จ้างก่อสร้างระหว่างดำเนินการ

ประกวดราคาจ้างก่อสร้างถนน คสล.สายชลประทาน-ควนแค หมู่ที่ ๖

องค์การบริหารส่วนตำบลปกาสัย 69059280576
฿601,000 ปีงบ 2569 ประกาศ 21 พ.ค. 2569 กระบี่
รายละเอียดการจ้าง

โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายชลประทาน - ควนแค หมู่ที่ 5 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาและปรับปรุงเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ให้ได้มาตรฐาน มีความแข็งแรงทนทาน และปลอดภัยต่อการใช้งาน โดยจะดำเนินการก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กตามแบบแปลนที่กำหนด ขอบเขตงานครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การจัดหาและควบคุมคุณภาพวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ มวลรวมละเอียด (ทราย) มวลรวมหยาบ (หินหรือกรวด) น้ำ และสารผสมเพิ่ม รวมถึงการจัดหาและตรวจสอบคุณภาพเหล็กเสริมคอนกรีตประเภทต่างๆ เช่น เหล็กเส้นกลม เหล็กข้ออ้อย ตะแกรงเหล็ก และเหล็กเดือย นอกจากนี้ยังรวมถึงการเทคอนกรีตตามมาตรฐาน การบ่มคอนกรีตเพื่อให้ได้กำลังตามที่กำหนด การทำรอยต่อประเภทต่างๆ เช่น รอยต่อเพื่อการขยายตัว รอยต่อเพื่อการหดตัว และรอยต่อเนื่องจากการก่อสร้าง รวมถึงการแต่งผิวคอนกรีต การทดสอบคุณภาพคอนกรีต และการป้องกันความเสียหายของผิวคอนกรีตหลังการก่อสร้าง เพื่อให้มั่นใจว่าถนนที่สร้างขึ้นมีคุณภาพตามมาตรฐานและสามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน

English summary

The project involves the construction of a reinforced concrete road along Chonprathan - Khuan Kha, Moo 5. The primary objective is to improve transportation infrastructure, ensuring convenience, safety, and efficiency. The scope of work includes the construction of a concrete pavement, material preparation, reinforcement placement, concrete pouring, curing, and joint construction according to specified standards.

สถานที่ดำเนินการ

สายชลประทาน - ควนแค

ข้อมูลเชิงลึกของโครงการ

AI วิเคราะห์ ปลดล็อกแล้ว

เป้าหมายโครงการ

  • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้มีความสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
  • ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กตามแบบแปลนที่กำหนด
  • ควบคุมคุณภาพวัสดุและกระบวนการก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐาน

ขอบเขตของงาน

  • การเตรียมพื้นที่และชั้นทาง
  • การจัดหาและควบคุมคุณภาพวัสดุ: ปูนซีเมนต์, มวลรวมละเอียด (ทราย), มวลรวมหยาบ (หินหรือกรวด), น้ำ, สารผสมเพิ่ม
  • การจัดหาและตรวจสอบคุณภาพเหล็กเสริมคอนกรีต: เหล็กเส้นกลม, เหล็กข้ออ้อย, ตะแกรงเหล็ก, เหล็กเดือย (Dowel Bars), เหล็กยึด (Tie Bars)
  • การติดตั้งแบบหล่อ
  • การผสมคอนกรีต (คอนกรีตทั่วไป หรือ คอนกรีตผสมเสร็จ)
  • การวางเหล็กเสริม
  • การเทคอนกรีต
  • การบ่มคอนกรีต
  • การทำรอยต่อ: รอยต่อเพื่อการขยายตัว (Expansion Joints), รอยต่อเพื่อการหดตัว (Contraction Joints), รอยต่อต่อเนื่องจากการก่อสร้าง (Construction Joint), รอยต่อตามยาว (Longitudinal Joint)
  • การแต่งผิวคอนกรีต
  • การทดสอบคุณภาพคอนกรีต: การทดสอบการยุบตัว (Slump Test), การทดสอบกำลังอัดประลัย (Compressive Strength Test)
  • การป้องกันความเสียหายของผิวคอนกรีต
  • การยาแนวรอยต่อ

สิ่งที่ต้องส่งมอบ

  • ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายชลประทาน - ควนแค หมู่ที่ 5 ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จตามแบบและมาตรฐาน
  • รายงานผลการทดสอบคุณภาพวัสดุและคอนกรีต
  • เอกสารรับรองการก่อสร้าง

ระยะเวลาดำเนินการ

  • (ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา)

คุณสมบัติผู้เสนอราคา

  • Eligibility Requirements:
    • เป็นนิติบุคคล ผู้มีอาชีพรับจ้างงานก่อสร้าง
    • มีผลงานการก่อสร้างประเภทเดียวกันกับงานที่ประกวดราคา ในวงเงินไม่น้อยกว่าที่กำหนด (ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา)
    • มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นเพียงพอต่อการทำงาน
  • Standards Compliance:
    • มาตรฐานการก่อสร้างตามที่แบบแปลนกำหนด (เช่น มทช. 201-2545, มทช. 202-2557, มทช. 204-2545, มทช. 2045-2549, มทช. 217-2545, มทช. 218-2545, มทช. 219-2545, มทช. 221-2545, มทช. 222-2545, มทช. 224-2545, มทช. 231-2564)
    • มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่เกี่ยวข้องกับวัสดุและผลิตภัณฑ์ (เช่น มอก. 20, มอก. 24, มอก. 73, มอก. 11, มอก. 2594, มอก. 1241, มอก. 1079, มอก. 479, มอก. 311)
  • Experience:
    • มีผลงานการก่อสร้างถนนคอนกรีต หรือโครงการที่ใกล้เคียง (ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา)
  • Previous Project Cost:
    • (ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา)
  • Technical Capabilities:
    • ความสามารถในการผสมคอนกรีต (เครื่องผสมคอนกรีต, โรงงานผสมคอนกรีต, รถผสมคอนกรีต)
    • ความสามารถในการบดอัดวัสดุ
    • ความสามารถในการใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ (เช่น เครื่องสั่นสะเทือน, เครื่องแต่งผิวคอนกรีต, เครื่องตัดรอยต่อ)
  • Personnel:
    • (ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา)
  • Exclude the basic requirements(valid business license, has a legal entity…)

เกณฑ์การพิจารณา

  • (ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา)

ข้อกำหนดทางเทคนิค

  • วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เช่น มาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มทช. 201-2545), มาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มทช. 202-2557), มาตรฐานวัสดุคัดเลือก (มทช. 204-2545), มาตรฐานวัสดุไหล่ทาง (มทช. 2045-2549), มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (มทช. 217-2545), มาตรฐานงานผิวจราจรคอนกรีต (มทช. 231-2564)
  • คุณสมบัติของคอนกรีต: กำลังอัดประลัยไม่น้อยกว่า 250 กก./ตร.ซม. (หรือตามแบบกำหนด), ค่าการยุบตัว 5-7 ซม.
  • เหล็กเสริมคอนกรีตต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. ที่เกี่ยวข้อง
  • การทำรอยต่อต้องเป็นไปตามรายละเอียดในแบบก่อสร้าง
  • การบ่มคอนกรีตต้องทำต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 7 วัน

เงื่อนไขสัญญา

  • Payment schedule: (ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา)
  • Penalties: (ไม่ระบุในเอกสารที่ให้มา)
  • (เงื่อนไขอื่นๆ เช่น การรับประกันผลงาน อาจมีระบุในเอกสารหลัก)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างถนนต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?
    - วัสดุที่ใช้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในเอกสาร เช่น มาตรฐาน มทช. ต่างๆ และ มอก. ที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวัสดุแต่ละประเภท เช่น ปูนซีเมนต์, ทราย, หิน, เหล็กเสริมคอนกรีต
    • กำลังอัดของคอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้างต้องเป็นเท่าใด?
      • กำลังอัดประลัยของคอนกรีตต้องไม่น้อยกว่า 250 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือตามที่ระบุไว้ในแบบก่อสร้าง
    • มีข้อกำหนดพิเศษในการผสมคอนกรีตหรือไม่?
      • ต้องผสมให้คอนกรีตเป็นเนื้อเดียวกันเสมอ มีความข้นเหลวตามที่กำหนด และต้องมีการทดสอบหาค่าการยุบตัว (Slump Test) รวมถึงการหล่อตัวอย่างคอนกรีตเพื่อทดสอบกำลังอัด
    • การบ่มคอนกรีตต้องทำอย่างไรและนานเท่าใด?
      • ต้องบ่มคอนกรีตด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งที่กำหนด เช่น การใช้วัสดุคลุมเปียกชื้น หรือน้ำยาบ่มคอนกรีต โดยต้องทำต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 7 วัน
    • รอยต่อประเภทต่างๆ ในผิวจราจรคอนกรีตมีอะไรบ้าง?
      • มีรอยต่อเพื่อการขยายตัว (Expansion Joints), รอยต่อเพื่อการหดตัว (Contraction Joints), รอยต่อต่อเนื่องจากการก่อสร้าง (Construction Joint), และรอยต่อตามยาว (Longitudinal Joint) ซึ่งแต่ละประเภทมีรายละเอียดการก่อสร้างและส่วนประกอบที่แตกต่างกัน
    • เหล็กเสริมคอนกรีตที่ใช้มีประเภทใดบ้าง?
      • มีทั้งเหล็กเส้นกลม (Round Bar), เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar), ตะแกรงเหล็กกล้า (Steel Wire Fabric), เหล็กเดือย (Dowel Bars), และเหล็กยึด (Tie Bars) โดยต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. ที่เกี่ยวข้อง
    • ต้องมีการทดสอบคุณภาพคอนกรีตอย่างไรบ้าง?
      • ต้องมีการทดสอบหาค่าการยุบตัว (Slump Test) และการหล่อตัวอย่างคอนกรีตเพื่อทดสอบกำลังอัดประลัย (Compressive Strength Test) ที่อายุ 28 วัน หรือตามที่กำหนด
    • หากคอนกรีตที่เทมีกำลังอัดไม่เป็นไปตามกำหนด จะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร?
      • ผู้รับจ้างมีสิทธิ์ขอให้ตรวจสอบค่าความต้านแรงอัดเพิ่มเติมโดยการเจาะเก็บตัวอย่างคอนกรีตจากหน้างาน
    • วัสดุที่ใช้ในการทำรอยต่อมีอะไรบ้าง?
      • มีวัสดุแผ่นกันรอย (Joint Filler), วัสดุทารองพื้นรอยต่อ (Joint Primer), และวัสดุยารอยต่อ (Joint Sealer) ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่กำหนด
    • มีข้อกำหนดเกี่ยวกับเครื่องจักรและเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้างหรือไม่?
      • ผู้รับจ้างต้องเตรียมเครื่องจักรและเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องได้รับอนุญาตจากผู้ควบคุมงานก่อนเริ่มงาน

เอกสารขอบเขตงาน (TOR) ฉบับเต็ม

รับการบริหารก
ลาบลปกาส
A. ท ก ลด
ส.กยะนี้
มาตรฐานการก่อสร้าง
โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายชลประทาน - ควนแค หมู่ที่ 5 แบบก่อสร้างเลขที่ ๑๒๒๕๖๙
มาตรฐานการก่อสร้างให้เลือกใช้ตามที่แบบแปลนก่อสร้างกําหนด
กองช่าง องค์การบริหารส่วนตาบลปกาสัย
อ.เหนือคลอง จ.กระบี่
สารบัญ
มทร. ๒๐๙๑-๒๕๔๕ มาตรฐานวัสดุเดินทาง (Embankment : Material)
มทช.๒๒๒-๒๕๕๗) มาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง
มทช.๒๕๔-๒๕๕๕ มาตรฐานวัสดุคัดเลือก (Selected Material)
หน้า

