ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงปรับปรุงถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต (Overlay) ถนนสายท่าราบ บ้านซ่อง หมู่ที่ 1 - หมู่ที่ 7 ต.ท่าราบ อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี
องค์การบริหารส่วนตำบลท่าราบ ดำเนินการโครงการปรับปรุงผิวจราจรถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต (Overlay) บนถนนสายท่าราบ - บ้านซ่อง ครอบคลุมพื้นที่หมู่ที่ 1 ถึงหมู่ที่ 7 ตำบลท่าราบ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่ โดยจะดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรเดิมให้มีความกว้าง 6.00 เมตร เป็นระยะทาง 1,165 เมตร คิดเป็นพื้นที่ลาดยางไม่น้อยกว่า 6,990 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังรวมถึงการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ เพื่อแจ้งข้อมูลและสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ การดำเนินงานจะยึดตามแบบเลขที่ ๔/๒๕๖๘ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานมีคุณภาพตามที่กำหนด
English summary
The Tha Rap Subdistrict Administrative Organization is implementing a project to improve the asphalt concrete road surface (Overlay) on the Tha Rap - Ban Song road, covering Moo 1 to Moo 7, Tha Rap Subdistrict, Mueang Ratchaburi District, Ratchaburi Province. The project aims to enhance the quality and safety of transportation infrastructure in the area by resurfacing the existing road to a width of 6.00 meters for a length of 1,165 meters, totaling no less than 6,990 square meters of asphalt paving. The project also includes the installation of project information signs to inform the public. The work will be carried out according to drawing number 4/2568 and relevant standards to ensure quality results.
ถนนสายท่าราบ - บ้านซ่อง
ข้อมูลเชิงลึกของโครงการ
AI วิเคราะห์ ปลดล็อกแล้วเป้าหมายโครงการ
- ปรับปรุงผิวจราจรถนนสายท่าราบ - บ้านซ่อง ให้มีความกว้างและได้มาตรฐาน
- เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในพื้นที่
- ยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในตำบลท่าราบ
- แจ้งข้อมูลโครงการให้ประชาชนรับทราบผ่านป้ายประชาสัมพันธ์
ขอบเขตของงาน
- ปรับปรุงผิวจราจรเดิมด้วยการลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต (Overlay)
- ความกว้างของผิวจราจรที่ปรับปรุง: 6.00 เมตร
- ระยะทางที่ปรับปรุง: 1,165 เมตร
- พื้นที่ลาดยาง: ไม่น้อยกว่า 6,990 ตารางเมตร
- ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ
สิ่งที่ต้องส่งมอบ
- ผิวจราจรถนนสายท่าราบ - บ้านซ่อง ที่ได้รับการปรับปรุงตามแบบมาตรฐาน
- ป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ
ระยะเวลาดำเนินการ
- แบบเลขที่: ๔/๒๕๖๘ (ระบุปีที่ออกแบบ)
- ระยะเวลาการก่อสร้าง: ไม่ได้ระบุชัดเจนในเอกสารที่ให้มา
คุณสมบัติผู้เสนอราคา
- Eligibility Requirements:
- เป็นนิติบุคคล หรือ บุคคลธรรมดา ที่มีอาชีพรับจ้างทำงานประเภทเดียวกัน
- มีผลงานการก่อสร้างประเภทเดียวกันกับงานที่ประกวดราคา ในวงเงินไม่น้อยกว่า 50% ของราคากลางของงานที่ประกวดราคา
- ไม่เป็นผู้ที่ถูกระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงานของทางราชการ และได้แจ้งเวียนปูนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
- ไม่เป็นผู้ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกัน ซึ่งอาจปฏิเสธหรือไม่ปฏิบัติ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยการแสดงแผนที่
- ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในโครงการที่ประกวดราคาครั้งนี้
- เป็นนิติบุคคล หรือ บุคคลธรรมดา ที่มีอาชีพรับจ้างทำงานประเภทเดียวกันกับงานที่ประกวดราคา
- Standards Compliance:
- การก่อสร้างต้องเป็นไปตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท (มทช.) ที่เกี่ยวข้อง เช่น มทช. 225-2545 (มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต), มทช. 230-2563 (มาตรฐานงานแอสฟัลต์คอนกรีต) และมาตรฐานอื่นๆ ที่ระบุในเอกสาร
- Experience:
- มีผลงานการก่อสร้างประเภทเดียวกันกับงานที่ประกวดราคา ในวงเงินไม่น้อยกว่า 50% ของราคากลางของงานที่ประกวดราคา
- Previous Project Cost:
- วงเงินผลงานไม่น้อยกว่า 50% ของราคากลางของงานที่ประกวดราคา
- Technical Capabilities:
- มีเครื่องจักรและเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการก่อสร้างแอสฟัลท์ติกคอนกรีตตามที่ระบุในข้อกำหนด (เช่น โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีต, รถบรรทุก, เครื่องปู, รถเกลี่ย, เครื่องจักรบดทับ, เครื่องพ่นแอสฟัลต์ เป็นต้น)
- มีความสามารถในการควบคุมคุณภาพวัสดุและกระบวนการผลิตตามมาตรฐาน
- Personnel:
- ไม่ได้ระบุคุณสมบัติเฉพาะของบุคลากรในเอกสารที่ให้มา
เกณฑ์การพิจารณา
- การพิจารณาผลการประกวดราคา จะพิจารณาจาก “ข้อเสนอทางด้านเทคนิค” และ “ราคา” (ตามที่ระบุในเอกสาร)
- การพิจารณาข้อเสนอทางด้านเทคนิค จะพิจารณาจากคุณสมบัติของผู้เสนอราคา และแผนการดำเนินงาน
- การพิจารณาด้านราคา จะพิจารณาจากราคาที่เสนอ
ข้อกำหนดทางเทคนิค
- ประเภทวัสดุ: แอสฟัลท์ติกคอนกรีต (Asphalt Concrete)
- มาตรฐานวัสดุ: เป็นไปตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท (มทช.) ที่เกี่ยวข้อง เช่น มทช. 225-2545, มทช. 230-2563
- ความหนา: 0.05 เมตร (5 เซนติเมตร)
- การเตรียมผิวทาง: รวมถึงการซ่อมแซมผิวทางเดิม (Deep Patching), การขุดรื้อ, การลงหินคลุก, การทำ Prime Coat, การทำ Tack Coat
- การตีเส้นจราจร: ใช้สีจราจร (Traffic Paint) หรือวัสดุเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic) ตามมาตรฐาน มอก.
- รายละเอียดโครงสร้างทาง: อ้างอิงตามรูปตัดโครงสร้างถนนที่แสดงในแบบแปลน
- การควบคุมคุณภาพ: การทดสอบวัสดุ, การทดสอบความหนาแน่น, การทดสอบความเรียบ, การทดสอบความหนา
เงื่อนไขสัญญา
- การส่งมอบแผนการปฏิบัติงาน: ผู้รับจ้างต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา
- การประสานงาน: ผู้รับจ้างต้องประสานงานกับผู้ควบคุมงานเพื่อจัดส่งวัสดุภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา
- การจ่ายเงิน: ไม่ได้ระบุรายละเอียดในเอกสารที่ให้มา
- ค่าปรับ: ไม่ได้ระบุรายละเอียดในเอกสารที่ให้มา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- Q: โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร?
A: เพื่อปรับปรุงผิวจราจรถนนสายท่าราบ - บ้านซ่อง ให้มีความกว้าง 6.00 เมตร ระยะทาง 1,165 เมตร เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง - Q: พื้นที่ดำเนินงานของโครงการอยู่ที่ไหน?
A: ถนนสายท่าราบ - บ้านซ่อง หมู่ที่ 1 - หมู่ที่ 7 ตำบลท่าราบ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี - Q: ปริมาณงานหลักของโครงการคืออะไร?
A: การปรับปรุงผิวจราจรลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต กว้าง 6.00 เมตร ยาว 1,165 เมตร พื้นที่ประมาณ 6,990 ตารางเมตร - Q: มีข้อกำหนดพิเศษเกี่ยวกับมาตรฐานการก่อสร้างหรือไม่?
A: การก่อสร้างต้องเป็นไปตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท (มทช.) ที่เกี่ยวข้อง เช่น มทช. 225-2545 และ มทช. 230-2563 - Q: ผู้รับจ้างต้องมีผลงานประเภทใดบ้าง?
A: ต้องมีผลงานการก่อสร้างประเภทเดียวกันกับงานที่ประกวดราคา ในวงเงินไม่น้อยกว่า 50% ของราคากลาง - Q: ต้องใช้เครื่องจักรประเภทใดบ้างในการก่อสร้าง?
A: ต้องมีเครื่องจักรที่จำเป็นสำหรับการก่อสร้างแอสฟัลท์ติกคอนกรีต เช่น โรงงานผสมแอสฟัลต์, เครื่องปู, รถบด, เครื่องพ่นแอสฟัลต์ เป็นต้น ตามที่ระบุในข้อกำหนด - Q: ระยะเวลาการก่อสร้างโครงการคือเท่าใด?
A: ไม่ได้ระบุชัดเจนในเอกสารที่ให้มา - Q: การประเมินข้อเสนอจะพิจารณาจากปัจจัยใดบ้าง?
A: พิจารณาจากข้อเสนอทางด้านเทคนิค (คุณสมบัติผู้เสนอราคา, แผนการดำเนินงาน) และราคา - Q: มีการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์โครงการหรือไม่?
A: มี โดยจะติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ - Q: หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบบแปลนหรือรายละเอียดทางเทคนิค ควรติดต่อที่ใด?
A: ควรติดต่อสอบถามจากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าราบ ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ
เอกสารขอบเขตงาน (TOR) ฉบับเต็ม
!
:
ļ
:
องค์การบริหารส่วนตําบลท่าราบ
โครงการปรับปรุงผิวจราจรถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต (Overlay) ถนนสายท่าราบ - บ้านซ่อง หมู่ที่ 1 - หมู่ที่ 7 ต.ท่าราบ อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี
บริเวณ : หน้าวัดบางกระเป๋า - สะพานคลองท่อ
ปริมาณงาน : ปรับปรุงผิวจราจร กว้าง 6.00 เมตร 1,165 เมตร พื้นที่ลาดยางไม่น้อยกว่า 6,990 ตารางเมตร พร้อมป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ
แบบเลขที่ : ๔/๒๕๖๘
เห็นอ
ตะวันตก
ตะวันออก
แม่น้ําแม่กลอง
แม่น้ําแม่กลอง
ที่สิ้นสุดโครงการ
azüge 13.610160"
**** 99.8034 12"
หมู่ที่ 5 บ้านคลองท่อ
พิกัดเริ่มต้นโครงการ ละติจูด 13.601985
ลองจิจูด 99.799094
แผนที่สังเขป
HO SCALE
¦
โครงการ
สถานที่
ເງີນແນນ
JEN LAS
นายน เป็นพันธุ์
นายคงทน รัตนปรุง นายโยชํานาญงาน
ตาย
นาย นาย พงษ์ฤทธิ์
เห็นชอบ
ວນນີ້ດີ
ALU BAPA
LALI
นายล 46
เน
ตะวันตก
อะวันออก
Sta. 0+300
sta. 0-200
sta. {0} {00
sta. 04400
sta. 0+500
sta. 0+600
sta, 0-4700
sta. 0+800
sta. 0-900
sta. 1-000
sta 1:100
ปรับปรุงผิวจราจรลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต กว้าง 6.00 เมตร
ยาว 1165.00 เมตร หนา 0.05 เมตร
:
แบบแปลนปรับปรุงผิวจราจร ถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีต
sta. 0+000
มาตราส่วน
NOT TO SCALE
โครงการ
สถานที่
זיו
ເຜີຍນແບບ
1
3. 1. 21-0
svaru simontibungganu
เห็นชอบ
1
อนุมัติ
-1.
C
WOULD Y 22568
Rumble Strips
โครงการ
สถานที่
เขียนแบบ
L
:: น
เส้นขอบผิวจราจร (สีขาว) (1) **, **
เส้นกลาง (1) แบบของจราจรบ้าง 1.5 ซม.หนามบอกว่า 3 มม. คุณเสมอ และ สะทอนและอื่นๆ (AYUNINGDE QUESNES 1996 JANuumi sup!
… FT.
แบบแปลนพื้น (เส้นจราจร)
การ เ
NOT TO SCALE
เห็นขอบ
รื่องที่ 3
อนุมัติ
LL
:!
CAS
เส้นขอบทางสีขาว กว้าง 15 ม
SIDE SLOPE 1:2
- คุณสมองใส นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในแบบและวิธีการสร้างทางให้เป็นไปตามมาตรฐาน : เนสร้าง
- ให้ข้างๆสร้างตามเป็นแนวทางเดิม แต่มีการรับได้ตามความเหมาะสม : หลักชาวนารวจ
as diukokinon ngananananaékeunõs (Asphalt Chriosdelma 29 230 – 2563
เ
(POMELPA TALIBOwnɔkuökaufmen)
ը
3.00
..
2.5
2.5"
3.00 :: 3:
1
1:2 SIDE SLOPE
โครงการ
142
สถานที่
เขียบแบบ
นายสมัย โภชพันธุ์
ท่า TACK COAT วางเดิม
ผิวจราจรถา DOGODKUU ASPHALT CONCREIF CARA G GRADE 60-70 PUTINba () 15 (sav) -โครงสร้างทางเดิม
:
..
นาย รัตนบํารุง
นาย" !!!!วนาราม
PLAKAY
รูปตัดโครงสร้างถนนผิวจราจรแบบแอสฟัลท์ติกคอนกรีต
มางาน
รายการ
i
1 1
12
13
เทคโ
สายยางแอสกรี
| ตีเส้นจราจรที่เทอร์โมพลาสติก
Rumble Strip
เห็นชอบ
:::
อนุมัติ
ด
VOYMENT ANG PIDOU
1
!
