จ้างก่อสร้างระหว่างดำเนินการ

ประกวดราคาจ้างก่อสร้างถนน คสล.สายควนยาง-นาหลวง หมู่ที่ ๒

องค์การบริหารส่วนตำบลปกาสัย 69059373386
฿639,000 ปีงบ 2569 ประกาศ 3 ก.ค. 2569 กระบี่
รายละเอียดการจ้าง

โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายควนยาง - นาหลวง หมู่ที่ 2 ตำบลปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เป็นโครงการที่ดำเนินการโดยกองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบลปกาสัย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปรับปรุงและเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่ให้มีความทันสมัยและปลอดภัยยิ่งขึ้น โครงการนี้จะดำเนินการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กตามแบบก่อสร้างเลขที่ 132469 ซึ่งได้กำหนดมาตรฐานและรายละเอียดทางเทคนิคไว้อย่างชัดเจน ผู้รับจ้างจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น มาตรฐานวัสดุถมคันทาง มาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง มาตรฐานวัสดุคัดเลือก มาตรฐานวัสดุไหล่ทาง มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต มาตรฐานงานถางป่า มาตรฐานงานตกแต่งเกลี่ยกันทางเดิม มาตรฐานงานดินตัดกันทาง มาตรฐานงานชั้นรองพื้นทาง และมาตรฐานงานผิวจราจรคอนกรีต เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานที่ได้มีคุณภาพตามที่ต้องการและมีความคงทนถาวร

English summary

The project involves the construction of a reinforced concrete road, specifically the Khuan Yang - Na Luang road in Moo 2, Pakasai Subdistrict, Nuea Khlong District, Krabi Province. This project adheres to construction drawing number 132469 and specified construction standards. The contractor is required to execute the scope of work, including material preparation, construction of various road layers, and concrete pouring, to meet the defined quality standards.

สถานที่ดำเนินการ

หมู่ที่ 2 ตำบลปกาสัย

ผู้เสนอราคาและผู้ชนะ

รายชื่อบริษัทที่เข้าร่วมการประมูล

ผู้เสนอราคาทั้งหมด (0)

ไม่มีข้อมูลผู้เสนอราคา

โครงการนี้ไม่มีรายชื่อผู้เสนอราคา

ข้อมูลเชิงลึกของโครงการ

AI วิเคราะห์

เป้าหมายโครงการ

  • ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายควนยาง - นาหลวง ให้ได้มาตรฐานตามแบบก่อสร้าง
  • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่ให้มีความทันสมัยและปลอดภัย
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ผ่านการคมนาคมที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ

ขอบเขตของงาน

  • การถางป่า ชุดตอ (Clearing and Grubbing) ตามมาตรฐาน มทช. 258-2545
  • การตกแต่งเกลี่ยกันทางเดิม (Reshaping and Levelling) ตามมาตรฐาน มทช. 219-2545
  • การขุดตัดดินทาง (Roadway Excavation) ตามมาตรฐาน มทช. 221-2545
  • การก่อสร้างชั้นรองพื้นทาง (Subbase) ตามมาตรฐาน มทช. 222-2545 โดยใช้วัสดุตาม มทช. 202-2557
  • การก่อสร้างไหล่ทาง (Shoulder) ตามมาตรฐาน มทช. 224-2545 โดยใช้วัสดุตาม มทช. 205-2545
  • การก่อสร้างผิวจราจรคอนกรีต (Concrete Pavement) ตามมาตรฐาน มทช. 231-2564 โดยใช้วัสดุตามที่กำหนดในข้อ 2 ของมาตรฐานดังกล่าว
  • การติดตั้งเหล็กเสริมคอนกรีต (Reinforcing Steel) ตามมาตรฐาน มทช. 217-2555
  • การบ่มคอนกรีตและการบำรุงรักษาผิวจราจรคอนกรีต
  • การทำรอยต่อต่างๆ (Joints) ตามที่ระบุในแบบ
  • การบดอัดวัสดุต่างๆ ให้ได้ความแน่นตามที่กำหนด
  • การขนส่งและจัดการวัสดุที่ได้จากการขุดตัด
  • การบำรุงรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้างและการจัดการจราจร

สิ่งที่ต้องส่งมอบ

  • ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายควนยาง - นาหลวง ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จตามแบบและมาตรฐาน
  • เอกสารรับรองคุณภาพวัสดุและการทดสอบต่างๆ
  • รายงานความคืบหน้าการก่อสร้าง

ระยะเวลาดำเนินการ

  • ระยะเวลาการก่อสร้าง: ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา
  • วันเริ่มต้นโครงการ: ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา
  • วันสิ้นสุดโครงการ: ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา
  • กำหนดการสำคัญ (Milestones): ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา

คุณสมบัติผู้เสนอราคา

  • Eligibility Requirements:
    • เป็นนิติบุคคล หรือ บุคคลธรรมดา ที่มีอาชีพรับจ้างก่อสร้าง
    • มีผลงานการก่อสร้างประเภทเดียวกันกับงานที่ประกวดราคา ในวงเงินไม่น้อยกว่าที่กำหนด (ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา)
    • มีเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่จำเป็นเพียงพอต่อการทำงาน
    • มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์
  • Standards Compliance:
    • ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการก่อสร้างที่ระบุในเอกสาร TOR เช่น มทช. 2522-2545, มทช. 202-2557, มทช. 204-2545, มทช. 205-2545, มทช. 217-2555, มทช. 258-2545, มทช. 219-2545, มทช. 221-2545, มทช. 222-2545, มทช. 224-2545, มทช. 231-2564
    • ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่เกี่ยวข้องกับวัสดุ เช่น ปูนซีเมนต์, เหล็กเส้น, คอนกรีตผสมเสร็จ
  • Experience:
    • มีผลงานการก่อสร้างถนนคอนกรีต หรือโครงการก่อสร้างที่ใกล้เคียงกัน (รายละเอียดวงเงินและจำนวนผลงานไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา)
  • Previous Project Cost:
    • ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา
  • Technical Capabilities:
    • มีความสามารถในการดำเนินการก่อสร้างตามมาตรฐานและเทคนิคที่ระบุ
    • มีเครื่องจักรและเครื่องมือที่ทันสมัยและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
  • Personnel:
    • มีวิศวกรและผู้ควบคุมงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
    • มีบุคลากรที่มีทักษะและความชำนาญในงานก่อสร้างถนนคอนกรีต

เกณฑ์การพิจารณา

  • การพิจารณาคุณสมบัติของผู้เสนอราคา
  • การพิจารณาข้อเสนอทางด้านเทคนิค
  • การพิจารณาข้อเสนอทางด้านราคา
  • การพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกำหนด (รายละเอียดไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา)

ข้อกำหนดทางเทคนิค

  • วัสดุ:
    • ปูนซีเมนต์: ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ มอก. 15 หรือ ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก มอก. 2594 (GU)
    • มวลรวมละเอียด (ทราย): ตาม มทช. 216
    • มวลรวมหยาบ (หิน/กรวด): ตาม มทช. 216
    • น้ำ: น้ำประปา หรือน้ำจืดสะอาด
    • สารผสมเพิ่ม: ตาม มอก. 133 (เช่น Water Reducers, Accelerators, Retarders)
    • เหล็กเสริม: เหล็กเส้นกลม (มอก. 20), เหล็กข้ออ้อย (มอก. 24), ตะแกรงเหล็กกล้า (มอก. 737, มอก. 747, มอก. 943)
    • วัสดุรอยต่อ: วัสดุแผ่นกั้นรอยต่อ (มอก. 1041, มอก. 1079), วัสดุทารองพื้นรอยต่อ, วัสดุยางรอยต่อ (มอก. 479)
    • แผ่นพลาสติกรองพื้นคอนกรีต: ตามที่กำหนดในแบบ
  • คอนกรีต:
    • กำลังอัดประลัย (Compressive Strength): ไม่น้อยกว่า 350 กก./ตร.ซม. ที่อายุ 28 วัน (หรือตามที่แบบกำหนด)
    • ค่าการยุบตัว (Slump): ระหว่าง 3-7 ซม.
    • การออกแบบส่วนผสมคอนกรีต: ต้องเสนอต่อผู้ควบคุมงาน หรือกรมทางหลวงชนบทเป็นผู้ออกแบบ
  • การก่อสร้าง:
    • การติดตั้งแบบหล่อ: ต้องแข็งแรง เรียบตรง ได้แนวและระดับ
    • การผสมคอนกรีต: ใช้เครื่องผสมคอนกรีต หรือคอนกรีตผสมเสร็จ (Ready Mixed Concrete) ตามมาตรฐาน
    • การวางเหล็กเสริม: ขนาดถูกต้อง สะอาด ได้ตำแหน่งตามแบบ
    • การเทคอนกรีต: เทต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ได้ระดับทันทีหลังการปาดแต่ง
    • การบ่มคอนกรีต: ใช้วิธีการที่เหมาะสม เช่น กระสอบป่านชุ่มน้ำ, ขังน้ำ, ทรายชุ่มน้ำ, หรือน้ำยาบ่มคอนกรีต อย่างน้อย 7 วัน
    • การทำรอยต่อ: Expansion Joints, Contraction Joints, Construction Joints, Longitudinal Joints ตามแบบและมาตรฐาน
    • การแต่งผิวคอนกรีต: เรียบสม่ำเสมอ ได้ระดับ ระบายน้ำได้ดี
  • เครื่องจักรเครื่องมือ:
    • เครื่องผสมคอนกรีต, เครื่องสั่นสะเทือน, เครื่องแต่งผิวคอนกรีต, เครื่องตัดรอยต่อ, แบบหล่อผิวจราจร ต้องมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน

เงื่อนไขสัญญา

  • การชำระเงิน: ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา
  • ค่าปรับ: ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา
  • การรับประกันผลงาน: ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • Q1: โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร?
    A1: เพื่อก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายควนยาง - นาหลวง ให้ได้มาตรฐานตามแบบก่อสร้าง และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่
  • Q2: มาตรฐานการก่อสร้างที่สำคัญที่ต้องยึดถือมีอะไรบ้าง?
    A2: มาตรฐานที่สำคัญ เช่น มทช. 2522-2545, มทช. 202-2557, มทช. 204-2545, มทช. 205-2545, มทช. 217-2555, มทช. 258-2545, มทช. 219-2545, มทช. 221-2545, มทช. 222-2545, มทช. 224-2545, มทช. 231-2564 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่เกี่ยวข้อง
  • Q3: วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างผิวจราจรคอนกรีตมีอะไรบ้าง?
    A3: ประกอบด้วย ปูนซีเมนต์, มวลรวมละเอียด (ทราย), มวลรวมหยาบ (หิน/กรวด), น้ำ, สารผสมเพิ่ม, เหล็กเสริม (ตะแกรงเหล็ก, เหล็กเส้นกลม, เหล็กข้ออ้อย), วัสดุรอยต่อ และแผ่นพลาสติกรองพื้นคอนกรีต
  • Q4: กำลังอัดประลัยของคอนกรีตที่ใช้ในโครงการต้องเป็นเท่าใด?
    A4: กำลังอัดประลัยของคอนกรีตที่อายุ 28 วัน ต้องไม่น้อยกว่า 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือตามที่แบบกำหนด
  • Q5: ระยะเวลาการบ่มคอนกรีตที่กำหนดไว้คือเท่าใด?
    A5: ต้องบ่มคอนกรีตอย่างน้อย 7 วัน โดยใช้วิธีการที่เหมาะสม เช่น กระสอบป่านชุ่มน้ำ, ขังน้ำ, ทรายชุ่มน้ำ, หรือน้ำยาบ่มคอนกรีต
  • Q6: มีข้อกำหนดพิเศษเกี่ยวกับเหล็กเสริมอย่างไรบ้าง?
    A6: เหล็กเสริมต้องมีขนาดถูกต้อง สะอาด ไม่เป็นสนิมขุม ปราศจากน้ำมันหรือไขมัน และต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการวางเหล็กเดือย (Dowel Bars) และเหล็กยึด (Tie Bars) ตามตำแหน่งที่แบบกำหนด
  • Q7: การทำรอยต่อในผิวจราจรคอนกรีตมีกี่ประเภท และมีลักษณะอย่างไร?
    A7: มี 3 ประเภทหลัก คือ รอยต่อเพื่อการขยายตัว (Expansion Joints), รอยต่อเพื่อการหดตัว (Contraction Joints), และรอยต่อเนื่องจากการก่อสร้าง (Construction Joints) รวมถึงรอยต่อตามยาว (Longitudinal Joint) ซึ่งแต่ละประเภทมีรายละเอียดการก่อสร้างและวัสดุที่แตกต่างกันไปตามแบบ
  • Q8: ผู้รับจ้างต้องดำเนินการเกี่ยวกับการทดสอบคอนกรีตอย่างไรบ้าง?
    A8: ต้องทดสอบหาค่าการยุบตัวของคอนกรีต, หล่อตัวอย่างคอนกรีตเพื่อทดสอบกำลังอัดประลัยที่อายุ 28 วัน (หรือตามที่กำหนด) และส่งผลการทดสอบให้ผู้ควบคุมงานตรวจสอบ
  • Q9: หากคอนกรีตที่เทมีกำลังอัดประลัยต่ำกว่ากำหนด จะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร?
    A9: ผู้รับจ้างมีสิทธิ์ขอตรวจสอบค่าความต้านแรงอัดเพิ่มเติมโดยการเจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีต หากผลการทดสอบยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อาจต้องมีการพิจารณาตามเงื่อนไขสัญญา
  • Q10: เอกสาร TOR นี้ครอบคลุมถึงมาตรฐานงานใดบ้าง?
    A10: ครอบคลุมมาตรฐานงานต่างๆ เช่น งานถางป่า, งานตกแต่งเกลี่ยกันทางเดิม, งานดินตัดกันทาง, งานชั้นรองพื้นทาง, งานไหล่ทาง, และงานผิวจราจรคอนกรีต