15
મન
มทช. ๒๕๕-๒๕๕๕ มาตรฐานวัสดุไหล่ทาง (Shoulder)
A
มทช.๒๑๗-๒๕๔๕ มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต
มทช.๒.๑๘-๒๕๔๕ มาตรฐานงานทางป่า ขุด (Clearing art: Crubbing)
d
มทช. ๒๕๕๔-๒๕๕๕ มาตรฐานงานตกแต่งเกลียนทางเดิม (Reshaping and Levelling)
GO
มทช.๒๒๑-๒๕๕๕ มาตรฐานงานดินตัดกันทาง (Hoadway Excavation)
มาช ๒๕๒๒-๒๕๔๕ มาตรฐานงานชั้นรองพื้นทาง (Subbase)
มทช. ๒๒๔-๒๕๕๕ มาตรฐานงานไหล่ทาง (Shoulder
มทช.๒๓๑-๒๕๖๔ มาตรฐานงานผิวจราจรคอนกรีต (Concrete Pavemen
DG
ลด
๑๖

  1. ขอบข่าย
  2. 201-2545
    มาตรฐานวัสดุถมอันทาง (Embankment : Material)
    วัสดุถมคันทาง หมายถึง วัสดุที่ได้มาบ่อยืมข้างทาง ถนนเดิม หรือที่อื่น ๆ แล้วนํามาใช้ก่อสร้างในทาง
  3. คุณสมบัติ
    2.1 วัสดุยามคันทางประเภทวัสดุในทั่วไป (Soil)
    ש
    2.1.1 เป็นวัสดุที่ปราศจากรากไม้ ใบไม้ หรือวัสดุอินทรีย์ ซึ่งเป็นสารผุพังปนอยู่ อันอาจจะทําให้เกิด การยุบตัวเสียหาย ในอนาคต
    2.1.2 มี 5 ปีอาจจากห้องทดลอง (Lab CE.R.) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ที่ร้อยละ 95 องศาความ แน่นแห้งสูงสุดแบบมาตรฐาน (Standard Proctor Density) ตาม ม. (1) 501,3 : วิธีการทดสอบเพื่อหาค่า บี.อาร์ (C.B.R.) หรือไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
    2.1.3 มีค่าการพองตัว (Sweiling) ไม่มากกว่าร้อยละ 4 ตาม มาช. (1) 01.5 : วิธีการทดสอบเพื่อหา
    ค่า ซี.บี.อาร์ (C.B.จ.)
    2.1.4 มีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
    2.2 วัสดุถมกันทางประเภทวัสดุมวลรวม (Soil Aggregate)
    2.2.1 เป็นวัสดุที่มีความคงทน ปราศจากก้อนดินเหนียว (Clay lump) หน้าดิน (Top Soil) รากไม้ ใบไม้ หรือวัสดุอินทรีย์ ซึ่งเป็นสารผุพังปนอยู่ อันอาจจะทําให้เกิดการยุบตัวเสียหายในอนา
    2.2.2 มีขนาดเม็ดโตสุดไม่เกิน 50 มิลลิเมต
    2.2.3 มีส่วนละเอียดผ่านตะแกรงขนาด 0.075 มิลลิเมตร (เบอร์ 2) ไม่เกินร้อยละ 35 โดยน้ําหนัก เมื่อทดสอบตาม ม.ช. (1) 51.8 : วิธีการทดสอบหาขนาดเม็ดของวัสดุ
    2.2.4 มีค่า ซีบีอาร์ จากห้องคลอง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 ที่ร้อยละ 95 ของค่าความแน่นแห้งสูงสุด แบบสูงกว่ามาตรฐาน (Modified Proctor Dorsity) ตาม ทช. (1) 50.3 : วิธีการทดสอบ เพื่อหาค่า 5 ปี การ์ (0.9.72.) หรือ น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
    (C.D.R.)
    2.2.3 มีค่าการของตัว ไม่มากกว่าร้อยละ 3 ตาม มา (ท) 501.3 : วิธีก า ร : เพื่อหาค่า ซี.บี.อา
    2.2.6 มีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
    2.3 วัสดุ ต้นทาง ประเภทราย (Sand)
    1
    รูป
    2.3.1 เป็นวัสดุที่มีค่าดัชนีความเป็นพลาสติกเป็นศูนย์ (Non Plasticity index) :: จากก้อนดิน
    เหนียว (Clay Lump) หน้าดิน (Top Soil) กไม้ ใบไม้ หรือวัสดุอินทรีย์ ซึ่งเป็นสาเหตุพังอยู่ อันอาจจะทําให้ เกิดการยุบตัวเสียหายใน นาค
    2.3.2 มีขนาดเม็ดหลุดไม่เกิน 3.5 มิลลิเมตร (3/8 นิ้ว)
    2.3.3 มีส่วนละเอียดผ่านตะแกรงขนาด 0.075 มิลลิเมตร (เบอร์ 200) ไม่เกินร้อยละ 20 โดยน้ําหนัก ตาม มท. (17) 531.8 : วิธีการทดสอบหาขนาดเม็ดของวัสดุ
    2.3.4 มีค่า ซี.บี.อาร์ จากห้องทดลอง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ที่ร้อยละ 95 ของค่าความแน่นแห้งสูงสุด แบบสูงกว่ามาตรฐาน (Modified Proctar Density) ตาม มช. (1) 501,3 : วิธีการทดสอบเพื่อหาค่า ซี.บี.อาร์ (C.B.R.) หรือไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
    2.3.5 มีคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
  4. ขอบข่าย
    มทช. 202 - 2557
    มาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง
    วัสดุรองพื้นทาง หมายถึง วัสดุมวลรวม (sol, aggregate) สําหรับใช้ในการสร้างเป็น โดย ก่อสร้างบนชั้นวัสดุคัดเลือกหรือชั้นอื่นใดซึ่งได้ผ่านการตรวสอบแล้ว
  5. คุณสมบัติ
    2.1 ต้องมีขนาดคละกันอย่างสม่ําเสมอจากใหญ่ไปหาเล็ก มีเม็ดที่แข็ง ทนทาน และเชื่อประสาน

    2.2 ปราศจากก้อนดินเหนีย: (clay Lump) วัสดุจําพวกเซล (shaic) รากไม้ และวัชพืชอื่น ๆ 2.3 มีขนาดวัสดุโตสุดไม่เกินกว่า 5 เซนติเมตร
    2.1 มีค่า จากัดเหล? (liquid limit) ไม่มากกว่าร้อยละ 35 ตามวิธีการทดสอบที่ มช. (1)
    501.5 : วิธีการทดลองเพื่อฉีดหลว
    2.4) มีค่าดัชนีความเป็นพลาสติก (plasticity index: ไม่ เกกว่าร้อยละ 11 ตามวิธีการทดสอบที่
    มทช.(ท.) 501.6 : วิธีการทดสอบเพื่อหาค่าฉีดพลาสติ
    2.5 มีค่าของความสึกหรอ (percentage of wear) ไม่มากกว่าร้อยละ 60 ตามวิธีการทดสอบที่ มทช. (1) 501.9 : วิธีการทดสอบหาความลึกหรอของวัสดุชนิดเม็ดหยาบโดยใช้เครื่องมือ ทดสอบหาความสึกหรอ ics angelics abrasion
    2.7 มีค่า ซ.บี.ซาร์ (6.2.R.) ที่ร้อยละ 95 ของค่าความแน่นแห้งสูงสุด ตามวิธีการทดสอบที่ มทร. (n) 101.3 : วิธีการทดสอบความแน่นแบบสูงกว่ามาตรฐาน (modified proctor density) ไม่ น้อยกว่าร้อยละ 25 หรือไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง ตามวิธีการทดสอบที่ มทร. (n) 511.3 : วิธีการทดสอบเพื่อหาค่า ซี.บี.อาร์
    2.8 มีขนาดคละที่ตามตารางที่ 1 ตารางขนาดและของวัสดุรองพื้นทาง ตามวิธีการทดสอบที่
    มทช. (1) 501.3 : วิธีการทดสอบหาขนาดเม็ดวัสดุ
    2.4 กรณีที่ใช้วัสดุมากกว่า 1 ชนิดผสมกัน ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมทางหลวงชนบท ทั้งนี้
    เมื่อผสมกันแล้วต้องมีคุณภาพได้ตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท
    :
    27
    J
    ตารางที่ 1 ตารางขนาดและของวัสดุรองพื้นทาง
    น้ําหนักผ่านตะแกรงคิดเป็นร้อยละ
    คต
    ตะแกรง
    สนิท ก.
    ชนิด 4. 4 ชนิด ศ.
    ชนิด ง.
    ชนิด จ.
    มาตรฐาน
    2"
    100
    100
    11
    100
    100
    100
    3/8"
    30-65
    40-75
    50-85
    60-100
    เบอร์ 10
    16-40
    20-45
    25-50
    40-70
    A0-100
    เบอร์ 40
    8-20
    15-30
    16-30
    25-45
    20-50
    CLISS 200
    2-8
    5-20
    5-15
    5-20
    6-20
    !
    ER
    10
    5
  6. ขอบข่าย
    มทช.204-2545
    มาตรฐานวัสดุคัดเลือก (Selected Material)
    วัสดุคัดเลือก หมายถึง วัสดุ Scil Aggregate ซึ่งนํามาใช้เสริมระหว่างวัสดุดันทาง และวัสดุรองพื้น ทาง หรือตามตําแหน่งชั้นอื่น ๆ ที่กําหนดไว้ในแบบ
  7. คุณสมบัติ
    2.1 วัสดุคัดเลือกประเภท 1. ต้องเป็นวัสดุ Soil Aggregate ที่ไม่ใช่ทราย
    2.1.1 ปราศจากกันจนเหนียว (Clay unip) Shale จากไม้ หรือวัชพืชอื่น ๆ 2.1.2 ขนาดวัสดุใหญ่ที่สุดไม่โตกว่า 5 เซนติเมตร
    2.1.3 ขนาดวัสดุผ่านตะแกรงเบอร์ 200 ไม่มากกว่า ร้อยละ 20 โดยน้ําหน้า
    2.1.4 ค่ายเหลว (Liquid Limit) ไม่มากกว่า 40
    2.1.5 ดัชนีความเป็นพลาสติก (Plasticity Index) ไม่มากกว่า 20
    2.1.6 ค่าการพองตัว (Sweiling) ไม่มากกว่า ร้อยละ 3
    2.1.7 ท่า ซ.บี.อาร์. จากห้องทดลอง (Lab. C.5.2.) ไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ และไม่น้อยกว่า วัสดุคันทาง ณ บริเวณนั้น
    4

2.2 วัสดุคัดเลือกประเภท ข. ต้องเป็น Soil Aggregate hair หรือวัสดุอื่นใดที่ยอมให้ใช้ได้
2.2.4 ปราศจากก้อนดินเหนียว (Clay Lump) Shale จากไม้หรือชน 2.2.2 ขนาดวัสดุที่ใหญ่ที่สุดไม่โตกว่า 5 เซนติเมตร
2.2.3 ขนาดวัสดุผ่านตะแกรงเบอร์ 203 ไม่มากกว่าร้อยละ 30 โดยน้ําหนัก
2,2.4 ค่าการ ลงตัว (Swelling) ไม่มากกว่า อยละ 4
2.2.5 ถ้าเป็นทราย ขนาดผ่านตะแกรง เบอร์ 200 ไม่มากกว่าร้อยละ 20 โดยน้ําหนัก ความแน่น
แห้งสูงสุด (Maximun diy density) ไม่น้อยกว่า 2,000 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
นา
6

