพื่อป้องกัน มีให้น้ําในมอร์ตาร์ที่จะปะซ่อมนั้นถูกดูดซึมไป จะต้องราดน้ําบริเวณคอนกรีตที่จะปะซ่อมและเนื้อที่ บริเวณโดยรอบเป็นระยะออกมาอย่างน้อย 14 ซม. มอร์ตาร์ที่จะใช้เป็นตัวประสานจะต้องประกอบด้วย ส่วนผสมของซีเมนต์ 1 ส่วน ต่อทรายละเอียดซึ่งผ่านตะแกรงเบอร์ 30 หนึ่งส่วน ให้ละเลงมอร์ตาร์
    2 & do
    นให้ทวพ่นทผิว
    2.10.3 ส่วนผสมสําหรับใช้อุด ให้ประกอบด้วยซีเมนต์ 1 ส่วน ต่อทรายที่ใช้ผสมคอนกรีต 2 1/2 ส่วน โดยปริมาตรขึ้นหลวม สําหรับคอนกรีตเปลือยภายนอกให้ผสมซีเมนต์ขาวเข้ากับ ซีเมนต์ธรรมดาบ้าง เพื่อให้ส่วนผสมที่ปะซ่อมมีสีกลมกลืนกับสีของคอนกรีดข้างเคียง ทั้งนี้โดย
    ใช้วิธีทดลองหาส่วนผสมเอาเอง
    2.11 การเก็บวัสดุ
    2.11.1 ปูนซีเมนต์ถุง จะต้องเก็บในเรือนที่มีหลังคาและผนังปิดโดยรอบและยกพื้นหรือ
    กรณีปูนซีเมนต์ผงให้ใช้ถังเก็บหรือไซโลที่ป้องกันความชื้นและความสกปรกได้ ในการจัดส่งให้ส่ง ในปริมาณเพียงพอที่จะไม่ทําให้งานคอนกรีตชะงักหรือล่าช้า และจะต้องแยกวัสดุที่ส่งมาแต่ละครั้ง
    ให้เป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกัน
    33
    2.11.2 การกองมวลรวมจะต้องป้องกันมิให้เกิดการปะปนกันระหว่างมวลรวมซึ่งมีขนาด และชนิดต่างกัน และมิให้เกิดการสกปรกจากดินโคลนหรือสิ่งไม่พึงประสงค์ใด ๆ
    2.11.3 การเก็บสารผสมเพิ่ม จะต้องระวังมิให้เกิดการเปรอะเปื้อน การระเหยหรือเสื่อม คุณภาพตามคําแนะนําของบริษัทผู้ผลิต
    2.11.4 ปูนซีเมนต์ที่เปียกน้ําหรือขึ้นจนจับตัวแข็งเป็นก้อน แม้เป็นบางส่วน ห้ามนํามาใช้
    โดยเด็ดขาด
    2.12 เหล็กเสริมคอนกรีต ระบุไว้ในภาคผนวกคู่มือการปฏิบัติงานก่อสร้างของกองทัพบก 2.13 การต่อเหล็กเสริม
    2.15.1 ต่อโดยวิธีทาบ

ระยะทาบต้องไม่น้อยกว่า 40 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นกลม
ชั้นคุณภาพ SR-24 แล้วให้ผูกมัดด้วยลวดผูกเหล็กเบอร์ 16 SWG.

ระยะทาบต้องไม่น้อยกว่า 30 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กข้ออ้อย
ชั้นคุณภาพ SD-30 แล้วให้ผูกมัดด้วยลวดผูกเหล็กเบอร์ 16 SWG.

ระยะทาบต้องไม่น้อยกว่า 36 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กข้ออ้อย
ชั้นคุณภาพ SD-40 แล้วให้ผูกมัดด้วยลวดผูกเหล็กเบอร์ 16 SWG.

ระยะทาบต้องไม่น้อยกว่า 45 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กข้ออ้อย ชั้นคุณภาพ SD-50 แล้วให้ผูกมัดด้วยลวดผูกเหล็กเบอร์ 16 SWG.
2.13.2 ต่อโดยวิธีเชื่อม จะต้องให้กําลังของรอยเชื่อมไม่น้อยกว่า 1.25 เท่าของกําลัง เหล็กเสริมนั้น
2.1.3.3 การต่อเหล็กด้วยวิธีทางกล จะต้องทําปลายเหล็กแกนเสาให้เป็นเกลียวและประกบ
ต่อกันด้วยข้อต่อเกลียว
ชนิดขององค์อาคาร
คาน, พื้น, ผนัง
Ai
เสา
ฐานราก
รอยต่อในเหล็กเสริม
ชนิดรอยต่อ
ตําาแหน่งของรอยต่อ
ต่อทาบ, ต่อเชื่อม (สําหรับขนาด เหล็กบนต่อที่กลางคาน เหล็กล่างต่อที่ เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 19 มม.) หน้าเสาถึงระยะ 1/5 จากศูนย์กลางเสา ต่อทาบ, ต่อเชื่อม (สําหรับขนาด เหนือระดับพื้น 1 ม. จนถึงระดับกึ่งกลาง เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 19 มม.) ความสูง
1
ห้ามต่อ
34
2.14 ความหนาของคอนกรีตที่หุ้มเหล็กวัดจากผิวเหล็กหากไม่ได้กําหนดไว้ในแบบให้คอนกรีต
ที่ห่อหุ้มเหล็กเสริมต้องมีความหนาอย่างน้อยดังนี้
ลักษณะงานก่อสร้าง
ระยะหุ้มต่ําสุด (มม.)
ระยะหุ้มเหล็กเสริมทั่วไปสําหรับโครงสร้างคอนกรีตทั่วไป
คอนกรีตที่หล่อคิดกับดินโดยใช้ดินเป็นแบบ และผิวคอนกรีตสัมผัส
กับดินตลอดเวลาใช้งาน
คอนกรีตที่สัมผัสกับดิน หรือถูกแดดฝน
คอนกรีตที่ไม่สัมผัสดิน หรือไม่ถูกแดดฝน
75
50

  • ในผนัง แผ่นพื้น และคง
  • ในคาน และเสา
    30
    40
    ระยะหุ้มเหล็กเสริมทั่วไปสําหรับโครงสร้างคอนกรีตที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดสนิมของเหล็กเสริม
    คอนกรีตที่หล่อติดกับดินโดยใช้ดินเป็นแบบ และผิวคอนกรีตสัมผัส
    กับดินตลอดเวลาใช้งาน
    คอนกรีตที่สัมผัสกับดิน หรือถูกแดดฝน
    100
    70
    คอนกรีตที่ไม่สัมผัสดิน หรือไม่ถูกแดดฝน
  • ในผนัง แผ่นพื้น และคง