เอกสารขอบเขตงาน (TOR) ฉบับเต็ม

ผู้การบริบา
บลปกาสัย
H
2.เหนือคลอง
กระ
มาตรฐานการก่อสร้าง
โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายควนยาง - นาหลวง หมู่ที่
แบบก่อสร้างเลขที่ ๑๓๒๔๖๙
มาตรฐานการก่อสร้างให้เลือกใช้ตามที่แบบแปลนก่อสร้างกําหนด
กองช่าง องค์การบริหารส่วนตาบลปกาสัย
อ.เหนือคลอง จ.กระบี่
สารบัญ
หน้า
มทช. ๒๕๒๒-๒๕๔๕ มาตรฐานวัสดุถมคันทาง (Ernbankment : Material)
มทช.๒๐๒-๒๕๕๗ มาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง
มทช.๒๐๔-๒๕๔๕ มาตรฐานวัสดุคัดเลือก (Selected Material)
มทช. ๒๐๕-๒๕๔๕ มาตรฐานวัสดุไหล่ทาง (Shoulder)
มทช. ๒๑๗-๒๕๕๕ มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต
มทช. ๒๕๘-๒๕๔๕ มาตรฐานงานถางป่า ชุดตอ (Clearing and Grubbing) มทช.๒๑๙-๒๕๔๕ มาตรฐานงานตกแต่งเกลี่ยค้นทางเดิม (Reshaping and Levelling)
มทช.๒๒๒-๒๕๔๕ มาตรฐานงานดินตัดค้นทาง (Roadway Excavation) มทช. ๒๒๒-๒๕๔๕ มาตรฐานงานชั้นรองพื้นทาง (Subbase)
มทช.๒๒๔-๒๕๔๕ มาตรฐานงานไหล่ทาง (Shoulder)
มทช.๒๓๑-๒๕๖๔ มาตรฐานงานผิวจราจรคอนกรีต (Concrete Pavement)
C


2 3
GO
GG
อค
๑๕
๑๖
สารบัญ
มช. ๒๐๓-๒๕๔๕ มาตรฐานวัสดุค้นทาง (Embankment : Material) บทช.๒๐๒-๒๕๕๗) มาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง
มทช.๒๐๔-๒๕๔๕ มาตรฐานวัสดุคัดเลือก (Selected Material)
มท.๒๕๕๕-๒๕๔๕, มาตรฐานวัสดุไหล่ทาง (Shoulder)
มทช.๒๕๑๗-๒๕๔๕ มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต
มทช. ๒๕๘-๒๕๕๕ มาตรฐานงานถางป่า ชุดคอ (Clearing and Grubbing)
ทช. ๒๓๙๒๕๕๕ มาตรฐานงานตกแต่งเกลี่ยกันทางเดิม (Reshaping and Levelling)
มทช. ๑๒๑-๒๕๕๕ มาตรฐานงานดินตัดกันทาง (Rcadway Excavation
มทช.๒๒๒-๒๕๕๕ มาตรฐานงานชั้นรองพื้นทาง (Subbase) มทช.๒๒๔-๒๕๕๕๕ มาตรฐานงานไหล่ทาง (Shoulder)
มทช. ๒๓๑-๒๕๖๔ มาตรฐานงานผิวจราจรคอนกรีต (Concrete Pavement)
0)
G


03
90

๑๖

  1. ขอบข่าย
    1
    มทบ. 201-2545
    มาตรฐานวัสดุถมคันทาง (Embankment : Material)
    วัสดุผมดันทาง หมายถึง วัสดุที่ได้จากบอยิ้มข้างทาง ถนนเดิม หรือที่อื่น ๆ แล้วนํามาใช้ก่อสร้างกันทาง
  2. คุณสมบัติ
    2.1 วัสดุถมคันทางประเภทวัสดุดินทั่วไป (Scil)
    2.1.1 เป็นวัสดุที่ปราศจากรากไม้ ใบไม้ หรือวัสดุอินทรีย์ ซึ่งเป็นสารผุพังอยู่กันอาจจะทําให้เกิด การยุบตัวเสียหายในอนาคต
    2.1.2 มีค่า บี.อาร์ จากห้องทดลอง (Le C, B.R.) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ที่ร้อยละ 95 ของค่าความ แน่นแห้งสูงสุด แบบ มาตรฐาน (Standard Proctor Density) ตาม ทช. (1) 501.3 : วิธีการทดสอบเพื่อหาค่า บี.อาร์ (C.B.จ.) หรือไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
    2.1.3 มีค่าการพองตัว (Swelling) ไม่มากกว่าร้อยละ 4 ตาม ม. (1) 501.3 : วิธีการทดสอบเพื่อหา
    ต่า ซี.บี.อาร์ (C.B.R.)
    2.1.4 มีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
    2.2 วัสดุถมต้นทางประเภทวัสดุมวลรวม (Soil Aggregate)
    2.2.1 เป็นวัสดุที่มีความคงทน ปราศจากแอนดินเหนี่ยว (Clay Lamp) หน้าดิน (To: Soli) รากไม้ ใบไม้ หรือวัสดุอินทรีย์ ซึ่งเป็นสารผุพังปนอยู่ อันอาจจะทําให้เกิดการยุบตัวเสียหายในอนาคต
    2.2.2 มีขนาดเล็กโตสุดไม่เกิน 50 มิลลิเมตร
    2.2.3 มีส่วนละเอียดผ่านตะแกรงขนาด 0.375 มิลลิเมตร (เบอร์ 200) ไม่เกินร้อยละ 35 โดยน้ําหนัก เมื่อทดสอบตาม ทช. (1) 50.8 : วิธีการทดสอบหาขนาดเม็ดของวัสดุ
    2.2.4 มีว่า ซี.บี.อาร์ จากห้องทดลอง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 ที่ร้อยละ 5 ของค่าความแน่นแห้งสูงสุด แบบสูงกว่ามาตรฐาน (Modified Prector Density) ตาม มช. (1) 501 3: วิธีการทดสอบเพื่อหาค่า ซี.บี.อาร์ (C.B.R.) หรือไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
    (C.B.R.)
    2.2.5 มีค่าการของตัว ไม่มากกว่าร้อยละ 3 ตาม มาช (ท) 501.3 : วิธีการทดสอบเพื่อหาค่า ซี.บี.อาร์
    2.2.6 มีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่กําหนดไว้ในแบบ ก่อสร้าง

    2.3 วัสดุถมกันทางประสาททราย (Sand)
    :
    2
    2.3.1 เป็นวัสดุที่มีค่าดัชนีความเป็นพลาสติกเป็นศูนย์ (Net) Plasticity Insex) ปราศจากก้อนดิน เหนียว (Clay Lump) หน้าดิน (Top Soil) รากไม้ ใบไม้ หรือวัสดุอินทรีย์ ซึ่งเป็นสารผุพังปนอยู่ ฉันอาจจะทําให้ เกิดการยุบตัวเสียหายในอนาคต
    2.3.2 มีขนาดเม็ดโตสุดไม่เกิน 3.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้
    2.2.3 มีส่วนละเอียดผ่านตะแกรงขนาด 0.75 มิลลิเมตร (เบอร์ 200 ไม่เกินร้อยละ 20 โดยน้ําหนัก ตามมา (ท) 50 1.8 : วิธีการทดสอบหาขนาดเม็ดของวัสดุ

    2.3.4 มีว่า ซี.บี.อาร์ จากห้องทดลอง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ร้อยละ 95 ของค่าความแน่นแห้งสูงสุด แบบสูงกว่ามาตรฐาน (Modified Proctor Density) ตาม มทส. (1) 501,3 : วิธีการทดสอบเพื่อหาค่า ซี.บี.อาร์ (CBR) หรือไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
    2.3.5 มีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
  3. ขอบข่าย
    ← ส
    มทช. 202 - 2557
    มาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง
    วัสดุรองพื้นทาง หมายถึง วัสดุมวลรวม (soil aggregate) สําหรับใช้ในการก่อสร้างถนน โดย สร้างบนชั้นวัสดุคัดเลือกหรือชั้นอื่นใดซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบแล้ว
  4. คุณสมบัติ
    2.1 ต้องมีขนเลยละกันอย่างสม่ําเสมอจากใหญ่ไปหาเล็ก มีเม็ดที่แข็ง ทนทาน และมีเชื้อประสาน