  1. ขอบข่าย
    มทช.2045-2549
    มาตรฐานวัสดุไหล่ทาง (Shoulder)
    วัสดุ ไหล่ทาง หมายถึง วัสดุลูกรัง รวด หิน หินคลุก หรือวัสดุที่มีส่วนผสมของวัสดุดังกล่าวแล้ว ประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในการก่อสร้างไหล่ทาง (Shoulder) ของถน
  2. คุณสมบัติ
    2.1 ปราศจากก้อนดินเหนียว (Clay Lump) Shaie รากไม้ หรือวัชพืชอื่น
    2.2 ขนาดวัสดุใหญ่สุดต้องไม่โตกว่า 5 เซนติเมตร
    1
    2.3 ขนาดผ่านตะแกรงเบอร์ 200 ไม่มากว่า 243 ซองขนาดผ่านตะแกรง เบอร์ 43 2.4 ค่า อ.เหลว (Liquid Limit) มากกว่า 20
    2.6 ค่าดัชนีความเป็นพลาสติก (Plasticity Index) อยู่ในระหว่าง 4-15
    2.6 ค่าจํานวนส่วนและของความอีกหรอ (Percentage of wear) ไม่มากกว่า 30 2.2 ค่า ส.บี.วาย. จากห้องทดลอง (Lab. C.B.R.) ไม่น้อยกว่าที่กําหนดในแบบ 2.3 มีมวลคละฝาตะแกรง ดังตารางข้างล่างนี้
    นาดของตะแกรง
    มาตรฐาน
    ชนิด .
    น้ําหนักที่ผ่านตะแกรงเป็นร้อยละ
    ชนิด ช. ชนิด ค. 1 ชนิด ง. 1 ชนิด จ.
    2."
    100
    10C
    75.95
    100
    100
    100
    3/0"
    30-65
    40-75
    50-86
    60-100
    เบอร์ 4
    25-55
    30-60
    35-65
    50-85
    55 100
    เบอร์ 10
    15-40
    20-45
    25-50
    40-70
    40-100
    Lek 40
    8-20
    15-30
    15-30
    23-45
    23-50
    เอา 200
    2-0
    5-20
    6-15
    10-25
    0-20

    19
  3. ขอบข่าย
    มทช.217-2545
    มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต
    เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หมายถึง เหล็กเสริมในงานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใช้ทํามิวจราจรคอนกรีต ซึ่งแบ่ง ได้เป็น 2 ประเภท คือ เพาเส้นกลม (Round Bar) และเหล็กเส้นข้ออ้อย (Deformed Bar)
  4. คุณสมบัติ
    2.1 เหล็กเส้นกลม (Round Bar)
    ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 20 : มาตรฐานเหล็กเส้นเสริม
    คอนกรีต (เหล็กเส้นกลม) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    :
    2.1.1 คุณสมบัติทางกล ตามตารางดังนี้
    ความต้านแรงดึงความด้านแรงดึง
    การทดสอบด้วยการหัดโค้งเย็น
    ความยืดในช่วง
    มีจุดกลา
    สุด
    ความยาว 5 เท่า
    เหล็ก
    น้อยกว่า
    ไม่น้อยกว่า
    เส้นผ่านศูนย์กลาง
    มุมการต
    เส้นผ่านศูนย์กลา
    เส้นกลม
    ไม่น้อยกว่า
    องศ
    วง ด
    (กก./ตร.ซม.)
    (กก./ตร.ซม.)
    ร้อยละ)
    1.5 เท่าของเส้น
    SR 24
    2,400
    3,000
    21
    180
    ผ่านศูนย์กลางระ
    เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน
    ชื่อขนาต
    ส้นผ่านศูนย์กลาง มิลลิเมตร)
    ไม่เกินกว่า
    (มิลลิเมตร)
    2.1.2 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน สําหรับเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นกลมตามตารางดังนี้
    เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน สําหรับมา ต่อเมตร เหลี่ยร้อยละ แต่ละเส้นร้อยละ
    มวล อเมตร
    (กิโลกรัม)
    RB 6
    G
  • 0.4
    0.222
    ± 5.0
  • 10,0
    0.499
    RR 9
    20.4
  • 5.0
    10.0
    0.888
    5.3
    10.0
    R3 12
    12
    0.4
    *.387
    RB 15
    16
    j 0.4
    ± 5.0
    F 10.0
    2.226
    ľ.
    R3 19
    19
    RB 22
    22
    R3 25
    M N G
  • 0.0
    43.5
    ± 6.0
    2.984
  • 0.5
  • 2.5
    1 5,0
    3.663
    25
    ± 0.5
  1. 3.5
  • 60
    4.824
    RB 28
    28
    ±0.6
  • 3.5
    8.0
    7.127
    R9 34
    34
    ± 0.6
    +35
    4: 4,0
    20
    2.2 เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar) ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 24 : มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (เหล็กข้ออ้อย)
    ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
    2.2.1 คุณสมบัติทางกล ตามตารางดังนี้
    ความต้านแรง
    ความต้านแรง
    ความขีดในช่วงความยา
    การทดสระ ด้วยการรัดโค้งเย็น
    ตึง ที่จุดคลาก
    ตึง สูงสุด
    5 เท่าของเส้นผ่าน
    สัญลักษณ์
    1.น้อยกว่า
    ไม่น้อยกว่า
    ศูนกลาง ไม่ วมกว่า
    มุมการด้า
    (an/atau.)
    กก. ทร. ..)
    เส้นผ่านศูนย์กลางวงดัด
    รายละ
    (esan)
    SU 30
    3,000
    4,900
    17
    180
    4 เท่าเส้นผ่านศูนย์กลางระ
    SD 40
    4.000
    5.700
    15
    80
    5 เส้นผ่านศูนย์กลางระ
    SD 30
    5,020
    6,300

    go
    5 เท่าเส้นผ่านศูนย์กลางระบุ
    2.2.2 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนสําหรับมวลเมตรของเหล็กข้ออ้อย ตามตาราง
    มวล อเมตร
    เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนสําหรับมวลต่อเมตรของทุก
    สื่อขนาด
    คิโลกรัม
    ขนาด
    เฉลี่ย ยะนะ
    D3 10
    0.817
    DB 12
    0.825
    D3 16
    1.678
    D5 20
    2.466
    ±3.6
    DL 22
    2.984
    D9 25
    3.353
    DB 28
    4834
    DB 32
    6.313
    แต่ละเส้น ร้อยละ

iG
AC
หมายเหตุ
ความต้านแรงดึงที่จุดคลาก
ความต้านแรงดึงสูงสุด
ความต
การทดสอบด้วยการดัดโค้งเย็น
มุมการตัด
เส้นผ่านศูนย์กลางดัด
ช่วงความยาว 5 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลาง
YIELD STRESS
MAXIMUM TENSILE STRESS
= ELONGATION