    ในคาน และเสา
    2.15 งานคอนกรีตมาตรฐานที่ต้องควบคุมเป็นพิเศษ
    50
    70
    2.15.1 อัตราส่วนผสมคอนกรีต 1 : 2 : 4 โดยปริมาตรใช้น้ําประมาณ 29 ลิตร ต่อน้ําหนัก ซีเมนต์ 1 ถุง ระยะยุบตัว (Slump) ไม่เกิน 7 ซม. สําหรับตัวอย่างที่ใช้ทดสอบ ขนาด 15 x 15 x 15 ลบ.ซม. เมื่อคอนกรีตอายุ 28 วัน จะต้องรับแรงอัดประลัยไม่น้อยกว่า 200 กก./ตร.ซม.
    2.15.2 หากผู้รับจ้างจะใช้อัตราส่วนผสมที่นอกเหนือไปจากนี้ จะต้องส่งรายการคํานวณ พร้อมทั้งแสดงผลการทดสอบแรงอัดประลัยต่อผู้ว่าจ้างเพื่อพิจารณา และจะต้องไม่น้อยกว่าที่
    กําหนดไว้ในข้อ 2.15.1
    2.15.3 ส่วนผสมที่นอกเหนือไปจากที่ได้กําหนด เมื่อผู้รับจ้างได้ส่งรายการคํานวณแล้ว จะต้องทําตัวอย่างการทดสอบ 6 ตัวอย่าง ซึ่ง 3 ตัวอย่าง จะนําไปทดสอบหาค่าแรงอัดประลัย
    35
    ในระยะ 7 วัน และอีก 3 ตัวอย่าง หาแรงอัดประลัยในระยะ 28 วัน ผลของการทดสอบหาแรงอัด ประลัยนี้ผู้รับจ้างจะต้องเสนอผู้ว่าจ้างเห็นชอบก่อนทําการก่อสร้าง
    2.15.4 ถ้าผลของการทดสอบหาแรงอัดประลัย เมื่อคอนกรีตมีอายุ 28 วัน ต่ํากว่า ค่าแรงอัดประลัยที่กําหนดไว้ตามข้อ 2.15.1 หรือถ้าแรงอัดประลัยในระยะ 7 วัน ต่ํากว่าที่ควรจะเป็น
    จะต้องส่งผลการคํานวณใหม่ และเสนอผลการทดสอบใหม่จนกว่าจะได้แรงอัดประลัยตามกําหนด
    2.15.5 ส่วนผสมใดเมื่อนําไปใช้งานก่อสร้างแล้ว ภายหลังจากการทดสอบแล้ว ปรากฏว่า กําลังของคอนกรีตที่ได้ต่ํากว่าข้อกําหนดของคอนกรีตส่วนที่นําไปใช้งานก่อสร้างนั้น จะต้องทดสอบ โดยผู้ว่าจ้างอีกครั้ง หากใช้ไม่ได้ผู้รับจ้างต้องทุบคอนกรีต ส่วนนั้น ๆ ออก เพื่อทําการหล่อใหม่
    2.15.6 กรณีก่อสร้างอาคารห่างจากทะเลไม่เกิน 10 กม. ให้ใช้ปูนป้องกันซัลเฟส (ประเภท 5) 2.16 พื้นคอนกรีตสําเร็จรูป พื้นคอนกรีตอัดแรง และโครงสร้างสําเร็จรูปอื่น ๆ
    ผู้รับจ้างจะต้องส่งแบบรูปรายละเอียด รายการคํานวณแบบแปลนตําแหน่งติดตั้งและ อื่น ๆ ที่จําเป็นรวมทั้ง แค็ตตาล็อกซึ่งมีสามัญวิศวกร (โยธา) รับรองมาให้ผู้ว่าจ้างตรวจสอบและ อนุมัติก่อนนําไปใช้
  • ในกรณีที่จะขออนุมัติใช้แบบที่แตกต่างไปจากแบบรูปที่กําหนดไว้ ให้ผู้รับจ้างส่ง รายละเอียดของพื้นคอนกรีตสําเร็จรูป หรือโครงสร้างสําเร็จรูปมาให้ผู้ว่าจ้างพิจารณาตรวจสอบ
    และเห็นชอบก่อนจึงจะนําไปใช้ในการก่อสร้างได้
  1. งานโครงสร้างเหล็กรูปพรรณ
    3.1 ขอบเขตของงาน งานที่ต้องทําตามความต้องการในหมวดนี้คืองานทําโครงสร้างเหล็ก
    และสิ่งก่อสร้างเหล็กทุกชนิดที่เป็นเหล็กตามแบบรูปรายการกําหนด
    3.2 วัสดุ เหล็กรูปพรรณทั้งหมดจะต้องมีคุณสมบัติตาม มอก. 1227 - 2558 หรือ AISC หรือ
    JIS หรือ BS
    3.3 การกองเก็บวัสดุ การเก็บเหล็กรูปพรรณทั้งที่ประกอบแล้วและยังไม่ได้ประกอบ จะต้อง เก็บไว้บนพื้นยกเหนือพื้นดิน จะต้องรักษาเหล็กให้ปราศจากฝุ่น ไขมันหรือสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ และต้องระวังรักษาอย่าให้เหล็กเป็นสนิม ในกรณีที่ไม่มีโรงเก็บให้คลุมด้วยผ้าใบให้มิดชิด
    3.4 รูและช่องเปิด การเจาะหรือตัดหรือกดทะลุให้เป็นรู ต้องกระทําตั้งฉากกับผิวของเหล็ก และห้ามขยายรูด้วยความร้อนเป็นอันขาด ในเสาที่เป็นเหล็กรูปพรรณซึ่งต่อกับคาน ค.ส.ล. จะต้อง เจาะรูไว้เพื่อให้เหล็กเสริมในคานคอนกรีดสามารถล็อกได้ รูจะต้องเรียบร้อยปราศจากรอยขาด หรือแหว่ง ขอบซึ่งคมอันเกิดจากการเจาะด้วยสว่าน ให้ขจัดออกให้หมดด้วยเครื่องมือ โดยลบมุม
    30
    2 มม. ช่องเปิดอื่น ๆ เหนือจากรูสลักเกลียวจะต้องเสริมแหวนเหล็ก ซึ่งมีความหนาไม่น้อยกว่า ความหนาขององค์อาคารที่เสริมนั้น รูหรือช่องเปิดภายในของแหวนจะต้องเท่ากับช่องเปิดของ องค์อาคารที่เสริมนั้น
    3.5 การประกอบและการยกติดตั้ง
    3.5.1 แบบขยาย ก่อนจะทําการประกอบเหล็กรูปพรรณทุกชิ้นถ้าในแบบมิได้กําหนดไว้
    ผู้รับจ้างจะต้องส่งแบบขยายต่อผู้แทนของผู้ว่าจ้างเพื่อรับความเห็นชอบ
    3.5.1.1 จะต้องจัดทําแบบที่สมบูรณ์ แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการตัดต่อประกอบ และการติดตั้งสลักเกลียว, รอยเชื่อมและรอยต่อที่จะกระทําในโรงงาน
    3.5.1.2 สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ใช้จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล
    3.5.1.3 จะต้องมีสําเนาเอกสารแสดงบัญชีวัสดุ และวิธีการยกติดตั้ง ตลอดจน
    การยึดโยงชั่วคราว
    3.5.2 การประกอบและยกติดตั้ง
    3.5.2.1 ให้พยายามประกอบที่โรงงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้
    3.5.2.2 การตัดเฉือน ตัดด้วยไฟ สกัดและกดทะลุ ต้องกระทําอย่างละเอียดประณีต 3.5.2.3 องค์อาคารที่วางทาบกันจะต้องวางให้แนบสนิทเต็มหน้า
    3.5.2.4 การติดตัวเสริมกําลังและองค์อาคารยึดโยงให้กระทําอย่างประณีต
    สําหรับตัวเสริมกําลังที่ติดแบบอัดแน่นต้องให้สนิทจริง

    3.5.2.5 รายละเอียดให้เป็นไปตาม “มาตรฐานสําหรับอาคารเหล็กรูปพรรณ ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ที่ 1003 - 18 ทุกประการ
    3.5.2.6 ห้ามใช้วิธีเจาะรูด้วยไฟ จะต้องแก้แนวต่าง ๆ ให้ตรงตามแบบรูปที่เจาะรูไว้ ไม่ถูกต้องจะต้องอุดให้เต็มด้วยวิธีเชื่อมและเจาะรูใหม่ให้ถูกตําแหน่ง
    3.5.2.7 ไฟที่ใช้ติดควรมีเครื่องมือกลเป็นตัวนํา
    3.6 การเชื่อม
    3.6.1 ให้เป็นไปตามมาตรฐาน AWS. สําหรับการเชื่อมในงานก่อสร้างอาคาร AWS 3.6.2 ผิวหน้าที่จะทําการเชื่อมจะต้องสะอาดปราศจากสะเก็ดล่อน, ตะกรันสนิม ไขมัน สีและวัสดุแปลกปลอมอื่น ๆ ที่จะทําให้เกิดผลเสียต่อการเชื่อมได้
    3.6.3 ในระหว่างการเชื่อมจะต้องยึดชิ้นส่วนที่จะเชื่อมติดกันให้แน่นเพื่อให้ผิวแนบสนิท
    สามารถทาสีอุดได้โดยง่าย
    37
    3.6.4 หากสามารถปฏิบัติได้ ให้พยายามเชื่อมในตําแหน่งราบ
    3.6.5 ให้วางลําดับการเชื่อมให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงการบิดเบี้ยวแรงตกค้าง ในระหว่าง กระบวนการเชื่อม
    3.6.6 ในการเชื่อมแบบขน จะต้องเชื่อมในลักษณะที่จะให้ได้การจมเข้า (Penetration) โดยสมบูรณ์ โดยไม่ให้มีกระเปาะตะกรันยังอยู่ ในกรณีนี้อาจใช้วิธีลบมุมตามขอบหรือ Backing
    Plate: ก็ได้
    3.6.7 ชิ้นส่วนที่จะต่อเชื่อมแบบทาบ จะต้องวางให้ชิดกันที่สุดเท่าที่จะมากได้ และไม่ว่า กรณีใดจะต้องห่างกันไม่เกิน 6 มม.
    3.6.8 รอยเชื่อมให้ปฏิบัติตามแบบ หากในแบบไม่ได้กําหนดให้ผู้รับจ้างส่งแบบขยาย รอยเชื่อมเพื่อให้ผู้ว่าจ้างพิจารณาก่อนดําเนินการ
    3.7 งานสลักเกลียว
    ขันเกลียว
    3.7.1 การตอกสลักเกลียวจะต้องกระทําด้วยความประณีต โดยไม่ทําให้เกลียวเสียหาย
    3.1.2 ต้องแน่ใจว่าผิวรอยต่อเรียบและผิวที่รองรับจะต้องสัมผัสกันเต็มหน้าก่อนจะทําการ
    3.7.3 ขึ้นรอยต่อด้วยสลักเกลียวทุกแห่งให้แน่น โดยใช้กุญแจปากตายที่ถูกขนาด 3.1.4 เมื่อขันสลักเกลียวแน่นแล้ว ให้ทุบปลายเกลียวเพื่อมิให้แป้นสลักเกลียวคลายตัว 3.8 การต่อและประกอบในสนาม
    3.8.1 ให้ปฏิบัติตามที่ระบุในแบบขยายและคําแนะนําในการยกติดตั้งโดยเคร่งครัด 3.8.2 ค่าผิดพลาดที่ยอมให้ ให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