    2.2 ปราศจากก้อนดินเหนียว (clay lump) วัดพวกเซย (sale) รากไม้ และวัชพืชอื่น ๆ 2.3 มีขนาดวัสดุโตสุดไม่เกินกว่า 5 เซนติเมตร
    2.4 มีการจํากัดเหลว (liquid limit ) ไม่มากกว่าร้อยละ 35 ตามวิธีการทดสอบที่ มช. (1)
    591.5 : วิธีการทดลองเพื่อหาปิดเหลว
    2.5 มีค่าดัชนีความเป็นพลาสติก ( plasticity index) ไม่มากกว่าร้อยละ 11 ตามวิธีการทดสอบที่
    มช. (1) 501.6 : วิธีการทดสอบเพื่อหาค่าฉีดพลาสติก
    2.6 มีค่าของความสึกหรอ (porusritage of wear) ไม่มากกว่าร้อยละ 60 ตามวิธีการทดสอบที่ มทช. (1) 5019 : วิธีการทดสอบหาความสึกหรอของวัสดุชนิดเม็ดหยาบโดยใช้เครื่องมือ ทดสอบหาความลึกหรs los angeles abrasion
    2.7 มีค่า ซี.บี.อาร์ (C.B.R.) ที่ร้อยละ 35 ของค่าความแน่นแห้งสูงสุด ตามวิธีการทดสอบที่ มทร. (1) 501.3 : วิธีการทดสอบความแน่นแบบสูงกว่ามาตรฐาน (modified proctor Gersity) ไม่ น้อยกว่าร้อยละ 25 หรือไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง ตามวิธีการทดสอบที่ มทร. (1) 501.3 : วิธีการทดสอบเพื่อหาค่า ซี.บี.อาร์
    1
    2.8 มีขนาดและตามตารางที่ 1 ตารางขนาดคละของวัสดุรองพื้นทาง ตามวิธีการทดสอบที่
    มร. (7) 501.6 : วิธีการทดสอบหาขนาดเม็ดวัสดุ
    2.9 กรณีใช้วัสดุมากกว่า 4 ชนิดผสมกัน ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมทางหลวงชนบท ทั้งนี้
    เมื่อผสมกันแล้วต้องมีคุณภาพได้ตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท
    ตารางที่ 1 ตารางขนาดและของวัสดุรองพื้นทาง
    อนา
    น้ําหนักผ่านตะแกรงคิดเป็นร้อยละ
    ตะแกรง
    11,
    ชนิด 1. 1 ชนิด ช.
    ชนิด ค.
    ชนิด จ.
    ชนิด จ
    มาตรฐาน
    2"
    100
    100
    100
    100
    100
    I
    3/0
    30-65
    40.75
    60-85
    60-100
    บรร 10
    18-40
    20-45
    25-50
    40-70
    40-100
    เบอร์ 40
    8-20
    16-30
    15-30
    25-45
    20-50
    เบอร์ 200
    28
    4-20
    5-15
    5-20
    6.20
    01
    5
    }
  5. ชอบชาย
    มา.204-2545
    มาตรฐานวัสดุคัดเลือก (Selected Material)
    วัสดุคัดเลือก หมายถึง วัสดุ Scil Aggregate ซึ่งนํามาใช้เสริมระหว่างวัสดุดันทาง และวัสดุรองพื้น ทาง หรือตามตําแหน่งชั้นอื่น ๆ ที่กําหนดไว้ในแบบ
  6. คุณสมบัติ
    2.1 วัสดุคัดเลือกประเภท 1. ต้องเป็นวัสดุ Soil Aggregate ที่ไม่ใช่ทราย
    2.1.1 ปราศจากก้อนดินเหนียว (Clay Lump) Shale รากไม้ หรือวัชพืชอื่น ๆ 2.1.2 ขนาดวัสดุใหญ่ที่สุดไม่โตกว่า 5 เซนติเมตร
    2.1.3 ขนาดวัสดุผ่านตะแกรงเบอร์ 200 ไม่มากกว่า ร้อยละ 25 โดยน้ําหนัก
    2.1.4 ค่าปิดเหลว (Liquid Limit) ไม่มากกว่า 40
    2.1.5 ค่าดัชนีความเป็นพลาสติก (Plasticity Index) ไม่มากกว่า 20
    2.1.6 ค่าการพองตัว (Swelling) ไม่มากกว่า ร้อยละ 3
    2.1.7 ค่า ซี.บี.อาร์ จากห้องทดลอง (Lab. CBR.) ไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ และไม่น้อยกว่า วัสดุค้นทาง ณ บริเวณนั้น
    2.2 วัสดุคัดเลือกประเภท 1. ต้องเป็นวัสดุ Soil Aggregate ทราย หรือวัสดุอื่นใดที่ยอมให้ใช้ได้
    2.2. ปราศจากก้อนดินเหนียว (Clay Lump) Shale จากไม้ หรือวัชพืชอื่น ๆ
    2.2.2 ขนาดวัสดุที่ใหญ่ที่สุดไม่โตกว่า 5 เซนติเมตร
    2.2.3 ขนาดวัสดุผ่านตะแกรงเบอร์ 200 ไม่มากกว่าร้อยละ 30 โดยน้ําหนัก
    2.2.4 ค่าการพองตัว (Swelling) ไม่มากกว่าร้อยละ 4
    2.2.5 ถ้าเป็นทราย ขนาดผ่านตะแกรง เบอร์ 200) ไม่มากกว่าร้อยละ 20 โดยน้ําหนัก ความแน่น
    แห่งสูงสุด (Maximum dry cersity) ไม่น้อยกว่า 2,000 กิโลกรัมต่อลูก: ศก์เมตร
  7. โทบาย
    มห4.205-2545
    มาตรฐานวัสดุไหล่ทาง (Shoulder)
    วัสดุใหล่ทาง หมายถึง วัสดุลูกรัง กรวด หิน หินคลุก หรือวัสดุที่มีส่วนผสมของวัสดุดังกล่าวแล้ว ประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในการก่อสร้างไหล่ทาง (Shcuicer) ของถนน
  8. คุณสมบัต
    2.1 ปราศจากก้อนดินเหนียว (Clay Lump) Shele รากไม้ หรือวัชพืชอื่น ๆ
    2.2 ขนาดวัสดุใหญ่สุดต้องไม่โตกว่า : 5 เซนติเมตร
    2.3 คาดผ่านตะแกรงเบอร์ 200 ไม่มากกว่า 25 ของขนาดผ่านตะแกรง เบอร์ 40

    2.4 ค่าชดเหลว (Liquid Limit) ไม่มากกว่า 35
    2.6 ค่าดัชนีความเป็นพลาสติก (Plasticity Index) อยู่ในระหว่าง 4-15
    2.6 จํานวนส่วนร้อยละของความสึกหรอ (Percentage of wear) ไม่มากกว่า 50 2.7 ค่า ซี.บี.อาร์. จากห้องทดลอง ( St. C.B.F.) ไม่น้อยกว่าที่กําหนดในแบบ
    2.3 มีมวลและผ่านตะแกรง ดังตารางข้างล่างนี้
    น้ําหนักที่ผ่านตะแกรงเป็นร้อยละ
    ขนาดของตะแกรง
    มาตรฐาน
    ชนิด ก.
    ซนิค ซ.
    ชนิด ศ.
    ชนิด ง.
    ชนิด จ.
    2"
    100
    100
    ๆๆ
    76-95
    100
    100
    100
    9/8"
    80-66
    40-75
    60-65
    60-100
    เอ 4
    25-55
    30-60
    35-85
    50-85
    55-100
    เบอร์ 10
    15.40
    20-15
    25-50
    40-70
    40–100
    เปอร์ 20
    6-20
    15-30
    15-30
    25-45
    20-60
    เบอร์ 200
    28
    5-20
    5-15
    10-25
    6.20
    9
  9. รอบข่าย
    มทช.2417-2545
    มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต
    เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หมายถึง เหล็กเสริมในงานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใช้ทําผิวจราจรคอนกรีต ซึ่งแบ่ง ได้เป็น 2 ประเภท คือ เจ้าเด่นกลม (Round Bar) และเหล็กเส้น ย้าย (Deformed Bar)
    |
  10. คุณสมบัติ
    2.1 เหล็กเส้นกลม (Round Bar)
    ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 20 : มาตรฐานเหล็กเส้นเสริม
    คอนกรีต (เหล็กเต้นกรม) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    2.1.1 คุณสมบัติทางกล ตามตาราง
    MA

    :
    1
    ความร้อนแรงตึง : ความต้านแรงดึง
    ความยึดในช่วง
    การทดสอบด้วยการโค้งเป็น
    ที่จากลาก
    ความยาว 5 เท่าของ
    เหล็ก
    ไม่น้อยกว่า ไม่น้อยกว่า
    เส้นผ่านศูนย์กลาง
    มุมการตัด
    เส้นผ่านศูนย์กลาง
    นกพิร
    ม่น้อยกว่า
    (ochin)
    วงตัด
    (an./07.92.) (กก./ตร.ซม.)
    ร้อยละ
    1.5 เท่าของเส้น
    SR 24
    2,400
    3,900
    21
    180
    ผ่านศูนย์กลางระบุ
    2.1.2 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน สําหรับเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นกลมตามตารางดังนี้:
    สื่อขนาด
    เส้นผ่านศูนย์กลาง
    เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน ไม่เกินกว่า
    เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน
    ว ต่อเมตร
    (มิลลิเมตร)
    (กิโลกรัม)
    (มิลลิเมตร)
    สําหรับมวล อเมตร เฉลี่ยร้อยละ แต่ละเส้นร้อยละ
    ± 0.4
    0.222
  • 5.0
    +10.0
    RB 6
    U
    0.499
    Te
    RB 9
    1 0.4
    £50
    £10.0
    0.885
    RU 12
    42
    T 0.7
  • 5.0
    10.0
    1.387
    RB 15
    15
  • 0.4
  • 5.0
    +10.0
    2.226
    R$ 13
    19
    ± 0.5
    ±3.5
  • 6.0
    2.984
    RB 22
    R3 26
    223
    22
  • 0.6
  • 25
    ± 5.0
    2.853
    25
    ± 0.5
  • 3.5
    ± 6,0
    4.834
    RB 28
    28
  • 3.5
  • 6.0
    0.6
    7.127
    RB 34
    34
  • c.6
  • 3.5
    18.0
    20
    2.2 เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar) ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 24 : มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (เหล็กน้อย)
    ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
    2.2.1 คุณสมบัติทางกล ตามตารางดังนี้
    ควาะเต้านแรง
    ความต้านแรง! ความยืดในช่วงความยาว
    การทดสอบด้วยการตัดโค้งเป็น
    ตึง ที่จุดคลาก
    ตึง สูงสุด
    ว่า สองเส้นผ่าน
    สัญลักษณ์
    ไม่น้อยห
    ป. ยกว่า
    ศูนกลาง ไม่น้อยกว่า
    มุมการต
    เส้นผ่านศูนย์กลางวงด
    (กก./ตร.ซม.)
    ภก./ตร.ซม.)
    (องศา
    SD 30
    3,000
    4,900
    17
    180
    4 เท่าเส้นผ่านศูนย์กลางระ
    SD40
    4,000
    5.700
    15
    180
    5 เท่าเส้นผ่านศูนย์กลางระ
    SD 50
    3,000
    6,300
    13
    90
    5 เท่าเส้นผ่านศูนย์กลางระ
    2.2.2 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนสําหรับมวลต่อเมตรของเหล็กข้ออ้อย ตามตารางดังนี้
    เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนสําหรับมวลต่อเมตรของทุก
    มวลต่อเมตร
    คชนา
    โกลัม
    ขนาด
    เฉลี่ย ร้อยละ
    แต่ละเส้น ร้อยละ
    DB 10
    0.617
    DB 12
    0.588
    DB 13
    1.678
    DB 20
    2.166
    -3.5
    16
    DB 22
    2.004
    DB 25
    3.853
    Dl3 29
    1.834
    DB 32
    6.313
    หมายเหตุ
    ความด้านแรงดึงที่จุดคลาก ความต้านแรงดึงสูงสุด
    ความยืด
    การทดสอบด้วยการดัดโค้งเย็น
    มุมการตัด
    หุ้นผ่านศูนย์กลางวงด
    ช่วงความยาว 5 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลาง
    = YIELD STRESS
    = MAXIMUM TENSILE STRESS
    = ELONGATION
    = COLD BEND TEST
  • RENDING ANGLE
    – CIAMETER CE BENDS
  • GAUGE LENGTH
    21
    มทช.213-2545
    มาตรฐานงานทางป่า ชุด (Clearing and Grubbing)
  1. ขอบข่าย