แบบมาตรฐาน
หมายเหตุ
ใช้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อ
ผู้มา
HOW
ཀ ཀཡ ར ཿ ཟ ཥཀཁབིཀཱཤ དྷ ྂ ཀརྟ དམྦར ཝའ
ไหล่ทาง
ผิวจราจร
ไหล่ทาง - ระดับดินเค็ม
SIDE SLOPE
ล่าดับที
1
รายการ
2.5%
2.5%
2.5%
2.5%
ทําผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRE TE
ทํา PRIME COAT พื้นไหลทาง พื้นไหลทาง CRUSHED STONE SOIL
AGGREGATE TYPE BASE. C.B.R. 80%
บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED
PROCTOR DENSITY
SIDE SLOPE
ทําผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
ท่า PRIME COAT พ่นทาง
พื้นทาง CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE C.B.R. -80% บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR
DENSITY
ชุดซื้อผิวทางและไหล่ทางเดิม ขนทิ้งแล้วบดทับ โครงสร้างทางเดิม
รูปตัดโครงสร้างทาง
NOT
TO SCALE
ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
ผิวทางและผิวไหล่ทาง ASPHALTIC CONCRETE อ้างถึง
PRIME COAT
2
3
พื้นทา
หนทาง BASE และพื้นใหล่ทาง
4 เส้นแบ่งทิศทางจราจร
อ้างถึง
4
ข้อกําหนด
มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE มาตรฐานงานไพร่มโคท (PRIME COAT)
·
มทช.225-2545
มทช.230-2545
ต้องเป็นหินไม่รวม (CPLISHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม มทร. 223-2545 ค่า .. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความลึกหรือไม่มากกว่า 40% การบดทันต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80% หรือเท่ากับที่แสดงในแบบรูปตัดโครงสร้างทาง
อาง ง
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
- ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหลทางเดิมที่ชํารุดและโครง สร้างไม่แข็งแรงทําการเกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่น ตามที่กําหนด
- ทําการขุดรื้อผิวทางและผิวไหล่ทางเดิม เช่นทั้ง) แล้วครับ
- ลงหินคลุกพื้นทางและพื้นไหลทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95%
MODIFIED PROCTOR DENSITY - PRIME COAT นั้นทางและพื้นในทาง
- ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
หมายเหตุ
เค - รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง - ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะราบ รักษารา เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการปราบปรา ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
แบบ สามารถ
เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
5. ความหนาของหินคลุกพื้นทางและพื้นไหลทาง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 6. ความหนาของผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 7. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
8. แบบนี้ใช้ร่วมกับแบบเลขที่ บร-102
กรมทางหลวงชนบท
ก
wyn
→
แบบแนะป่า
สานักบําารุงทาง
งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัล กลอนๆ
เขียนจบ
วิลวดง นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงาน อบ ผู้อ้านวยการกลุ่ม
KULLANI 119-204756 ILEGAL
ผู้อานวยการสา ก
อ เ
www.yotathaicom
ข้อกําหนดการตีเส้นจราจรด้วยสีจราจร (Traffic, Point) และวัสดุเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic) ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้
- วิธีดําเนินการจัดทํา
1.1 การเตรียมผิวทาง : ผิวทางจราจรที่ท่าการเต้นหรือเครื่องหมายจราจรต้องสะอาดและแห้ง ต้องไม่ทําบนผิวทางที่สกปรก มีฝุ่นจับ หรือสิ่งแปลกปลอมชื่นใจ และไม่ลงหันไปบนวัสดุจราจรเดิมที่ชํารุด การละวัสดุรองพื้น ต้องใช้วิธีไหนเพื่อให้วัสดุแบบกับจราจรสม่าเสมอ โดยไม่ก่อให้เกิดการเพิ่มตัวและเปลี่ยนสีเดิม สารวัสดุรองพื้นดังกล่าวต้องสอดคล้องกับผิวจราจรที่จะทํางาน รวมทั้งปริมาณจะต้องเหมาะสม ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าจ้างก่อน ในกรณีที่เครื่องหมายจราจรเพิ่มไม่อยู่ในแนวหรือรูปแบบที่ถูกต้องกับเครื่องหมายจราจรที่จะทําขึ้นใหม่ ผู้รับจ้างมีหน้าที่
รับผิดชอบในการแบเครื่องหมายจราจรเดิมออกโดยใช้เครื่องจักรกล
12 ในกรณีที่เส้นจราจรหรือเครื่องหมายจราจรบนผิวทางที่ก่อสร้างใหม่ให้ดําเนินการภายหลังการก่อสร้างทางแล้วเสร็จไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์
1.3 การเตรียมวัสดุเทอร์โมศาสติก : เพื่อป้องกันมิให้สีผิดเพี้ยนหรือเกิดการแตกเปราะของเทอร์โมพลาสติกเนื่องจากให้ความร้อนสูงเกินกว่าผู้ผลิตกําหนดไว้ ต้องใช้
วัสดุเทอร์โมพลาสติกให้เพียงพอกับความร้อนในเตาต้มที่มีการกวนอยู่ตลอดเวลาและจะต้องไม่ให้ความร้อนสูงกว่าที่ผู้ผลิตกําหนดไว้ไม่ว่าขณะใดๆ เมื่อวัสดุเหลวแล้วจะต้องรีบใช้ทันทีห้ามมิให้นํา
วัสดุเทอร์โมพลาสติกที่หลอมเหลวอยู่นานเกิน 6 ชั่วโมงมาใช้งาน
1.4 การเตรียมเครื่องมือ : ต้องใช้เครื่องมือ เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ต่างๆ ตามลักษณะของวัสดุที่ใช้ทํางาน ปริมาณของวัสดุต้องอยู่ในกรอบขอบข่ายผู้ผลิตกําหนดไว้หากมีการทํามากกว่าหนึ่งขึ้น ขึ้นไปต้องรอให้ชั้นแรกแห่งเสียก่อน - ข้อกําหนดคุณสมบัติ
2.1 จราจร (Traffic Paint) หมายถึง สีจราจรที่ใช้ในการจัดทําเครื่องหมายจราจรโดยวิธีพื้น เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทําในประเทศไทย ซึ่งแสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก
415 จราจร ชนิดที่ 2
2.2 วัส เทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic) หมายถึง วัสดุเทอร์โมพลาสติกที่ใช้ในการจัดทําเครื่องหมายจราจร โดยวิธีพับ รีด หรือปวดตาก เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทําในประเทศไทย ซึ่งแสดงเครื่องหมาย มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก 542 วัสดุเทอร์โมพลาสติก ระดับ 1 ซึ่งมีคุณสมบัติและอัตราส่วนของลูกแก้วในส่วนผสมไม่น้อยกว่า 20% โดยน้ําหนักรวมทั้งใช้โรยบนเส้น เทอร์โมพลาสติก สะท้อนแสงในอัตราส่วน 400-500 กรัมต่อตารางเมตร
2.3 ลูกแก้ว (Glass Bead) ที่ใช้กับวัสดุทําเครื่องหมายจราจรบนผิวทางเพื่อให้เกิดการสะท้อนแสงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทําในประเทศไทยซึ่งแสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มดก 543 ไว้ ผลิตภัณฑ์
2.4 วัสดุรองพื้น (Teck Coat หรือ Primer) เป็นน้ํายาเคมีใช้พ่นบนผิวทางก่อนทําเครื่องหมายจราจรเพื่อช่วยในการยึดเกาะระหว่างวัสดุว่าเครื่องหมายจราจรกับผิวทาง มีคุณสมบัติตามที่ผู้ผลิต วัสดุเทอร์โมพลาส ท าหนด - การตรวจวัดคุณลักษณะเครื่องหมายจราจร
31 ความหนา
ในระหว่างการปฏิบัติงานให้มีการตรวจวัดความหนาของเครื่องหมายจราจรในปริมาณงานไม่เกิน 100
ตารางที่ 1 เอง ที่กําหนดคุณลักษณะเครื่องหมายจราจร
รายการที่ 1
:เบกก้านบด
12 การใช้งาน
2. ตรวจสอบคุณลักษณะขณะทํางาน
71 ความ: เพ: ค
น
ร้อง อปากจาก
2.2 อัตราการใช้ลูกแก้ว (ไวยากร: ครับ/ตร.ม.
3 ตรวจห! คุณ กษณะเมื่อเสร็จทันที (ตรวจรับงาน) ความหนา ะเ ง น ตาร
5.1
32
12 การสะท้อนแสง (Rulers-city), 4
เขา เฟิง
4. ตรวจสอบคุณลักษณะหลังใช้งาน (ระยะเวลาประกัน) 4.1 การมองเห็นในเวลา 4.1.1 การสะท้อนแสง (Raingredie-tity), hard, y
สีขาว
เหสีคง
5. ระยะเวลาประกัน
คารางเมตร อย่างน้อย 3 ค่า ตน : ครั้ง โดยใช้แผ่นโลหะผิวเรียบวางรับในแนวที เครื่องเส้น
จะผ่าน เมื่อพ่นรีดหรือปากหลากวัสดุไปบนแผ่นโลหะนั้นแล้ว ให้มามาวัดความหนาของเครื่องหมายจราจรดังนี้
(1) สิจราจร ( Traffic Paint ) ความหนาของเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจรเมื่อแห้งต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 0.2 มิลลิเมตร
(2) วัสดุเทอร์โมพลาสสิก ( Thermoplastic) ความหนาของเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจรเมื่อแห้งต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 3.0 มิลเมตร หรือไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ 3.2 ค่าแฟกเตอร์ การสะท้อนแสง (Refleclance หรือ Luminance Factor)
ในระหว่างการปฏิบัติงานให้มีการตรวจวัดค่าการสะท้อนแสงของเครื่องหมายจราจรในปริมาณงานไม่น้อยกว่า 10 ตําแหน่ง แต่ละตําแหน่งอย่างน้อย 3 คน และในทุกช่วงเวลา 1 มาตรฐานเครื่องมือ (Standardization) และปรับค่าให้ถูกต้อง
ชั่วโมง ให้ตรวจสอบ
เม
จราจ วัสดุเอง โมนาสติก
Sunn 415-2541 mdad al menos. 253mudu i
mt
พบ Tru ก า ล ก
: 0 2
10
3,0
2 200
2 40.
- 200
6 เดือน 1 ครั้ง 12 อิน 1 ครั้ง 17 สอบ 1 ครั้ง 24 เดือน : ครึ่ง
x t
tặn
100
37 เอบ
2
24 Aru
องค์การบริหารส่วนร้านปราบ - ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบ
(มาลย์ คงสว่าง)
7:0
ง
การบรร
aizi
’’’ ’
kedału naz
XCOU
ཅང་མ་མས་བཀག་བཁའ་ལམ་ཐོས་མ་ཀས་བམ་མམ་འ
เอส น า ง Kir
บริเวณ แข่ง 3 ถึง 5
บริเวณห้าแęd ’ ’
นางเค้าแห่ง
C
D
0,0'
b.b
E
เส้นมันอาจหนีกันได้
รูปลายบริเวณท้ายแห่ง
150 MA
+
C
l
1,0 11
โทษ
ให้การ
เยสบาง
ไหล่ราง
ET TROS AS WIRT
เด่นบ
unuth
Lates
ไฟ ra
Trimme
เต็มจอบทลง
: T
15014
8
โหวง
C
เลน นน น ง
C
โซน
0
บวบ บ ง ง
bb’ - กษา แข่ง
การตีเส้นจราจรบริเวณโค้ง
ช . แข่ง
การมีความกว้างสะพานน้อยกว่าความผิวจราจรถนน
ให้ฝรั่งทษ คร
ม
เส้นนอกง
ใ
vw yotathai Tatt
150
Ivsime
- เ
HÚN HOSE)
0.sngo -0.10
การตีเส้นจราจรบริเวณโค้งราย
วาง : ระยะทางของเห็นค่าสุด สําหรับการแข่งที่ความเร็วต่างๆ
กาบแฉ่ง
ความสาคัญ ม scott YŠLITTAIN (LA)
150 ม
(15011 UN]
บ
BC
B X RB & R
1501
WUTH
150
20
240
275
150
RE
Ivan
- ▼
hara
Hum น
การตีเส้นจราจร ความกว้างของช่องจราจลดลง
15011
soi
15011
0.50
LI เส้นจราจร แยก
พบและระยะ ลองเสกยากจนวาง
ฟ เต็มแบ่ง ลักษ
ITC ในเวบน
0.10
ܢܧ
In
เเปะ
: wr
15.00
4
_8,00
3.00 4
9.00
43.00 4
0.10
1.00
Iniux
1.00
+1.001
- บ
0.10
a เด่นร่
10
roso
E
0.10
เส้นจราจร รคร ร้างของไหล่กลาง
10 LÄVERKJEN
0.10 16
สนใน
aray
ไหง
รายการประกอบแบบ
( รวม
เร่งๆ มีหน่วเป็นเครนอกจากจะเป็นอย่างอื่น
Tisa
เส้น บทท
กระเบนจบเวณสะพาน
150.58) ในวง
ฟาน
ลา
….. การบริหารส่วนตําบล รักษาราชกา
2 เส้นแบ่ง ทางจราจร ใช้ส้นสีเหลือง หาง 2 . การจวนว
21 เส้นประเป็นพื้นสีเหลืองแบ่งทางของเราในสาย 2 ในบริเวณที่ยอมให้แข่งบนหน้ากัน
ขนาด สวย และแดนช่องจอง sm ไ
-ทางหลวง กรชุมชน เส้นยาว 8 1 เป็นช่อง 3 ม
ทางหลวงในบน เร 1 บ เ บ่อง 3 แ
22 เส้น ยาว เป็นต้นคือสีเหลือง ใช้เป็นเส้นแบ่งกีดขวางในปลาที่แซงในสายทาง 2 ช่องจราจรหรือบริเวณก่อนถึงแยก ปราก่อน กบ มาเลี่ยนของการรวมส่ง DHT 24 ม
23 เห็นประกันเห็นหีบ เป็นเส้นสีเหลือง ขนานกันไป โดยมันทั้งสองพระกันเท่ากับความกว้างของเส้นประ ให้ใช้เส้นคู่ กับระเบียงทิศทางจราจรในบริเวณที่ห้ามที่มาจากทางหนึ่ง แต่ยอมให้รถที่มาจากด้านตรงข้างแข็งได้ ด้านที่ห้ามแซง
ใช้ น บ ส่วนด้านที่ยอมให้เซงไม่พ้นประ
2.4 การเป็นหนอง บริเวณทางโค้งราบและทางใต้แนวตั้งให้อยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมงาน (นายอดุลย์ ต 25 การจาง 5 ม. หรือน้อยกว่าไม่มีไหล่ทาง ไม่ต้องเส้นแบ่งทิศทางตรง นายกองค์การบริหารส่วน ให้เพาะบริเวท เป็นชุมชนที่อยู่อาศัย, เวณบ้านแสง, ระยะ 3 คน ปลาทั้งว
N
และภายใน ปราก 30 เมตร, ระยะ 3 แก่อนถึงป้ายหยุดและวันที่มีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง
3 พันรอบ ให้ใช้ เลยก า ก ม ทั้ง 2 ข้าง แขว
. - แนน TNT ทั้งหมด (เสน, แสง, คอนกรีตเสริมเหล็ก) bilinmelumme au von 542 varlanari 3 201
พายเหตุ
แบบเครื่องหมายจราจรบนผิวทาง (สาระ) ปรุงจากแบบและที่ 3 :3/45 (แกครั้งที่ 1) กรมทางหลวงบ
สําหรับองค์กาวปกครองส่วนท้องถิ่น
High
|
!