    3.8.3 จะต้องทํานั่งร้านค้ํายัน ยึดโยง ฯลฯ ให้พอเพียง เพื่อยึดโครงสร้างให้แน่นหนา และอยู่ในแนวและตําแหน่งที่ต้องการ และเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานจนกว่างานประกอบ
    จะเสร็จเรียบร้อย และแข็งแรงดีแล้ว

    3.8.4 หมุด ให้ใช้สําหรับยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าหากันโดยไม่ให้เหล็ก (โลหะ) เกิดการบิดเบี้ยว หรือชํารุดเท่านั้น
    3.8.5 ห้ามใช้วิธีตัดด้วยแก๊ส นอกจากจะได้รับอนุญาตจากวิศวกร
    3.8.6 สลักเกลียวยึดและสมอ ให้ตั้งโดยใช้แบบนําเท่านั้น
    3.9 แผ่นรองรับ
    3.9.1 ใช้ตามที่กําหนดในแบบขยาย
    3.9.2 ให้รองรับและปรับแนวด้วยลิ่มเหล็ก
    38
    3.9.3 หลังจากได้ยกติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ให้อัดมอร์ตาร์ชนิดไม่หดตัว และใช้ผงเหล็ก เป็นมวลรวมใต้แผ่นรองรับให้แน่นแล้วติดขอบลิ่มให้เสมอกับขอบของแผ่นรองรับ โดยทิ้งส่วน
    ที่เหลือไว้ในที่
    3.10 การป้องกันเหล็กมีให้ผุกร่อน หมายถึง การทาสีและการป้องกันการผุกร่อนของงานเหล็ก ตามกําหนดไว้ในรายการงานทาสี (รายละเอียดตามหัวข้องานสี
  2. งานมุงหลังคา
    4.1 การมุงหลังคากระเบื้องคอนกรีต

    4.1.1 ให้ติดตั้งตามมาตรฐานและกรรมวิธีของผู้ผลิต และอุปกรณ์หลังคาต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์ที่ใช้ยึดกระเบื้อง (ตะปูเกลียวยึดกระเบื้อง, ขอยึดกระเบื้องและขอยึดเชิงชาย) แผ่นปิด รอยต่อสําเร็จรูป แผ่นปิดเชิงชาย สีทาปูนใต้ครอบ ฯลฯ ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ตราสินค้าเดียวกับกระเบื้อง มุงหลังคา
    4.1.2 การจัดระยะแป ให้จัดระยะแปที่แถวแรกบริเวณเชิงชาย แถวอื่น ๆ ในผืนหลังคา และแถวคู่บนสุดบริเวณสันหลังคาให้ถูกต้องตามข้อกําหนดการใช้กระเบื้องของตราสินค้านั้น ๆ
    4.1.3 การมุงกระเบื้อง ให้มุงสลับแผ่นเพื่อป้องกันการรั่วซึมบริเวณลิ้นรางด้านข้าง กระเบื้อง โดยให้แนวลอนกระเบื้องได้แนวตรงกัน สวยงาม ไม่คดงอ
    4.1.4 การยึดกระเบื้อง หากในแบบรูปไม่ได้ระบุรายละเอียดวิธีการยึดกระเบื้องเอาไว้ ให้ถือว่าต้องทําการยึดกระเบื้องด้วยตะปูเกลียวยึดกระเบื้องทุกแผ่น พร้อมยึดกระเบื้องแถวแรก ตลอดแนวเชิงชายทุกแผ่นให้ติดกับแปแถวสุดท้ายที่ติดกับไม้เชิงชายด้วยตะปูเกลียว
    4.1.5 การเลือกใช้ตะปูเกลียวยึดกระเบื้องให้เหมาะสมกับแป ให้ถือเกณฑ์ดังนี้
    ตะปูเกลียวยึดกระเบื้องขนาด 2 1/4 นิ้ว ชนิดปลายแหลมธรรมดา ใช้สําหรับ ยึดกระเบื้องติดกับแปไม้ หรือแปเหล็กเคลือบสังกะสีสําเร็จรูป ที่มีความหนาของเนื้อเหล็กไม่เกิน
    0.55 มม.

ตะปูเกลียวยึดกระเบื้องขนาด 2 1/2 นิ้ว ชนิดปลายสว่าน ที่สามารถเจาะทะลุ ที่มีความหนาของเนื้อเหล็กไม่เกิน 3.2 มม. ได้โดยไม่ต้องเจาะรูนํา ใช้สําหรับยึดกระเบื้อง ติดกับแปเหล็กเคลือบสังกะสีสําเร็จรูป ที่มีความหนาของเนื้อเหล็กอยู่ระหว่าง 0.70 - 1.00 มม. หรือแปเหล็กรูปพรรณ ที่มีหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม รูปตัวซี หรือรูปตัวยู และมีความหนาของ เนื้อเหล็กไม่เกิน 3.2 มม.
39

  • ตะปูเกลียวยึดกระเบื้องขนาด 4 นิ้ว ชนิดปลายสว่าน ที่สามารถเจาะทะลุแปเหล็ก ที่มีความหนาของเนื้อเหล็กไม่เกิน 3.2 มม. ได้โดยไม่ต้องเจาะรูนํา ใช้สําหรับยึดกระเบื้องติดกับ แปเหล็กรูปพรรณ ที่มีหน้าตัดรูปฉาก ขนาดใหญ่สุดไม่เกิน 40 มม. และมีความหนาของ เนื้อเหล็ก
    ไม่เกิน 3.2 มม.
    4.1.6 กระเบื้องส่วนที่จําเป็นต้องดัด เช่น กระเบื้องบริเวณตะเข้สัน จะเข้ราง เป็นต้น ให้ตัดกระเบื้องด้วยมอเตอร์ไฟเบอร์อย่างประณีต พร้อมยึดเศษกระเบื้องให้แน่น ไม่ไหลหลุดออกมา
    4.1.7 การติดตั้งครอบสันและตะเข้สัน

ในกรณีที่ติดตั้งโดยระบบเปียกด้วยการวางปูนทรายให้ครอบ ให้ใช้ส่วนผสม
ของปูนทรายตามอัตราส่วนที่ผู้ผลิตกําหนด และปฏิบัติตามกรรมวิธีของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด

ในกรณีที่ต้องติดตั้งครอบโดยระบบแห้ง ด้วยการใช้ชุดอุปกรณ์ยึดครอบ แบบ
Dry Tech Sytem (การยึดครอบเชิงกล โดยยึดครอบด้วยตะปูเกลียวติดกับชุดเหล็กรองรับครอบ และติดตั้งแผ่นกันรั่วคลุมกระเบื้องตลอดแนวสันหลังคาและตะเข้สัน โดยซ้อนอยู่ใต้ครอบ) ให้ เลือกใช้ชุดอุปกรณ์ติดตั้งครอบแบบ Dry Tech System ตราสินค้าเดียวกับ กระเบื้องมุงหลังคา และติดตั้งตามมาตรฐานของผู้ผลิต
4.1.8 ในบริเวณที่เป็นจุดต่อในผืนหลังคา เช่น บริเวณปั้นลมชนตะเข้สัน บริเวณสันหลังคา ชนหัวตะเข้รางน้ํา บริเวณตะเข้สันชนปีก ค.ส.ล. เป็นต้น ให้ติดตั้งแผ่นปิดรอยต่อสําเร็จรูปเพื่อ ป้องกันการรั่วซึม ห้ามใช้วิธีการยารอยต่อในบริเวณดังกล่าวด้วยปูนทรายเพียงอย่างเดียว
โดยไม่ได้ติดตั้งแผ่นปิดรอยต่อสําเร็จรูปร่วมด้วย
4.1.9 ให้แต่งสีบริเวณส่วนที่เป็นรอยตัดกระเบื้องบริเวณตะเข้ราง ตามแนวปูนทราย ใต้ครอบ และบริเวณที่ยาปูนทรายเสริมแผ่นปิดรอยต่อสําเร็จรูปกันรั่ว เป็นต้น โดยเลือกใช้ สีเดียวกับกระเบื้อง ทาให้กลมกลืนกัน ห้ามใช้สีทาทับบนกระเบื้องและครอบหลังคาที่เลอะคราบ
สกปรกต่าง ๆ โดยเด็ดขาด
4.1.10 รางน้ําตะเข้
วัสดุที่ใช้ทํารางน้ําตะเข้ให้ใช้เป็นแผ่นเหล็กอาบสังกะสี แผ่นเหล็กอาบสังกะสี เคลือบสี หรือแผ่นเหล็กไร้สนิม ขนาดไม่บางกว่า 0.30 มม. พับขึ้นรูปตามที่กําหนด หรือใช้ ผลิตภัณฑ์รางน้ําตะเข้สําเร็จรูปตราเดียวกับกระเบื้องมุงหลังคาโดยติดตั้งตามมาตรฐานและกรรมวิธี
ของผู้ผลิต

40

  • ลักษณะของรางน้ําตะเข้ ต้องพับขึ้นรูปในลักษณะที่มีร่องรางน้ําเป็นรูปตัวยู
    โดยขนาดของร่องรางและความกว้างของปีกรางที่สอดใต้แผ่นกระเบื้องต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะรับ
    ปริมาณน้ําฝนบนผืนหลังคานั้น ๆ ได้ หากแบบไม่กําหนด ให้ใช้ขนาดรวมขอบปีกไม่น้อยกว่า 8 บริเวณปลายปีกรางน้ําตะเข้ทั้งสองข้างให้พับทําขอบเพื่อเสริมความแข็งแรง ตามมาตรฐาน
    ข้อกําหนดของบริษัทผู้ผลิต

การติดตั้ง ให้สอดใต้แผ่นกระเบื้อง การต่อระหว่างท่อนรางน้ําตะเข้ให้วาง ท่อนบนทับท่อนล่าง ซ้อนไม่น้อยกว่า 20 ซม. พร้อมยึดรั้งรางน้ําตะเข้ที่บริเวณปลายขอบปีก รางทั้งสองข้างให้ติดกับโครงสร้างหลังคาให้แน่น ห้ามดอก หรือเจาะรูบริเวณร่องรางน้ําตะเข้
หรือกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้รางน้ําตะเข้เกิดการรั่วซึมโดยเด็ดขาด
4.1.11 รางน้ําฝนไวนิล

แขวนราง 90 องศา
แขวนราง 30 องศา
การติดตั้งรางน้ําฝนไวนิลเข้ากับเชิงชาย

  1. กรณีเชิงชายตรงสามารถติดตั้งตะขอแขวนรางเข้ากับเชิงชาย โดยใช้ตะขอ
  2. กรณีเชิงชายเอียงสามารถติดตั้งตะขอแขวนรางเข้ากับเชิงชาย โดยใช้ตะขอ
  3. กรณีเชิงชายมุมอื่น ๆ หรือมีความไม่สม่ําเสมอ สามารถใช้แผ่นปรับองศา ในการปรับมุมตะขอแขวนรางโดย 1 แผ่นปรับได้ 2 องศา)
    ปัจจัยต่อไปนี้

น่าอย่างน้อย 1 จุด
หาเส้นทางลงท่อระบายน้ําฝน เพื่อให้น้ําระบายได้อย่างดีที่สุด โดยคํานึงถึง