    งานบางป่า ชุดต่อ หมายถึงการกําจัดต้นไม้ ตอไม้ พุ่มไม้ เศษไม้ ขยะวัชพืช และสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการ
    ภายในเจนทาง
  2. วิธีการก่อสร้าง
    2.1 การถางป่าให้ทําภายในบริเวณตลาดเขตทางและการขุดต่อให้ทําภายในบริเวณที่จะทําการก่อสร้าง คันทาง ข้างทาง ปอม แหล่งวัสดุ และการขุดเพื่อการก่อสร้างงานโครงสร้าง
    2.2 บริเวณที่จะก่อสร้างคันทาง ให้ขุดรากไม้ออกต่ํากว่าระดับดินเดิมตามธรรมชาติไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ในกรณีที่ดินทางสูงกว่าระดับดินเดิมมากกว่า 60 เซนติเมตร ให้ตัดต้นไม้และรอจนชิดใกล้ ระดับดินเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ ส่วนการขุดเพื่อก่อสร้างงานโครงสร้างอื่นๆ ให้ขุดต่อรายไม้ออก กว่าระดับต่ําสุดของแบบโครงสร้างไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร
    2.3 บริเวณคอมและแหล่งวัสดุ ให้เขาหอไม้ รากไม้และวัสดุอื่นๆ ที่ไม่ต้องการปะปนอยู่ออกจนเห็นว่า ไม่มีสิ่งดังกล่าว ปนกับวัสดุที่จะนํามาใช้ในการก่อสร้าง
    2.4 ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่นอกกันทาง หรืออยู่นอกเชิงลาดดินตัดให้คงไว้ ในกรณีจําเป็นที่จะต้องตัดให้อยู่ใน อยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมงาน สําหรับต้นไม้ที่คงไว้ กิ่งที่ยื่นเข้าไปในผิวจราจร และสูงจากระดับผิว จราจรไม่เกิน 3.00 เมตร ให้ตัดกิ่งออกให้เรียบร้อย และให้เหลือโคนกิ่งติดลําต้นยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร
    2.5) วัสดุจากการถางป่า ชุด ให้นําไปทิ้งตามบริเวณที่ผู้ควบคุมงานเห็นสมควร
    2.6 ตลอดระยะเวลาที่ถางป่า ชุดตอ ให้ทําด้วยความระมัดระวังในการตัดต้นไม้ ไม่ให้เกิดอันตรายและ และทําความเสียหายแก่ต้นไม้ที่คงไว้
    2.7 หลังจากการถางป่า ชุดคอ ให้ปาดเกลี่ย ปรับแต่ง และเก็บเศษวัสดุไปทิ้งนอกเขตทางให้เรียบร้อย
    .De
    22
  3. ชอบบ่าย
    มหซ.212-2545
    มาตรฐานงานตกแต่งเกลี่ยกันทางเดิม (Reshaping and Leveling)
    การตกแต่งเกลี่ยกันทางเดิม หมายถึง การเกลี่ยปรับระดับของพื้นถนนและไหล่ทางเดิม ให้ได้ระดับ รวมทั้งเอาวัชพืช และสิ่งสกปรกออกให้หมด
  4. วิสต
    วัสดุที่ใช้ในการตกแต่งเกลี่ยกันทางเดิม ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติตาม มาตรฐานวัสดุคัดเลี้ยง : (มท.ช. 204-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบ และรับรองให้ใช้ได้แล้ว
  5. วิธีการก่อสร้าง
    3.1 ให้ใช้รถเกรด หรือเครื่องมืออื่น ปรับเกลี่ย แต่งผิวหน้าของกันทางเดิม ตลาดความกว้างของต้นทาง รวมทั้งไหล่ทางทั้งสองข้างด้วย
    3.2 ให้เก็บวัชพืช และสิ่งสกปรกบนคันทางเดิมออกให้หมด
    3.3 ตอนใดที่สูง ให้ปาดออกให้ได้ระดับและตอนโตเป็นหลุมบ่อ หรือแอ่ง ให้ทําการชุดแต่ง แล้วใช้วัสดุ คัดเลือกลงบนคันทางเกลี่ยเป็นชั้นๆ ให้สม่ําเสมอตลอดพื้นที่ พรมน้ําแล้วทําการบดอัดแน่น โดยให้มี
    ความแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Standard Procler Dry Density
    5.4 การตกแต่งเกลี่ยค้นทางเดิม เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผิวของคนทางเดิมต้องเรียบสม่ําเสมอได้ระดับ สะอาด และไม่มีแข่ง “หลุม บ่อ
    25
  6. ขอบข่าย
    มทช.221-2545
    มาตรฐานงานดินตัดกันทาง (Roadway Excavation)
    คนตัดต้นทาง หมายถึง การขุดตัดวัสดุที่อยู่ในเขตทาง ซึ่งได้แก่การนําวัสดุที่ขุดแล้วไปใช้ในงานก่อสร้าง ต้นทาง ตบแต่งกันทาง และนําวัสดุที่ไม่ต้องการซึ่งขุดตัดแล้วไปทิ้งในที่ที่เหมาะสม งานตัดแบ่งออกเป็น 2 ชนิต ดังนี้
    1.1 งานตัดชนิดที่ไม่ระบุประเภทของวัสดุ ซึ่งหมายถึง การขุดตัดวัสดุชนิดใด ๆ ก็ได้ เพื่อการก่อสร้าง ค้นทางตบแต่งกันทางนําวัสดุที่ไม่ต้องการไปทิ้ง และเพื่อการวางอาคารระบายน้ํา
    2
    1.2 งานตัดชนิดที่ระบุประเภทของวัสดุ ซึ่งหมายถึง การขุดตัดค้นทางที่ระบุประเภทของวัสดุที่จะต้อง ชุดตัด โดยระบุตามชนิดและเครื่องจักรที่ใช้
  7. วัสดุ
    หมายถึง วัสดุที่จะต้องขุดตัดตามงานตัด ข้อ 1.1 และข้อ 1.2 ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 2.1 วัสดุที่ไม่ได้ระบุประเภท ให้หมายถึงวัสดุใด ๆ ก็ได้ที่ต้องขุดตัด 2.2 วัสดุที่ระบุประเภท ให้หมายถึงวัสดุที่จะขุดตัดต่อไปนี้ 2.2.1 หินและวัสดุค้นทางอื่นทั้งหมด ยกเว้น หิน และหินแข็ง 2.2.2 หินผุและวัสดุคันทางอื่นทั้งหมด ยกเว้นดิน และหินแข็ง 2.2.3 หินแข็งและวัสดุดันทางขึ้นทั้งหมด ยกเว้นดิน และหิน
    การขุดตัดวัสดุที่ระบุประเภท ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ควบคุมงานว่าควรจะใช้เครื่องจักร
    ชนิดใดที่เหมาะสม
    2.3 วัสดุที่ไม่เหมาะสมในการขุดตัด ให้หมายถึงวัสดุดังต่อไปนี้
    2.3.1 ดินที่มีปริมาณอินทรีย์สารสูง ในที่เกิดจากการทับถมเน่าเปื่อยของซากพืชต่างๆ ซึ่งมีรากไม้ หญ้าและพวกผักต่างๆ
    2.3.2 หินอ่อน ดินไม่มีเสถียรภาพของตัวเอง มีความชื้นสูงเมื่อเปียก และแห้งมากเกินไป เมื่อไม่มี ความชื้น ซึ่งทั้งนี้จะต้องอยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมว่าเป็นวัสดุที่ไม่เหมาะสมหรือไม่
  8. วิธีการก่อสร้าง
    3.1 การขุดตัดวัสดุที่อยู่ในเขตทาง ถ้าวิศวกรผู้ควบคุมงานพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นวัสดุที่เหมาะสม ควร จะนําไปใช้งานดินต้นทาง ก็ให้นําไปทดสอบคุณสมบัติ มีคุณสมบัติตามมาตรฐานของวัสดุค้นทาง ให้นําไปใช้ทําคันทางได้
    3.2 สําหรับวัสดุที่ขุดตัดออกมาแล้ว ผู้ควบคุมงานพิจารณาเห็นว่าเป็นวัสดุที่ไม่เหมาะสมที่จะนําไปใช้ งาน ก็ให้นําออกไปทิ้งในที่เห็นสมควร แล้วนําวัสดุที่เหมาะสมมาใส่แทน
    3.3 วัสดุที่พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสมในการขุดตัด ห้ามทําการตัดโดยเด็ดขาด
  9. ความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้ (Tolerance)
    ระดับของงานคนตัดต้นทางที่ปรับแต่งให้ได้รูปลักษณะตามแบบแล้ว เมื่อใช้ไม้บรรทัดวัดสอบระยะ
    3.00 เมตร ตามแนวขนานกับแนวศูนย์กลางของถนน ระดับหลังตัดค้นทางในระยะ 3.00 เมตร ให้ ต่างกันได้ไม่เกิน 1 เซนติเมตร และยอมให้คลาดจากระดับที่กําหนดไว้ในแบบได้ - 1.5 เซนติเมตร
    30
  10. ขอบข่าย
    มทช.222-2545
    มาตรฐานงานชั้นรองพื้นทาง (Subhase)
    งานชั้นรองพื้นทาง หมายถึง การก่อสร้างชั้นรองพื้นทางโดยผมและบดอัดวัสดุรองพื้นทาง ให้ได้รูปร่าง
    และระดับตามแบบก่อสร้าง
  11. วัสดุ
    วัสดุที่จะนํามาใช้ต้องมีคุณสมบัติผ่านการทดสอบตรงตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง: (มทร. 202-3545)
  12. วิธีการก่อสร้าง
    3.1 ในกรณีที่ดินทางเป็นถนนเดิมที่มีผิวจราจรเป็นผิวรองพื้นทางหรือคันทาง
    3.1.1 ถนนเดิมซึ่งมีผิวจราจร เป็นตัวของพื้นทางหรือคันทางที่ไม่ได้แนวและระดับ ต้องลมแต่งให้ได้ แนวและระดับตามรูปแบบที่กําหนด
    3.1.2 ถนนเดิมซึ่งมีผิวจราจรเป็นชั้นของพื้นทางหรือต้นทาง บริเวณใดซึ่งมีดินชั้นล่างส่วน (Soft 555) ต้องขุดออกแล้วนําวัสดุที่มีคุณสมบัติที่ตรงตามมาตรฐานวัสดุคัดเลือก มาถมบดอัดเป็นชั้นๆ ให้มี
    ความแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Standard Picator Density
    3.1.3 การเสริมบริเวณใดที่ทําให้ชั้นรองพื้นทางที่เสริมใหม่มีความหนาน้อยกว่า 10 เซนติเมตร ต้อง ขุดคุ้ยวัสดุชั้นรองพื้นทางเดิมช่วงนั้นออก ไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร แล้วผสมคลุกเคล้ากับวัสดุชั้นรองพื้นทาง ใหม่ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จึงจะทําการบดให้แน่นและได้ระดับตามแบบ
    3.2 วัสดุที่หลุดร่อนไม่คงทนหรือที่มีคุณภาพเลวบนถนนเดิม ซึ่งมีผิวจราจรเป็นชั้นรองพื้นทาง หรือใน
    ค้นทางใหม่ ต้องกวาดออกให้หมด
    3.3 หลุมบ่อต่างๆ บนถนนเดิมซึ่งมีผิวจราจรเป็นชั้นของพื้นทางหรือบนคันทางใหม่ จะต้องกลม และ ต
    อัดและบดอัดให้แน่นด้วยวัสดุที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานวัสดุคัดเลือก
    3.4 เมื่อได้ตบแต่งถนนเดิมที่มีผิวจราจรเป็นชั้นของพื้นทางหรือคันทางใหม่เรียบร้อยแล้ว ให้นําวัสดุรอง พื้นทางที่มีคุณสมบัติตามที่กําหนด มาเกลี่ยแผ่นกัดเป็นชั้นๆ ชั้นหนึ่งหนาไม่เกิน 20 เซนติเมตร และให้ มีความแน่นแต่ละวันไม่น้อยกว่าร้อยละ 3) Modified Proctor Denisity
    3.5 บริเวณใดหรือช่วงใด วัสดุรองพื้นทางที่เกลี่ยแผ่วดอัด มีมวลหยาบและมวลละเอียดแยกตัวจากกัน (Segregation) ให้แก้ไขโดยขุดคุ้ย” (Scarity) ออก แล้วทําการผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันหรือออกใส่วัสดุ รองพื้นทางที่มีส่วนผสมสม่ําเสมอแทน

31
3.6 ในกรณีที่ใช้วัสดุมากกว่า 1 ชนิด มาผสมเป็นวัสดุรองพื้นทางบนที่ก่อสร้าง วัสดุแต่ละชนิดนั้น จะต้องได้รับการคลุกเคล้าให้มีลักษณะสม่ําเสมอ และต้องได้รับการตรวจสอบถูกต้องตรงตามมาตรฐาน
วัสดุรองพื้นทางเสียก่อน จึงจะทําการเกลี่ยแม่มดอดได้
3.7 เมื่อทําการก่อสร้างชั้นรองพื้นทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องมีผิวหน้าเรียบแน่นสม่ําเสมอระดับ ถูกต้องตามแบบก่อสร้าง
4. ความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้ (Tolerance)
ระดับหลังชั้นรองพื้นทางที่บดอัดแน่นแล้วทุกจุด ผมให้สูงหรือต่ํากว่าระดับตามแบบก่อสร้างได้ไม่เกิน 1.5 เซนติเมตร หากช่วงใดตอนใดที่มีระดับผิดไปจากนี้ ให้ตัดส่วนที่เกินออก หรือขุดคุ้ย (Scarify) ออกหนา ไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร แล้วทําการบดอัดใหม่ให้แน่นและได้ระดับสม่ําเสมอตามแบบ
4