รายการประกอบแบบงานเสริมผิวและซ่อมสร้างผิวแอสฟัลติกคอนกรีต
ผู้รับจ้างจะต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาต่อสํานักผู้ว่าจ้าง เพื่อที่จะทําการตรวจสอบและอนุมัติให้ใช้
แผนการปฏิบัติงาน - ผู้รับจ้างจะต้องประสานกับผู้ควบคุมงานจัดส่งวัสดุงานทางภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา เพื่อตรวจสอบหรือออกแบบผิวทาง
ตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท - งานดินถมกันทาง
3.1 วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมกันทาง (มท. 201-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรองให้
ใช้ได้แล้ว
3.2 วัสดุที่จะทําการบดอัดแต่ละชั้นต้องผสมให้เข้ากันก่อน แล้วพรมน้ําตามจํานวนที่ต้องการ ใช้รถเกรดปาดเกลี่ยให้วัสดุมีความชื้นสม่ําเสมอ
ก่อนทําการบดอัดแน่น
3.3 การถมดินทางให้ถมเป็นชั้นๆ ชั้นหนึ่งๆ หนาไม่เกิน 20 เซนติเมตร ทุกชั้นต้องบดอัดแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Standard Proctar Density 4. งานชั้นรองพื้นทาง
4.1 วัสดุที่ใช้ในงานรองพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มทช.202-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรอง ให้ใช้ได้แล้ว
4.2 บนผิวจราจรเดิม หรือคันทางใหม่ ถ้ามีหลุมจะต้องกลบและบดอัดให้แน่นก่อน แล้วจึงนําวัสดุรองพื้นทางมาเกลี่ยแผ่บดอัดเป็นชั้นๆ ชั้นหนึ่ง หนาไม่เกิน 20 ซม. และให้มีความหนาแน่นแต่ละชั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Modified Proctor Density - งานชั้นพื้นทาง
5.1 วัสดุในงานพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุพื้นทาง ชนิดหินคลุก (มท.. 203-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรอง ให้ใช้ได้แล้ว
5.2 บริเวณใดหรือช่วงใดพบว่าวัสดุพื้นทางเกิดการแยกตัว (Segregation) จากการเกลี่ยแผ่บดอัดจะต้องขุดคุ้ย (Scarity) ออกและผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันใหม่หากวัสดุที่ทําการคลุกเคล้าใหม่นั้นตรวจพบว่าคุณสมบัติไม่ถูกต้องตามข้อกําหนด จะต้องนําวัสดุนั้นออกและ
5.3
นําวัสดุที่มีคุณสมบัติที่ถูกต้องมาใส่แทน
Control Test จะเก็บตัวอย่างทดสอบทุกๆ ระยะ 1,000 เมตร และทุกตําแหน่งที่วัสดุแปรเปลี่ยนการทดสอบเพียง Sieve Analysis และ Compaction เท่านั้น แต่ทั้งนี้ หากเกิดความสงสัยวัสดุตําแหน่งใด ผู้ควบคุมงานสามารถทดสอบทั้งหมดเหมือน General Test ได้ 5.4 ทดสอบความแน่นในสนาม (Field Density) จะทดสอบทุกระยะ 50 เมตรต่อ 1 หลุมตัวอย่าง หรือตามที่กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น 6. งาน Prime Coot มา .225-2545
6.2 ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด MC-70 หรือ css : ปริมาณการใช้ 0.80-1.40 ลิตร/ตารางเมตร
6.2 ผิวหน้าพื้นทางจะต้องสะอาดปราศจากฝุ่นและหินที่หลุดหรือวัสดุอื่นใด โดยการกวาดและเป่าเศษวัสดุออก
งาน
Tack Coot มท.. 227-2545
7.1 ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด CRS-2 ปริมาณการใช้ 0.10-0.30 ลิตร/ตารางเมตร
1.2 ก่อนที่จะทําการ Tock Coat จะต้องทําการกวาดฝุ่นและหินที่หลุดออกให้หมดแล้วใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นออกให้หมด 7.3 เมื่อลาดยางแอสฟัลต์แล้วจะต้องทิ้งไว้ประมาณ 10-18 ชั่วโมง ก่อนที่จะทําผิวขั้นต่อไป - งานแอสฟัลติกคอนกรีต
8.1 พื้นผิวที่จะปูแอสฟัลติกคอนกรีตจะต้องทําการ Prime Coat ตาม บทช.225-2545 หรือ Tack Cook ตาม ม.ช.227-2545 ก่อน พื้นทางจะต้องสะอาดปราศจากฝุ่น หรือวัสดุไม่พึงประสงค์อื่นปะปน
8.3 พื้นทางเดิมที่เกิดการยุบตัว (Depression) หรือเป็นแอ่งเฉพาะแห่ง แต่ไม่ใช่จุดอ่อนตัว (Soft Spot) ถ้าแอ่งลึกไม่เกิน 30 มิลลิเมตร อาจแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัวหรือแองก่อน หรือจะปูรวมไปพร้อมกันกับ การปูชิ้นทางแอสฟัลติกคอนกรีตก็ได้ โดยให้อยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมงาน แต่ทั้งนี้ความหนารวมที่จะปูจะต้องไม่เกิน 50 มิลลิเมตร หากความหนาเกิน 50 มิลลิเมตร จะต้องแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่งก่อน ถ้าแอ่งลึกเกิน 50 มิลลิเมตร จะต้องปูเสริมปรับระดับเฉพาะส่วน ที่ยุบตัวก่อน โดยให้ปูเป็นชั้นๆ หนาไม่เกินชั้นละ 50 มิลลิเมตร
8.4 ผิวพื้นสะพานคอนกรีตที่จะต้องปูแอสฟัลติกคอนกรีต จะต้องขุดวัสดุยาแนวรอยแตก และรอยต่อส่วนเกินที่ติดอยู่ที่ผิวพื้น คอนกรีตออกให้หมดล้างทําความสะอาดทิ้งไว้ให้แห้งแล้วใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นออกให้หมดแล้วก็ทํา Tack Coat ก่อน
ปูแอสฟัลติกคอนกรีต
8.5 อุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลติกคอนกรีตขณะปูไม่ควรคลาดเคลื่อนไปจากอุณหภูมิ เมื่อออกจากโรงงาน ผสมที่กําหนดเกินกว่า 14 6 แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ต่ํากว่า 120 c
8.6 ทําการเก็บวัสดุแอสฟัลติกคอนกรีตหน้างาน พื้นที่ 9,000 ตารางเมตร ต่อ 1ตัวอย่าง ทดสอบตาม มทช. 13607-2545 เพื่อหาขนาดคละของมวลรวม และปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ใช้
6.7 การปูแอสฟัลติกคอนกรีตจะต้องได้ความหนาตามข้อกําหนด และผิวหน้าจะต้องมีความเรียบ ความแน่น สม่ําเสมอ ทั้งทางด้านตามขวางและตามยาว โดยไม่มีรอยฉีก (Tearing) รอบเคลื่อนตัวเป็นแอ่ง (Shaving) การแยกตัวของส่วนผสมหรือความเสียหายอื่นๆ เกิดขึ้น หากปรากฏว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นให้รีบแก้ไข
ทันที ส่วนผสมที่มีลักษณะจับตัวกันเป็นก้อนแข็งห้ามนํามาใช้
8.8 การบดอัดทับภายหลังจากที่ได้ปูแอสฟัลติกคอนกดลงบนผิวทางแล้ว ให้บดกับครั้งแรกด้วยรถบดล้อเหล็ก 2 ล้อ หรือ 3 ล้อ ที่มีน้ําหนักประมาณ 8-10 ตัน จํานวน 2 เที่ยว แล้วจึงตามด้วยรถบดล้อยางที่น้ําหนัก ประมาณ 10-12 ต้น ทันที เมื่อได้ความหนาแน่นตามที่ต้องการแล้ว ลบรอยร่องล้อด้วยรถบด ล้อเหล็ก 2 ล้อ อีกครั้งหนึ่ง
9 การตรวจสอบแอสฟัลติกคอนกรีตที่ก่อสร้างแล้ว
3.1 ลักษณะผิว (Surface Texture) จะต้องมีระดับความลาดตามแบบ มีลักษณะผิวและลักษณะการบดอัดที่ สม่ําเสมอ ไม่ปรากฏความเสียหาย เช่น ผิวหน้าหลุด (Pull) รอยฉีก (rear) ผิวหน้าหลอมหรือแยกตัด (Segregation) เป็นคลื่น (Ripple) หรือความเสียหายอื่นๆ หากตรวจสอบแล้วปรากฏว่ามีความเสียหาย ดังกล่าวจะต้องดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยตามผู้ควบคุมงานเห็นสมควร
9.2 ความหนาของผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีตให้เจาะตัวอย่างความหนาทุกๆ ระยะไม่เกิน 1250 เมตร จํานวน 1 ก้อน ตัวอย่าง ความหนาไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ หากความหน้าต่ํากว่าที่กําหนดให้เจาะตัวอย่าง จํานวน 3 ก้อน ตัวอย่างในแนวตั้งฉากกับถนน และก้อนตัวอย่างจะต้องห่างกันไม่น้อยกว่าออกมาทั้งนี้ อนุญาตให้มีความหนาก้อนตัวอย่างต่ําสุดไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของความหนาที่กําหนดและนํามาหาราย ค่าเฉลี่ยความหนาจะต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ
9.3 ความแน่น (Density) หลังจากที่ได้ทําการบดอัดแอสฟัลติกคอนกรีตบนผิวทางเรียบร้อยแล้วให้ทําการเจาะ ก้อนตัวอย่างเป็นตัวแทนของชั้นทางแอสฟัลติกคอนกรีต ในสนามที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยเครื่องเจาะ เก็บตัวอย่างจํานวน 1 ก้อนตัวอย่าง ทุกๆ ระยะ 250 เมตร แล้วนํามาทดลองหาความหนาแน่น ซึ่ง จะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 ของค่า Marshal Dersity
Tack Coor กอน
3.4 การซ่อมหลุมที่เจาะก่อนตัวอย่าง จะต้องทําความสะอาดหลุมให้เรียกรอก" ในหารายกา ที่จะปะซ่อมด้วยแอสฟัลติกคอนกรีตที่มีอุณหภูมิไม่น้อยกว่า 120 C ให้ผิวเรียบเสมอผิวทาง และ
ได้ความหนาแน่นตามแบบกําหนด
10 การอํานวยการและควบคุมการจราจรระหว่างก่อสร้าง ในระหว่างการก่อสร้างผิวจราจรแอสฟัลติกคอนกรีต ให้การจราจรผ่านแล้วจะไม่ทําให้เกิดรอยรอยบนผิวทางนั้น โดยต้องติดตั้งป้ายจราจรพร้อมอุปกรณ์ควบคุม การจราจรอื่นๆ ที่จําเป็นตามที่กรมทางหลวงชนบทกําหนดพร้อมจัดหาบุคลากร เพื่ออํานวยการจราจรให้ผ่าน จะต้องจัดและควบคุมการจราจรไม่ให้ผ่านผิวทางที่ก่อสร้างใหม่ จนกว่าผิวทางจะเย็นตัวลงมากพอที่จะเปิด
พื้นที่ก่อสร้างได้โดยสะดวกปลอดภัย และไม่ทําให้ผิวทางแอสฟัลลิกคอนกรีตเสียหาย
ระยะเวลาในการปิดจราจรให้อยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมงาน
สานักบ่ารุงทาย
กรมทางหลวงชนบท
รายการประกอบแบบงานเสริมตัวและซ่อมสร้าง
#wr hour
2n!