  • COLD BEND TEST
    = BENDING ANGLE
    = DIAMFTER OF BENDS
    GAUGE LENGTH
    21
  1. ขอบข่าย
    มทช.218-2545
    มาตรฐานงานถางป่า ชุดตอ (Clearing and Grubbing)
    งานถางป่า ชุดพอ หมายถึงการกําจัดต้นไม้ ตอไม้ พุ่มไม้ เศษไม้ ขณะ วัชพืช และสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการ
    ภายในเขตทาง
  2. วิธีการก่อสร้าง
    2.1 การถางป่าให้ทายในบริเวณตลอดเขตทางและการขุดต่อให้ทําภายในบริเวณที่จะทําการก่อสร้าง ต้นทาง ข้างทาง คอม แหล่งวัสดุ และการขุดเพื่อการก่อสร้างงานโครงสร้าง
    2.2 บริเวณที่จะก่อสร้างคันทาง ให้ขุดตกรากไม้ออกต่ํากว่าระดับดินเดิมตามธรรมชาติไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ในกรณีที่ต้นทางสูงกว่าระดับดินเดิมมากกว่า 60 เซนติเมต” ให้ตัดต้นไม้และตกจนชิดใกล้ ระดับดินเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ ส่วนการขุดเพื่อก่อสร้างงานโครงสร้างอื่นๆ ให้ขุดทรายไม้ออกต กว่าระดับต่ําสุดของแบบโครงสร้างไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร
    2.3 บริเวณบ่ออิ่มและแหล่งวัสดุ ให้เอาตั้งไม้ รากไม้ และวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการปะปนอยู่ออกจนเห็นว่า ไม่มีสิ่งดังกล่าว บ่นกับวัสดุที่จะนํามาใช้ในการก่อสร้าง
    2.4 ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่นอกกันทาง หรืออยู่นอกเชิงลาดดินตัดให้คงไว้ ในกรณีจําเป็นที่จะต้องจัดให้อยู่ใน อยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมงาน สําหรับต้นไม้ที่คงไว้ สิ่งที่ยื่นเข้าไปในผิวจราจร และสูงจากระดับผิว จราจรไม่เกิน 6.00 เมตร ให้ตัดกิ่งออกให้เรียบร้อย และให้เหลือโดนกิ่งติดลําต้นยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร
    2.5 วัสดุจากกลางป่า ชุดคอ ให้นําไปทิ้งตามบริเวณที่ผู้ควบคุมงานเห็นสมควร
    2.6 ลดระยะเวลาที่ถางป่า ชุดตก ให้ทําด้วยความระมัดระวังในการตัดต้นไม้ ไม่ให้เกิดอันตรายและ และทําความเสียหายแก่ต้นไม้ที่คงไว้
    2.7 หลังจากการถางป่า บุคคล ให้ปาดเกลี่ย ปรับแต่ง และเก็บเศษวัสดุไปทิ้งนอกเขตทางให้เรียบร้อย
    29
  3. ขอบข่าย
    มทช.219-2545
    มาตรฐานงานตกแต่งเกลี่ยค้นทางเดิม (Reshaping and Leveling)
    การตกแต่งเกลี่ยกันทางเดิน, หมายถึง การเกลี่ยปรับระดับของพื้นถนนและไหล่ทางเดิม ให้ได้ระดับ รวมทั้งเอาวัชพืช และสิ่งสกปรกรอกให้หมด
  4. วัสดุ
    วัสดุที่ใช้ในการตกแต่งเกลี่ยกันทางเดิม ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติตาม มาตรฐานวัสดุคัดเรียก :
    (มทร. 204-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบ และรับรองให้ใช้ได้แล้ว
  5. วิธีการก่อสร้าง
    5.1 ให้ใช้รถเกรด หรือเครื่องมืออื่น ปรับเกลี่ย แต่งผิวหน้าของกันทางเดิม ตลอดความกว้างของกันทาง รวมทั้งไหล่ทางทั้งสองข้างด้วย
    3.2 ให้เก็บวัชพืช และสิ่งสกปรกบนคันทางเดิมออกให้หมด
    3.3 ตอนใดที่สูง ให้ปาดออกให้ได้ระดับ และตอนใดเป็นหลุม ปอ เมื่อแข่ง ให้ทําการขุดแต่ง แล้วใช้วัสดุ คัดเลือกลงบนต้นทางเกลี่ยเป็นชั้นๆ ให้สม่ําเสมอตลอดพื้นที่ พรมน้ําแล้วทําการบดอัดแน่น โดยให้มี
    ความแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 Standard Proclor Dry Density
    3.4 การตกแต่งเกลี่ยกันทางเดิน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผิวของคันทางเดิมต้องเรียบสม่ําเสมอได้ระดับ สะอาด และไม่มีแข่ง หลุมบ่อ
    28
  6. ขอบข่าย
    มทช.2221-2545
    มาตรฐานงานดินตัดกันทาง (Roadway Excavation)
    ดินตัดกันทาง หมายถึง การขุดตัดวัสดุที่อยู่ในเขตทาง ซึ่งได้แก่การนําวัสดุที่สุดแล้วไปใช้ในงานก่อสร้าง ค้นหาง ตบแต่งคันทาง และนําวัสดุที่ไม่ต้องการซึ่งขุดตัดแล้วไปทิ้งในที่ที่เหมาะสม งานตัดแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้
    1.1 งานตัดชนิดที่ไม่ระบุประเภทของวัสดุ ซึ่งหมายถึง การขุดตัดวัสดุชนิดใด ๆ ก็ได้ เพื่อการก่อสร้าง คันทางแห่งคันทางว่าวัสดุที่ไม่ต้องการไปทิ้ง และเพื่อการวางอาคารระบายน้ํา
    1.2 งานตัดชนิดที่ระบุประเภทของวัสดุ ซึ่งหมายถึง การขุดตัดค้นทางที่ระบุประเภทของวัสดุที่จะต้อง ชุดตัด โดยระบุตามชนิดและเครื่องจักรที่ใช้
  7. วัสดุ
    หมายถึง วัสดุที่จะต้องขุดตัดตามงานตัด ข้อ 1.1 และข้อ 1.2 ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 2.1 วัสดุที่ไม่ได้ระบุประเภท ให้หมายถึงวัสดุใด ๆ ก็ได้ที่ต้องขุดตัด 2.2 วัสดุที่ระบุประเภท ให้หมายถึงวัสดุที่จะขุดติดต่อไปนี้ 2.2.1 คนและวัสดุคันทางอื่นทั้งหมด ยกเว้น หิน และหินแข็ง 2.2.2 หินและวัสดุดันทางอื่นทั้งหมด ยกเว้นดิน และหินแข็ง 2.2.3 หินแข็งและวัสดุดันทางอื่นทั้งหมด ยกเว้นดิน และหิน
    การชุดตัดวัสดุที่ระบุประเภท ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ควบคุมงานว่าควรจะใช้เครื่องจักร
    ชนิดใดที่เหมาะสม
    2.3 วัสดุที่ไม่เหมาะสมในการขุดตัด ให้หมายถึงวัสดุดังต่อไปนี้
    2.3.1 ดินที่มีปริมาณอินทรีย์สารสูง หินที่เกิดจากการทับถมน่าเปื่อยของรากพืชต่างๆ ซึ่งมีรากไม้ หญ้าและพวกผักต่างๆ
    2.5.2 ดินอ่อน ดินไม่มีเสถียรภาพของตัวเอง มีความชื้นสูงเมื่อเปียก และแห้งมากเกินไป เมื่อไม่มี ความชื้น ซึ่งทั้งนี้จะต้องอยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมว่าเป็นวัสดุที่ไม่เหมาะสมหรือไม่
  8. วิธีการก่อสร้าง ง
    3.1 การขุดตัดวัสดุที่อยู่ในเขตทาง ถ้าวิศวกรผู้ควบคุมงานพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นวัสดุที่เหมาะสม ควร จะนําไปใช้งานดินต้นทาง ก็ให้นําไปทดสอบคุณสมบัติ การมีคุณสมบัติตามมาตรฐานของวัสดุดินทาง ให้นําาไปใช้ทําคันทางได้
    3.2 สําหรับวัสดุที่ขุดตัดดอกมาแล้ว ผู้ควบคุมงานพิจารณาเห็นว่าเป็นวัสดุที่ไม่เหมาะสมที่จะนําไปใช้ งาน ก็ให้นําออกไปทิ้งในที่เห็นสมควร แล้วนําวัสดุที่เหมาะสมมาใช้แทน
    3.3 วัสดุที่พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสมในการขุดตัด ห้ามทําการขุดตัดโดยเด็ดขาด
  9. ความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้ (Tolerance)
    ระดับของงานเดินตัดต้นทางที่ปรับแต่งให้ได้รูปลักษณะตามแบบแล้ว เมื่อใช้ไม้บรรทัดวัดสอบระยะ
    3.70 เมตร ตามแนวขนานกับแนวศูนย์กลางของแนน ระดับหลังตัดค้นทางในระยะ 4.00 เมตรให้ ต่างกันได้ไม่เกิน 1 เซนติเมตร และยอมให้คลาดจากระดับที่กําหนดไว้ในแบบได้ * 1.5 เซนติเมตร
    ลง
    มทช.222-2545
  10. ขอบข่าย
    มาตรฐานงานชั้นรองพื้นทาง (Subbase)
    งานชั้นของพื้นทาง หมายถึง การก่อสร้างชั้นรองพื้นทางโดยถมและบกพัดวัสดุรองพื้นทาง ให้ได้รูปร่าง
    และระดับ ตามแบบก่อสร้าง
  11. วัสดุ
    วัสดุที่จะนํามาใช้ต้องมีคุณสมบัติผ่านการทดสอบตรงตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มทร. 02-2845)
  12. วิธีการก่อสร้าง
    3.1 ในกรณีที่ต้นทางเป็นถนนเดิมที่มีผิวจราจรเป็นผิวรองพื้นทางหรือคันทาง
    3.1.1 ถนนเดิมซึ่งมีผิวจราจร เป็นผิวของพื้นทางหรือคันทางที่ไม่ได้แนวและระดับ ต้องถมแต่งให้ได้ แนวและระดับตามรูปแบบที่กําหนด
    3.1.2 ถนนเดิมซึ่งมีผิวจราจรเป็นชั้นรองพื้นทางหรือต้นทาง บริเวณใดซึ่งมีดินชั้นล่างอ่อน (Soft Spot) ต้องขุดออกแล้วนําวัสดุที่มีคุณสมบัติที่ตรงตามมาตรฐานวัสดุคัดเลือก มาถมบดชัดเป็นชั้นๆ ให้มี ความแน่นไม่น้อยกว่ารายละ 35 Standard Proctor D Jersity
    3.1.3 การเสริมบริเวณใดที่ทําให้ชั้นรองพื้นทางที่เสริมใหม่มีความหนาน้อยกว่า 10 เซนติเมตร ต้อง ขุดคุ้ยวัสดุชั้นรองพื้นทางเดิมช่วงนั้นออกไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร แล้วผสมคลุกเคล้ากับวัสดุชั้นรองพื้นทาง ใหม่ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จึงจะทําการปิดให้แน่นและได้ระดับตามแบบ
    3.2 วัสดุที่หลุดร่อนไม่คงทนหรือที่มีคุณภาพเลวบนถนนเดิม ซึ่งมีผิวจราจรเป็นชั้นรองพื้นทาง หรือบน
    คันทางใหม่ ต้อง:วาดอกให้หมด
    3.3 หลุมบ่อต่างๆ บนถนนเดิมซึ่งมีผิวจราจรเป็นชั้นรองพื้นทางหรือบนต้นทางใหม่ จะต้องกลบและด
    วัดและบดผัดให้แน่นด้วยวัสดุที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานวัสดุคัดเลือก
    2.4 เมื่อได้พบแต่งถนนเดิมที่มีกินจราจรเป็นชั้นรองพื้นทางหรือคันทางใหม่เรียบร้อยแล้ว ให้นําวัสดุรอง พื้นทางที่มีคุณสมบัติตามที่กําหนด มาเกลี่ยแผ่นหลังเป็นชั้นๆ ชั้นหนึ่งหนาไม่เกิน 20 เซนติเมตร และให้ มีความแน่นแต่ละชั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Modified Proctor Dersity

    3.5 บริเวณใดหรือช่วงใด วัสดุรองพื้นทางที่เกลี่ยแผ่นคอด มีมวลหยาบและมวยละเอียดแยกตัวจากกัน (Segregation) ให้แก้ไขโดยขุดคุ้ย (Scarty) 291 แล้วทําการผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันหรือออกแล้วส รองพื้นทางที่มีส่วนผสมสม่ําเสมอแทน
    31
    3.5 ในกรณีที่ใช้วัสดุมากกว่า 1 ชนิด มาผสมเป็นวัสดุรองพื้นทางบนที่ก่อสร้าง วัสดุแต่ละชนิดนั้น จะต้องได้รับการคลุกเคล้าให้มีลักษณะสม่ําเสมอ และต้องได้รับการตรวจสอบถูกต้องตรงตามมาตรฐาน
    วัสดุรองพื้นทางเดียก่อน จึงจะทําการเปลี่ยนบดอัดได้
    3.7
    เมื่อทําการก่อสร้างชั้นของพื้นทางเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องมีผิวหน้าเรียบแน่นสม่ําเสมอมีระดับ
    ถูกต้องตามแบบก่อสร้าง
  13. ความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้ (Tolerance)
    ระดับหลังชั้นรองพื้นทางที่บดอัดแน่นแล้วทุกจุด ยอมให้สูงหรือต่ํากว่าระดับตามแบบก่อสร้างได้ไม่เกิน 1.5 เซนติเมตร หากช่วงไตตอนใดที่มีระดับ ผิดไปจากนี้ ให้ตัดส่วนที่เกินออกหรือขุดคุ้ย (Scary) ออกหน้า ไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร แล้วทําการบดอัดใหม่ให้แน่นและได้ระดับสม่ําเสมอตามแบบ
    }
    :
    24
  14. ขอบข่าย
    มทช.224-2545
    มาตรฐานงานไหล่ทาง (Shoulder)
    งานไหล่ทาง หมายถึง การสร้างไหล่ทางหลังจากการก่อสร้างชั้นรองพื้นทางเสร็จแล้ว โดยทําการถม เสริมและบดอัดวัสดุไหล่ทางตามแนวบริเวณที่จะทําไหล่ทางบนขอบชั้นของพื้นทางขึ้นมาจะได้ระดับตาม
    รูปแบบก่อสร้าง
  15. วัสดุ
    วัสดุที่จะนํามาใช้ต้องมีคุณสมบัติผ่านการทดสอบตรงตามมาตรฐานวัสดุไหล่ทาง : ม.ค. 235-2145)
  16. วิธีการก่อสร้าง
    2.1 วัสดุที่นํามาใช้จะต้องผสมน้ําและคลุกเคล้าจนเรียบร้อยแล้วจาก Stockpile โดยให้มีความชื้น สม่ําเสมอใกล้เคียงกันความชื้นที่ Optimum Moisture Content และนํามาเกลี่ยามแต่งบดอัดทันที ถ้านํา วัสดุที่จะใช้มาทําการผสมคลุกเคล้ากับน้ําบนชั้นรองพื้นทาง ส่วนที่จะทําใหล่ทางต้องกระทําด้วยความ ระมัดระวัง ต้องมิให้โครงสร้างทางส่วนอื่นเสียหาย หากเกิดเสียหายขึ้นจะต้องทําการแก้ไขส่วนนั้นๆ ให้ ถูกต้องเรียบร้อย
    3.2 ให้นําวัสดุไหล่ทางที่มีคุณสมบัติตามที่กําหนดมาเกลี่ยแผ่นขัดเป็นชั้นๆ หนาชั้นละไม่เกิน 15
    เซนติเมตร และแต่ละชั้นให้มีความแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Modified Procter Density
    3.3 เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว ต้องมีผิวหน้าเรียงและความแน่นสม่ําเสมอตลอดแนว โดยเฉพาะที่รอยต่อ ระหว่างพื้นทางกับไหล่ทาง
    2.4 ในกรณีฤดูฝนไม่ควรก่อสร้างไหล่ทางก่อนว่าพื้นทาง เพราะจะทําให้ชั้นรองพื้นทางเสียหาย อันเนื่อง มาจากน้ําขังบนชั้นรองพื้นทาง
    มทช.231-2564
    มาตรฐานงานผิวจราจรคอนกรีต
    (Concrete Pavement)
  17. ขอบข่าย
    งานผิวจราจรคอนกรีต หมายถึง การก่อสร้างถนนโดยใช้คอนกรีตเป็นผิวจราจร เสริมกําลังด้วยเหล็ก เหล็กกันร้าว เหล็กเดือย (Dovel Bags) และเหล็กยืด (Tie Bars) ตามตําแหน่งที่แบบกําหนด โดยถูกต้อง ตามหลักวิศวกรรม!
  18. ข้อกําหนดวัสดุ (Materials Specifications)