  1. ขอบข่าย
    มทช.224-2545
    มาตรฐานงานไหล่ทาง (Shoulder)
    งานไหล่ทาง หมายถึง การก่อสร้างไหล่ทางหลังจากการก่อสร้างชั้นรองพื้นทางเสร็จแล้ว โดยทําการถม
    หล่ทางตามแนวบริเวณที่จะทําให้ทางบนขอบชั้นรองพื้นทางขึ้นมาจนได้ระดับตาม
    เสริมและบดอัดวัสดุ รูปแบบก่อสร้าง
  2. วัสดุ
    วัสดุที่จะนํามาใช้ต้องมีคุณสมบัติผ่านการทดสอบตรงตามมาตรฐานวัสดุไหล่ทาง : บทช. 205-2545)
  3. วิธีการก่อสร้าง
    3.1 วัสดุที่นํามาใช้จะต้องผสมน้ําและคลุกเคล้าจนเรียบร้อยแล้วจาก Steakopile โดยให้มีความชื้น สม่ําเสมอใกล้เคียงกับความชื้นที่ Opsimum Moisture Content และนํามาเกลี่ยถมแต่งบดอัดทันที ถ้านํา วัสดุที่จะใช้มาทําการผสมคลุกเคล้ากับน้ําบนชั้นรองพื้นทาง ส่วนที่จะทําให้ทางต้องกระทําด้วยความ ระมัดระวัง ต้องมิให้โครงสร้างทางส่วนอื่นเสียหาย หากเกิดเสียหายขึ้นจะต้องทําการแก้ไขส่วนนั้นๆ ให้ ถูกต้องเรียบร้อย
    3.2 ให้นําวัสดุไหล่ทางที่มีคุณสมบัติตามที่กําหนดมาเกลี่ยแผ่นคลัดเป็นชั้นๆ หนาชั้นละไม่เกิน 15 เซนติเมตร และแต่ละชั้นให้มีความแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Modified Proctor Density
    3.3 เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว ต้องมีผิวหน้าเรียบและความแน่นสม่ําเสมอตลอดแนว โดยเฉพาะที่รอยต่อ ระหว่างพื้นทางกับไหล่ทาง
  4. ในกรณีฤดูฝนไม่ควรก่อสร้างไหล่ทางก่อนทําพื้นทาง เพราะจะทําให้ชั้นรองพื้นทางเสียหาย อันเนื่อง มาจากน้ําขังบนชั้นรองพื้นท
    แทง

มทช.251-2564
มาตรฐานงานผิวจราจรคอนกรีต
(Concrete Paverment)

  1. ขอบข่าย
    งานผิวจราจรคอนกรีต หมายถึง การก่อสร้างถนนโดยใช้คอนกรีตเป็นผิวจราจร เสริมกําลังด้วยเหล็ก เหล็กกันร้าง เหล็กเดือย (Dowel Bars) และเหล็กยืด (Tie Bars) ตามตําแหน่งที่แบบกําหนด โดยถูกต้อง ตามหลักวิศวกราม
  2. ข้อกําหนดวัสดุ (Materials Specifications)
    2.1 ปูนซีเมนต์ที่ใช้ในงานผิวจราจรคอนกรีต ให้ใช้ปูนซีเมนต์ดังต่อไปนี้
    2.1.1 ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 15 : ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ 2.1.2 ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.2594 : ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก
    ชนิดใช้งานทั่วไปสัญลักษณ์ GU
    2.2 มวลรวมละเอียด (ทราย) ให้เป็นไปตาม มช. 216 : มาตรฐานวัสดุมวลรวมสําหรับผิวจราจร
    คอนกรีต
    2.4 นา
    มวลรวมหยาบ (หินหรือกรวด) ให้เป็นไปตาม บทช. 216 : มาตรฐานวัสดุมวลรวมสําหรับผิวจราจร คอนกรีต
    2.4.1 น้ําที่ใช้ผสมคอนกรีตให้ใช้น้ําประปา
    2.4.2 ในกรณีที่หาน้ําประปาไม่ได้ ต้องใช้น้ําจืดที่สะอาด โดยปราศจากสารที่เป็นอันตรายต่อ
    คอนกรีตและเหล็กเสริม
    2.3 สารผสมเพิ่
    2.5.1 สารเคมีผสมเพิ่ม (Chemical Admixtures) จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
    มอก. 133: สารเคมีผสมเพิ่มสําหรับคอนกรีต เช่น
    2.5.1.1 ประเภทสารลดน้ํา (Water Reducers หรือ Plasticizes)
    (1) ลดปริมาณ ต่อหน่วยปริมาตรของคอนกรีตแล้ว คงเทได้ดีเหมือนเดิม
    (2) เพิ่มการเทได้ดีกว่าเดิม โดยปริมาณน้ําต่อหน่วยปริมาตรคอนกรีตรงเดิม 2.5.1.2 ประเภท สารเร่งการแข็งตัว (Accelerators) เพื่อลดระยะเวลาการก่อตัวของคอนกรีตให้สั้นลง 2.5.1.3 ประเภทสารหน่วงการแข็งตัว Retardars) เพื่อยืดระยะเวลาการก่อตัวของคอนกรีตให้
    ยาวนานขึ้น
    2
    2.5.2 หากต้องการใช้สารเคมีผสมเพิ่ม มากกว่า 1 ประเภท พร้อมกัน จะต้องคํานึงถึงผลกระทบที่มีต่อ
    มันของสารเคมีผสมเพิ่มแต่ละชนิดด้วย ดังนั้นจึงควรปรึกษาผู้ผลิตหรือทําการทดลองผสมก่อน 2.5.3 การใช้สารเคมีผสมเพิ่ม ต้องแสดงรายละเอียดส่วนประกอบหลักทางเคมี ข้อแนะนําในการใช้ ข้อจํากัดต่างๆ รวมถึงปริมาณสูงสุดที่จะใช้ หากไม่มีรายละเอียดดังกล่าว จะต้องทดลองผสม และทดสอบคุณสมบัติต่างๆ ของคอนกรีต เช่น ความสามารถในการเห คําสั่งที่ระยะต้น กําลัง ที่ระยะยาวและความคงทน เป็นต้น และได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงานหรือผู้แทน ผู้ว่าจ้างก่อนนําไปใช้
    2.6 เหล็กเสริมคอนกรีต
    26.1 ตะแกรงเหล็กกล้า (Steel Wire Fabric Wire Mesh) ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 737 : ตะแกรงเหล็กกล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต โดยลวดที่ใช้ทําตะแกรงให้ใช้ลวด ดังต่อไปนี้
    2.6.1.1 ลวดเหล็กกล้าถึงเย็น ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 747 ลวดเหล็กกล้าถึงเย็นเสริมคอนกรีต ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เล็กกว่า 3.30 มิลเมตร และมีพื้นที่หน้าตัดระบุไม่น้อยกว่า 8.56 ตารางมิลลิเมตร
    2.6.1.2 ลวดเหล็กกล้าข้ออ้อยดึงเย็น ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.943 : ลวดเหล็กกล้าข้ออ้อยซึ่งเป็นเสริมคอนกรีต ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เล็ก กว่า 350 มิลลิเมตร และมีพื้นที่หน้าตัดระบุไม่น้อยกว่า 8.55 ตารางมิลลิเมตร
    2.5.2 ตะแกรงเหล็กเส้น โดยเหล็กที่ใช้ทําตะแกรงให้ใช้เหล็กดังต่อไปนี้
    2.6.2.1 เหล็กเส้นกลม ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.20 : เหล็ก เสริมคอนกรีต : เหล็กเส้นกลม โดยมีขนาดและระยะเรียงตามที่แบบกําหนด 2.5.2.2 เหล็กข้ออ้อย ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.24 : เหล็ก
    เสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย โดยมีขนาดและระยะเรียงตามที่แบบกําห
    2.3.3 เหล็กเดือย (Dowel Bars) และเหล็กยืด (le Bars)
    2.6.3.1 เหล็กเส้นกลม ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.20 : เหล็ก
    เสริมคอนกรีต : เหล็กเส้นกลม
    2.6.3.2 เหล็กข้ออ้อย ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 24 : เหล็ก
    เสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย
    2.7 ปลอกหุ้มเหล็กเดือย เป็นโลหะ พลาสติก วัสดุสังเคราะห์ หรือท่อ PVC ตามมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีเส้นผ่านศูนย์กลางภายในใหญ่กว่าเหล่าเดือย 3-5 มิลลิเมตร โดยมีปลาย ข้างหนึ่งเปิดและอีกข้างหนึ่งปิด เมื่อสวมหุ้มเหล็กเดือยจนสุดแล้วให้มีช่องว่างระหว่างปลายเหล็ก เดือยถึงปลายปลอกหุ้มเหล็กเดือยประมาณ 3 เซนติเมตร และต้องไม่น้อยกว่าความกว้างของรอยต่อ เพื่อการขยายตัว (Expansion Joints) รองรับการยืดหดตัวของคอนกรีต
    پوچھو
    c)
    3
    2.8 วัสดุ รอยต่อ
    2.8.1 วัสดุแผ่นกั้นรอยต่อ (Joint Filler) ใช้สําหรับกั้นรอยต่อเพื่อการขยายตัว (Expansion Joint) ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.1041 : วัสดุอุดรอยต่อคอนกรีต ชนิดขึ้นรูปและไม่ปลิ้น : แอสฟัลต์ หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 10/9 : วัสดุอุด รอยต่อคอนกรีตประเภทยางฟองน้ําและไม้ก๊อก กรณีใช้วัสดุอุดรอยต่อมากกว่า 1 แผ่นใน รอยตีนเดียวกัน จะต้องต่อกันให้แน่นสนิท และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ตรวจรับพัสดุ ก่อนนําไปใช้
    2.3.2 วัสดุทารองพื้นรอยต่อ ( Point Primer) ต้องเป็นวัสดุที่มีความสามารถในการไหนแทรกซึมเข้า ไปในรูพรุนของคอนกรีตได้ดี เมื่อทาทับบนผิวคอนกรีต จะต้องแห้งภายใน 4 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ความหนาแน่นของวัสดุทารองพื้นรอยต่อต้องไม่มากกว่า 0.35 กรัมต่อ ลูกบาศก์เซนติเมตร (350 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) และมีความหนืด (Dirt Row) อยู่ในช่วง 30-50 วินาที ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ห้ามใช้แอสฟัลต์อิมัลชนเป็นวัสดุทารองพื้นรอยต่อ และหากนําวัสดุอื่นใดมาใช้ทารองพื้นรอยต่อ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
    ตรวจรับพัสดุ
    2.3.3 วัสดุยางอยต่อ (Mastic Joint Sealer) ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
    มอก.479 : วัสดุยารอยต่อคอนกรีตแบบยืดหยุ่นชนิดเหรอน
    2.2.1 แผ่นพลาสติกรองพื้นคอนกรีต (Plastic Sheet) ที่ใช้ในการก่อสร้างต้องมีความหนา และความ กว้างตามที่กําหนดไว้ในแบบ มีลักษณะโปร่งใส ไม่มีสี่ กันน้ํา และไม่มีรูบริเวณขอบต้องเป็น เส้นตรง บริเวณที่ทําการพับและบริเวณที่ของต้องสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
    29 กอนกรีต
    แผ่นพลาสติกต้องยาวต่อเนื่องตลอดความกว้างของช่องจราจรทั้งหมด ถ้าจําเป็นต้องทําการ เชื่อมต่อแผ่นพลาสติกต้องทําบริเวณรอยต่อตามยาว โดยแผ่นพลาสติกที่ทําการเชื่อมต่อวาง ซ้อนทับกันอย่างน้อย 20 เซนติเมตร
    2.9.1 งอนกรีตทั่วไป เป็นคอนกรีตที่ได้จากการผสมวัสดุ ตามข้อ 2.1 ถึง 2.4 และ/หรือสารผสมเพิ่ม
    ตามข้อ 2.5 ในอัตราส่วนผสมที่ได้ออกแบบไว้ด้วยไม่ผสมคอนกรีต
    2.9.2 คอนกรีตผสมเสร็จ (Ready Mixed Concrete) เป็นคอนกรีตที่ได้จากการผสมวัสดุ ตามข้อ 2.1 ถึง 2.4 และ/หรือสารผสมเพิ่ม ตามข้อ 2.5 ในอัตราส่วนผสมที่ได้ออกแบบไว้ด้วยโรงงาน ผสมหรือรถผสมคอนกรีต แล้วส่งจนถึงสถานที่ก่อสร้างด้วยเครื่องผล
    หมายเหตุ 1
  3. การออกแบบส่วนผสมคอนกรีต
    3.1 ผู้รับจ้างต้องเสนอผลการออกแบบส่วนผสมคอนกรีต ต่อผู้ควบคุมงานเพื่อพิจารณาตรวจสอบ หรือส่งให้ กรมทางหลวงชนบทเป็นผู้ออกแบบส่วนผสม โดยปริมาณปูนซีเมนต์ที่ใช้จะต้องกําหนดโดยวิศวกรผู้ออกแบบ