เอสพัล กลอน
เขียนบ ดวง ยาง
หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่ม
อ่านวงการสานัก
C. 4
Cz -
5-73
หยุด
บ-1
ปายเดือน สิ่งกีดขวาง พื้นป้ายสีเหลืองสะท้อนแสง ไม่มีเส้นรอบบ่าย ภายในประกอบด้วย แถบสีดํา ขนาดกว้าง 10 เซนติเมตร เชียงท่ามุม 45 กับขอบป้าย แถบสีแต่ละแถบห่างกัน 8.5 เซนติเมตร
1.50
ฐานเครื่องกันด้านที่ขับขี่มองเห็น ให้ทาสีดําสลับเหลียง เอียงทํามุม 45 ตามแบบป้ายเตือนสิ่งกีดขวาง (ดูรายการประกอบแบบข้อ 7)
DCA
12.45.
2.12
0.0
0-72
ต.73
0.10
Muay
11
www.yolattal com
ให้ติดตั้งป่วยหยุด! เฉพาะที่ ไม่มีการควบคุมตวยเครื่องกัน
ระวัง 100 เมตร ถึงทางรถโฟ
10
ก/รม
il
ระวัง 300 เร..
งทางรถไฟ
13.C9 DJ.C
9-76
125.00
50
แรม 91-70
0-29
งดางรถไฟ
SC
ถ้ามีเครื่องกัน
M-51
28
0.60-
500 600 50
L.
140
ปายรูปรถไฟ
พันหยุด
1-77
โท
ามแข่ง
0-61
เมื่อต้องการเนินการหามแข็ง
รายงานการตีเส้นบริเวณทางรถไฟตัดผ่าน
รายการประกอบแบบ
- มิติต่างๆ มีหน่วยเป็นเมตรนอกจากระบุไว้เป็นอย่างอื่น
ขนาดและระยะของเครื่องหมายเตือนบนผิวจราจร (ใช้สีขาว)
ปายเดือน ติดตั้งที่ระยะห่างจากจุด 100, 500 และ 500 เมตร ถึงจุดตัด " พร้อมป้ายกําหนดความเร็วในการขับขี่ คําว่า " ระวัง " ให้ใช้ตัวอักษรสีแดง ส่วนตัวอักษรอื่นๆ และขอบป้ายใช้สีดําและพื้นสีเหลือง
-1.20
ระวัง 300 เมตร
ถึงทางรถไฟ
2.10
020
0.75
0.5
(นายภานุมาศ พงษ์ส
ผู้อ้านวยการกองล
()
(นายอภิวัฒน์ นาคสินธุ์) องปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลท่าราบ รักษา อาการแร กม. / ชมการบริหารส่วนตําบลท่าราบ
/
R-76
0.75
2. เครื่องหมายบนผิวจราจรและฝ่ายต่างๆ ให้ติดตั้งทั้ง 2 ฝั่งที่ติดกับทางรถไฟตามระยะทางที่กําหนด
3. ป้ายและวิธีติดตั้งให้ใช้ตามแบบมาตรฐานเครื่องหมายจราจรประเภทนั้นๆ
ลูกแก้วสะท้อนแสง มอก 543 โดยวิธีปากลาย (Screed) หนาไม่น้อยกว่า 3 มม. ตามแบบ 10-3-110(4) 4. สีที่ทําเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบผิวเรียบทั้งหมด (เคพซีล แอสฟัลต์คอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก) ให้ใช้สีเทอร์โมพลาสติก ตาม มอก. 542 มีส่วนผสม
5. จุดที่เริ่มก่อสร้างและติดตั้งเครื่องหมายจราจร ห่างจากเขตทางรถไฟ ไม่น้อยกว่า 40 เมตร
6. การเขียนข้อความบนแผ่นป้ายให้ใช้ตามแบบมาตรฐานตัวอักษรและตัวเลข
สิ่งกีดขวางก่อนถึงฐานเครื่องกันนั้นๆ โดยให้ผู้ควบคุมงานเป็นผู้กําหนด
7. ฐานเครื่องกันด้านที่ผู้ขับขี่มองเห็นให้ทางสีดําสลับเหลืองเอียงทํามุม 45 ตามแบบรายเดือนสิ่งกีดขวางหรือติดตั้งป้ายเตือน
2. เครื่องหมาย " แนวเขตทางรถไฟ
(นายอดุลย์ คงสว่าง) นายกองค์การบริหารส่วนตําบลท่าราบ
แบบมารานงานการ กับองค์กรปกครองส่วนมอง
หรือใช้ปาย
:
เ
.
บ้าน งบ ทาง ตั้งขวาและซ้าย)
ทุกระยะ 15 เมตร (วัดลามะนา เวลางถนน)
บ้านเพื่อนแนวทางสาย
4
40.00
100 CO
40.00
40.co
*0.00
MORE STOPS
RUMALE STRIPS
RUUSINI A
NUUNira A
สิ้นสุดลง
-Adr: Atti เลิง
700.00
40.00
10.00
100.00
เพรา อบไหล่ทาง
เส้นแบ่ง 199
SUMBLE STRES
UHU A
LTA RUMBLE STRIPS กางจากน
40.00
10.00 % 10.00 1
100 00
40.00
40.00
บ่ายนอนแนวทางโค้งขวา
RUMBLE STROPS
สเปน 8 set 15 เบร
วัสลาม กลาง)
จุดเริ่มต้นโด่ง
oo.c
RUMBLE STRIPS
RIบ ขยาย A
40.00
เสนแข่ง แทงจราจร
40.00
กบฟ้าจรวจร
ขอบใหม่ทาง
104.00
40.00
AUNDLE STOPS เบบขยาย A
40.00
O.ToL
0.44: 0.10-
RUMERE STRIPS กะเล บ A
RUMBLE STAPS
.tal
0.40
LUIGI A
0.10
ee
แบบ RUMBLE STRIPS บนทางโค้งรายบริเวณภูเขา
บไหล่ทาง
เ น ง ค างจราจร เล่นอก การ งอน าจราจ
7 ในคลาสติก
I SO มม. สา งาบาน 3 แถบ
แบบขยาย A RUMBLR. STRIPS
หมายเหตุ
แบบ Ruay TRD5 ปราบที่ 3-114245 กรมทางหลวงชนum
400
- T
RUMILLE
STRIP
PiLL NUาย A
เส้นแบ่ง สทางจราจ เล่นเเกง ท างา ครบไหล่ทาง
0.70 070 f2.20 0 20
010
0.40
0.10
กา ลาลีก พบ 500 ม. สี: ว่าเวบ 7 เด
แบบขยาย:
RUMPLE STRIPS
C
fungaand and
การประกอบแบบ
1 มิตรา มีหน่วยเป็น เมตร นอกจากจะระบุไว้เป็นที่น
- การายใดจะทํา PUMP, STEPS และ/หรือตั้งเรือน นวทาง เบนจะเป็นผู้กําหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
131 ! | |
RUMBLE STRIPS
กราบ!
กราบ
wwww.yotafhcH COL
มทช.230-2563
มาตรฐานงานแอสฟัลต์คอนกรีต
(Asphalt Concrete)
1 - ขอบข่าย
แอสฟัลต์คอนกรีตหมายถึงวัสดุที่ได้จาก การผสมร้อนระหว่างมวลรวม(Aggregate) กับแอสฟัลต์ซีเมนต์ (Asphalt Cement) ที่โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete Mixing Plant) โดยการควบคุมอัตรา ส่วนผสมและอุณหภูมิตามที่กําหนด มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในงานก่อสร้าง งานบูรณะและบํารุงทาง โดยการปูหรือ เกลี่ยแต่งและบดทับบนชั้นทางใดๆ ที่ได้เตรียมไว้ และผ่านการตรวจสอบแล้ว ให้ถูกต้องตามแนว ระดับ ความ ลาด ขนาด ตลอดจนรูปตัดตามที่ได้แสดงไว้ในแบบ - วัสดุ
งานแอสฟัลต์คอนกรีต ประกอบด้วยวัสดุมวลรวมที่ได้จากการผสมวัสดุมวลหยาบ (Coarse Aggregate) กับวัสดุมวลละเอียด (Fine Aggregate) และแอสฟัลต์ซีเมนต์ หรืออาจเพิ่มวัสดุผสมแทรก (Mineral Filler) ได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้มีขนาดคละตามตารางที่ 1
2.1 แอสฟัลต์ซีเมนต์ ให้ใช้ AC 40-50 หรือ AC 60-70 ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.851 - มาตรฐานแอสฟัลต์ซีเมนต์สําหรับงานทาง กรณีที่แบบระบุให้ใช้แอสฟัลต์ซีเมนต์อื่นๆ หรือแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ ปรับปรุงคุณสมบัติด้วยสารใดๆ นอกเหนือจากนี้ จะต้องมีคุณภาพเท่าหรือดีกว่า ทั้งนี้ต้องผ่านการทดสอบ คุณภาพและพิจารณาความเหมาะสม รวมทั้งต้องได้รับอนุญาตให้ใช้ได้จากกรมทางหลวงชนบทเป็นกรณีไป สําหรับปริมาณการใช้แอสฟัลต์ซีเมนต์โดยประมาณ ให้เป็นไปตามตารางที่ 1
2.2 มวลรวม ให้เป็นไปตาม มทช. 209 : มาตรฐานวัสดุมวลรวมสําหรับงานแอสฟัลต์คอนกรีต - การออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
3.1 ก่อนเริ่มงานไม่น้อยกว่า 30 วัน ผู้รับจ้างต้องเสนอเอกสารการออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ของตนเองต่อผู้ควบคุมงาน แล้วผู้ควบคุมงานเก็บตัวอย่างวัสดุพร้อมเอกสารการออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์ คอนกรีต ส่งให้กรมทางหลวงชนบทเพื่อทําการตรวจสอบ ผู้รับจ้างอาจร้องขอให้กรมทางหลวงชนบทเป็น ผู้ออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตให้ก็ได้ โดยผู้รับจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการออกแบบทั้งหมด
3.2 ขนาดคละและปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ ให้เป็นไปตามตารางที่ 1 1
3.3 ข้อกําหนดในการออกแบบแอสฟัลต์คอนกรีต สําหรับ AC 60-70 ให้เป็นไปตามตารางที่ 2 3.4 ข้อกําหนดในการออกแบบแอสฟัลต์คอนกรีต สําหรับ 40-50 ให้เป็นไปตามตารางที่ 3
3.5 กรมทางหลวงชนบท จะเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารการออกแบบ หรือทําการออกแบบส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีต พร้อมทั้งพิจารณากําหนดสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน (Job Mix Formula) ซึ่งมีเกณฑ์ ความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้ (Tolerant Limit) ของวัสดุต่างๆ ตามตารางที่ 4 เพื่อใช้ควบคุมงานนั้นๆ กรณีที่กรม
2
ทางหลวงชนบท เห็นควรให้กําหนดขอบเขตของสูตรส่วนผสมเฉพาะงานแตกต่างไปจากตารางที่ 4 ก็สามารถ
ดําาเนินการได้ตามความเหมาะสม
3.6 การผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่โรงงานผสม ถ้ามวลรวมขนาดหนึ่งขนาดใด หรือปริมาณแอสฟัลต์ ซีเมนต์ หรือคุณสมบัติอื่นใดคลาดเคลื่อนเกินกว่าขอบเขตที่กําหนดไว้ในสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน ให้ถือว่า ส่วนผสมของแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมไว้ในแต่ละครั้งนั้น มีคุณภาพไม่ถูกต้องตามที่กําหนด ผู้รับจ้างจะต้องทํา
การปรับปรุงแก้ไข ค่าใช้จ่ายในการนี้ผู้รับจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
3.7 ผู้รับจ้างอาจขอเปลี่ยนสูตรส่วนผสมเฉพาะงานใหม่ได้ ถ้าวัสดุที่ใช้ผสมแอสฟัลต์คอนกรีตเกิดการ เปลี่ยนแปลง โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมทางหลวงชนบทก่อน
3.8 กรมทางหลวงชนบทสามารถตรวจสอบ แก้ไข เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือกําหนดสูตรส่วนผสม เฉพาะงานใหม่ได้ตามความเหมาะสม ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน
ตารางที่ 1 ขนาดคละของมวลรวมและปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ใช้
มิลลิเมตร
9.5
12.5
19.0
25.0
ขนาดที่ใช้เรียก
(นิ้ว)
(3/8)
(1/2)
(3/4)
(1)
สําหรับชั้นทาง
Wearing
Wearing
Binder
Base
Course
Course
Course
Course
ความหนา
มิลลิเมตร
25-35
40-70
40-80
70-100
ขนาดตะแกรง
ปริมาณผ่านตะแกรง ร้อยละโดยมวล
มิลลิเมตร
(นิ้ว)
37.5
(1 1/2)
100
25.0
(1)
100
90-100
19.0
(3/4)
100
90-100
12.5
(1/2)
100
80-100
56-80
9.5
(3/8)
90-100
56-80
4.75
(เบอร์ 4)
55-85
44-74
35-65
29-59
2.36
(เบอร์ 8)
32-67
28-58
23-49
19-45
1.18
(เบอร์ 16)
0.600
(เบอร์ 30)
0.300
(เบอร์ 50)
7-23
5-21
5-19
5-17
0.150
(เบอร์ 100)
0.075
(เบอร์ 200)
2-10
2-10
2-8
1-7
ปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์
4.0-8.0
3.0-7.0
3.0-6.5
3.0-6.0
(ร้อยละโดยน้ําหนักของมวลรวม)
3
หมายเหตุ กรมทางหลวงชนบท อาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงขนาดคละของมวลรวม และปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ ที่ใช้ แตกต่างจากตารางที่ 1 ก็ได้ ทั้งนี้แอสฟัลต์คอนกรีตที่ได้ต้องมีคุณสมบัติและความแข็งแรง ถูกต้องตามตารางที่ 2 หรือตารางที่ 3 แล้วแต่แอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ใช้
ตารางที่ 2 ข้อกําหนดในการออกแบบแอสฟัลต์คอนกรีต สําหรับ AC 60-70
ชนทาง
รายการ
Wearing Wearing
Binder
Base
Shoulder
Course
Course
Course
Course
Aggregate Size
9.5 mm.