  1. ทุกความยาว 12 เมตร หรือทุก ๆ 50 ตร.ม. ของพื้นที่หลังคา ต้องมีท่อระบาย
  2. ทางลงของท่อระบายน้ํา ควรติดใกล้กับท่อระบายน้ําของบ้าน หรือลงบน พื้นแข็ง เช่น คอนกรีตฯ เป็นต้น หากลงในสวนควรใช้ก้อนหินเล็ก ๆ วางบริเวณจุดลงของน้ํา และ ไม่ควรปล่อยน้ําลงระเบียง เพราะน้ําอาจซึมเข้าภายในบ้านได้
  3. คํานวณรายการอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เพียงพอกับการใช้งาน ขั้นตอนการติดตั้ง
  4. หาระดับบนเชิงชาย เพื่อติดตั้งรางน้ํา โดยใช้สายวัดระดับน้ํา 2. ดีดเค้าเพื่อกําหนดความลาดเอียงของรางน้ําฝน
    41
    **
    ข้อกําหนดความลาดเอียงของรางน้ํา คือ 1 ม. เอียง 2 มม. (2 ซม. : 10 ม.)
    เพื่อให้ระบายน้ําได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  5. ติดตะขอแขวนรางเข้ากับเชิงชายบ้าน โดยให้ระยะตะขอแขวนรางตัวแรก ห่างจากมุมเชิงชาย 30 ซม. และตะขอแขวนรางตัวต่อไปห่างกันเฉลี่ยไม่เกิน 60 ซม. และยึดด้วย สกรูให้ครบทั้ง 4 ตัว จากนั้นจึงเป็นที่ปลายของตะขอแขวนรางทั้ง 2 ตัว เพื่อใช้เป็นแนววัด มุมคว่ํา มุมเงย และระยะยื่นของตะขอแขวนรางตัวอื่น ๆ ต่อไป
  6. ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรางน้ําฝนเข้าด้วยกันโดยใช้น้ํายาประสานท่อ
    4.1 ตัดเจียนปลายรางให้ระยะตัดลึก จากขอบรางเข้าไป 3 ซม. และมีมุม
    ประมาณ 30 องศา ก่อนทุกครั้ง
    ประสานท่อชนิดเข้มข้น
    ท่อชนิดเข้มข้น
    4.2 เขียนลบปลายรางเพื่อให้ประกอบง่าย และมีพื้นที่สําหรับทาน้ํายา
    4.3 ขัดกระดาษทรายหยาบที่รางและ ข้อต่อทั้งหมดก่อนทาน้ํายาประสาน
    4.4 ทาน้ํายาประสานท่อชนิดเข้มข้น ที่รางและข้อต่อ ทั้งด้านในและ
    ด้านนอกที่มีการเชื่อมต่อ
    **
    ห้าม ทาน้ํายาประสานท่อที่ครอบเชื่อมราง
  7. นํารางน้ําฝนที่ประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้วไปติดกับตะขอแขวนราง (ที่ติดอยู่
    กับเชิงชาย) โดยเกี่ยวรางน้ําฝน ที่ปลายตะขอแขวนรางด้านนอกก่อน จากนั้นดันขอบรางอีกข้าง เข้าไปยังจุดล็อกด้านในของตะขอแขวนราง
  8. ประกอบครอบเชื่อมรางเข้ากับรางน้ําฝน โดยเลื่อนรางให้เข้ามาในครอบ เชื่อมราง 6 ซม. ทั้ง 2 ข้าง และยาซิลิโคนใส (สําหรับรางน้ําฝนสีขาว) หรือยาซิลิโคนสีดํา (สําหรับ รางน้ําฝนสีน้ําตาลเข้ม) ทั้งด้านในและด้านนอกครอบเชื่อมรางเพื่อให้รางน้ําฝนยืดหดตัวได้อย่างอิสระ โดยให้ครอบเชื่อมรางอยู่กึ่งกลางของตะขอแขวนราง ที่มีระยะห่างไม่เกิน 35 ซม.
  9. กรณีใช้ตะขอแขวนรางแบบกลม สามารถติดกับครอบเชื่อมรางได้เลย กรณีที่ใช้ท่อระบายน้ําแบบเหลี่ยม ต้องใช้ตัวแปลงท่อระบายน้ําฝน ต่อที่ครอบเชื่อมรางก่อน จึงจะสามารถใส่ท่อระบายน้ําฝนได้ และใช้น้ํายาประสานท่อ ในการเชื่อมต่อประกอบท่อระบาย น้ําฝนทั้ง 2 กรณี
    42
  10. ต่อข้องอ 30/90 องศา เข้ากับท่อระบายน้ําฝน ด้วยน้ํายาประสานท่อ จากนั้นนําท่อระบายน้ําฝนและข้อต่อที่ประกอบกันแล้วไปวัดระยะตัด โดยเผื่อระยะสวมเข้ากับ
    ข้องออีก 1 ซม.
    ระยะตัด = ระยะวัด + 1 ซม.
  11. ติดคลิปรัดท่อเข้ากับผนังบ้านโดยใช้สกรูเบอร์ 8 โดยติดตั้งคลิปตัวแรก ห่างจากข้องอไม่เกิน 10 ซม. และตัวต่อไปห่างกันไม่เกิน 1 ม. แล้วจึงติดตั้งท่อระบายน้ําฝนเข้ากับ
    คลิปรัดท่อ
    **
    ถ้าเป็นผนังคอนกรีตให้ฝังพุกก่อน
  12. หลังจากติดตั้งเสร็จ ควรทดสอบการระบายน้ํา พร้อมทั้งเช็ดทําความสะอาด ด้วยน้ําสบู่ หรือ น้ํายาล้างจาน
    4.2 การมุงหลังคากระเบื้องลอนคู่หรือลูกฟูก
    4.2.1 ต้องมุงให้กระเบื้องทุกแผ่นทับกันสนิท แนวชายกระเบื้องต้องตรงได้ระเบียบ ก่อนเริ่มมุงจะต้องพิจารณาทิศทางลมว่ามีมากทางใด เมื่อทราบทิศทางแล้วต้องตั้งต้นมุงสวน กับทิศทางลม วิธีการมุ่งให้ปฏิบัติตามคําแนะนําของโรงงานผู้ผลิต และให้ขายกระเบื้องส่วนที่ ซ้อนกันมีความยาว 20 ซม. ทุกแผ่น
    4.2.2 การยึดกระเบื้องกับแปชนิดต่าง ๆ
    4.2.2.1 ต้องเจาะรูกระเบื้องด้วยสว่านโดยให้รูโตกว่าสลักเกลียวหรือตะปูเกลียว อีก 1/16 นิ้ว การขันหัวตะปูเกลียวหรือสลักเกลียว อย่าขันให้แน่นจนเกินไปจะทําให้กระเบื้องแตกได้ 4.2.2.2 หากกระเบื้องขนาดยาว 1.20 ม. ไม่พอดี ต้องใช้ขนาดยาว 1.50 ม. หรือ 1.80 ม. สําหรับแนวสุดท้ายของกระเบื้องห้ามเอากระเบื้องขนาด 1.20 ม. มาตัดใช้ และ ต้องทําหลังคาให้มีความลาดไม่น้อยกว่า 10 องศา เพราะเมื่อฝนตกมากน้ําฝนไหลไม่ทัน ระดับน้ํา จะสูงขึ้นที่ร่องลอนไหลย้อนเข้าใต้กระเบื้องตอนที่ซ้อนทับกันตามแนวนอนไหลเข้าใต้หลังคาได้
    4.2.2.3 ตะปูเกลียวหรือสลักเกลียวยึดกระเบื้อง ต้องเจาะรูกระเบื้องด้วยดอกสว่าน ขนาดโตกว่าตะปูเกลียว หรือสลักเกลียวที่ยึดประมาณ 1/16 นิ้ว การเจาะรูต้องทะลุทั้ง 2 แผ่น และอยู่ห่างจากปลายชายข้างกระเบื้องไม่น้อยกว่า 5 ซม.
    4.2.2.4 ตะปูเกลียวยึดกระเบื้องลอนคู่ ให้ยึดที่ลอนตัวกลางแผ่นละ 1 ตัว โดย ชายข้างกระเบื้องซ้อนทับกันครึ่งลอน (5 ซม.)
    4.2.2.5 ตะปูเกลียวยึดกระเบื้องลูกฟูกลอนเล็ก ให้ยึดที่ลอนที่สอง แผ่นละ 1 ตัว โดยชายข้างกระเบื้องซ้อนทับกันลอนครึ่ง (9 ซม.)
    43
    4.2.2.6 ตะปูเกลียวยึดกระเบื้องลูกฟูกลอนใหญ่ ให้ยึด 2 ตัวที่ลอนที่สอง และ ลอนที่ห้า โดยชายข้างกระเบื้องซ้อนทับกันหนึ่งลอน (7 ชม.)
    4.2.2.7 สลักเกลียวยึดกระเบื้องกับแปเหล็กให้ยึดเช่นเดียวกับการมุงด้วยตะปูเกลียว แต่เมื่อยึดกับแปเหล็กแล้ว จะต้องยึดให้กันเคลื่อนตัว (รวม) เมื่อถูกลม
    4.3 การมุงหลังคากระเบื้องโปร่งแสง
    4.3.1 ตะปูเกลียวยึดกระเบื้องโปร่งแสงลอนคู่ ให้ยึดที่ตัวลอนกลางและลอนที่ทับกัน ที่ขายข้างทั้ง 2 ข้าง (ทุกลอน)
    4.3.2 ตะปูเกลียวยึดกระเบื้องโปร่งแสงลูกฟูกลอนเล็ก ให้ยึดที่ตัวลอนกลางและลอนที่ทับ กันที่ชายทั้ง 2 ข้าง
    4.3.3 ตะปูเกลียวยึดกระเบื้องโปร่งแสงลูกฟูกลอนใหญ่ ให้ยึดที่ตัวลอนกลางและ ลอนที่ทับกันที่ชายทั้ง 2 ข้าง
    4.3.4 การยึดกระเบื้องโปร่งแสงด้วยสลักเกลียวกับแปเหล็ก หรือแปไม้จุดยึดก็ให้ปฏิบัติ เช่นเดียวกับการยึดของกระเบื้องโปร่งแสงลอนคู่, การยึดของกระเบื้องโปร่งแสงลูกฟูกลอนเล็ก และการยึดของกระเบื้องโปร่งแสงลูกฟูกลอนใหญ่ ขนาดและชนิดของสลักเกลียวก็ให้เหมาะสมกับ
    รูปร่างของแป
    4.4 การกรุสังกะสีลูกฟูก ต้องกรุซ้อนกันลอนครึ่งสําหรับลอนใหญ่ สองลอนครึ่งสําหรับ ลอนเล็กทุกแผ่นทับกันสนิทได้แนวตรง ยึดตรึงด้วยตะปูตอกสังกะสี
    4.5 การติดตั้งหลังคาเหล็กรีดขึ้นรูป