    ส่วนผสม ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติของคอนกรีตและการใช้งานที่เหมาะสมด้วย อย่างไรก็ตาม ส่วนผสม ดังกล่าวไม่เป็นการทําให้ผู้รับจ้างพ้นภาระความรับผิดชอบในกรณีคอนกรีตมีกําลังขัดประทับต่ํากว่าค่าที่กําหนด
    3.2 คอนกรีตต้องมีความข้นเหลวที่พอเหมาะ สามารถและแต่งผิวได้ตามที่แบบกําหนด ค่ายุบตัวต้องอยู่ ระหว่าง 3-7 เซนติเมตร เมื่อทดสอบตาม ม.9 (1) 103.1 : วิธีการทดสอบค่าการยุบตัวของคอนกรีต
    3.3 กําลังอัดประลัยของแต่งตัวอย่างคอนกรีต ขนาดมาตรฐานรูปทรงลูกบาศก์ 15x15x15 เซนติเมตร ต้องไม่น้อยกว่า 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือตามที่แบบกําหนด
  4. เครื่องจักรเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง
    ก่อนเริ่มงาน ผู้รับจ้างต้องเตรียมเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ ที่จําเป็นต้องใช้ในการดําเนินงานไว้ให้ พร้อมที่หน้างาน ทั้งนี้ต้องเป็นแบบและขนาดซึ่งอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องได้รับ อนุญาตจากผู้ควบคุมงาน
    1.1 เครื่องผสมคอนกรี
    4.1.1 ไม่ผสมคอนกรีต หมุนด้วยความเร็วระหว่าง 14-20 รอบต่อนาที ต้องสามารถผสมคอนกรีตให้
    เข้ากันได้อย่างสม่ําเสมอ
    4.1.2 โรงงานผสมคอนกรีต ต้องสามารถผสมคอนกรีตให้เข้ากันได้อย่างสม่ําเสมอ ควบคุมปริมาณวัสดุ ที่ใช้ได้ตามอัตราส่วนผสมที่ได้ออกแบบไว้ได้อย่างถูกต้อง มีกําลังการผลิตมากพอที่จะนําไปใช้
    ในการก่อสร้างได้อย่างต่อเนื่อง และส่วนผสมมีความสม่ําเสมอ
    4.1.3 รถผสมคอนกรีต ถังผสมคอนกรีตเป็นโม่หมุนแบบมีใบมีดหรือแบบมีใบพายกวน ต้องสามารถ
    ผสมคอนกรีตให้เข้ากันได้อย่างสม่ําเสมอ
    4.2 เครื่องสั่นสะเทือน อาจติดตั้งเข้ากับเครื่องแต่งผิวคอนกรีต
    สามารถสั่นสะเทือนได้เต็มความกว้างของ แบบหล่อ โดยอาจเป็นชนิดแผ่นสั่นสะเทือนหรือชนิดจุ่มก็ได้ ทั้งนี้ต้องไม่กระทบกับขอบแบบหล่อ รอยต่อ เหล็กเลื่อย เหล็กยึด และส่วนประกอบอื่นๆ ความถี่ของเครื่องสั่นสะเทือนชนิดแผ่นสั่นสะเทือน ต้องไม่น้อยกว่า 3,500 รอบต่อนาที และชนิดจุ่มต้องไม่น้อยกว่า 5,000 รอบต่อนาที
    4.3 เครื่องแต่งผิวคอนกรีต ต้องเป็นชนิดที่เลื่อนไปตามขวางได้ สามารถใช้ปาดแห่งบรอยคลื่นที่เกิดจาก
    เครื่องสั่นสะเทือนได้ และใช้ปาดแต่งให้ได้รูปของแนวลายผิวทางตามที่แบบกําหนด
    1.4 เครื่องตัดรอยต่อ ต้องมีกําลังเพียงพอ สามารถตัดคอนกรีตให้ได้ความลึกตามที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว 4.5 แบบหล่อผิวจราจร ห้าด้วยเหล็กที่มีความแข็งแรงและเรียบตรงไม่บิดงอ มีความสูงเท่ากับความหนา “ของคอนกรีต มีความยาวท่อนละ 3 เมตร ยกเว้นแนวถนนโค้งที่มีรัศมีความโค้งน้อยกว่า 60 เมตร ให้ใช้แบบหล่อโค้ง หรือแบบหล่อที่มีความยาวที่เหมาะสม เพื่อให้ถนนโค้งตามรูปแบบที่กําหนด
    5
  5. วิธีการก่อสร้าง
    ทําการบดอัดชั้นพื้นทางหรือชั้นต้นทาง ให้มีความกว้างมากกว่าผิวจราจรเพิ่มความกว้างไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร เพื่อไว้สําหรับวางแบบหล่อ โดยบดอัดให้ได้ความแน่นและค่าระดับตามที่แบบกําหนด ก่อนการเทคอนกรีต ต้องมีการวางแผนที่ดี ต้องคํานึงถึงสภาพอากาศที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบ ต่อการเทคอนกรีต ในระหว่างการก่อสร้างต้องควบคุมการจราจรเพื่อไม่ให้คอนกรีตเสียหาย โดยติดตั้งป้าย จราจรพร้อมอุปกรณ์อื่นๆ รวมทั้งสัญญาณไฟกลางคืนตามที่กรมทางหลวงชนบทกําหนด พร้อมทั้งจัดการ จราจรบริเวณพื้นที่ก่อสร้างให้ปลอดภัย การก่อสร้างให้ดําเนินการดังนี้ 5.1 การติดตั้งแบบหล่อ
    5.1.1 แบบหล่อต้องสะอาดและชโลมน้ํามันก่อนที่จะนํามาใช้ทุกครั้ง การติดตั้งแบบหล่อต้องมีสลัก
    เกาะกันระหว่างปลายที่ชนกันอย่างแข็งแรงแน่นหนา
    5.1.2 แบบหล่อด้านข้างและแบบหล่อด้านขวางจะต้องเจาะรูสําหรับเสียบเหล็กเดือย (Dowvet Bass)
    หรือเหล็กยึด (Tie Bars) ซึ่งมีระยะห่างและตําแหน่งสูงต่ําตามที่แบบกําหนด
    5.1.3 การติดตั้งแบบหล่อด้านขวาง ต้องยึดติดกับแบบด้านข้างให้มีความมั่นคงแข็งแรงแน่นหนา 5.1.4 การติดตั้งแบบหล่อด้านข้าง รอยต่อชนจะต้องเรียบร้อยและยึดติดกันอย่างแน่นหนา ยึดตรึงด้วยหมุด เหล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 มิลลิเมตร ทุกรูหมุดจํานวนไม่น้อยกว่า 3 หมุด ทุกสลักต่อจนต้องยึด ติดกันให้แน่น ผิวข้างแบบหล่อหรือต้นแบบหล่อ ต้องเรียนเสมอได้แนวและระดับตามที่แบบ กําหนด ฐานของแบบหล่อ จะต้องวางติดบนผิวชั้นในทางที่ปรับแต่งจนได้ระดับแล้ว ห้าม หนุนแบบหล่อเพราะอาจเกิดการทรุดในขณะเทคอนกรีต การติดตั้งแบบหล่อ ต้องให้แต่ละ ข้างเหลื่อมกันไม่น้อยกว่า 40 เมตร เพื่อให้การวางแบบหล่อท่อนต่อไปมีแนวระดับอ้างอิง และให้ตรวจสอบระดับโดยใช้กล้องทุกระยะ 2 เมตร ทั้งในแนวขวางและแนวยาวของถนน และ ต้องตรวจสอบระดับต้นแบบหล่อครั้งสุดท้ายโดยใช้ไม้บรรทัดยาว 3 เมตร ทาบเพื่อตรวจสอบ
    ทําความเป็นเส้นตรง
    5.2 การผสมคอนกรีต ต้องผสมให้คอนกรีตเป็นเนื้อเดียวกันสม่ําเสมอ และมีความข้นเหลวได้ตามข้อกําหนด
    สามารถผสมได้ ดังนี้
    5.2.1 คอนกรีตทั่วไป เป็นคอนกรีตที่ผสมด้วยไม่ผสม ซึ่งหมุนด้วยความเร็วระหว่าง 14-20 รอบต่อ นาที การใส่วัสดุลงในไม่ จะต้องใส่น้ําบางส่วนลงไปในโม่ก่อน แล้วใช้วัสดุมวลรวมและ ปูนซีเมนต์ลงไปตามหลัง จากนั้นให้เติมน้ําลงไปจนได้ปริมาณตามอัตราส่วนที่กําหนด การเติม น้ํา ต้องให้น้ํา ค่อยๆ ไหลลงติดต่อกันภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 วินาที และไม่เกินหนึ่งใน สี่ของระยะเวลาผสมที่ได้กําหนดไว้ ระยะเวลาในการผสม ให้เริ่มนับหลังจากใส่วัสดุส่วนผสม ต่างๆ ลงไปจนครบตามอัตราส่วนที่กําหนด ไม่ผสมที่มีขนาดความจุไม่มากกว่า 1 ลูกบาศก์ เมตร ระยะเวลาผสมต้องอยู่ระหว่าง 60-30 วินาที โปผสมที่มีขนาดความจุมากกว่า 1 ลูกบาศก์เมตร ระยะเวลาการผสมให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน ถ้าเครื่องผสมเป็นแบบ
    7
    | 2013-
    E
    ไม่ ระยะเวลาที่เหลื่อมกันระหว่างไม่ ไม่นับรวมเป็นระยะเวลาผสม การเทคอนกรีตที่ ผสมเสร็จแล้วออกจากโม่ ให้เทให้หมดก่อนที่จะผสมไม่ต่อไป ปริมาณคอนกรีตที่ผสม ในแต่ละไม่ ต้องไปมากกว่าขนาดความจุของไม่ ซึ่งระบุไว้บนแผ่นป้ายรับรองขนาดความจุของ บริษัทผู้ผลิต ซึ่งติดอยู่ที่โม่ผสม ในกรณีผสมเป็นขนาดความจุ ให้ผสมได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของ ขนาดความจุ ทั้งนี้ส่วนผสมคอนกรีตจะต้องสม่ําเสมอ และไม่พ้นออกจากไม่
    5.2.2 คอนกรีตผสมเสร็จ (Ready Mixed Concrete) เป็นคอนกรีตที่ผสมโดยโรงงานหรือรถผสม คอนกรีต และส่งถึงสถานที่ก่อสร้าง ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 23 : คอนกรีตผสมเสร็จ การใส่วัสดุส่วนผสมต่างๆ และการเติมน้ํา ให้ปฏิบัติตามข้อกําหนดในข้อ
    5.2.1
    5.2.3 การผสมคอนกรีตด้วยรถผสม อาจใช้รถผสมคอนกรีตให้แล้วเสร็จที่โรงงาน แล้วขนส่งไปที่ หน้างาน หรือใช้รถผสมคอนกรีตทําการผสมที่หน้างานก็ได้ หากเนื้อคอนกรีตไม่มีความ สม่ําเสมอเพียงพอ ห้ามใช้รถผสมกันนั้นๆ จนกว่าจะได้มีการแก้ไข และได้รับความเห็นชอบ จากผู้ควบคุมงาน ในกรณีที่จะใช้น้ําล้างไม่เป็นส่วนหนึ่งของปริมาณน้ําที่จะใช้ผสมคอนกรีตใน ไม่ต่อไป จะต้องวัดปริมาณน้ําให้ถูกต้อง เพื่อนําไปคิดคํานวณหาปริมาณน้ําที่จะใส่เพิ่ม ให้ ถูกต้องตรงตามผลการออกแบบอัตราส่วนผสม แต่ถ้าไม่สามารถวัดหรือควบคุมปริมาณของน้ํา
    ในไม่ได้ จะต้องถ่ายเทน้ําออกจากไม่ทั้งหมดก่อนการผสมครั้งต่อไป
    5.3 การวางเหล็กเสริม
    5.3.4 เหล็กเสริมจะต้องมีขนาดถูกต้อง สะอาด ไม่เป็นสนิมขุม ปราศจากน้ํามันหรือไขมัน จนเป็น เหตุให้แรงยึดเกาะกับคอนกรีตสูญเสีย การผูกเหล็กตะแกรงควรผูกเป็นแผงๆ แล้วนํามาวางใน ตําแหน่งด้วยความระมัดระวัง
    5.3.2 แผงตะแกรงเหล็กเสริมกันร้าวตามแนวยาวและแนวขวาง เส้นริมสุดของแผงตะแกรง จะต้อง ห่างจากขอบของคอนกรีตไม่เกิน 10 เซนติเมตร ปลายเหล็กตามแนวยาวและแนวขวางจะต้อง ห่างจากขอบของคอนกรีตไม่เกิน 5 เซนติเมตร การต่อเหล็กให้วางทาบเหลื่อมกัน สําหรับ เหล็กเส้นกลมให้มีระยะไม่น้อยกว่า 40 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลาง และสําหรับเหล็กข้ออ้อย ให้มีระยะไม่น้อยกว่า 30 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลาง จากนั้นให้ผูกติดกันให้แน่นทุกระยะไข 5.3.3 ก่อนวางตะแกรงเหล็กเสริมกันร้าว ให้เทคอนกรีตลงในชั้นพื้นทางและปรับระดับให้มีความสูง
    เท่ากับตําแหน่งที่จะวางตะแกรงเหล็กเสริมตามที่แบบกําหนด จากนั้นนําตะแกรงเหล็กเสริม
    วางลงไปแล้วเทคอนกรีตทับอีกครั้ง แล้วปรับแต่งผิวคอนกรีตให้เสมอขอบแบบ การเห คอนกรีต ตะแกรงเหล็กเสริม จะต้องเทก่อนที่คอนกรีตข้างล่างเกิดการแข็งตัว หากส่วน หนึ่งส่วนใดของคอนกรีตข้างล่างที่เทไว้ก่อนวางตะแกรงเหล็กเสริม, มีระยะเวลานานเกินกว่า 33 นาที แล้วยังไม่ได้มีการเทคอนกรีตทับ จะต้องซื้อคอนกรีตช่วงนั้นทิ้งให้หมด แล้วนํา คอนกรีตที่ผสมใหม่ เท และให้ปฏิบัติตามลําดับดังกล่าวข้างต้น
    -Lentry-
    7
    5.3.4 กรณีวางตะแกรงเหล็กเสริมกันราวก่อนเทคอนกรีต จะต้องผูกยึดและขาเหล็กเสริมให้อยู่ใน
    ตําแหน่งตามที่แบบกําหนด จนแน่ใจว่าจะไม่เกิดการทรุดตัวในขณะที่เทคอนกรีต
    5.3.5 เหล็กเดือย (Dowel Bars) และเหล็กยึด (The Bars) จะต้องมีขนาดและวางอยู่ในตําแหน่งที่
    ถูกต้องตามที่แบบกําหนด และต้องยึดให้แน่นไม่ให้มีการเคลื่อนตัวได้ทั้ง 3 มิติ
    5.3.6 เหล็กเดือย (Dowel Bars) ที่รอยต่อ Contraction Joint และที่รอยต่อ Construction oirit ก่อนนําไปวางต้องหาด้วยแอสฟัลต์ ชนิด VC หรือ FC ที่ระยะครึ่งหนึ่งของความยาวเหล็กของ
    ด้านที่ขยับตัวได้
    RC
    5.3.7 เหล็กเดือย (Dowat Ears) ที่รอยต่อ Expansion joirit ข้างที่หาด้วยยางแอสฟิสต์ หรือสีน้ํามัน ให้ทาทับด้วยจาระ แล้วสวมปลอกครอบเหล็กเดือยให้มีช่องว่างระหว่างปลายเหล็กเดือยถึง หัวปลอกเหล็กเดือย ไม่น้อยกว่าความกว้างของรอยต่อ Expansion Joint
    5.3.8 เหล็กยึด (Tie Bars) ต้องไม่มีน้ํามัน และฝุ่นติดอยู่ที่ผิวเหล็ก โดยต้องมีระยะห่างและระดับ
    ถูกต้องตามที่แบบกําหนด
    5.4 การเทคอนกรีต
    5.4.1 ก่อนเทคอนกรีต ผู้รับจ้างจะต้องแจ้งผู้ควบคุมงานให้ทราบอย่างน้อย 24 ชั่วโมง การเท คอนกรีตทุกครั้ง จะต้องอยู่ภายใต้การกํากับของผู้ควบคุมงานตั้งแต่เริ่มต้นอนแล้วเสร็จ ผู้รับ จ้างต้องจัดหาเครื่องไฟฟ้า แสงสว่างให้เพียงพอ เพื่อใช้ในกรณีจําเป็นต้องแต่งหน้าคอนกรีตใน เวลากลางคืน และต้องจัดเตรียมวัสดุคลุมที่เหมาะสมไว้อย่างเพียงพอ เพื่อใช้คลุมผิวคอนกรีต ในกรณีที่เกิดฝนตก
    5.4.2 การขนส่งคอนกรีต จากโรงผสม ให้ขนส่งโดยใช้รถบรรทุกคอนกรีต ซึ่งต้องหมุนไม่ตลอดเวลา
    โดยมีความเร็วระหว่าง 2-0 รอบต่อนาที เพื่อป้องกันไม่ให้คอนกรีตแข็งตัว
    5.4.3 ก่อนเทคอนกรีต ให้ใช้ทรายหยาบรองพื้นบดอัดแน่นให้ได้ความกว้าง และความหนาตามที่แบบ กําหนด แล้วฉีดน้ําเป็นฝอยรดบริเวณที่จะเทให้ชุ่มตลอดเวลา ยกเว้นแบบกําหนดวัสดุรองพื้น เป็นอย่างอื่น
    5.4.4 การเทคอนกรีต ต้องเทติดต่อกันโดยสม่ําเสมอให้เต็มแต่ละช่วงรอยต่อ และให้มีความหนา พอที่จะแต่งผิวได้ทันทีทุกครั้ง ห้ามหยุดเทคอนกรีตในแต่ละช่วงรอยต่อเป็นอันขาด หากมี เหตุขัดข้องทําให้หยุดเหมานเกิน 30 นาที จะต้องรื้อคอนกรีตที่เหแล้วในช่วงนั้นออกให้หมด หรือให้รีบทํารอยต่อ (Construction Joint ที่จุดนั้นทันที แต่ถ้าเหตุขัดข้องนั้นหยุดเทไม่เกิน 30 นาที ให้ใช้พลั่วคลุกเคล้าคอนกรีตเก่าตรงแนวที่หยุด ผสมกับคอนกรีตใหม่ให้เข้ากันแล้ว ดําเนินการเทคอนกรีตต่อไป
    5.4.5 การเทคอนกรีต ต้องเทและเกลี่ยปาดให้ได้ระดับเต็มช่องจราจร พร้อมใช้เครื่องเขย่าคอนกรีต
    โดยให้เน้นที่ข้างแบบและรอยต่อของผิวจราจรเป็นพิเศษ การเขย่าจะต้องไม่นานจนเกินไป ห้ามใช้ครางเสี่ยคอนกรีตเพราะอาจทําให้เกิดการแยกตัว