12.5 mm.
19.0 mm.
25.0 mm. 25.0 mm.
Blows
Stability
Min.
75
75
75
75
75
N
8,006
8,006
8,006
7,117
7.117
lb.
1,800
1,800
1,800
1,600
1,600
Flow 0.25 mm.(0.01 in)
8-16
8-16
8-16
8-16
8-16
Percent Air Voids
3-5
3-5
3-6
3-6
3-5
Percent Voids In Mineral Aggregate(VMA)
15
14
13
12
12
Min.
Stability/Flow Min.
N/0.25 mm.
712
712
712
645
645
lb./0.01 in.
160
160
160
145
145
Percent Strength Index Min.
75
75
75
75
75
ตารางที่ 3 ข้อกําหนดในการออกแบบแอสฟัลต์คอนกรีต สําหรับ AC 40-50
4
ชั้นทาง
รายการ
Wearing
Wearing
Binder
Base
Shoulder
Course
Course
Course
Course
Aggregate Size
9.5 mm.
12.5 mm.
19.0 mm. : 25.0 mm. | 25.0 mm.
Blows
Stability Min.
75
75
75
75
75
N
9786
9786
9786
9786
9786
lb.
2,200
2,200
2,200
2,200
2,200
Flow 0.25 mm.(0.01 in)
9-17
9-17
9-17
9-17
9-17
Percent Air Voids
3-5
3-5
3-6
3-6
3-5
Percent Voids In Mineral Aggregate(VMA)
15
14
13
12
12
Min.
Stability / Flow Min.
N/0.25 mm.
750
750
750
750
750
lb./0.01 in.
170
170
170
170
170
75
75
75
75
75
Percent Strength Index Min.
หมายเหตุ
(1) การทดสอบเพื่อออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ให้ดําเนินการตาม บทช.(ท)607 :
มาตรฐานการทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีตโดยวิธีมาร์เซลล์
(2) การออกแบบไหล่ทางแอสฟัลต์คอนกรีต ตามข้อกําหนดในตารางที่ 2 หรือตารางที่ 3 ให้ใช้มวล รวมขนาด 12.5 มิลลิเมตร ยกเว้นกรณีที่แบบกําหนดให้ชั้น Binder Course เป็นไหล่ทางด้วยให้ใช้ข้อกําหนดใน การออกแบบแอสฟัลต์คอนกรีตของชั้น Binder Course เป็นข้อกําหนดในการออกแบบแอสฟัลต์คอนกรีตของไหล่
ทาง
(3) การทดสอบหาค่า Percent Strength Index ให้ดําเนินการตาม บทช.(ท)611 : มาตรฐานการ ทดสอบหาค่าดัชนีความแข็งแรงของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
ตารางที่ 4 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้สําหรับสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน
ผ่านตะแกรงขนาด
2.36 มม.(เบอร์ 8) และขนาดใหญ่กว่า
1.18 มม.(เบอร์ 16) 0.600 มม.(เบอร์ 30) และ 0.300 มม. เบอร์ 50)
0.150 มม.(เบอร์ 100)
0.075 มม.(เบอร์ 200)
ปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์
ร้อยละ
±5
4
+3
+2
+1
±0.3
5 - เครื่องจักรและเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง
เครื่องจักรและเครื่องมือทุกชนิดที่จะนํามาใช้งาน จะต้องมีสภาพใช้งานได้ดี โดยจะต้องผ่านการ ตรวจสอบและสอบเทียบ และผู้ควบคุมงานอนุญาตให้ใช้ได้ ในระหว่างการก่อสร้างผู้รับจ้างจะต้องบํารุงรักษา
เครื่องจักรและเครื่องมือทุกชนิให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีอยู่เสมอ
4.1 โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete Mixing Plant) ระยะขนส่งจากโรงงานผสม ถึงกึ่งกลางของโครงการก่อสร้าง ต้องมีระยะทางไม่เกิน 110 กิโลเมตร และต้องมีกําลังการผลิต (Rated Capacity) ไม่น้อยกว่า 60 ตันต่อชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อให้สามารถควบคุมอุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตได้ ตามที่กําหนด โดยจะเป็นโรงงานผสมแบบชุด (Batch Type) หรือแบบผสมต่อเนื่อง (Continuous Type) ก็ ได้ แต่ต้องสามารถผลิตส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตเพื่อป้อนเครื่องปู (Paver) ให้สามารถปูได้อย่างต่อเนื่อง และ เป็นส่วนผสมที่มีคุณภาพสม่ําเสมอตรงตามสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน มีอุณหภูมิถูกต้องตามข้อกําหนด
โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ต้องมีห้องปฏิบัติการทดสอบขนาดพื้นที่ไม่น้อยกว่า 40 ตาราง เมตร หรือตามแบบที่กรมทางหลวงชนบทกําหนด อยู่ในบริเวณที่สามารถมองเห็นการทํางานของโรงงานผสม จากห้องนั้นได้ พร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์อํานวยความสะดวกที่จําเป็นตามที่กําหนด มีเครื่องมือทดสอบที่ได้ มาตรฐานและสภาพใช้งานได้ดี เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต เช่น ชุด เครื่องมือทดสอบ Marshall, ชุดเครื่องมือทดสอบหาปริมาณยางแอสฟัลต์ซีเมนต์ในส่วนผสม, ชุดเครื่องมือ ทดสอบหาขนาดคละของมวลรวม เป็นต้น และต้องอนุญาตให้ผู้ควบคุมงานใช้เครื่องทดสอบเพื่อตรวจสอบ คุณภาพแอสฟัลต์คอนกรีตระหว่างการก่อสร้างได้
โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีต จะต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ อย่างน้อยดังต่อไปนี้
4.1.1 อุปกรณ์สําหรับการเตรียม แอสฟัลต์ซีเมนต์ (Equipment for Preparation of Asphalt Cement) โรงงานผสมต้องมีถังเก็บแอสฟัลต์ซีเมนต์ (Storage Tank) ซึ่งมีอุปกรณ์ให้ความร้อนประเภทท่อ เวียนไอน้ําร้อนหรือน้ํามันร้อน (Steam or Oil Coil) หรือประเภทใช้ไฟฟ้า (Electricity) หรือประเภทอื่นใดที่ ไม่มีเปลวไฟสัมผัสกับถังเก็บแอสฟัลต์ซีเมนต์โดยตรง อุปกรณ์ทุกประเภทต้องสามารถทํางานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ มีเครื่องควบคุมให้อุณหภูมิของแอสฟัลต์ซีเมนต์ได้ตรงตามข้อกําหนด และต้องมีระบบทําให้ แอสฟัลต์ซีเมนต์ไหลเวียน (Circulating System) ที่เหมาะสม ที่ทําให้แอสฟัลต์ซีเมนต์ไหลเวียนได้อย่าง ต่อเนื่องตลอดเวลาขณะทํางาน พร้อมกันนี้ต้องมีอุปกรณ์ให้หรือรักษาความร้อนที่ระบบท่อไหลเวียน โดยอาจ เป็นประเภทใช้ไอน้ํา (Steam Jacket) หรือน้ํามันร้อน (Hot Oil Jacket) หรือประเภทฉนวนรักษาความร้อน (Insulation) เพื่อรักษาอุณหภูมิของแอสฟัลต์ซีเมนต์ในท่อส่งแอสฟัลต์ มาตรวัดแอสฟัลต์ ท่อพ่นแอสฟัลต์ ถัง บรรจุแอสฟัลต์ และอื่นๆ ให้มีอุณหภูมิตามที่กําหนด ปลายท่อไหลเวียนแอสฟัลต์ต้องอยู่ที่ใต้ระดับแอสฟัลต์ใน ถังเก็บแอสฟัลต์ขณะปั๊มแอสฟัลต์ทํางาน
4.1.2 ยังหินเย็น (Cold Bin) และเครื่องป้อนหินเย็น (Aggregate Feeder) โรงงานผสมต้องมียุ้ง หินเย็นไม่น้อยกว่า 4 ยัง สําหรับแยกใส่วัสดุหินหรือวัสดุอื่นๆ แต่ละขนาด ช่องเปิดปากยังจะต้องเป็นแบบปรับ ได้ ยังหินเย็นต้องประกอบด้วยเครื่องป้อนหินเย็นแบบที่เหมาะสมสามารถป้อนหินเย็นได้อย่างสม่ําเสมอไปยัง หม้อเผา (Dryer) ได้ถูกต้องตามอัตราส่วนที่ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องป้อนหินเย็นสําหรับกุ้งมวล ละเอียด เช่น หินฝุ่น หรือทราย จะต้องเป็นแบบสายพานยางต่อเนื่อง หรือสายพานอื่นใดที่ให้ผลเทียบเท่า
4.1.3 หม้อเผา (Dryer) โรงงานผสมต้องมีหม้อเผาอยู่ในสภาพดี มีประสิทธิภาพในการทํางานดี พอที่จะทําให้มวลรวมแห้งและมีอุณหภูมิตามที่กําหนด โดยต้องมีเครื่องวัดอุณหภูมิที่เหมาะสม เช่น เครื่องวัด อุณหภูมิแบบแปรความร้อนเป็นค่าไฟฟ้า (Electric Pyrometer) ที่อ่านอุณหภูมิได้ละเอียดถึง 2.5 องศา เซลเซียส ติดตั้งอยู่ที่ปากทางที่มวลรวมเคลื่อนตัวออก และจะต้องมีเครื่องบันทึกอุณหภูมิของมวลรวมที่วัดได้
โดยอัตโนมัติ
4.1.4 ชุดตะแกรงร่อน (Screening Unit) โรงงานผสมต้องมีชุดตะแกรงร่อนมวลรวมที่ผ่านมา จากหม้อเผา เพื่อแยกมวลรวมเป็นขนาดต่างๆ ตามที่ต้องการ โดยในชุดตะแกรงร่อนนี้ต้องประกอบด้วย ตะแกรงคัด (Scalping Screen) สําหรับคัดมวลรวมก้อนโตเกินขนาดที่กําหนด (Oversize) ออกทิ้งตะแกรง ทุกขนาดต้องอยู่ในสภาพดี เหล็กตะแกรงไม่ขาดหรือสึกหรอมากเกินไป อันจะให้มวลรวมที่ร่อนออกมาผิดขนาด ไปจากที่ต้องการ
4.1.5 ยังหินร้อน (Hot Bin) โรงงานผสมต้องมีกุ้งหินร้อนอย่างน้อย 4 กุ้ง ทั้งนี้ไม่รวมยังวัสดุผสม แทรก สําหรับเก็บมวลรวมร้อนที่ผ่านตะแกรงแยกขนาดแล้ว ยังหินร้อนนี้ต้องมีผนังแข็งแรงไม่มีรอยรั่ว มีความ สูงพอที่จะป้องกันไม่ให้มวลรวมไหลข้ามกุ้งไปปะปนกันได้ และต้องมีความจุมากพอที่จะป้อนมวลรวมร้อน ให้กับห้องผสม (Pugmill Mixer) ได้อย่างสม่ําเสมอเมื่อโรงงานผสมทําการผสมเต็มกําลังผลิต ในแต่ละยังต้องมี ท่อสําหรับให้มวลรวมไหลออกไปข้างนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ไปผสมกับมวลรวมที่อยู่ในยุ้งอื่นๆ ในกรณีที่มีมวล รวมในยุ้งนั้นๆ มากเกินไป
4.1.6 ยังเก็บวัสดุผสมแทรก (Mineral Filler Storage Bin) โรงงานผสมต้องมียุ้งเก็บวัสดุผสม แทรกต่างหาก พร้อมกับมีเครื่องชั่ง หรือเครื่องป้อนวัสดุผสมแทรกซึ่งสามารถควบคุมปริมาณวัสดุเข้าสู่ห้อง ผสมอย่างถูกต้อง และสามารถปรับเทียบ (Calibrate) ได้
4.1.7 เครื่องเก็บฝุ่น (Dust Collector) โรงงานผสมต้องมีเครื่องเก็บฝุ่น สําหรับเก็บวัสดุส่วน ละเอียดหรือฝุ่น ที่มีประสิทธิภาพดีและเหมาะสมที่สามารถเก็บฝุ่นกลับไปใช้ได้อย่างสม่ําเสมอหรือนําไปทิ้งได้ ทั้งหมด หรือบางส่วน และเครื่องเก็บฝุ่นดังกล่าวต้องสามารถควบคุมฝุ่นไม่ให้มีฝุ่นเหลือออกสู่อากาศภายนอก มากจนทําให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม
โรงงานผสมต้องมีเครื่องเก็บฝุ่นทั้งชุดหลัก (Primary) และชุดรอง (Secondary) ชุดหลักให้เป็น แบบแห้ง (Dry Type) และชุดรองเป็นแบบเปียก (Wet Type) หรือแบบอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน
4.1.8 เครื่องวัดอุณหภูมิ (Thermometric Equipment) โรงงานผสมต้องมีเทอร์โมมิเตอร์แบบ แท่งแก้วหุ้มด้วยปลอกโลหะ (Armoured Thermometer) หรือแบบอื่นใดซึ่งวัดอุณหภูมิได้ระหว่าง 90-200 องศาเซลเซียส ติดตั้งไว้ที่ท่อส่งแอสฟัลต์ ที่ตําแหน่งที่เหมาะสมใกล้ทางออกของแอสฟัลต์ที่ห้อง ผสม นอกจากนี้จะต้องมีเครื่องวัดอุณหภูมิ เช่น เทอร์โมมิเตอร์แบบใช้ปรอท ชนิด มี หน้าปัทม์ (Dial Scale Mercury Activated Thermometer) เครื่องวัดอุณหภูมิแบบแปรความร้อนเป็นค่า ไฟฟ้า (Electric Pyrometer) หรือแบบอื่นๆ ที่เหมาะสม ที่กรมทางหลวงชนบทอนุญาตให้ใช้ได้ ติดตั้งที่ปลาย ทางออกของมวลรวม เพื่อใช้วัดอุณหภูมิของมวลรวมร้อนที่ออกจากหม้อเผา เครื่องวัดอุณหภูมิชนิดใดๆ ที่ใช้ ต้องมีความสามารถแสดงอุณหภูมิได้อย่างถูกต้อง เมื่อมีอัตราการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเร็วกว่า 5 องศาเซลเซียส
ต่อนาที
6
7
4.1.9 ชุดอุปกรณ์ควบคุมปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ (Asphalt Control Unit) โรงงานผสมต้องมี ชุดอุปกรณ์ควบคุมปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ ซึ่งอาจใช้วิธีชั่งน้ําหนักหรือวิธีวัดปริมาตรก็ได้ แต่ต้องสามารถ ควบคุมปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ใช้ให้อยู่ในช่วงที่กําหนดไว้ในสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน กรณีใช้วิธีชั่งน้ําหนัก เครื่องชั่งที่ใช้ต้องมีความละเอียดไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 ของน้ําหนักแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ต้องการใช้ผสม กรณีที่ใช้ วิธีวัดปริมาตร มาตรที่ใช้วัดอัตราการไหลของแอสฟัลต์ซีเมนต์ ที่ปล่อยเข้าสู่ห้องผสมจะต้องเที่ยงตรง โดยยอม ให้คลาดเคลื่อนจากปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ต้องการใช้เมื่อเทียบเป็นน้ําหนักไม่เกินร้อยละ 2
4.1.10 ข้อกําหนดพิเศษสําหรับโรงงานผสมแบบชุด
2
(1) ถังชั่งมวลรวม (Weigh Box or Hopper) โรงงานผสมแบบชุดต้องมีอุปกรณ์สําหรับ ซึ่งมวลรวมที่ปล่อยออกมาแต่ละกุ้งได้อย่างละเอียดถูกต้อง ถังชั่งน้ําหนักต้องแขวนอยู่กับเครื่องชั่ง และต้องมี ขนาดใหญ่พอที่จะบรรจุมวลรวมได้เต็มชุด (Batch) โดยมวลรวมไม่ล้นถัง ถังชั่งน้ําหนักจะต้องวางบนฟัลครัม (Fulcrum) ซึ่งวางอยู่บนขอบใบมีด (Knife Edge) อย่างแน่นหนาอีกทีหนึ่ง ซึ่งเมื่อขณะทํางานฟัลครัมและขอบ ใบมีดต้องไม่เคลื่อนตัวออกจากแนวเดิม ประตูยังหินร้อนและถังชั่งน้ําหนักต้องแข็งแรงและไม่รั่ว
(2) ห้องผสม (Pugmill Mixer) ห้องผสมของโรงงานผสมแบบชุดนี้จะต้องเป็นชนิดมี เพลาผสมคู่ มีอุปกรณ์ให้ความร้อนห้องผสม และสามารถผลิตแอสฟัลต์ได้ส่วนผสมที่สม่ําเสมอ ประตูปล่อย ส่วนผสมเมื่อปิดจะต้องปิดสนิทโดยไม่มีวัสดุรั่วไหล ต้องมีเครื่องตั้งเวลาและควบคุมเวลาการผสมเป็นแบบ
อัตโนมัติ ซึ่งจะควบคุมไม่ให้ประตูห้องผสมเปิดจนกว่าจะได้เวลาตามที่กําหนดไว้ ภายในห้องผสมประกอบด้วย ใบพาย (Paddle Tip) จํานวนเพียงพอจัดเรียงตัวกันอย่างเหมาะสมที่จะผสมส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตได้
อย่างถูกต้องสม่ําเสมอระยะห่างระหว่างปลายใบพายและผนังห้องผสม จะต้องน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดมวล
รวมก้อนโตสุด
(3) เครื่องชั่ง (Plant Scale) เครื่องชั่งต้องมีความละเอียด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของ มวลรวมสูงสุดที่ต้องการชั่ง หน้าปัทม์เครื่องชั่งต้องมีขนาดใหญ่พอ ซึ่งสามารถอ่านน้ําหนักได้ในระยะห่างอย่าง น้อย 7 เมตร และต้องอยู่ในตําแหน่งที่พนักงานควบคุมเครื่องมองเห็นได้ชัดเจน หน้าปัทม์เครื่องชั่งมวลรวม จะต้องมีเข็มชี้น้ําหนักแต่ละกุ้ง มีตุ้มน้ําหนักมาตรฐานหนักตุ้มละ 5 กิโลกรัม จํานวนไม่น้อยกว่า 2 ตุ้ม, ตุ้ม น้ําหนัก 10 กิโลกรัม ไม่น้อยกว่า 1 ตุ้ม และหนักหุ้มละ 25 กิโลกรัม ไม่น้อยกว่า 40 ตุ้ม หรือมีจํานวนเพียง พอที่จะใช้ในการสอบเทียบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องชั่ง
อัตโนมัติ
(4) การควบคุมปริมาณมวลรวม และแอสฟัลต์ที่ใช้ผสมในแต่ละชุด จะต้องเป็นแบบ
4.1.11 ข้อกําหนดพิเศษสําหรับโรงงานผสมแบบต่อเนื่อง
(1) ชุดอุปกรณ์ควบคุมมวลรวม (Gradation Control Unit) โรงงานผสมแบบนี้ต้อง มีอุปกรณ์ควบคุมปริมาณมวลรวมที่ไหลออกมาจากกุ้งหินร้อนแต่ละกุ้งได้อย่างถูกต้องแน่นอน ประกอบด้วย
เครื่องป้อนหิน (Feeder) อยู่ภายใต้กุ้งหินร้อน สําหรับการป้อนวัสดุผสมแทรกจะต้องมีอุปกรณ์ควบคุมปริมาณ ต่างหาก ติดตั้งในตําแหน่งที่ทําให้ควบคุมการป้อนวัสดุผสมแทรกลงในห้องผสมเพื่อผสมกับมวลรวมในจังหวะ ของการผสมแห้ง (Dry Mixing) ก่อนที่จะไปผสมกับแอสฟัลต์ซีเมนต์ ที่จ่ายเข้ามาภายหลังในจังหวะของการ ผสมเปียก (Wet Mixing)
8
(2) จังหวะสัมพันธ์ของการควบคุมการป้อนมวลรวม และแอสฟัลต์ซีเมนต์ (Synchronization of Aggregate and Asphalt Cement Feed) โรงงานผสมแบบนี้ต้องมีอุปกรณ์ควบคุม การป้อนมวลรวมแต่ละขนาดและแอสฟัลต์ซีเมนต์เข้าสู่ห้องผสม เป็นแบบขับเคลื่อนที่สัมพันธ์กัน เพื่อให้ได้
อัตราส่วนผสมที่คงที่ตลอดเวลา
(3) ชุดห้องผสม (Pugmill Mixer Unit) ห้องผสมของโรงงานผสมแบบต่อเนื่องนี้ต้อง เป็นแบบทํางานต่อเนื่อง (Continuous Mixer) เป็นชนิดมีเพลาผสม มีอุปกรณ์ให้ความร้อนห้องผสม และ สามารถผลิตแอสฟัลต์คอนกรีตได้ส่วนผสมที่สม่ําเสมอ ใบพายจะต้องเป็นชนิดปรับมุมให้ไปในทางเดียวกัน เพื่อให้ส่วนผสมเคลื่อนตัวได้เร็ว หรือให้กลับทางกัน เพื่อถ่วงเวลาให้ส่วนผสมเคลื่อนตัวช้าลงได้ และห้องผสม จะต้องมีอุปกรณ์ควบคุมระดับของส่วนผสมด้วย ระยะห่างระหว่างปลายใบพายและผนังห้องผสมจะต้องน้อย
กว่าครึ่งหนึ่งของขนาดมวลรวมก้อนโตสุด ที่ห้องผสมจะต้องมีแผ่นแสดงปริมาตรของห้องผสม เมื่อมีส่วนผสม บรรจุในห้องผสมที่ความสูงต่างๆ ติดตั้งไว้อย่างถาวร นอกจากนั้นจะต้องมีตารางแสดงอัตราการป้อนวัสดุมวล
รวมต่อนาที เมื่อโรงงานผสมทํางานในอัตราเร็วปกติ
การคํานวณเวลาในการผสม ให้กําหนดโดยใช้น้ําหนักตามสูตรดังนี้ คือ
เวลาในการผสม (วินาที) = A/B
เมื่อ A = ปริมาณของส่วนผสมทั้งหมดในห้องผสม (Pugmill Dead Capacity) มีหน่วยเป็นกิโลกรัม
B = ส่วนผสมที่ออกจากห้องผสม (Pugmill Output) มีหน่วยเป็นกิโลกรัมต่อวินาที
(4) ยังพักส่วนผสม (Discharge Hopper) โรงงานผสมแบบนี้ต้องประกอบด้วยกุ้ง สําหรับพักส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่ออกมาจากห้องผสม ยังพักส่วนผสมนี้มีประตูเปิดที่ด้านล่างของกุ้งและ จะปล่อยส่วนผสมได้เมื่อส่วนผสมเต็มกุ้งแล้ว
(5) สัญญาณแจ้งปริมาณมวลรวมในยุ้งหินร้อนโรงงานผสมต้องมีสัญญาณซึ่งจะแจ้งให้ ทราบว่าปริมาณมวลรวมในยุ้งหินร้อน ยังมีปริมาณเพียงพอที่จะดําเนินการต่อไปได้หรือไม่ ถ้าปริมาณมวลรวม กุ้งใดขาดหรือน้อยไป สัญญาณดังกล่าวจะทําให้ผู้ควบคุมทราบทันที ผู้รับจ้างต้องหยุดการดําเนินการและทํา การแก้ไข จนกว่าผู้ควบคุมจะเห็นสมควร จึงจะอนุญาตให้ดําเนินการต่อไปได้
4.2 รถบรรทุก (Haul Truck)
รถบรรทุกที่นํามาใช้จะต้องมีจํานวนพอเพียงกับกําลังผลิตของโรงงานผสม และความสามารถใน
การปูของเครื่องปู ทั้งนี้เพื่อให้การก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตดําเนินไปได้อย่างต่อเนื่องมากที่สุดในแต่ละ วันที่ปฏิบัติงาน จํานวนรถบรรทุกที่ใช้ ให้คํานวณให้เหมาะสมกับกําลังผลิตของโรงงานผสม ความจุของ รถบรรทุก เวลาในการบรรจุส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตลงรถบรรทุก ระยะทางและระยะเวลาในการขนส่ง เวลาในการรอและการเทส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตลงในเครื่องปู ความสามารถในการปูของเครื่องปู และอื่นๆ กระบะรถบรรทุกจะต้องไม่รั่ว พื้นกระบะจะต้องเป็นแผ่นโลหะเรียบ ภายในกระบะจะต้องสะอาด ปราศจากวัสดุที่ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ตกค้างอยู่ ก่อนใช้ขนส่งส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต จะต้องพ่นหรือ
เคลือบภายในกระบะด้วยน้ําสบู่ น้ําปูนขาว หรือสารเคมีเคลือบชนิดใดๆ ที่มีน้ําหนักผสมไม่เกินร้อยละ 5 โดย ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงาน ห้ามใช้น้ํามันเบนซิน น้ํามันก๊าด น้ํามันดีเซล หรือน้ํามันประเภท เดียวกัน การพ่นหรือเคลือบภายในกระบะให้ทําเพียงบางๆ เท่านั้น และก่อนบรรจุส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ลงกระบะ ให้ยกกระบะเทวัสดุหรือสารเคลือบที่อาจมีมากเกินความจําเป็นออกให้หมด ในการขนส่งจะต้องมี ผ้าใบหรือแผ่นวัสดุอื่นใดที่ใช้ได้อย่างเหมาะสมคลุมส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต เพื่อรักษาอุณหภูมิและป้องกัน
น้ําฝนหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ด้วย
4.3 เครื่องปู (Paver or Finisher)
เครื่องปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตจะต้องเป็นแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองโดยจะเป็นชนิดล้อ
เหล็กตีนตะขาบ หรือชนิดล้อยางที่มีคุณภาพเทียบเท่า มีกําลังมากพอและสามารถควบคุมความเร็วในการ เคลื่อนที่ได้อย่างสม่ําเสมอ
ทั้งในขณะที่เคลื่อนไปพร้อมกับรถบรรทุกส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตและในขณะ
เคลื่อนตัวไปตามลําพัง เครื่องปูจะต้องสามารถปรับความเร็วการปูได้หลายอัตรา และปูส่วนผสมแอสฟัลต์ คอนกรีตได้ความลาดถูกต้องตามแบบ
4.3.1 ส่วนขับเคลื่อน (Tractor Unit) ประกอบด้วยเครื่องยนต์ต้นกําลังมีอุปกรณ์ควบคุมความเร็ว รอบเครื่องยนต์ (Governor) ให้คงที่ระหว่างทํางาน กระบะบรรจุส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต (Hopper) จะต้อง เป็นแบบข้างกระบะหุบได้ สายพานป้อนส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต (Slat Conveyor)เกลียวเกลี่ยจ่าย ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต (Auger หรือ Screw Conveyor) แยกเป็น 2 ข้าง ซ้ายและขวา ซึ่งสามารถแยก ทํางานเป็นอิสระแก่กันได้ ประตูควบคุมการไหล (Flow Gate) ของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตสามารถปรับ ระดับความสูงของช่องประตูได้