    ผู้รับจ้างจะต้องจัดหาช่างฝีมือที่ดี มีความชํานาญในการติดตั้งตามหลักวิชาที่ถูกต้อง หรือ โดยยึดถือตามมาตรฐาน AS 1562 1992 “Design and installation of roof and wall cladding” และให้เป็นไปตามแบบขยาย (Shop Drawing) ทั้งนี้ การติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ งานหลังคาและผนัง ต้องถูกต้องสมบูรณ์ตามกรรมวิธี และคําแนะนําของบริษัทผู้ผลิตแผ่นหลังคา และผนัง และได้รับการอนุมัติความเห็นชอบจากผู้ออกแบบก่อนการติดตั้ง นอกจากนี้ให้ปฏิบัติตาม ข้อแนะนําดังต่อไปนี้
    4.5.1 ผู้รับจ้างจะต้องมีการประสานงานกับผู้รับจ้างหลัก เพื่อกําหนดตําแหน่งของโครงสร้าง ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งทุกส่วนให้สมบูรณ์เรียบร้อย ถ้ามีข้อบกพร่องใด ๆ ให้แก้ไขให้ถูกต้อง ก่อนที่จะทําการติดตั้ง
    44
    4.5.2 ในกรณีที่บริษัทผู้ผลิตแผ่นหลังคาและผนังมิได้เป็นผู้ติดตั้งเอง ผู้ว่าจ้างอาจร้องขอ
    จัดส่งผู้ชํานาญการติดตั้งมาช่วยควบคุมการติดตั้งให้ถูกต้องและเป็นไปตาม
    ให้ทางบริษัทผู้ผลิตฯ ความต้องการของผู้ออกแบบ
    4.5.3 กรณีนําแผ่นเหล็กม้วนมารีดที่สถานที่ก่อสร้าง เหล็กที่นํามารีดจะต้องอยู่ในหีบห่อ เรียบร้อย และมีเครื่องหมายแสดงถึงบริษัทผู้ผลิต วัน - เดือน - ปีที่ผลิต ข้อมูลเฉพาะของวัสดุที่ตรง ตามกําหนดไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนทั้งบนหีบห่อและผิวด้านล่างของแผ่นเหล็ก
    4.5.4 กรณีที่แผ่นเหล็กรีดลอนมาแล้ว ต้องมีการจัดวางและกองเก็บที่ดี มีสิ่งปกคลุม เพื่อป้องกันความเปียกขึ้นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ
    4.5.5 ห้ามมิให้ลากหรือเลื่อนแผ่นเหล็กกับผิวขรุขระ หรือระหว่างแผ่นด้วยกันเอง เพื่อ ป้องกันรอยขีดข่วน และควรสวมถุงมือที่แห้งและสะอาดในการทํางาน
    4.5.6 ให้เก็บแผ่นเหล็กไว้ในสถานที่ปราศจากความเปียกชื้น และสิ่งสกปรกเปรอะเปื้อน ต่าง ๆ และการกองเก็บไม่ควรนานเกิน 7 วัน
    4.5.7 การตัดแผ่นเหล็ก ให้กระทําในแนวพื้นราบ และให้ทําการปัดฝุ่นและเศษเหล็ก ออกจากพื้นผิวของแผ่นเหล็กทันทีภายหลังการตัด เครื่องมือที่ใช้ตัดแผ่นต้องเป็นอุปกรณ์ประเภท
    ที่มีใบตัดเป็นโลหะ และไม่ทําให้เกิดความเสียหายต่อผิวเคลือบและรอยตัดของแผ่นเหล็ก
    4.5.8 การเชื่อมต่อแผ่นให้ใช้สกรูหรือยึดด้วย Rivet แบบอะลูมิเนียม หรือใช้กาวซิลิโคน (Silicone Sealant) ประเภท Neutral Silicone โดยผู้ติดตั้งต้องส่งแบบแสดงรายละเอียด เพื่ออนุมัติก่อนติดตั้ง
    4.5.9 ต้องมีใบรับประกันคุณภาพสําหรับผลิตภัณฑ์เหล็กซิงคาลุม ไม่น้อยกว่า 20 ปี
    สําหรับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการเคลือบสีแบบต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 ปี
    4.5.10 หลังคาและบานเกล็ดไฟเบอร์กลาสโปร่งแสง ผลิตจากเรซินเกรดสูง เสริมกําลัง ด้วยใยแก้ว เคลือบผิวทั้งสองด้านด้วยแผ่นฟิล์มเมเลเนกข์ทั้งบนและล่าง หรือเทียบเท่า น้ําหนัก
    ไม่เกิน 2,400 กรัม/ตร.ม. มีลักษณะรูปลอนเข้ากับหลังคาเหล็กเคลือบ และต้องมีใบรับประกัน คุณภาพของวัสดุรับประกัน 10 ปี จากบริษัทผู้ผลิต
    4.5.11 องศาความลาดเอียงในการติดตั้ง ไม่น้อยกว่า 3 องศา การติดตั้งแบบต่อแผ่นให้
    ความลาดเอียงไม่น้อยกว่า 5 องศา
    A
    วิธีติดตั้งหลังคา แบบยิงสกรู
    (1) ติดตั้งแผ่นหลังคาแผ่นแรกโดยใช้ลอนตัวเมียอยู่หน้าจั่ว ตรวจสอบปลายแผ่น ของหลังคาให้ยื่นล้ําอย่างเหมาะสม
    45
    ลอนเว้นลอน
    (2) ยึดสกรูทุก ๆ สันลอนบริเวณปลายและแปเดี่ยว ส่วนแปกลางให้ยึดสกรู
    (3) นําแผ่นหลังคาแผ่นที่สองวางซ้อนทับแผ่นแรกโดยให้ยืดลอน ตัวเมียทับลอน
    ตัวผู้ของแผ่นแรก การต่อแผ่นควรมีระยะซ้อนทับ ประมาณ 30 - 55 ซม.
    ได้ฉากหรือไม่
    (4) ทําการยึดสกรูบริเวณซ้อนทับทุกสันลอน
    (5) หลังติดตั้งหลังคาไปประมาณ 5 แผ่น ควรตรวจสอบแนวระดับทุก ๆ ระยะว่า
    วิธีการติดตั้งหลังคา แบบล็อก
    (1) ติดตั้งแผ่นหลังคาแผ่นแรกโดยให้หันลอนตัวเมียของแผ่นไปยังชายที่ติดตั้ง เริ่มเจาะยึด Connector แถวแรก (Connector 1 ชิ้น บนแต่ละแป) ทั้งหัวและท้ายแถวเพื่อเป็น หลักในการขึงเชือกกําหนดเส้นตรงของแถว Connector และยึด Connector สําหรับแปที่เหลือ ทั้งหมดของแถวนั้นโดยขา Connector ด้านสั้นอยู่ด้านใกล้เชิงชาย
    (2) วางแผ่นหลังคาแผ่นแรกลงบน Connector ที่ยึดไว้แล้ว จัดระยะโดยให้ ปลายแผ่นยื่นล้ําอย่างเหมาะสม หรือ 1 ใน 3 ของความกว้างรางน้ําแล้วกดล็อกลอนหลังคา
    กับ Connector ให้ใช้เท้าเหยียบบนส้นลอนกลางท่อน
    (3) เจาะยึด Connector แถวถัดไปโดยให้ขาด้านสั้นของ Connector ทับบนลอน ของแผ่นแรกที่เพิ่งติดตั้งไป หากตําแหน่งของ Connector ตรงกับรอยปุ่มนูนให้เรียบ เพื่อ
    Connector จะได้สวมทับลอนได้สนิท
    (4) วางแผ่นที่ 2 ลงบน Connector แถวที่ 2 จัดให้ปลายแผ่นเสมอกันเป็น เส้นตรงอาจใช้เชือกขึงเพื่อช่วยจัดระยะของแผ่นแรกโดยเดินไปตามความยาวแผ่นและทับสลับ ลอนตัวเมีย และลอนตัวกลางสลับกันไปติดตั้งแผ่นถัดไปโดยปฏิบัติตามขั้นตอนที่ 3 และ 4
    ควรตรวจสอบแผ่นเป็นระยะว่าคิดตั้งได้แนวตามโครงสร้างหลังคาหรือไม่
    (5) การติดตั้งแผ่นสุดท้าย หากเกิดช่องว่างที่เหลือของโครงสร้างมีขนาดไม่พอดี กับความกว้างของแผ่นหลังคา หรือกว่าครึ่งของแผ่น ให้ติดตามความยาวถัดจากลอนตัวกลาง พอประมาณ แล้วติดตั้งลงบน Connector แถวสุดท้าย ถ้าหากช่องว่างที่เหลือมีขนาดแคบกว่า ครึ่งหนึ่งของความกว้างให้ใช้ขา Connector ที่ตัดเอาด้านสั้นยึดลอนสุดท้ายได้เลย จากนั้นจึงใช้ แผ่นครอบเชิงชายปิดทับอีกครั้งหนึ่ง
    4€
    4.6 การทํา Hood และปล่องไฟ รอยต่อตะเข็บต่าง ๆ ต้องบัดกรีให้เรียบร้อย ส่วนที่ปล่องไฟ ยึดกับฝาอาคารใช้เหล็กขนาด 1/16 นิ้ว x 1 นิ้ว รัดยึดระยะห่าง 50 ซม. ยอดปล่องมีฝาชี ทําด้วยสังกะสีเรียบเบอร์ 28 ครอบบน โดยยึดฝาชีปล่องด้วยเหล็กขนาด 1/8 นิ้ว x 1 นิ้ว รวม 3 จุด โดยวิธีด้วยหมุด การติดตั้งตัวปล่องต้องแนบสนิทกับตัวหลังคา
    4.7 หลังคาโพลีคาร์บอเนต
    วิธีการติดตั้ง
    x
    ให้ติดตั้งบนโครงสร้างที่มีความแข็งแรงตามหลักวิศวกรรม ซึ่งความลาดเอียงไม่น้อย กว่า 50 และโครงสร้างสามารถปรับลดได้ตามความเหมาะสมของหน้างาน โดยให้จัดทํา Shop Drawing เพื่อขออนุมัติการเปลี่ยนแปลงจากผู้ออกแบบและผู้ควบคุมงานก่อน การติดตั้งแผ่น จะติดตั้งบนแป โดยการยึด จะไม่มีการเจาะและยึดนอดลงบนแผ่นโดยตรง เพื่อประโยชน์ใน การขยายและหดตัวของวัสดุเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง โดยระยะห่างของแปขึ้นอยู่กับความหนา