    5.4.6 การเทคอนกรีตช่องจราจรกัดจากช่องที่เทเสร็จแล้ว ต้องรอให้ช่องจราจรที่เทเสร็จแล้วแข็งตัว
    ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย
    5.4.1 ห้ามเทคอนกรีตในขณะที่มีฝนตก เว้นแต่จะมีพี่น้องกัน โดยให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ
    ผู้ควบคุมงาน
  6. รอยต่อตามขวาง (Transverse Joint) และรอยต่อตามยาว (Longitudinal Joint) จะต้องเป็นไป ตามที่แบบกําหนด โดยรอยต่อตามขวางจะต้องตั้งฉากกับแนวศูนย์กลางของถนน รอยต่อตามยาว จะต้องขนานกับแนวศูนย์กลางถนน ความลึกของรอยต่อตามขวางและรอยต่อตามยาวต้องตั้งฉากกับ ผิวจราจร ตรงรอยต่อต้องไม่นูนหรือเป็นแห่ง ในกรณีที่แบบไม่ได้กําหนดให้เทคอนกรีตแต่ละแผงได้ กว้างไม่เกิน 4.00 เมตร ยาวไม่เกิน 10.00 เมตร โดยรอยต่อเรื่องมีรายละเอียดเป็นไปตามข้อกําหนด ดังนี้
    5.5.1 รอยต่อเพื่อการขยายตัว (Expansion Joints) ระหว่างรอยต่อจะต้องมีเหล็กเดือย (Dowel Bars) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและระยะห่างตามที่แบบกําหนด ปลายข้างหนึ่งของเหล็ก เดือยยังผิดแน่นกับคอนกรีต ปลายอีกข้างหนึ่งหาด้วยยางแอสฟัลต์หรือน้ํามันแล้วทาทับด้วย
    จาระบี สวมปลอกครอบเหล็กเดือยให้สามารถขยายตัวตามแนวนอนได้มีระยะไม่น้อยกว่า ความกว้างของรอยต่อ Expansion Joint ก่อนเทคอนกรีตทุกครั้งจะต้องใส่วัสดุแผ่นกั้น รอยต่อที่เจาะรูตรงตามตําแหน่งของเหล็กเดือยไว้แล้วที่รอยต่อ โดยมีความกว้างเท่ากับความ หนาของผิวจราจรคอนกรีต เมื่อการบ่มคอนกรีตสุดสิ้นลงและก่อนเปิดการจราจร ให้พูดหรือ ตัดส่วนบนของวัสดุแผ่นกั้นรอยต่อออก โดยให้มีความลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ตรงกับแบบ มาตรฐาน แล้วยาแนวด้วยวัสดุ รอยต่อเพื่อป้องกันน้ําซึม
    5.5.2 รอยต่อเพื่อการหดตัว (Contraction Joints) ระหว่างรอยต่อจะต้องมีเหล็กเดือย (Dowel Bars) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและระยะห่างตามที่แบบกําหนด สามารถทําได้ดังนี้ 5.5.2.1 ในขณะที่คอนกรีตหมด ให้ทําเครื่องหมายบนคอนกรีตในตําแหน่งที่จะตัดรอยต่อ ซึ่งต้องอยู่เหนือเหล็กเดือยด้านที่เคลื่อนตัวได้ (Free End) โดยใช้เหล็กแหลมชัด และควรระวังไม่ให้ลึกเกิน 0.20 เซนติเมตร ใช้เลื่อยตัดลงบนตําแหน่งที่ได้ทํา เครื่องหมายไว้ เสร็จแล้วให้ใช้เครื่องเป่าลมเป่าเศษวัสดุออกให้สะอาด รอยตัด จะต้องมีขอบคมและหินไม่หลุด ขนาดความกว้างและความลึกของร่องรอยตัดให้ เป็นไปตามที่แบบกําหนด โดยปกติให้เริ่มทําการตัดในระหว่าง 6-24 ชั่วโมงหลังจาก เทคอนกรีตแล้วเสร็จ และต้องตัดให้เสร็จก่อนที่จะเกิดการแตกร้าวเนื่องจากการ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของคอนกรีต ในกรณีที่เกิดรอยแตกร้าวตามขอบของรอยตัด ให้ทําการปิดรอยตัดนั้นแล้วตัดใหม่ในบริเวณใกล้เคียงกัน
    :
    0
    9
    5.5.2.2 วิธีอย่างอื่น เช่น ใช้ไม้หรือวัสดุอื่นฝั่ง ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุม งานก่อนจึงจะดําเนินการได้ และต้องทําการอุดรอยต่อให้เรียบร้อยก่อนที่จะเห