4.3.2 ส่วนเตารีด (Automatic Screed Unit) ประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุมความหนา (Thickness Control) อุปกรณ์ควบคุมความลาดเอียงที่ผิว (Crown Control) อุปกรณ์ให้ความร้อนแผ่นเตารีด (Screed HeaTer) แผ่นเตารีด (Screed Plate) และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ ที่จําเป็น ระบบการควบคุมความ ลาดชัน (Grade Control) และระดับแอสฟัลต์คอนกรีตควรเป็นแบบอัตโนมัติ โดยอาจเป็นแบบ (1) Erected Grade Line (2) Mobile String Line (3) Ski (4) Floating Beam หรือ (5) Joint-matching Shoe สําหรับ แบบที่ (2) แบบที่ (3) และแบบที่ (4) ต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 9 เมตร แผ่นเตารีดจะต้องมีความยาวไม่น้อย กว่า 2.4 เมตร และสามารถขยายได้ยาวไม่น้อยกว่า 3.5 เมตร แผ่นเตารีดจะต้องตรงแนวและได้ระดับ ไม่บิดงอ หรือสึกหรอมากเกินสมควร ไม่สึกเป็นหลุม มีระบบการอัดแอสฟัลต์คอนกรีตขั้นต้นเป็นแบบสั่นสะเทือน (Vibratory Screed) หรือแบบคานกระแทก (Tamper Bar) หรือเป็นทั้ง 2 แบบ ประกอบกัน ซึ่งสามารถปรับ ความถี่ของการสั่นสะเทือนหรือการกระแทกได้ตามต้องการ สําหรับแบบคานกระแทกจะต้องมีระยะห่าง ระหว่างแผ่นเตารีดกับคานกระแทก 0.25-0.50 มิลลิเมตร ผิวของคานกระแทกด้านล่างที่ใช้อัดแอสฟัลต์ คอนกรีตต้องอยู่ในสภาพดี และไม่สึกหรอมากกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดความหนาของใหม่
4.4 รถเกลี่ยปรับระดับ (Motor Grader)
รถเกลี่ยปรับระดับนี้ถ้าจําเป็นต้องนํามาใช้งาน จะต้องเป็นชนิดขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง มีล้อยาง ผิวเรียบ มีใบมีดยาวไม่น้อยกว่า 3.6 เมตร และมีความยาวของช่วงเพลา (Wheel Base) ไม่น้อยกว่า 4.8 เมตร การใช้งานให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
4.5 เครื่องจักรบดทับ
10
เครื่องจักรปิดทับทุกชนิดจะต้องเป็นแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ต้องมีน้ําหนักและคุณสมบัติอื่นๆ ถูกต้องตามที่ได้ระบุไว้ในรายละเอียดที่กําหนดสําหรับเครื่องจักรบดทับแต่ละชนิด น้ําหนักในการบดทับของ เครื่องจักรบดทับแต่ละชนิดจะต้องเหมาะสมกับชนิดและลักษณะของส่วนผสมความหนาของชั้นที่ ขั้น
ขั้นตอน
การบดทับและอื่นๆ เครื่องจักรบดทับต้องมีจํานวนเพียงพอที่จะอํานวยให้การก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ดําเนินไปได้โดยปกติไม่ติดขัดหรือหยุดชะงัก เพื่อให้ได้ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความแน่น ความเรียบ และ คุณสมบัติอื่นๆ ตามกําหนด การกําหนดน้ําหนักเครื่องจักรบดทับ น้ําหนักในการบดทับของเครื่องจักรแต่ละคัน ตลอดจนการเพิ่มจํานวนเครื่องจักรบดทับจากจํานวนขั้นต่ําที่กําหนดไว้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน เครื่องจักรบดทับจะต้องประกอบด้วยเครื่องจักรชนิดต่างๆ ซึ่งต้องได้รับการตรวจสอบและอนุมัติให้ใช้ได้จากผู้ ควบคุมงานก่อน โดยมีจํานวนอย่างน้อยดังต่อไปนี้
ก. รถบดล้อเหล็กชนิด 2 ล้อ จํานวนไม่น้อยกว่า 1 คัน และรถบดสั่นสะเทือนชนิด 2 ล้อ จํานวน ไม่น้อยกว่า 1 คัน หรือรถบดล้อเหล็กชนิด 2 ล้อ ไม่น้อยกว่า 2 คัน ในกรณีที่ไม่มีรถบดสั่นสะเทือน
ข. รถบดล้อยาง ไม่น้อยกว่า 3 คัน
รายละเอียดของเครื่องจักรชนิดต่างๆ เป็นดังนี้
4.5.1 รถบดล้อเหล็ก 2 ล้อ (Steel-Tired Tandem Roller) ต้องมีขนาดน้ําหนักไม่น้อยกว่า 8 ตัน และสามารถเพิ่มน้ําหนักได้จนมีน้ําหนักไม่น้อยกว่า 10 ตัน จะต้องมีน้ําหนักต่อความกว้างของล้อรถบดไม่ น้อยกว่า 37.9 กิโลกรัมต่อเซนติเมตร รถบดจะต้องอยู่ในสภาพดี สามารถขับเคลื่อนเดินหน้าและถอยหลังได้ การขับเคลื่อนไปข้างหน้า การหยุด และการถอยหลังจะต้องเรียบสม่ําเสมอ ล้อเหล็กทั้ง 2 ล้อ จะต้องตรงตาม แนว ที่ผิวล้อเหล็กจะต้องเรียบไม่เป็นร่อง (Groove) อีกเป็นหลุมหรือเป็นรอยบุ๋ม (Pit) สลักยึดล้อ (king Pin) และลูกปืนล้อ (Wheet Bearing) ต้องไม่สึกหรอมากเกินไปจนทําให้ล้อหลวม ต้องมีถังน้ํา มีระบบฉีดน้ํา (Sprinkler System) มีอุปกรณ์คราดผิวล้อเหล็ก (Scraper) และแผ่นวัสดุสําหรับซึมซับน้ําและเกลี่ยกระจายน้ํา สําหรับเลี้ยงล้อรถบด ใช้การได้ดี และถูกต้องตามที่ต้องการ เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตติดล้อ
ขณะบดทับ
4.5.2 รถบดล้อยาง (Pneumatic-Tired Roller) ต้องมีขนาดน้ําหนักไม่น้อยกว่า 10 ตัน และ สามารถเพิ่มน้ําหนักได้ มีล้อยางไม่น้อยกว่า 7 ล้อ ล้อรถบดต้องเป็นชนิดผิวหน้าเรียบ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ของล้อ (Rim Diameter) ไม่น้อยกว่า 500 มิลลิเมตร มีผิวหน้าล้อยางกว้างไม่น้อยกว่า 225 มิลลิเมตร มีขนาด และจํานวนชั้นผ้าใบเท่ากันทุกล้อ ส่วนล้อและเพลาเคลื่อนตัวขึ้นลงได้อิสระอย่างน้อย 1 แถว มีแรงอัดที่ผิวหน้า สัมผัสของล้อรถบดขณะบดอัดไม่มากกว่า 620 กิโลปาสกาล (90 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) และต้องมีถังน้ํา มีระบบ ฉีดน้ํา มีอุปกรณ์คราดผิวล้อยาง และแผ่นวัสดุสําหรับซึมซับน้ําและเกลี่ยกระจายน้ําสําหรับเลี้ยงล้อรถบดที่ใช้ได้ ดีและถูกต้องตามที่ต้องการ เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตติดล้อขณะบดทับ รถบดล้อยางขณะใช้ งานจะต้องมีความดันลมยางเท่ากันทุกล้อ โดยอนุญาตให้มีความดันลมยางแต่ละล้อแตกต่างกันได้ไม่เกิน 35 กิโลปาสกาล (5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว)
4.5.3 รถบดสั่นสะเทือน (Vibratory Roller) ต้องมีขนาดน้ําหนักไม่น้อยกว่า 4 ตัน สําหรับบด ทับชั้นผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตหนาไม่เกินชั้นละ 35 มิลลิเมตร และต้องมีขนาดน้ําหนักไม่น้อยกว่า 6 ตัน สําหรับบดทับชั้นผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตหนาตั้งแต่ชั้นละ 40 มิลลิเมตรขึ้นไป โดยอาจเป็นแบบสั่นสะเทือนล้อ เดียวหรือสองล้อก็ได้ ต้องมีความถี่การสั่นสะเทือน (frequency) ไม่น้อยกว่า 33 เฮิรตซ์ (2,000 รอบต่อ
11
นาที) และมีระยะเต้น (Amplitude) ระหว่าง 0.20-0.80 มิลลิเมตร มีน้ําหนักต่อความกว้างของรถบดไม่น้อย กว่า 22 กิโลกรัมต่อเซนติเมตร รถบดจะต้องอยู่ในสภาพดี สามารถบดทับโดยการเดินหน้าและถอยหลัง ได้ การขับเคลื่อนไปข้างหน้า การหยุดและการถอยหลังจะต้องเรียบสม่ําเสมอ ล้อทั้ง 2 ล้อ จะต้องตรง แนว ที่ผิวล้อเหล็กจะต้องเรียบ ไม่ลึกเป็นหลุมหรือเป็นรอยบุ๋ม สลักล้อและลูกปืนล้อต้องไม่สึกหรอมาก เกินไป จนทําให้ล้อหลวม ต้องมีถังน้ํา มีระบบฉีดน้ํา มีอุปกรณ์คราดผิวล้อ และแผ่นวัสดุสําหรับซึมซับน้ําและ เกลี่ยกระจายน้ําเลี้ยงล้อรถบด เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตติดล้อขณะบดทับ มีระบบการ สั่นสะเทือนที่อยู่ในสภาพดี
4.6 เครื่องพ่นแอสฟัลต์ (Asphalt Distributor)
ต้องเป็นชนิดขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองมีถังบรรจุแอสฟัลต์ติดตั้งบนรถบรรทุกหรือรถพ่วง และ
ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่จําเป็นในการใช้งาน ดังนี้
4.6.1 ไม้วัด (Dipstick) หรือเครื่องวัดปริมาณแอสฟัลต์ในถัง
4.6.2 หัวเผาให้ความร้อนแอสฟัลต์ (Burner)
4.6.3 เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิแอสฟัลต์ (Thermometer)
4.6.4 ปั๊มแอสฟัลต์ (Asphalt Pump)
4.6.5 เครื่องต้นกําลังหรือเครื่องท้าย (Power Unit)
4.6.6 ท่อพ่นแอสฟัลต์ (Spray Bar) พร้อมหัวฉีด (Nozzle)
4.6.7 ท่อพ่นแอสฟัลต์แบบมือถือ (Hand Spray)
4.6.8 อุปกรณ์วัดปริมาณการพ่นแอสฟัลต์ (Bitumeter)
4.6.9 ถังบรรจุแอสฟัลต์บนรถ (Asphalt Tank)
เครื่องพ่นแอสฟัลต์ต้องมีระบบหมุนเวียน (Circulating System) มีปั๊มแอสฟัลต์ที่สามารถใช้ได้ดี ตั้งแต่กับแอสฟัลต์เหลวจนถึงแอสฟัลต์ซีเมนต์ และต้องทํางานได้ดังนี้
(1) ดูดแอสฟัลต์เข้าถึงได้
(2) หมุนเวียนแอสฟัลต์ในท่อพ่นแอสฟัลต์ และในถังบรรจุแอสฟัลต์ได้ (3) พ่นแอสฟัลต์ผ่านทางท่อพ่นแอสฟัลต์ หรือผ่านท่อพ่นแอสฟัลต์แบบมือถือได้ (4) ดูดแอสฟัลต์จากถังบรรจุหรือท่อพ่นแอสฟัลต์แบบมือถือเข้าสู่ถังได้ (5) ปั๊มแอสฟัลต์จากถังบรรจุประจํารถพ่นแอสฟัลต์ไปยังถังเก็บแอสฟัลต์ภายนอกได้ (6) เครื่องต้นกําลังหรือเครื่องท้าย ต้องมีมาตรบอกความดัน หรืออื่นๆ
ความดัน หรืออื่นๆ
เครื่องปั๊มแอสฟัลต์ ต้องติดเครื่องวัดปริมาณแอสฟัลต์ที่ผ่านปั๊ม โดยวัดเป็นรอบหรือวัดเป็น
ท่อพ่นแอสฟัลต์ อาจประกอบด้วยท่อหลายท่อนต่อกัน มีหัวฉีดติดตั้งโดยมีระยะห่างระหว่าง หัวฉีดเท่าๆ กัน หัวฉีดปรับทํามุมกับท่อพ่นแอสฟัลต์ได้ และต้องมีอุปกรณ์ปิดเปิดได้ ท่อพ่นแอสฟัลต์ต้องเป็น แบบที่แอสฟัลต์หมุนเวียนผ่านได้ เมื่อใช้งานต้องมีความดันสม่ําเสมอตลอดความยาวของท่อและสามารถปรับ ความสูงและความกว้างในการพ่นแอสฟัลต์ได้
12
ท่อพ่นแอสฟัลต์แบบมือถือที่เคลื่อนที่ได้อิสระ ต้องเป็นแบบใช้หัวฉีด ใช้พ่นแอสฟัลต์บนพื้นที
ที่รถพ่นแอสฟัลต์เข้าไปไม่ได้
อุปกรณ์วัดปริมาณการพ่นแอสฟัสต์ ประกอบด้วยล้อวัดความเร็ว (ล้อที่ห้า) ต่อสายเชื่อมไปยัง มาตรวัดความเร็วในเก๋งรถ มาตรวัดความเร็วนี้ต้องวัดความเร็วเป็นเมตรต่อนาที หรือฟุตต่อนาที พร้อม ทั้งนี้มีตัวเลขบอกระยะทางรวมที่รถวิ่ง