    ของแผ่น Polycarbonate
  13. งานก่อผนังและฉาบปูน
    5.1 วัสดุที่ใช้ก่อ
    5.1.1 อิฐ อิฐก่อใช้อิฐพื้นเมือง หรืออิฐมอญ ซึ่งเผาสุกดีแล้ว แข็งแกร่ง ไม่บิดเบี้ยว มีขนาดสม่ําเสมอ
    5.1.2 คอนกรีตบล็อก เป็นวัสดุที่ทําจากส่วนผสมซีเมนต์ น้ํา และวัสดุผสมที่เหมาะสม ชนิดต่าง ๆ จะมีสารอื่นผสมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้
    5.1.3 อิฐประดับ เป็นอิฐที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษเพื่อใช้ประดับ ทําจากดินเหนียวที่ได้คัดเลือก
    แล้วมีขนาดและสีต่าง ๆ การทาผิวอาจทําผิวเรียบ หยาบ หรือหยาบปานกลาง และละเอียด
    5.1.4 ปูนขาว ต้องเป็นปูนที่เผาสุก เนื้อปูนละเอียดนิ่ม ไม่เป็นก้อน
    5.1.5 คอนกรีตมวลเบา เป็นวัสดุก่อก้อนต้น ไม่มีรูกลวง มีน้ําหนักเบา มีส่วนผสมของ ปูนซีเมนต์ (Cement Bare) น้ําและวัสดุผสมที่เหมาะสม ทําให้แข็งด้วยการอบไอน้ํา เป็นผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมีขนาดมาตรฐาน กว้าง 20 ซม. ยาว 60 ซม.
    ความหนา 7.5, 10, 12.5, 15, 20 และ 25 ซม.
    5.1.6 คอนกรีดมวลกลาง วัสดุเป็นก้อนตัน น้ําหนักเบา ดูดซึมน้ําน้อย ทําจาก Cement
    Base ขนาดกว้าง 13.5 ซม. ยาว 30 ซม. หนา 0.8 ซม.
    47
    5.2 การผสมของปูนก่อและปูนฉาบโดยปริมาตร ให้ใช้ดังต่อไปนี้
    4 สวน
    5.2.1 ปูนก่อ
    5.2.1.1 ปูนก่อผนังที่อยู่ต่ํากว่าระดับดิน : ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน, ทรายหยาบ 4 ส่วน 5.2.1.2 ปูนก่อผนังโดยทั่วไป : ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน, ปูนขาว 1 ส่วน, ทรายหยาบ
    5.2.1.3 ปูนสําหรับเทแทรกในแนวก่ออิฐ : ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน, ทรายละเอียด 1 ส่วน 5.2.2 ปูนฉาบ
    5.2.2.1 ปูนฉาบผนังภายนอก : ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน, ปูนขาว 1 ส่วน, ทรายหยาบ หรือละเอียด 5 ส่วน
    5.2.2.2 ปูนฉาบผนังภายใน : ปูนซีเมนต์ 1 ส่วน, ปูนขาว 2 ส่วน, ทรายหยาบ
    หรือละเอียด 6 ส่วน
    5.2.3 ปูนก่อและปูนฉาบ สามารถใช้ปูนซีเมนต์สําเร็จรูปที่มี มอก. แทนได้ 5.3 วิธีการก่อฉาบปูน
    5.3.1 การก่อ วัสดุที่นํามาก่อต้องสะอาด การก่อต้องวางเรียงซ้อนกันได้ดั่งฉาก ระดับปูน ก่อต้องใส่เต็มหน้าและซอกอิฐ การก่อเชื่อมคอนกรีตทุกแห่งต้องกะเทาะผิวคอนกรีตเพื่อให้ปูนก่อ
    จับสนิทไม่แยกตัวแตกร้าวได้
    5.3.2 การฉาบผิว ต้องทําความสะอาดผิวและราดน้ําให้เปียก ถ้าตอนใดเป็นคอนกรีตต้อง กะเทาะผิวให้หยาบและราดน้ําให้เปียก เมื่อฉาบเสร็จเรียบร้อยแล้วระดับผิวปูนจะต้องเรียบ ได้ดั่ง ได้ระดับ ไม่เป็นคลื่น
    5.3.3 วัสดุก้อนกลวงให้เรียงโดยยาส่วนที่เป็นเปลือกด้วยมอร์ตาร์ให้ทั่วทั้งทางดิ่งและ ทางราบ นอกจากส่วนที่เป็นตอม่อ เสา และส่วนที่เป็นขั้นแรกที่วางบนฐานราก และผนังดันที่ ทําเป็นฐาน ตลอดจนส่วนที่ติดกับช่องหรือส่วนเว้าซึ่งจะต้องเสริมเหล็กและอัดให้เต็มด้วยคอนกรีต
    5.3.4 สําหรับวัสดุก้อนดันให้เรียงโดยยาด้วยมอร์ตาร์เต็มหน้าทั้งรอยต่อทางหัวและทางราบ 5.3.5 รอยต่อทางราบและทางตั้งจะต้องหนาไม่น้อยกว่า 9 มม. นอกจากระบุเป็นอย่างอื่น รอยต่อทางตั้งจะต้องอัดให้แน่น สําหรับรอยต่อที่ใช้มอร์ตาร์ที่ผิวด้านนอกให้ปาดให้เรียบหลังจาก อัดมอร์ตาร์ให้แน่นด้วยเครื่องมือรูปหรือกลม สําหรับรอยต่อที่ผิวด้านในจะปาดมอร์ตาร์ให้เรียบร้อย หรือกําหนดให้เป็นอย่างอื่นก็ได้ รอยที่อัดมอร์ตาร์ ซึ่งจะฉาบปูน หินล้าง หรือปะด้วยวัสดุชนิดอื่น ให้เซาะเป็นร่อง มอร์ตาร์ที่ล้นเข้าไปในช่องหรือส่วนเว้าซึ่งจะเสริมเหล็กต้องขจัดออกให้หมด
    48
    5.3.6 รอยต่อ Collar (ทางตั้งและทางยาว) ระหว่างผนังหน้าและหลังของผนังสองชั้น ซึ่งอยู่ภายนอก ยกเว้นตรงส่วนเว้าจะต้องอัดมอร์ตาร์ให้เต็ม
    5.3.7 จะต้องเซาะร่องรอยต่อ เพื่อที่จะอัดมอร์ตาร์ตรงผิวนอกของรอยต่อควบคุม
    ปลายธรณีโดยรอบวงกบประตูหน้าต่างและตําแหน่งอื่นที่ระบุว่าจะต้องอุดด้วยมอร์ตาร์
    รอยต่อ ดังกล่าวจะต้องขูดเอามอร์ตาร์ออก และใช้เครื่องมือปาดให้เรียบให้มีความลึกประมาณ 2 ซม.
    โดยสม่าเสมอ
    5.3.8 ก่อนก่อต้องชุบน้ําให้อิฐเปียกทั่ว เพื่อมิให้ซับน้ําจากปูนก่อมากเกินไปจนปูนร่วน 5.3.9 ต้องก่อให้ถูกต้องตามแบบ แนวก่อต้องตรงระดับของแต่ละขั้นต้องได้แนว ได้ระดับ รอยต่อต้องมีปูนก่อเต็มหน้า
    5.3.10 ต้องใช้วัสดุก่อที่เป็นแผ่นเรียบร้อยทุกแผ่นห้ามใช้วัสดุก่อที่หัก
    5.3.11 หากจําเป็นจะต้องก่อบางแห่งในแนวผนังเดียวกันซึ่งสูงกว่าแห่งอื่น ๆ ก็ห้ามมิให้ ก่อสูงกว่ากันเกิน 1.00 ม.
    5.3.12 ส่วนที่ติดโครงสร้างต้องก่อให้ติดและยาแนวให้แน่น โดยกะเทาะหน้าคอนกรีต ให้ขรุขระตลอดหน้า (ให้แง่หินโผล่แต่ไม่ถึงโครงเหล็ก) และต้องราดน้ําหน้าคอนกรีตนั้นให้เปียก ก่อนที่จะทําการก่อ เพื่อให้ปูนก่อจับสนิทไม่มีการแยกได้
    5.3.13 กําแพงทุกส่วนต้องมีทับหลังและเสาเอ็น ค.ส.ล. ตามความหนาของกําแพง 5.3.14 ก่อนก่อเหนือคานระดับดินทุกแห่ง ต้องเทแนวกันความชื้นบนคานระดับดิน ด้วยยางแอสฟัลต์ หนาอย่างน้อย 1 ซม. กว้างเท่าผนัง
    5.3.15 ขณะก่อหรือเสร็จแล้วภายใน 48 ชม. ห้ามเปียกน้ํา ห้ามบรรทุกน้ําหนักและไม่ให้ ได้รับความกระทบกระเทือนเด็ดขาด
    5.3.16 ผนังที่ก่อมีเนื้อที่กว้างกว่า 9 ดร.ม. จะต้องทําเสาเอ็นขนาบ (เว้นแต่ในกรณีที่ สถาปนิกสั่งเป็นอย่างอื่น)
    5.3.17 ผนังขั้นสุดท้ายอยู่หนุนติดกับระดับท้องคานต้องเว้นไว้ไม่ต่ํากว่า 3 วัน หลังจาก การก่อผนังไว้เสร็จสิ้นแล้ว และปูนก่อได้แข็งตัว แล้วจึงจะก่อหนุนท้องคานได้
    5.3.18 เมื่อก่อผนังเสร็จแล้วต้องทําความสะอาดฝาผนังทุกแห่งให้เรียบร้อย
    5.3.19 วัสดุที่ต้องก่อชนท้องคานหรือท้องพื้นที่เป็นหลังคาคอนกรีตให้อัดด้วยโฟม หนาประมาณ 1 ซม. ระหว่างวัสดุก่อกับท้องคานหรือท้องพื้นตลอดแนวที่ก่อ
    49
    5.4 การก่อฉาบคอนกรีตมวลเบา
    5.4.1 ปูนก่อและปูนฉาบ
    5.4.1.1 ปูนก่อ ใช้ปูนก่อสําเร็จรูปหรือปูนกาวสําหรับก่อโดยเฉพาะที่ความหนา 2 - 3 มม. ผสมน้ําตามมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิต
    2 -
    5.4.1.2 ปูนฉาบ ใช้ปูนฉาบที่ผลิตขึ้นสําหรับงานฉาบคอนกรีตมวลเบาโดยเฉพาะ ผสมน้ําตามมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิต

    5.4.2 วิธีการก่อและการฉาบ
    2
    5.4.2.1 การก่อใช้ปูนทรายทั่วไปวางไปตามแนวที่จะก่อเพื่อปรับระดับให้สูง ประมาณ 4 - 5 ซม. จากนั้นป้ายปูนก่อด้วยเกรียงก่อหน้าประมาณ 2 - 3 มม. ตลอดก้อนและ ยกวางบนปูนทราย ใช้ค้อนยางจัดแนวให้ได้ระดับ การก่อก้อนที่ 2 โดยป้ายปูนก้อนแรกและ วางก้อนที่ 2 ลงไป และใช้ค้อนยางเคาะให้ชิดสนิทกัน ไปจนจบในแถว โดยสลับแนวและ ที่ชนโครงสร้างจะต้องยึดด้วยเหล็กเส้น 6 มม. หรือใช้แผ่นเหล็กยึดสําเร็จรูป (Metal Strap) ทุก 2 ชั้น 5.4.2.2 การฉาบให้ราดน้ําที่ผนังก่อก่อนฉาบ โดยทําการฉาบเป็น 2 ชั้น ฉาบขั้นแรก แล้วทิ้งไว้ให้ผิวหน้าแห้งหมาด แล้วจึงฉาบชั้นที่ 2 ให้มีความหนาตามต้องการ และขัดผิวหน้า ให้เรียบ เช่นเดียวกับการฉาบปูนทั่วไป
    ก่อนทําการฉาบ
    5.4.2.3 รอยต่อระหว่างอิฐมวลเบากับโครงสร้างคอนกรีตให้ยึดด้วยลวดกรุงไก่
    5.5 การก่อฉาบคอนกรีตมวลกลาง
    5.5.1 การก่อ ก่อได้ทันทีโดยไม่ต้องแช่น้ํา ใช้อุปกรณ์ก่อปกติ เหมือนอิฐมอญทั่วไป 5.5.2 การฉาบ ทิ้งผนังให้แห้งไม่เกิน 1 วัน แล้วฉาบปกติเหมือนอิฐมอญทั่วไป 5.6 การฉาบผนังที่มีส่วนยื่นของผนังภายนอก ให้ทําร่องเพื่อกันน้ําย้อน
    5.7 การทําเอ็น ค.ส.ล.
    ผนังก่ออิฐหรือซีเมนต์บล็อกที่ฉาบปูนดอนใดมีเนื้อที่เกินกว่า 9 ดร.ม. และผนังก่ออิฐหรือ ซีเมนต์บล็อกตอนใดที่ก่อติดวงกบประตูหน้าต่างต้องมีเอ็น ค.ส.ล. โดยใช้เหล็กยืน 2 - 4 9 มม. เหล็กปลอก 4 6 มม. ทุกระยะ 20 ซม. วัดรอบเหล็กยืนความหนาของเอ็น ค.ส.ล. ต้องมีความหนา เท่าผนังก่ออิฐหรือซีเมนต์บล็อก และเสา ค.ส.ล. ทุกต้นที่กําแพงมาก่อชนต้องเสียบเหล็ก 4 6 มม. ฝังยื่นข้างละ 25 ซม. ทุกระยะ 30 ซม. สําหรับผนังที่ก่อด้วยอิฐ และทุกระยะ 20 ซม. สําหรับ ผนังที่ต่อซีเมนต์บล็อก เสาเอ็น ค.ส.ล. ที่วงกบประตูหน้าต่างต้องฝังพุกไม้ เว้นช่องให้พอเพียง
    50
    สําหรับการยึดตรึง สําหรับคานเอ็นเหนือวงกบประตู - หน้าต่างที่ยาวเกิน 2 ม. ต้องให้วิศวกร ออกแบบอีกครั้ง
  14. งานไม้
    6.1 งานไม้โครงสร้าง ตามแบบรูปกําหนด ไม้ที่นํามาใช้ต้องแห้งสนิทโดยมีความชื้นไม่เกิน
    14 - 16%
    6.1.1 ต้องใช้ช่างไม้ฝีมือดีทํางาน
    6.1.2 เครื่องมือและเครื่องจักรช่างไม้ต้องมีประสิทธิภาพ คือ คมและมีความเที่ยงและ
    สามารถทํางานเรียบร้อยประณีตทุกส่วน
    6.1.3 ตกแต่งไม้ต่าง ๆ ที่โชว์ผิวต้องเรียบร้อย ไม่มีเสี้ยน รอยแตก บิดงอใด ๆ 6.1.4 ผิวที่มองเห็นทุกส่วนต้องพร้อมที่จะทํางานสีต่อไป
    6.1.5 ไม้ที่ต้องประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อประกอบแล้ว อุปกรณ์ที่ใช้ยึดจะต้องไม่ทําให้ ตัวไม้นั้นแตกเสียหาย จุดใดที่ต้องใช้ตะปูหรือตะปูเกลียว ให้ใช้สว่านเจาะนําก่อนเสมอ พร้อมทั้ง
    ต้องส่งให้มิดชิดเรียบร้อยได้แนวสวยงาม
    6.1.6 ส่วนใดที่ติดตั้งแล้ว ต้องระวังไม่ให้ชํารุดเสียหาย
    6.1.7 ในที่ที่มีการใช้วัสดุแผ่น ซึ่งมีความจําเป็นต้องใช้คร่าวเป็นที่ยึด แม้จะไม่แสดง ในแบบ โครงสร้างของคร่าวต้องทําขึ้นอย่างแข็งแรงได้แนวระดับอย่างถูกต้องตรงตามชนิดของ วัสดุแผ่นนั้น ๆ
    6.1.8 การต่อตัวไม้ จะต้องกระทําด้วยเหตุจําเป็น
    6.2 งานไม้ตกแต่ง ตามแบบรูปกําหนด
    6.2.1 ต้องใช้ช่างไม้ฝีมือดีทํางาน
    6.2.2 เครื่องมือและเครื่องจักรช่างไม้ต้องมีประสิทธิภาพ คือ คมและมีความเที่ยง
    สามารถทํางานได้เรียบร้อยประณีตทุกส่วน
    6.2.3 ต้องตกแต่งตัวไม้ต่าง ๆ ที่เห็นได้ผิวที่เกลี้ยง สะอาด เรียบร้อยไม่มีตําหนิและ
    ๆ ต้องประกอบเข้าด้วยกันให้แนบสนิท ไม่มีรอยห่างหรือแตกหรือบิดงอใด ๆ
    6.2.4 ผิวที่มองเห็นทุกส่วนต้องเรียบ พร้อมที่จะทํางานสีต่อไป
    6.2.5 ที่ใดที่ต้องใช้ตะปูหรือตะปูเกลียว ต้องส่งให้หัวตะปูมิดชิดเรียบร้อยให้เป็นแนวตรง 6.2.6 ส่วนใดที่ติดตั้งเข้าที่แล้วต้องระมัดระวังตลอดเวลา ไม่ให้ผิวชํารุดเสียหาย