    2.1 ปูนซีเมนต์ที่ใช้ในงานผิวจราจรคอนกรีต ให้ใช้ปูนซีเมนต์ดังต่อไปนี้
    2.1.1 ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 11 : ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ 2.1.2 ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.2594 : ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก
    ชนิดใช้งานทั่วไปสัญลักษณ์ (ป
    2.2 มวลรวมละเอียด (ทราย) ให้เป็นไปตาม ทช. 216 : มาตรฐานวัสดุมวลรวมสําหรับผิวจราจร
    กอน: ต
    2.3 มารวมหยาบ (หินหรือกรวด) ให้เป็นไปตาม บทช. 216 : มาตรฐานวัสดุมวลรวมสําหรับผิวจราจร
    คอนกรีต
    2.4 น่า
    2.4.1 น้ําที่ใช้ผสมคอนกรีตให้ใช้น้ําประปา
    2.4.2 ในกรณีที่หาน้ําประปาไม่ได้ ต้องใช้น้ําจืดที่สะอาด โดยปราศจากสารที่เป็นอันตรายต่อ
    คอนกรีตและเสกเสริม
  • 5 สารผสมเพิ่ม
    2.5.1 สารเคมีผสมเพิ่ม (Chemical Admixtures) จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
    มอก. 73:: สารเคมีผสมเพิ่มสําหรับคอนกรีต เช่น
    2.5.1.1 ประเภทสารลดน้ํา (Water Reducers หรือ Piasticizers)
    (1) ลดปริมาณน้ําต่อหน่วยปริมาตรองคอนกรีตแล้ว คงเหได้ดีเหมือนเดิม (2) เพิ่มการเทได้ดีกว่าเดิม โดยปริมาณน้ําต่อหน่วยปริมาตรคอนกรีตลงเดิม
    2.5.1.2 ประเภทสารการแข็งตัว (Accelerators) เพื่อลดระยะเวลาการก่อตัวของคอนกรีตให้มั่นคง 2.5.1.53 ประเภทสารหน่วงการแข็งตัว (Retarders) เพื่อยืดระยะเวลาการก่อสของคอนกรีตให้
    ยาวนานขึ้น
  • 6+
    2
    2.5.2 หากต้องการใช้สารเคมีผสมเพิ่ม มากว่า 1 ประเภทพร้อมกัน จะต้องคํานึงถึงผลกระทบที่มีต่อ
    กันของสารเคมีผสมเพิ่มแต่ละชนิดด้วย ดังนั้นจึงควรปรึกษาผู้ผลิตหรือทําการจะลองผสมก่อน 2.5.3 การใช้สารผสมเพิ่ม ต้องแสดงรายละเอียดส่วนประกอบหลักทางเคมี ข้อแนะนําในการใช้ ข้อจํากัดต่างๆ รวมถึงปริมาณสูงสุดที่จะใช้ หากไม่มีรายละเอียดดังกล่าว จะต้องทดลองผสม และสอบคุณสมบัติต่างๆ ของคอนกรีต เช่น ความสามารถในการเท กําลังที่ระยะต้น กําลัง ที่ระยะยาวและความคงทน เป็นต้น และได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงานหรือผู้แทน ผู้ว่าจ้างก่อนนําไปใช้
    2.6 เหล็กเสริมคอนกรีต
    2.6.1 ตะแกรงเหล็กกล้า (Steel Wire Fabric Wire Mesh) ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.737 : ละแกร่งกล้าเชื่อมติดเสริมขอนกรีต โดยลวดที่ใช้ทําตะแกรงให้ใช้ควา ดังต่อไปนี้
    2.5.1.1 ลวดเหล็กกล้าจึงเป็น ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 17 - ลวดเหล็กเเต่งเย็นเสริมคอนกรีต ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เล็กกว่า 320 มิลลิเมตร และมีพื้นที่หน้าตัดระบุไม่น้อยกว่า 8.56 ตารางมิลลิเมตร
    2.6.1.2 สวดเหล็กกล้าข้ออ้อยจึงเห็น ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.943 : ลวดเหล็กกล้าข้ออ้อยซึ่งเป็นเสริมคอนกรีต ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เล็ก กว่า 3.50 มิลลิเมตร และมีพื้นที่หน้าตัดระบุไม่น้อยกว่า 8.55 ตารางมิลเมตร
    2.6.2 ตะแกรงเหล็กเส้น โดยเหล็กที่ใช้ทําตะแกรงให้ใช้เหล็กดังต่อไปนี้
    2.6.2.1 เหล็กเส้นกลม ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 203 : เหล็ก เสริมคอนกรีต : เหล็กเส้นกลม โดยมีขนาดและระยะเรียงตามแบบกําหนด 2.5.2.2 เหล็กข้ออ้อย ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 24 : เหล็ก เสริมคอนกรีต : เหล็กชัยอ้อย โดยมีขนาดและระยะเรียงตามที่แบบกําหนด
    2.6.5 เหล็กเดือย (Dowel Bars) และเหล็กยืด Tie Bars)
    2.6.3.1 เหล็กเส้นกลม ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.20 : เห
    เสริมคอนกรีต : เหล็กเส้น อย
    2.5.3.2 เหล็กข้ออ้อย ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 24 : เหล็ก
    เสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย

    2.7 ปลอกหุ้มเหล็กเดือย เป็นโลหะ พลาสติก วัสดุสังเคราะห์ หรือท่อ PVC. ตามมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีเส้นผ่านศูนย์กลางภายในใหญ่กว่าเหล็กเดือย 3-5 มิลลิเมตร โดยมีปลาย ข้างหนึ่งเปิดและอีกข้างหนึ่งปิด เมื่อสวมหุ้มเหล็กเดือยจนสุดแล้วให้มีช่องว่างระหว่างปลายเหล็ก เดือยถึงปลายปลอกหุ้มเหล็กเดือยประมาณ 3 เซนติเมตร และต้องไม่น้อยกว่าความกว้างของรอยต่อ เพื่อการขยายตัว (Expansion Jaints) รองรับการยืดหดตัวของคอนกรีต
    کیا پیر و
    3
    2.8 วัสดุทํารอยต่อ
    2.8.1 วัสดุแผ่นกันรอย (Joint Filler) ใช้สําหรับกั้นรอยต่อเพื่อการขยายตัว (Expansion Joint) ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 1241 : วัสดุอุดรอยต่อคอนกรีต ชนิดคีบรูปและไม่ปลิ้น : แอสฟัลต์ หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.1079 : วัสดุอุด รอยต่อคอนกรีตประเภทยางฟองน้ําและไม้ก๊อก กรณีใช้วัสดุอุดรอยต่อมากกว่า 1 แผ่นใน รายต่อเดียวกัน จะต้องต่อกันให้แน่นสนิท และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ตรวจรับพัสดุ ก่อนนําไปใช้
    2.3.2 วัสดุทารองพื้นรอยต่อ (Joint Primmer) ต้องเป็นวัสดุที่มีความสามารถในการไหลแทรกซึมเข้า ไปในรูพรุนของคนกรีตได้ดี เมื่อทาทับบนคอนกรีต จะต้องแห้งภายใน 4 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 25 องศาเชลเซียส ความหนาแน่นของวัสดุทารองพื้นรอยต่อต้องไม่มากกว่า 0.65 กรัมต่อ ลูกบาศก์เซนติเมตร (350 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) และมีความหนืด (Din Soul) อยู่ในช่วง 30-50 วินาที ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ห้ามใช้แอสฟัลต์อิมัลชันเป็นวัสดุทารองพื้นรอยต่อ และหากนําวัสดุอื่นใดมาใช้ทารองพื้นรอยต่อ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
    ตรวจรับพัสดุ
    2.3.3 วัสดุยารอยต์ว (Vastic loist Sealer) ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
    มอก.479 : วัสดุยารอยต่อคอนกรีตแบบยืดหยุ่นชนิดเขร้อน
    H
    2.3.4 แผ่นพลาสติกรองพื้นคอนกรีต (Plastic Sheet) ที่ใช้ในการก่อสร้างต้องมีความหนา และความ สร้างตามที่กําหนดไว้ในแบบ มีลักษณะโปร่งใส ไม่มีสีกันน้ํา และไม่มีรูบริเวณขอบต้องเป็น เส้นตรง บริเวณที่ทําการพับและบริเวณที่ของต้องสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
    2.9 คอนกรีต
    หมายเหตุ 1
    แผ่นพลาสติกต้องยาวต่อเนื่องตลอดความกว้างของช่องจราจรทั้งหมด ถ้าจําเป็นต้องทําการ เยี่ยมต่อแผ่นพลาสติกต้องทําบริเวณรอยต่อตามยาว โดยแผ่นพลาสติกที่ทําการเชื่อมต่อวง ค้อนทับกันอย่างน้อย 20 เซนติเมตร
    2.3.1 คอนกรีตทั่วไป เป็นคอนกรีตที่ได้จากการผสมวัสดุ ตามข้อ 2.1 ถึง 2.0 และหรือสารผสมเพิ่ม
    ตามข้อ 2.1) ในอัตราส่วนผสมที่ได้ออกแบบไว้ด้วยไม่ผสมคอนกรีต
    2.9.2 คอนกรีตผสมเสร็จ (Ready-Mixed Concrete) เป็นคอนกรีตที่ได้จากการผสมวัสดุ ตามข้อ 2.1 ถึง 2.4 และ/หรือสารผสมเพิ่ม ตามข้อ 2.5 ในอัตราส่วนผสมที่ได้ออกแบบไว้ด้วยโรงงาน ผสมหรือรถผสมคอนกรีต แล้วส่งจนถึงสถานที่ก่อสร้างด้วยเครื่องผสม
  1. การออกแบบส่วนผสมคอนกรีต
    3.1 ผู้รับจ้างต้องเสนอผลการออกแบบส่วนผสมคอนกรีต ต่อผู้ควบคุมงานเพื่อพิจารณาตรวจสอบ หรือส่งให้ กรมทางหลวงชนบทเป็นผู้ออกแบบส่วนผสม โดยปริมาณปูนซีเมนต์ที่ใช้จะต้องกําหนดโดยวิศวกรผู้ออกแบบ
    1-.
    سو
    ส่วนผสม ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติของคอนกรีตและการใช้งานที่เหมาะสมด้วย อย่างไรก็ตาม ส่วนผสม ดังกล่าวไม่เป็นการทําให้ผู้รับจ้างพ้นภาระความรับผิดชอบในกรณีคอนกรีตมีกําลังอัดประลัยต่ํากว่าค่าที่กําหนด
    3.2 คอนกรีตต้องมีความข้นเหละที่พอเหมาะ สามารถเหนจะแต่งผิวได้ตามที่แบบกําหนด ค่ายุบตัวต้องอยู่ ระหว่าง 5-7 เซนติเมตร เมื่อทดสอบตาม มช. (1) 131 : วิธีการทดสอบค่าการยุบตัวของคอนกรีต
    3.3 กําลังอัดประลัยของแห่งตัวอย่างคอนกรีต ขนาดมาตรฐานรูปทรงลูกบาศ 15x15x15 เซนติเมตร ต้องไม่น้อยกว่า 250 กิโลกกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือตามแบบกําหนด
  2. เครื่องจักรเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง
    ก่อนเริ่มงาน ผู้รับจ้างต้องเตรียมเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ ที่จําเป็นต้องใช้ในการดําเนินงานไว้ให้ พร้อมที่หน้างาน ทั้งนี้ต้องเป็นแบบและขนาดซึ่งอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องได้รับ อนุญาตจากผู้ควบคุมงาน
    4.1 เครื่องผสมคอนกรีต
    1.1.1 ไม่ผสมคอนกรีต หมุนด้วยความเร็วระหว่าง 14-20 รอบต่อนาที ต้องสามารถผสมคอนกรีตให้
    เข้ากันได้อย่างสม่ําเสมอ
    1.1.2 โรงงานผสมคอนกรีต ต้องสามารถผสมคอนกรีตให้เข้ากันได้อย่างสม่ําเสมอ ควบคุมปริมาณวัสดุ ที่ใช้ได้ตามอัตราส่วนผสมที่ได้ออกแบบไว้ได้อย่างถูกต้อง มีกําลังการผลิตมากพอที่จะนําไปใช้
    ในการก่อสร้างได้อย่างต่อเนื่อง และส่วนผสมมีความสม่ําเสมอ
    4.1.3 รถผสมคอนกรีต ถังผสมคอนกรีตเป็นโม่หมุนแบบมีใบมีดหรือแบบมีใบพายกวน ต้องสามารถ
    ผสมคอนกรีตให้เข้ากันได้อย่างสม่ําเสมอ
    4.2 เครื่องสั่นสะเทือน การติดตั้งเข้ากับเครื่องแต่งผิวคอนกรีต
    สามารถสั่นสะเทือนได้เต็มความกว้างของ แบบหล่อ โดยการเป็นชนิดแผ่นสั่นสะเทือนหรือชนิดจุ่มก็ได้ ทั้งนี้ต้องไม่กระทบกับขอบแบบหล่อ รอยต่อ เหล็กเดือย เหล็กยึด และส่วนประกอบอื่นๆ ความถี่ของเครื่องสั่นสะเทือนชนิดแผ่นกันสะเทือน ต้องไม่น้อยกว่า 3,500 รอบต่อนาที และชนิดจุ่มต้องไม่น้อยกว่า 5,000 รอบต่อนาที
    4.3 เครื่องแต่งผิวคอนกรีต ต้องเป็นชนิดที่เลื่อนไปตามขวางได้ สามารถใช้ปายแต่งลบรอยคลื่นที่เกิดจาก
    เครื่องสั่นสะเทือนได้ และใช้ปาดแต่งให้ได้รูปของแนวถาดผิวทางตามที่แบบกําหนด
    1.4 เครื่องตัดรอยต่อ ต้องมีกําลังเพียงพอ สามารถตัดคอนกรีตให้ให้ความลึกตามที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว 4.5 แบบหล่อผิวจราจร ทําด้วยเหล็กที่มีความแข็งแรงและเรียบตรงไม่บิดงอ มีความสูงเท่ากับความหนา ของคอนกรีต มีความยาวท่อนละ 3 เมตร ยกเว้นแนวถนนโค้งที่มีรัศมีความโค้งน้อยกว่า 60 เมตร ให้ใช้แบบหล่อโค้ง หรือแบบหล่อที่มีความยาวที่เหมาะสม เพื่อให้แนนโค้งตามรูปแบบที่กําหนด
    5
  3. วิธีการก่อสร้าง
    ทําการบดอัดชั้นพื้นทางหรือชั้นกันทาง ให้มีความกว้างมากกว่าเจราจาเต็มความกว้างไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร เพื่อไว้สําหรับวางแบบหล่อ โดยบดอัดให้ได้ความแน่นและค่าระดับตามที่แบบกําหนด ก่อนการเทคอนกรีต ต้องมีการวางแผนที่ดี ต้องคํานึงถึงสภาพอากาศที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบ ต่อการเทคอนกรีต ในระหว่างการก่อสร้างต้องควบคุมการจราจรเพื่อไม่ให้คอนกรีตเสียหาย โดยติดตั้งป้าย พรายพร้อมอุปกรณ์อื่นๆ รวมทั้งสัญญาณไฟกลางคืนตามที่กรมทางหลวงชนบทกําหนด พร้อมทั้งจัดการ จะจรบริเวณพื้นที่ก่อสร้างให้ปลอดภัย การก่อสร้างให้ดําเนินการดังนี้
    1.1 การติดตั้งแบบหล่อ
    5.1.1 แบบหล่อต้องสะอาดและชโลมน้ํามันก่อนที่จะนํามาใช้ทุกครั้ง การติดตั้งแบบหล่อต้องมีสลัก
    เกาะกันระหว่างปลายที่ชนกันอย่างแข็งแรงแน่นหนา
    5.1.2. แบบหล่อด้านข้างและแบบหล่อด้านขวางจะต้องเจาะรูสําหรับเสียบเหล็กเดือย (Dowel Bars)
    หรือเหล็กยึด (The Hans) ซึ่งมีระยะห่างและตําแหน่งสูงต่ําตามที่แบบกําหนด
    5.1.3 การติดตั้งแบบหล่อด้านขวาง ต้องยึดติดกันแบบด้านข้างให้มีความมั่นคงแข็งแรงแน่นหนา 5.1.4 การติดตั้งแบบหล่อด้านข้าง รอยต่อชนจะต้องเรียบร้อยและยึดติดกันอย่างแน่นหนา ยึดตรึงด้วยหมุด เหล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 มิลลิเมตร ทุกรูหมุดจํานวนไม่น้อยกว่า 3 หมุด ทุกสลักต่อชนต้องยึด ติดกันให้แน่น ผิวข้างแบบหล่อหรือสันแบบหล่อ ต้องเรียบเสมอได้แนวและระดับตามที่แบบ กําหนด ฐานของแบบหล่อ จะต้องวางติดบนผิวชั้นพื้นทางที่ปรับแต่งจนได้ระดับแล้ว ห้าม หนุนแบบหล่อเพราะอาจเกิดการทรุดในขณะเทคอนกรีต การติดตั้งแบบหล่อ ต้องให้แต่ละ ข้างเหลื่อมกันไม่น้อยกว่า 40 เมตร เพื่อให้การวางแบบหล่อคนต่อไปมีแนวระดับอ้างอิง และให้ตรวจสอบระดับโดยใช้กล้องทุกระยะ 2 เมตร ทั้งในแนวขวางและแนวยาวของถนน และ ต้องตรวจสอบระดับชั้นแบบหล่อครั้งสุดท้ายโดยใช้ไม้บรรทัดยาว 3 เมตร ทาบเพื่อตรวจสอบ
    ทําความเป็นเส้นตรง
    5.2 การผสมคอนกรีต ต้องผสมให้คอนกรีตเป็นเนื้อเดียวกันเสมอ และมีความข้นเหลวได้ตามข้อกําหนด
    สามารถสมได้ ดังนี้
    5.2.1 คอนกรีตทั่วไป เป็นคอนกรีตที่ผสมด้วยไม่ผอม ซึ่งหมุนด้วยความเร็วระหว่าง 10-20 รอบต่อ นาที การใส่วัสดุลงในไป จะต้องใส่น้ําบางส่วนลงไปในไม่ก่อน แล้วใส่วัสดุมวลรวมและ ปูนซีเมนต์ลงไปตามหลัง จากนั้นให้เติมน้ําลงไปจนได้ปริมาณตามอัตราส่วนที่กําหนด การเดิน น้ํา ต้องให้น้ําค่อยๆ ไหลลงติดต่อกันภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 วินาที และไม่เกินหนึ่งใน สี่ของระยะเวลาผสมที่ได้กําหนดไว้ ระยะเวลาในการผสม ให้เริ่มนับหลังจากใช้วัสดุส่วนผสม ต่างๆ ลงไปจนครบตามอัตราส่วนที่กําหนด ไม่ผสมที่มีขนาดความจุไม่มากกว่า 1 ลูกบาศก์ เมตร ระยะเวลาผมต้องอยู่ระหว่าง 60-80 วินาที โม่ผสมที่มีขนาดความจุมากกว่า 1 ลูกบาศก์เมตร ระยะเวลาการผสมให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน ถ้าเครื่องผสมเป็นแบบ