    คอนกรีตในช่องรราจรข้างเคียง หรือก่อนเปิดการจราจร
    5.5.3 รอยต่อเนื่องจากการก่อสร้าง (Construction oint) เป็นรอยต่อแบบต่อ (Sutt Type) หรือเป็นแบบรางสั้น ระหว่างรอยต่อจะต้องมีเหล็กเดือย (towel Bars) มีขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลางและระยะห่างตามที่แบบกําหนด รอยต่อจะทําขึ้นทําตรงที่สิ้นสุดการเทคอนกรีต ตลอดช่วงความยาวของแผ่นคอนกรีตแผ่นสุดท้ายในแต่ละวัน หรือในกรณีมีเหตุจําเป็นต้อง หยุดเทคอนกรีตนานเกินกว่า 20 นาที ให้ทํารอบต่อทันที แต่ห้ามทําภายในระยะ 3 เมตร ใกล้ กับรอยต่อเพื่อการขยายตัวและรอยต่อเพื่อการหดตัว ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน 5.5.4 รอยต่อตามยาว (Longitudinat Joint) ระหว่างรอยต่อ จะต้องมีเหล็กยึด (Tie Bars) มีขนาด เส้นผ่านศูนย์กลางและระยะห่างตามแบบกําหนด ในการวางเหล็กยึดที่รอยต่อตามยาวต้อง วางไว้ให้ตั้งได้ยากกับแนวรอยต่อ ห้ามทาสี ยางแอสฟัลต์ หรือวัสดุอื่นใดที่เหล็กยึด ในกรณีที่ แผ่นพื้นคอนกรีตในช่องที่ติดกันก่อสร้างไปพร้อมกัน ให้ใช้แบบเหล็ก แบบรางลิ้นตลอด ความ
    ยาวของรอยต่อ การตัดรอยต่อจะตัดหลังจากคอนกรีตแข็งตัวและก่อนเปิดการจราจร
    5.5 การแต่งผิวคอนกรีต
    5.6.1 การแต่งผิวคอนกรีตด้วยเครื่อง จะต้องใช้เครื่องมือที่ปฏิบัติงานได้ 2 อย่างในขณะเดียวกัน คือ เขย่าให้คอนกรีตแน่นและแต่งผิวให้เรียบ เครื่องแต่งผิงต้องมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับงาน สามารถแต่งผิวให้ลาดเอียงเพื่อการระบายน้ําได้ตามต้องการ
    5.6.2 การแต่งผิวคอนกรีตด้วยแรงคน ใช้คนจับปลายคานไม้หรือคานเหล็กคนละข้าง แล้วดันปาด คอนกรีตเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน และให้ยกคานกระแทกคอนกรีตเพื่อให้คอนกรีตแน่น
    มซาขึ้น
    5.6.5 หลังจากแต่งผิวคอนกรีตแล้ว หากยังไม่เรียบให้ใช้เกรียงเหล็ก, (Scraping Straight Edge)
    ยาวประมาณ 3.00 เมตร ปาดหรือรับตัดคอนกรีตส่วนที่เกินออก
    5.6.4 เมื่อแต่งผิวคอนกรีตเรียบร้อยแล้ว ให้ลากไม้กวาดแปรงลวดอย่างสม่ําเสมอให้เกิดร่องลึกไม่เกิน
    2 มิลลิเมตร
    5.7 การบ่มคอนกรีต ในระหว่างผิวคอนกรีตเริ่มแข็งตัว ต้องป้องกันมิให้คอนกรีตได้รับการสั่นสะเทือน และ
    ให้บ่มคอนกรีตด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
    5.1.1 ใช้กระสอบป่าน 2 ชั้น วางทับเหลี่ยมกันไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร แล้วราดน้ําให้กระสอบ
    บ้านชุ่มอยู่ตลอดเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน
    5.7.2 ใช้น้ําสะอาดปม โดยก่อนอบคอนกรีตแล้วขังน้ําเหนือ คอนกรีตสูงไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร
    ตลอดเวลาต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 7 วัน
    &
    1
    10
    5.7.3 ใช้ทรายสะอาดคลุมให้ทั่วผิวหน้าคอนกรีต หนาไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร แล้วใช้น้ําสะอาด
    ราดทรายให้ชุ่มอยู่ตลอดเวลา ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 7 วัน
    5.1.4 ใช้น้ํามาบ่มคอนกรีต ซึ่งต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมอก.841 : สาร
    เหลวบ่มคอนกรีต พื้นผิวคอนกรีตโดยมีอัตราการพ่นตามคําแนะนําของผู้ผลิต ถ้าไม่ระบุไว้ ให้ใช้ประมาณ 4.5 ตารางเมตรต่อลิตร กรณีเกิดฝนตกหรือภายในเวลา 10 วัน หากผิวหน้า ของน้ํายาบ่มคอนกรีตถูกทําลายลงเนื่องจากเหตุใดก็ตาม ผู้รับจ้างต้องทําการฉีดพ่นน้ํายาบ่ม คอนกรีตทับบริเวณที่ถูกทําลายใหม่
    5.1.5 การถอดแบบหล่อ ให้ถอดได้ภายหลังจากเทคอนกรีตแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ผู้รับจ้าง จะต้องทําการบ่มคอนกรีตบริเวณข้างแผ่นที่ถอดแบบออกไปแล้ว และต้องทําใหส่วนน
    ชั่วคราวขึ้นเพื่อป้องกันวัสดุหรือทรายที่รองอยู่ใต้พื้นคอนกรีตหลุดออกมาระหว่างที่ปุ่ม
    คอนกรีต
    5.8 การป้องกันความเสียหายของผิวคอนกรีต
    5.8.1 ต้องจัดหา แผงกั้นการจราจร ป้ายเครื่องหมายการจราจร เพื่อป้องกันไม่ให้ยานพาหนะวิ่ง
    ขึ้นมาบนถนนคอนกรีตที่สร้างเสร็จใหม่
    3.8.2 ไม่เปิดการจราจรจนกว่าจะได้ทําการกุมไหล่ถนน และบดอัดจนแน่นตามที่แบบกําหนด และ กําลังของคอนกรีตมีกําลังอัดได้ตามข้อกําหนด หรืออยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    4.9 รยารอยต่อ
    5.3.1 การยารอยต่อทุกชนิด ต้องทําหลังจากการบ่มคอนกรีตสุดสิ้นลง และก่อนเปิดการจราจร 5.9.2 ก่อนทําการยารอยต่อ ต้องตกแต่งรอยต่อให้เรียบร้อยถูกต้องตามแบบ! ทําความสะอาด ช่องว่างของรอยต่อจนสะอาด ปราศจากฝุ่น เศษปูนซีเมนต์หรือคอนกรีต และปล่อยทิ้งไว้จน แห้ง แล้วแจ้งให้ผู้ควบคุมงานตรวจสอบก่อนจึงจะดําเนินการยารอยต่อได้
    5.9.3 วัสดุที่ยารอยต่อต้องไม่มากจนไหลเยิ้มขึ้นมาบนถนนคอนกรีต หรือน้อยเกินไปจนไม่สามารถ
    ป้องกันน้ําซึมได้
    6 การหล่อตัวอย่างคอนกรีตและการทดสอบ
    6.1 ในการเทคอนกรีต ต้องทําการทดสอบหาค่าการยุบตัวของคอนกรีตครั้งแรกของการผสมในแต่ละวัน และ ทุกครั้งที่เปลี่ยนอัตราส่วนผสม หรือเมื่อผู้ควบคุมงานเห็นว่าคอนกรีตขึ้นหรือเหลวเกินไป โดยวิธีทดสอบ การยุบตัวของคอนกรีต ให้เป็นไปตาม ทช. (1) 103 : วิธีการทดสอบค่าการยุบตัวของคอนกรีต (Stunn Test) ซึ่งค่าการยุบตัวของคอนกรีต ต้องเป็นไปตามผลการออกแบบส่วนผสม
    6.2 ผู้รับจ้างต้องจัดหาแบบเหล็กหล่อตัวอย่างคอนกรีต ขนาดมาตรฐานรูปทรงลูกบาศก์ขนาด 15x15x15 เซนติเมตร แล้วเก็บตัวอย่างคอนกรีตที่หน้างานเพลงในแบบหล่อต่อหน้าผู้ควบคุมงาน นําไปเก็บบํารุงรักษา ตาม มาช. (1) 102 : มาตรฐานการเก็บตัวอย่างคอนกรีตในหน้างาน และการนําไปบํารุงรักษา
    .
    11
    6.3 การหล่อก้อนตัวอย่างคอนกรีต เพื่อนําไปทดสอบหาค่ากําลังอัด วิธีการดังนี้
    5.5.1 เก็บคอนกรีตเพื่อนํามาหล่อตัวก้อนอย่างทุกครั้ง เมื่อมีการเปลี่ยนแหล่งมวลมหยาบ มวลรวม
    ละเอียด หรือคอนกรีตมีความข้นเหลวเกินไป
    6.2.2 หากไม่มีการกําหนดในแบบหรือรายการประกอบแบบเฉพาะงาน ให้เก็บคอนกรีตเพื่อนํามาหล่อ ก้อนตัวอย่าง ทุกปริมาณที่เทคอนกรีต 50 ลูกบาศก์เมตร และเศษของ 20 ลูกบาศก์เมตร โดย ต้องเก็บครั้งแรกของการผสม 1 ชุด (3 ก้อน) เป็นอย่างน้อย และอาจสุ่มเก็บเพิ่มอีกในการผสม ครั้งถัดไป โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    6.3.3 การเก็บคอนกรีตผสมเสร็จเพื่อนํามาหล่อก้อนตัวอย่าง ให้เป็นที่ปากไม่ กลางไม่ และกันไม่ของ
    รถผม
    6.3.4 การเก็บคอนกรีตจากเครื่องไม่ผสมเพื่อนํามาหล่อก้อนตัวอย่าง ให้เก็บตัวอย่างจากที่กลางๆ ของ
    ปริมาณคอนกรีตที่เทลงในภาชนะรองรับ (กระบะหรือรถเข็นปูน
  7. การพิจารณาตรวจสอบ
    คอนกรีตที่นํามาใช้ในการก่อสร้าง จะต้องมีผลการออกแบบส่วนผสมของคอนกรีต และผลการ ทดสอบกําลังอัดประลัยของแห่งตัวอย่างลูกบาศก์คอนกรีตที่เก็บจากหน้างาน โดยทดสอบตาม ทช. (1) 105.1: มาตรฐานการทดสอบความต้านแรงอัดแห่งตัวอย่าง ซึ่งต้องเป็นไปตามข้อกําหนดต่อไปนี้ 7.1 การพิจารณาตรวจรับงานคอนกรีตที่อายุ 28 วัน ต้องมีผลการออกแบบส่วนผสมคอนกรีตที่อายุ 28 วัน และกําลังอัดประลัยของแห่งตัวอย่างลูกบาศก์คอนกรีตที่เก็บจากหน้างานต้องไม่ต่ํากว่า 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือตามที่แบบกําหนด ถ้าแต่งตัวอย่างลูกบาศก์ตอนกรีตให้มีกําลังอัด ประลัยต่ํากว่าที่กําหนด ค่ากําลังอัดประลัยเฉลี่ยทั้ง 3 ตัวอย่าง ต้องสูงกว่าที่กําหนดไม่น้อยกว่าร้อย ละ 5 และค่ากําลังอัดประดับที่ต่ําสุด ต้องแตกต่างจากค่าที่กําหนดไม่เกินร้อยละ 10 1.2 การพิจารณาตรวจรับงานคอนกรีตก่อนยุคอนกรีตครบ 28 วัน แต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน ต้องมีผล การออกแบบส่วนผสมคอนกรีตที่มีอายุวันเท่ากับอายุของแห่งตัวอย่างลูกบาศก์คอนกรีตที่เก็บจาก หน้างาน และกําลังอัดประลัยของแท่งตัวอย่างลูกบาศก์ตอนกรีตที่เก็บจากหน้างานต้องไม่ต่ํากว่า 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือตามที่แบบกําหนด
    7.3 กรณีตรวจรับงานคอนกรีตที่อายุ 28 วัน หากปรากฏว่าค่ากําลังอัดประลัยของแห่งตัวอย่างตัวอย่าง ลูกบาศก์หวนกรีตต่ํากว่า 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือตามที่แบบกําหนด ผู้รับจ้างมีสิทธิ์ที่ จะขอให้ทําการตรวจสอบค่าความต้านแรงอัดของคอนกรีตในช่วงงานนั้นๆ เพิ่มเติม โดยการเจาะเก็บ ตัวอย่างขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร และมีอัตราส่วนระหว่างความสูงและเส้น ผ่านศูนย์กลางประมาณ 21 : สอบ ตาย! บทช. (1) 105.1 : มาตรฐานการทดสอบความต้านแรงอัด ของแท่งคอนกรีต โดยค่ากําลังอัดประลัยต้องไม่ต่ํากว่า 293 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร การเจาะ เก็บตัวจะต้องดําเนินการภายใน 60 วัน นับจากวันที่เทคอนกรีตช่วงนั้นๆ โดยเจาะ 3 จุดมาพิจารณา

    12
    ร่วมกัน จุดที่ 1 การตโดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ จุดที่ 2 กําหนดโดยผู้ควบคุมงาน และจุดที่ 3 กรดโดยผู้รับจ้าง
    7.4 การทดสอบหาค่ากําลังอัดประลัย ผู้รับจ้างจะต้องส่งให้หน่วยงานของกรมทางหลวงชนบท หรือ หน่วยงานที่ผู้ว่าจ้างเห็นชอบ เป็นผู้ทําการทดสอบ ค่าใช้จ่ายในการดําเนินการ ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้ ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น