    -Long-
    6
    3
    ไม่คู่ ระยะเวลาที่เหลื่อมกันระหว่างโม ไม่นับรวมเป็นระยะเวลาผสม การเทคอนกรีตที่ ผสมเสร็จแล้วออกจากไม่ให้เทให้หมดก่อนที่จะผสมไม่ต่อไป ปริมาณคอนกรีตที่ผสม ในแต่ละโม่ ต้องไม่มากกว่าขนาดความจุของไม่ ซึ่งระบุไว้บนแผ่นป้ายรับรองขนาดความจุของ บริษัทผู้ผลิต ซึ่งติดอยู่ที่ไม่ผสม ในกรณีผสมเกินขนาดความจุ ให้ผสมได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของ ขนาดความจุ ทั้งนี้ส่วนผสมคอนกรีตจะต้องสม่ําเสมอ และไม่ล้นออกจากโป
    5.2.2 คอนกรีตผสมเสร็จ (Ready Mixed Concrete) เป็นคอนกรีตที่ผสมโดยโรงงานหรือรถผสม คอนกรีต และส่งถึงสถานที่ก่อสร้าง ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.213 : คอนกรีตผสมเสร็จ การใส่วัสดุส่วนผสมต่างๆ และการเติมน้ํา ให้ปฏิบัติตามข้อกําหนดในข้อ
    5.2.1
    5.2.3 การผสมคอนกรีตด้วยรถผสม อาจใช้รถผสมคอนกรีตให้แล้วเสร็จที่โรงงาน แล้วขนส่งไปที่ หน้างาน หรือใช้รถผสมคอนกรีตทําการผสมที่หน้างานก็ได้ หากเนื้อคอนกรีตไม่มีความ หม่ําเสมอเพียงพอ ห้ามใช้รถผสมคันนั้นๆ จนกว่าจะได้มีการแก้ไข และได้รับความเห็นของ จากผู้ควบคุมงาน ในกรณีที่จะให้น้ําล้างไม่เป็นส่วนหนึ่งของปริมาณน้ําที่จะใช้ผสมคอนกรีตไป ไม่ต่อไป จะต้องวัดปริมาณน้ําให้ถูกต้อง เพื่อนําไปคิดคํานวณหาปริมาณน้ําที่จะให้เพิ่ม ให้ ถูกต้องตรงตามผลการออกแบบอัตราส่วนผสม แต่ถ้าไม่สามารถวัดหรือควบคุมปริมาณของน้ํา
    ในโมได้ จะต้องถ่ายเทน้ําออกจากไม่ทั้งหมดก่อนการผสมครั้งต่อไป
    5.3 การวางเหล็กเสริม
    5.3.1 เหล็กเสริมจะต้องมีขนาดถูกต้อง สะอาด ไม่เป็นสนิมขุม ปราศจากน้ํามันหรือไขมัน จบเป็น เหตุให้แรงยึดเกาะกับคอนกรีตสูญเสีย การผูกเหล็กตะแกรงควรผูกเป็นแผงๆ แล้วนํามาวางใน ตําแหน่งด้วยความระมัดระวัง
    5.3.2 แผงตะแกรงเหล็กเสริมกันร้าวตามแนวยาวและแนวขวาง เส้นริมสุดของแผงตะแกรง จะต้อง ห่างจากขอบของคอนกรีตไม่เกิน 10 เซนติเมตร ปลายเหล็กตามแนวยาวและแนวขวางจะต้อง ห่างจากขอบของคอนกรีตไม่เกิน 5 เซนติเมตร การต่อเหล็กให้วางทาบเหลื่อมกัน สําหรับ เหล็กเส้นกลมให้มีระยะไม่น้อยกว่า 40 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลาง และสําหรับเหล็กขึ้นร้อย ให้มีระยะไม่น้อยกว่า 20 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลาง จากนั้นให้ผูกติดกันให้แน่นทุกระยะไขว้ 5.3.3 ก่อนวางตะแกรงเหล็กเสริมกันร้าว ให้เทคอนกรีตลงบนชั้นขึ้นทางและปรับระดับให้มีความสูง
    เท่ากับตําแหน่งที่จะวางตะแกรงเหล็กเสริมตามที่แบบกําหนด จากนั้นนําตะแกรงเหล็กเสริม วางลงไปแล้วเทคอนกรีตทับอีกครั้ง แล้วปรับแต่งผิวคอนกรีตให้เสมอขอบแบบ การเท คอนกรีตทับตะแกรงเหล็กเสริม จะต้องก่อนที่คอนกรีตข้างล่างเกิดการแข็งตัว หาส่วน หนึ่งส่วนใดของคอนกรีต ข้างล่างที่เทไว้ก่อนวางตะแกรงเหล็กเสริม มีระยะเวลานานเกินกว่า 30 นาที แล้วยังไม่ได้มีการเทคอนกรีตทับ จะต้องรื้อคอนกรีตช่วงนั้นทิ้งให้หมด แล้วนํา คอนกรีตที่ผสมใหม่มาเท และให้ปฏิบัติตามลําดับดังกล่าวข้างต้น
    ABARRA DARIPADA BAD……..
    -Lavim.
    5.3.4 กรณีวางตะแกรงเหล็กเสริมกันร้าวก่อนเทคอนกรีต จะต้องผูกยึดและยกเหล็กเสริมให้อยู่ใน ตําแหน่งตามที่แบบกําหนด จนแน่ใจว่าจะไม่เกิดการทรุดตัวในขณะที่เทคอนกรีต
    7
    5.3.5 เหล็กเดือย (Dowel Bars) และเหล็กยึด Tie Bars) จะต้องมีขนาดและวางอยู่ในตําแหน่งที่
    ถูกต้องตามที่แบบกําหนด และต้องยึดให้แน่นไม่ให้มีการเคลื่อนตัวได้ทั้ง 3 มิติ
    5.2.6 เหล็กเดือย Dcwck Pars) ที่รอยต่อ Contaction Joint และที่รอยต่อ Construction Joint ก่อนนําไปวางต้องหาด้วยแอสฟัลต์ชนิด MAC หรือ RC ที่ระยะครึ่งหนึ่งของความยาวเหล็กของ ด้าน ขยับตัวได้
    5.3.7 เหล็กเตียง (Dowel Sars) ที่รอยต่อ Expansion Joint ข้างที่ทาด้วยยาเอนฟิลด์หรือน้ํามัน ให้กับด้วยจาระบี แล้วสวมปลอกครอบเหล็กเพื่อให้มีช่องว่างระหว่างปลายเหล็กเดือยถึง
    หัวปลอกเหล็กเดือย ไม่น้อยกว่าความกว้างของรอยต่อ Expansion Joint
    15.3.8 เหล็กยึด (Tie Bars) ต้องไม่มีน้ํามันและฝุ่นติดอยู่ที่ผิวเหล็ก โดยต้องมีระยะห่างและระดับ
    ถูกต้องตามที่แบบกําหนด
    5.4 การเทคอนกรีต
    5.4.1 ก่อนเทคอนกรีต ผู้รับจ้างจะต้องแจ้งผู้ควบคุมงานให้ทราบอย่างน้อย 24 ชั่วโมง การเท คอนกรีตทุกครั้ง จะต้องอยู่ภายใต้การกํากับของผู้ควบคุมงานตั้งแต่เริ่มต้นจนแล้วเสร็จ ผู้รับ จ้างต้องจัดหาเครื่องไฟฟ้า แสงสว่างให้เพียงพอ เพื่อใช้ในกรณีจําเป็นต้องแต่งหน้าคอนกรีตใน เวลากลางคืน และต้องจัดเตรียมวัสดุคลุมที่เหมาะสมไว้อย่างเพียงพอ เพื่อใช้คลุมผิวคอนกรีต ในกรณีที่เกิดฝนตก
    1.4.2 การขนส่งคอนกรีตจากโรงผสม ให้ขนส่งโดยใช้รถบรรทุกคอนกรีต ซึ่งต้องหมุนไม่ตลอดเวลา
    โดยมีความเร็วระหว่าง 2-6 รอบต่อนาที เพื่อป้องกันไม่ให้คอนกรีตแข็งตัว 5.1.5 ก่อนเทคอนกรีต ให้ใช้ทรายหยาบรองพื้นบดอัดแน่นให้ได้ความกว้าง และความหนาตามที่แบบ กําหนด แล้วฉีดน้ําเป็นฝอยรดบริเวณที่จะให้ให้ชุ่มตลอดเวลา ยกเว้นแบบกําหนดวัสดุรองพื้น เป็นอย่างอื่น
    1.4.1 การเทคอนกรีต ต้องติดต่อกันโดยสม่ําเสมอให้เต็มแต่ละช่วงรอยต่อ และให้มีความหนา พอที่จะแต่งผิวได้ทันทีทุกครั้ง ห้ามหยุดเทคอนกรีตในแต่ละช่วงรอยต่อเป็นอันขาด หากมี เหตุขัดข้องทําให้หยุดเหนานเกิน 30 นาที จะต้องซื้อคอนกรีตที่แล้วในช่วงนั้นออกให้หมด หรือให้รีบทํารอยต่อ Construction) ioist ที่จุดนั้นทันที แต่ถ้าเหตุขัดข้องนั้นหยุดเทไม่เกิน 30 นาที ให้ใช้พลั่วคลุกเคล้าคอนกรีตเก่าตรงแนวที่หยุด ผสมกับคอนกรีตใหม่ให้เข้ากันแล้ว
    ทําเนินการเทคอนกรีตต่อไป
    5.4.5 การเทคอนกรีต ต้องและเกลี่ยปาดให้ได้ระดับเต็มช่องจราจร พร้อมใช้เครื่องเขย่าคอนกรีต โดยให้เน้นที่ข้างแบบและรอยต่อของผิวจราจรเป็นพิเศษ การเขย่าจะต้องไม่นานจนเกินไป ห้ามใช้คราดเกลี่ยคอนกรีตเพราะอาจทําให้เกิดการแยกตัว
    x.
    5.4.6 การเทคอนกรีตของจราจรตัดจากช่องที่เทเสร็จแล้ว ต้องรอให้ช่องจราจรที่เทเสร็จแล้วแข็งตัว
    ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย
    5.4.7 ห้ามเทคอนกรีตในขณะที่มีฝนตก เว้นแต่จะมีที่ป้องกัน โดยให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ
    ผู้ควบคุมงาน
  4. รอยต่อตามขวาง (Transverse Joint) และรอยต่อตามยาว (Longitudinal Joint) จะต้องเป็นไป ตามที่แบบกําหนด โดยรอยต่อตามขวางจะต้องตั้งฉากกับแนวศูนย์กลางของถนน รอยต่อตามยาว จะต้องขนานกับแนวศูนย์กลางถนน
    ความของรอยต่อตามขวางแกะรอยต่อตามยาวต้องตั้งฉากกับ ผิวจราจร ตรงรอยต่อต้องไม่นูนหรือเป็นแอ่ง ในกรณีที่แบบไม่ได้กําหนดให้เทคอนกรีตแต่ละแผงได้ กว้างไม่เกิน 4.00 เมตร ยาวไม่เกิน 100.00 เมตร โดยรอยต่อต้องมีรายละเอียดเป็นไปตามข้อกําหนด ดังนี้
    5.5.1 รอยต่อเพื่อการขยายตัว (Expansion Joints) ระหว่างรอยต่อจะต้องมีเหล็กเดือย (Dowel Tsars) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและระยะห่างตามที่แบบกําหนด ปลายข้างหนึ่งของเหล็ก เดี๋ยวฝังยึดแน่นกับคอนกรีต ปลายอีกข้างหนึ่งหาด้วยยางแอสฟัลต์หรือสีน้ํามันแล้วทาทับด้วย
    จาระบี สวมปลอกครอบเหล็กเดือยให้สามารถขยายตัวตามแนวนอนได้มีระยะไม่น้อยกว่า
    ความกว้างของรอยต่อ Expansion Joint ก่อนเทคอนกรีตทุกครั้งจะต้องใส่วัสดุแผ่นกั้น รอยต่อ ที่เจาะรูตรงตามตําแหน่งของเหล็กเดือนไว้แล้วที่รอยต่อ โดยมีความกว้างเท่ากับความ หนาของผิวจราจรคอนกรีต เมื่อการบ่มคอนกรีตสุดสิ้นลงและก่อนเปิดการจราจร ให้ชุดหรือ ตัดส่วนบนของวัสดุแผ่นกั้นรอยต่อออก โดยให้มีความลึกประมาณ 5 เซนติเมตร ตรงกับแบบ
    มาตรฐาน แล้วยาแนวด้วยวัสดุยารอยต่อเพื่อป้องกันน้ําซึม
    5.5.2 รอยต่อเพื่อการหดตัว (Contraction Joints) ระหว่างรอยต่อจะต้องมีเหล็กเดือย (Dowel Bars) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและระยะห่างตามที่แบบกําหนด สามารถทําได้ดังนี้ 5.5.2.1. ในขณะที่คอนกรีตหมาด ให้ทําเครื่องหมายบนคอนกรีตในตัวหนึ่งที่จะตัดรอยต่อ ซึ่งต้องอยู่เหนือเหล็กเดือยด้านที่เคลื่อนตัวได้ (Free End) โดยใช้เหล็กแหลมด และควรระวังไม่ให้ลึกเกิน 0.20 เซนติเมตร ใช้เลื่อยตัดลงบนตําแหน่งที่ได้ทํา เครื่องหมายไว้ เสร็จแล้วให้ใช้เครื่องเป่าลมเป่าเศษวัสดุออกให้สะอาด รอยตัด จะต้องมีระบคุมและหินไม่หลุด ขนาดความกว้างและความลึกของร่องรอยตัดให้ เป็นไปตามที่แบบกําหนด โดยปกติให้เริ่มทําการตัดในระหว่าง 6-24 ชั่วโมงหลังจาก เพคอนกรีตแล้วเสร็จ และต้องตัดให้เสร็จก่อนที่จะเกิดการแตกร้าวเนื่องจากการ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของคอนกรีต ในกรณีที่เกิดรอยแตกร้าวตามขอบของรอยตัด ให้ทําการปิดรอยตัดนั้นแล้วตัดใหม่ในบริเวณใกล้เชียงกัน
    :
    9
    5.5.2.2 วิธีอย่างอื่น เช่น ใช้ไม้หรือวัสดุอื่นฟัง ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุม งานก่อนจึงจะดําเนินการได้ และต้องทําการขุดรอยต่อให้เรียบร้อยก่อนที่จะเ
    คอนกรีตในช่องจราจรข้างเคียง หรือก่อนเปิดการจราจร
    5.5.3 รอยต่อเนื่องจากการก่อสร้าง (Construction Joint) เป็นรอยต่อแบบต่อชน (Butt Type) หรือเป็นแบบรางลิ้น ระหว่างรอยต่อจะต้องมีเหล็กเดือย (Dorei Bars) มีขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลางและระยะห่างตามที่แบบกําหนด รายต่อจะทําขึ้นทําตรงที่สิ้นสุดการเทคอนกรีต ตลอดช่วงความยาวของแผ่นคอนกรีต แผ่นสุดท้ายในแต่ละวัน หรือในกรณีมีเหตุจําเป็นต้อง หยุดเทคอนกรีตนานเกินกว่า 30 นาที ให้ทํารอยต่อทันที แต่ห้ามทําภายในระยะ 3 แพร ใกล้ กับรอยต่อเพื่อการขยายตัวและรอยต่อเพื่อการหดตัว ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน 5.5.4 ร้อยต่อตามยาว (Longitudinal Joint) ระหว่างรอยต่อจะต้องมีเหล็กยืด (Tie Bars) มีขนาด เส้นผ่านศูนย์กลางและระยะห่างตามที่แบบกําหนด ในการวางเหล็กยึดที่รอยต่อตามยาวต้อง วางไว้ให้ตั้งได้ฉากกับแนวรอยต่อ ห้ามทาสี ยางแอสฟัลต์ หรือวัสดุอื่นใดที่เหล็กยึด ในกรณีที่ แผ่นพื้นคอนกรีตในช่องที่ติดกันก่อสร้างไม่พร้อมกัน ให้ใช้แบบเหล็กแบบรางลิ้นตลอดความ
    ยาวของรอยต่อ การตัดรอยต่อจะตัดหลังจากคอนกรีตแข็งตัวและก่อนเปิดการจราจร
    5.6 การแต่งผิวคอนกรีต
    5.6.1 การแต่งผิวคอนกรีตด้วยเครื่อง จะต้องใช้เครื่องมือที่ปฏิบัติงานได้ 2 อย่างในขณะเดียวกัน คือ เขย่าให้คอนกรีตแน่นและแต่งผิวให้เรียบ เครื่องแต่งผิวต้องมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับงาน สามารถแต่งผิวให้ลาดเอียงเพื่อการระบายน้ําได้ตามต้องการ
    5.4.2 การแต่งผิวคอนกรีตด้วยแรงคน ใช้คนจับที่ปลายคานไม้หรือคานเหล็กคนละข้าง แล้วดันปาด คอนกรีตเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน และให้ยกคานกระแทกคอนกรีตเพื่อให้คอนกรีตแน่น
    มากขึ้น
    5.6.3 หลังจากแห่งผิวคอนกรีตแล้ว หากยังไม่เรียบให้ใช้เกรียงเหล็ก (Suraping Straight Edge)
    ยาวประมาณ 3.00 เมตร ปาดหรือต้นตัดคอนกรีตส่วนที่เกินออก
    5.6.4 เมื่อแต่งผิวคอนกรีตเรียบร้อยแล้ว ให้ลายไม้กวาดแปรงลวดอย่างสม่ําเสมอให้เกิดร่องลึกไม่เกิน
    2 มิลลิเมตร
    5.7 การคอนกรีต ในระหว่างผังคอนกรีตเริ่มแข็งตัว ต้องป้องกันมิให้คอนกรีตได้รับการสั่นสะเทือน และ
    ให้บ่มคอนกรีตด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
    5.7.1 ได้กระสอบบ้าน 2 ชั้น วางทับเหลี่ยมกันไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร แล้วราดน้ําให้กระสอบ
    บ้านชุ่มอยู่ตลอดเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน
    5.7.2 ใช้น้ําสะอาดปม โดยก่อของคอนกรีตแล้วยังน้ําเหนือผิวคอนกรีตสูงไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร
    ตลอดเวลาต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 7 วัน
    RC
    10
    5.7. ใช้ทรายสะอาดคลุมให้ทั่วผิวหน้าคอนกรีต หนาไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร แล้วใช้น้ําสะอาด
    ราดทรายให้ชุ่มอยู่ตลอดเวลา ต่อเนื่องกันน้อยกว่า 7 วัน
    5.7.4 ใช้น้ํายาบ่มคอนกรีต ซึ่งต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมอก.311 : สาร
    เหละบ่มคอนกรีต พื้นกับผิวคอนกรีตโดยมีอัตราการพ่นตามคําแนะนําของผู้ผลิต: ถ้าไม่ระบุไว้ ให้ใช้ประมาณ 4.8 ตารางเมตรต่อกร กรณีเกิดฝนตกหรือภายในเวลา 10 วัน หากผิวหน้า ของน้ํายาบ่มคอนกรีตถูกทําลายลงเนื่องจากเหตุใดก็ตาม ผู้รับจ้างต้องทําการฉีดพ่นน้ํายาบ่ม คอนกรีตทับบริเวณที่ถูกทําลายใหม่
    5.1.5 การะเกดแบบหล่อ ให้ถอดได้ภายหลังจากเทคอนกรีตแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ผู้รับจ้าง จะต้องทําการบ่มคอนกรีตบริเวณข้างแผ่นที่ถอดแบบออกไปแล้ว และต้องทําใหม่ถนน
    ชั่วคราวขึ้นเพื่อป้องกันวัสดุหรือทรายที่รองอยู่ใต้พื้นคอนกรีตหลุดออกมาระหว่างที่ปะ
    คอนกรีต
    1.8 การป้องกันความเสียหายของผิวคอนกรีต
    5.8.1 ต้องจัดหาแผงกั้นการจราจร ป้ายเครื่องหมายการจราจร เพื่อป้องกันไม่ให้ยานพาหนะซึ่ง
    ขึ้นมาบนถนนคอนกรีตที่สร้างเสร็จใหม่
    1.2.2 ไม่เปิดการจราจรจนกว่าจะได้ทําการอะไหล่แนน และบดอัดจนแน่นตามที่แบบกําหนด และ กําลังของคอนกรีตมีกําลังอัดได้ตามข้อกําหนด หรืออยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    5.9 การยารอยต่อ
    5.9.1 การยารอยต่อทุกชนิด ต้องทําหลังจากการบ่มคอนกรีตสุดสิ้นลง และก่อนเปิดการจราจร 5.9.2 ก่อนทําการยารอยต่อ ต้องตกแต่งรอยต่อให้เรียบร้อยถูกต้องตามแบบ ทําความสะอาด ช่องว่างของรอยต่อจนสะอาด ปราศจากฝุ่น เศษปูนซีเมนต์หรือคอนกรีต และปล่อยทิ้งไว้จน แห้ง แล้วแจ้งให้ผู้ควบคุมงานตรวจสอบก่อนจึงจะดําเนินการยารอยต่อได้ 1.9.3 วัสดุที่ยาวอยู่ต่อต้องไม่มากวนไหลเยิ้มขึ้นมาบนถนนคอนกรีต หรือน้อยเกินไปจนไม่สามารถ
    ป้องกันน้ําซึมได้
    6 การหล่อตัวอย่างคอนกรีตและการทดสอบ
    6.1 ในการเทคอนกรีต ต้องทําการทดสอบหาค่าการยุบตัวของคอนกรีตครั้งแรกของการผสมในแต่ละวัน และ ทุกครั้งที่เปลี่ยนอัตราส่วนผสม หรือเป็นผู้ควบคุมงานเห็นว่าคอนกรีตข้นหรือเหลวเกินไป โดยวิธีทดสอบ การยุบตัวของคอนกรีต ให้เป็นไปตาม มค. (1) 103 : วิธีการทดสอบค่าการยุบตัวของคอนกรีต (Stump Test) ซึ่งค่าการยุบตัวของคอนกรีต ต้องเป็นไปตามผลการออกแบบส่วนผสม
    6.2 ผู้รับจ้างต้องจัดหาแบบเหล็กหล่อตัวอย่างคอนกรีต ขนาดมาตรฐานรูปทรงลูกบาศก์ขนาด 15x15x15 เซนติเมตร แล้วเก็บตัวอย่างคอนกรีตที่หน้างานเพลงในแบบหล่อต่อหน้าผู้ควบคุมงาน นําไปเก็บบํารุงรักษา ตามมาช (1) 102 : มาตรฐานการเก็บตัวอย่างคอนกรีตในหน้างานและการนําไปบํารุงรักษา
    :
    11
    6.3 การหล่อก้อนตัวอย่างคอนกรีต เพื่อนําไปทดสอบหาค่ากําลังอัด วิธีการดังนี้
    6.3.1 เก็บคอนกรีตเพื่อนํามาหล่อตัวร้อนอย่างทุกครั้ง เมื่อมีการเปลี่ยนแหล่งมวลรวมหยาบ มวลรวม
    ละเอียด หรือคอนกรีตมีความข้นเหลวเกินไป
    5.3.2 หากไม่มีการกําหนดในแบบหรือรายการประกอบแบบเฉพาะงาน ให้เก็บคอนกรีตเพื่อนํามาหล่อ ก้อนตัวอย่าง ทุกปริมาณที่เทคอนกรีต 50 ลูกบาศก์เมตร และเศษของ 20 ลูกบาศก์เมตร โดย ต้องเก็บครั้งแรกของการผสม 1 ชุด (3 ก้อน) เป็นอย่างน้อย และจะเก็บเพิ่มอีกในการผส ครั้งถัดไป โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    6.3.3 การเก็บคะ กรีตผสมเสร็จเพื่อนํามาหล่อร้อนตัวอย่าง ให้เก็บที่ปากโม่ กลางโม่ และกันไม่ของ
    รถผสม
    6.3.4 การเก็บคอนกรีตจากเครื่องโม่ผสมเพื่อนํามาหล่อก้อนตัวอย่าง ให้เก็บตัวอย่างจากที่กลางๆ ของ
    ปริมาณคอนกรีตที่เทลงในภาชนะรองรับ (กระบะหรือรถเข็นปูน
  5. การพิจารณาตรวจสอบ
    5
    คอนกรีตที่นํามาใช้ในการก่อสร้าง จะต้องมีผลการออกแบบส่วนผสมของคอนกรีต และผลการ ทดสอบกําลังอัดประลัยทองแห่งตัวอย่างลูกบาส ธนกรีตที่เก็บจากหน้างาน โดยทดสอบตาม ทช. (1) 105.1: มาตรฐานการทดสอบความต้านแรงอัดแท่งตัวอย่าง ซึ่งต้องเป็นไปตามข้อกําหนดต่อไปนี้ 1.1 การพิจารณาตรวจรับงานคอนกรีตที่อายุ 28 วัน ต้องมีผลการออกแบบส่วนผสมคอนกรีตที่อายุ 28 วัน และกําลังอัดประลัยของแต่งตัวอย่างลูกบาศก์ คอนกรีตที่เก็บจากหน้างานต้องไม่ต่ํากว่า 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือตามที่แบบกําหนด ถ้าแฝงตัวอย่างลูกบาศก์ คอนกรีตใดมีกําลังอัด ประลัยต่ํากว่าที่กําหนด ค่ากําลังอัดประลัยเฉลี่ยทั้ง 3 ตัวอย่าง ต้องสูงกว่าที่กําหนดไม่น้อยกว่าร้อย ละ 5 และค่ากําลังอัดประดับที่ต่ําสุด ต้องแตกต่างจากค่าที่กําหนดไม่เกินร้อยละ 10 1.2 การพิจารณาตรวจรับงานคอนกรีตก่อนอายุคอนกรีตครบ 28 วัน แต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน ต้องมีผล การออกแบบส่วนผสมคอนกรีตที่มีอายุวันเท่ากับอายุของแห่งตัวอย่างลูกบาศก์คอนกรีตที่เก็บจาก หน้างาน และกําลังอัดประลัยของแห่งตัวอย่างลูกบาศก์คอนกรีตที่เก็บจากหน้างานต้องไม่ต่ํากว่า 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือตามที่แบบ กําหนด
    7.3 กรณีตรวจรับงานคอนกรีตที่อายุ 28 วัน หากปรากฏว่าค่ากําลังอัดประลัยของแห่งตัวอย่างตัวอย่าง ลูกบาศก์คอนกรีตต่ํากว่า 250 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือตามที่แบบกําหนด ผู้รับจ้างมีสิทธิ์ที่ จะขอให้ทําการตรวจสอบค่าความต้านแรงอัดของคอนกรีตในช่วงงานนั้นๆ เพิ่มเติม โดยการเจาะเก็บ ตัวอย่างขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร และมีอัตราส่วนระหว่างความสูงและเส้น ผ่านศูนย์กลางประมาณ 2:1 มาทดสอบ ตาม ม. (9) 105.1 : มาตรฐานการจัดสอบความต้านแรงกัด ของแท่งคอนกรีต โดยค่ากําลังอัดประจันต้องไม่ต่ํากว่า 250 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร การเจาะ เก็บตัวจะต้องดําเนินการภายใน 60 วัน นับจากวันที่เทคอนกรีตช่วงนั้นๆ โดยเจาะ 3 อุดมาพิจารณา
    -1mm-
    12
    ร่วมกัน จุดที่ 1 กําหนดโดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ชุดที่ 2 กําหนดโดยผู้ควบคุมงาน และจุดที่ 3 กําหนดโดยผู้รับช้าง
    1.4 การทดสอบหาค่ากําลังอัดประลัย ผู้รับจ้างจะต้องส่งให้หน่วยงานของกรมทางหลวงชนบท หรือ หน่วยงานที่ผู้ว่าจ้างเห็นชอบ เป็นผู้ทําการทดสอบ ค่าใช้จ่ายในการดําเนินการ ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้ ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น