ถังบรรจุแอสฟัลต์บนรถ เป็นชนิดมีฉนวนหุ้มป้องกันความร้อน ภายในถังประกอบด้วยท่อนํา ความร้อนจากหัวเผา (หนึ่งหัวเผาหรือมากกว่า) มีแผ่นโลหะช่วยกระจายความร้อน มีท่อระบายแอสฟัลต์ ที่ถัง ต้องมีเครื่องวัดปริมาณแอสฟัลต์เป็นแบบไม้วัด หรือเข็มวัดบอกปริมาณหรือทั้งสองชนิด มีเทอร์โมมิเตอร์วัด อุณหภูมิเป็นแบบหน้าปัทม์ (Dial) หรือแบบแท่งแก้วหุ้มด้วยปลอกโลหะ (Armoured Thermometer) หรือทั้ง สองชนิด ที่อ่านได้ละเอียดถึง 1 องศาเซลเซียส
อุปกรณ์สําหรับเครื่องพ่นแอสฟัลต์ต่างๆเหล่านี้ ก่อนนําไปใช้งานต้องตรวจสอบให้อยู่ในสภาพ ใช้งานได้ดี การตรวจสอบและตรวจปรับอุปกรณ์ต้องดําเนินการตามวิธีที่กําหนด ซึ่งแอสฟัลต์ที่พ่นออกมา จะต้องมีปริมาณสม่ําเสมอตลอดความกว้างและความยาวและเมื่อตรวจสอบโดยวิธีทดสอบหาปริมาณแอสฟัลต์
ซีเมนต์ที่ลาดตามขวางและตามยาว
จะต้องถูกต้องตามข้อกําหนดกล่าวคือปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ลาดตาม ขวางคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ 17 และปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ลาดตามยาวคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ
15 ตามลําาดับ
4.7 เครื่องจักรและเครื่องมือทําความสะอาดพื้นที่ที่จะก่อสร้าง
4.7.1 รถบรรทุกน้ํา (Water Truck) ต้องอยู่ในสภาพดี มีท่อพ่นน้ําและอุปกรณ์ฉีดน้ําที่ใช้การได้ดี 4.7.2 เครื่องกวาดฝุ่น (Rotary Broom) อาจเป็นแบบลาก แบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองหรือแบบ ติดตั้งที่รถไถนา (Farm Tractor) หรือรถอื่นใด แต่ต้องเป็นแบบไม้กวาดหมุน โดยเครื่องกล ขนไม้กวาดอาจทํา ด้วยไฟเบอร์ ลวดเหล็ก ไนล่อน หวาย หรือวัสดุอื่นๆ ที่เหมาะสมโดยความเห็นชอบของผู้ควบคุมงาน ทั้งนี้ต้องมี ประสิทธิภาพพอที่จะทําให้พื้นที่ที่จะก่อสร้างสะอาด
4.7.3 เครื่องเป่าลม (Blower) เป็นแบบติดตั้งที่รถไถนาหรือรถอื่นใด มีใบพัดขนาดใหญ่ ให้กําลัง ลมแรงและมีประสิทธิภาพพอเพียงที่จะทําให้พื้นที่ที่จะก่อสร้างสะอาด
4.8 เครื่องมือประกอบ
4.8.1 เครื่องมือบดทับแบบสั่นสะเทือนขนาดเล็ก (Small Vibratory CoMpactor) ต้องมีขนาด น้ําหนักเหมาะสมที่จะใช้บดทับแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณที่รถบดไม่สามารถเข้าไปดําเนินการได้ หรือใช้ในงาน
ซ่อมขนาดเล็ก การใช้งานให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
4.8.2 เครื่องมือกระทั่งแอสฟัลต์คอนกรีต (Hand Tamper) ต้องเป็นแบบและมีขนาดน้ําหนัก เหมาะสม ที่จะใช้กระทั่งอัดแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณที่เครื่องบดทับขนาดเล็กเข้าไปบดทับไม่ได้ หรือใช้งานซ่อม ขนาดย่อย การใช้งานให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
4.8.3 เครื่องมือตัดรอยต่อ อาจเป็นแบบติดกับรถบดล้อเหล็กหรือเป็นแบบรถเข็นขนาดเล็ก หรือ จะมีทั้ง 2 แบบก็ได้ หรือมีแบบอื่นๆ ซึ่งสามารถตัดแนวรอยต่อได้เรียบร้อย ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุม
งาน
13
4.8.4 เครื่องมือเจาะตัวอย่าง อาจเป็นชนิดใช้เครื่องยนต์หรือใช้ไฟฟ้าที่สามารถใช้เจาะตัวอย่างที่มี
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 มิลลิเมตร ได้อย่างเรียบร้อย
4.8.5 ไม้บรรทัดวัดความเรียบ (Straight-edge) ต้องเป็นไม้บรรทัดวัดความเรียบที่มีขนาด
เหมาะสม มีความยาว 3.00 เมตร
เครื่องจักร เครื่องมือ หรืออุปกรณ์อื่นใด นอกเหนือจากที่กําหนดไว้แล้วข้างต้น การนํามาใช้งาน และการใช้งานให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน - การเตรียมการก่อนการก่อสร้าง
5.1
การเตรียมสถานที่ตั้งโรงงานผสมและกองวัสดุ
สถานที่ตั้งโรงงานผสมและกองวัสดุจะต้องเหมาะสม มีบริเวณกว้างพอที่จะดําเนินการได้โดยสะดวก
นอกจากนั้นจะต้องจัดให้มีการระบายน้ําที่ดี อันจะเป็นการป้องกันมิให้มีน้ําท่วมกองวัสดุได้ พื้นที่สําหรับกอง วัสดุที่นํามาใช้งานจะต้องสะอาดปราศจากวัสดุไม่พึงประสงค์ เช่น วัชพืช สิ่งสกปรกอื่นๆ ควรรองพื้นด้วยวัสดุ หินหรือปูด้วยแผ่นวัสดุที่เหมาะสม สถานที่กองวัสดุจะต้องราบเรียบได้ระดับพอควร การกองวัสดุแต่ละ ขนาด จะต้องกองแยกไว้อย่างชัดเจน โดยการกองแยกให้ห่างกันตามสมควรหรือทํากุ้งกั้นไว้เพื่อป้องกันวัสดุที่ จะใช้แต่ละชนิด แต่ละขนาด ไม่ให้ปะปนกัน หรือปะปนกับวัสดุไม่พึงประสงค์อื่นๆ การกองวัสดุต้อง ดําเนินการให้ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้วัสดุเกิดการแยกตัวโดยการกองวัสดุเป็นชั้นๆ สูงชั้นละไม่เกินความสูงของ กองวัสดุกองเดี่ยวๆ เมื่อเทจากรถบรรทุกเทท้ายคันหนึ่งๆ ถ้าจะกองวัสดุชั้นต่อไปจะต้องแต่งระดับยอดกองให้ เสมอ และไม่ควรกองวัสดุสูงเป็นรูปกรวย
5.2 การเตรียมมวลรวมและวัสดุผสมแทรก
กองวัสดุที่ใช้ทุกชนิด จะต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้วัสดุเปียกน้ําฝน โดยการกองวัสดุในโรงที่มีหลังคา คลุม หรือคลุมด้วยผ้าใบหรือแผ่นวัสดุอื่นๆที่เหมาะสม หรือโดยวิธีอื่นใดที่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงาน วัสดุที่ใช้ทุกชนิดเมื่อป้อนเข้าโรงงานผสม ต้องไม่มีความชื้นเกินกําหนด ตามข้อแนะนําของบริษัทผู้ผลิตโรงงาน
ผสมที่ใช้งานนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อให้โรงงานผสมทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มวลรวมที่ใช้แต่ละชนิด ก่อนนําไปใช้งานจะต้องบรรจุอยู่ในกุ้งหินเย็น แยกกันแต่ละยุ่ง และการผสม มวลรวมแต่ละชนิดจะต้องดําเนินการโดยผ่านกุ้งหินเย็นเท่านั้น ห้ามนํามาผสมกันภายนอกยังหินเย็นในทุกกรณี
วัสดุผสมแทรก หากนํามาใช้จะต้องแยกใส่กุ้งวัสดุผสมแทรกโดยเฉพาะ การป้อนวัสดุผสมแทรกจะต้อง แยกต่างหากโดยไม่ปะปนกับวัสดุอื่นๆ และจะต้องป้อนเข้าห้องผสมโดยตรง
5.3 การเตรียมแอสฟัลต์ซีเมนต์
แอสฟัลต์ซีเมนต์ในถังเก็บแอสฟัลต์ซีเมนต์ต้องมีอุณหภูมิไม่สูงกว่า 100 องศาเซลเซียส เมื่อผสม กับมวลรวมที่โรงงานผสมจะต้องให้ความร้อนจนได้อุณหภูมิ 159 + 8 องศาเซลเซียส หรือมีอุณหภูมิที่แอสฟัลต์ ซีเมนต์ มีความหนืด 170 + 20 เซนติสโตกส์ (Centistokes)หรือมีอุณหภูมิตรงตามที่ระบุไว้ในสูตรส่วนผสม เฉพาะงาน การจ่ายแอสฟัลต์ซีเมนต์ไปยังห้องผสม จะต้องเป็นไปโดยต่อเนื่องและมีอุณหภูมิตามที่กําหนด สม่ําเสมอตลอดเวลา
5.4 การเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง
14
เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ทุกชนิดตามที่ระบุไว้ในข้อ 4 ที่นํามาใช้งานต้องมีสภาพใช้งาน ได้ดี โดยจะต้องผ่านการตรวจสอบและหรือตรวจปรับ ตามรายการและวิธีการที่กรมทางหลวงชนบทกําหนด และผู้ควบคุมงานอนุญาตให้ใช้ได้ก่อน เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ทุกชนิดต้องมีจํานวนพอเพียงที่จะ อํานวยให้การก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ดําเนินไปโดยต่อเนื่อง ไม่ติดขัดหรือหยุดชะงัก และในระหว่าง
การก่อสร้างจะต้องบํารุงรักษาให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอตลอดระยะเวลาทํางาน
5.5 การเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง
5.5.1 รองพื้นทาง พื้นทาง หรือไหล่ทาง จะต้องเรียบสม่ําเสมอ ได้ระดับและความลาดตาม รูปแบบก่อนทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับ กรณีรองพื้นทางหรือพื้นทางหรือไหล่ทางมีความเสียหายเป็นคลื่น เป็นหลุมบ่อ มีจุดอ่อนตัว (Soft Spot) หรือไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ให้แก้ไขให้ถูกต้องก่อนโดยได้รับความ เห็นชอบจากผู้ควบคุมงาน
5.5.2 ผิวทางลาดยางเดิม ที่จะทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับมีผิวหน้าไม่สม่ําเสมอ หรือเป็น คลื่น และไม่มีการทําชั้นปรับระดับ ให้ปรับแต่งให้สม่ําเสมอ ถ้ามีหลุมบ่อ รอยแตก จุดอ่อนตัวหรือความ เสียหายของชั้นทางใดๆ จะต้องตัด หรือขุดออก แล้วปะซ่อม หรือขุดซ่อมแล้วแต่กรณี แล้วบดทับให้แน่นและมี ผิวหน้าที่เรียบสม่ําเสมอ โดยให้มีระดับและความลาดถูกต้องตามแบบ วัสดุที่นํามาใช้จะต้องมีคุณภาพดี ขนาด และปริมาณวัสดุที่ใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะความเสียหายและพื้นที่ที่จะซ่อม
5.5.3 พื้นทางหรือไหล่ทาง ที่มี ไพรมโคท (Prime Coat )หลุดหรือเสียหาย ต้องแก้ไขใหม่ให้ เรียบร้อยตามวิธีการที่ผู้ควบคุมงานกําหนด แล้วทิ้งไว้จนครบกําหนดเวลาบ่มตัวของแอสฟัลต์ที่ใช้ซ่อมก่อน จึง ทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับได้
5.5.4 พื้นทางหรือไหล่ทางที่ทํา ไพรมโคท ทิ้งไว้ มีผิวหลุดเสียหายเป็นพื้นที่ต่อเนื่องมากเกินกว่าที่ จะซ่อมตามข้อ 5.5.3 ให้ได้ผลดี ให้พิจารณาคราด (Scarify) พื้นทางหรือไหล่ทางนั้น แล้วบดทับใหม่ให้ได้ความ แน่นตามที่กําหนด แล้วทําไพรมโคทใหม่ทิ้งไว้จนครบกําหนดเวลาบ่มตัวของแอสฟัลต์ที่ใช้ทําไพรมโคทก่อน จึง ทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับได้
5.5.5 พื้นทางหรือไหล่ทางที่ทําไพรมโคททิ้งไว้นาน โดยไม่ได้ทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตตาม ขั้นตอนการก่อสร้างปกติ แต่ไพรมโคทไม่หลุดเสียหายก่อนทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับอาจพิจารณาให้ ทําแทคโคท (Tack Coat) โดยให้ดําเนินการตาม มทช.227 : มาตรฐานงานแทคโคท (Tack Coat) ทั้งนี้ให้อยู่ ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
5.5.6 ในงานเสริมผิวทาง (Overlay) ด้วยแอสฟัลต์คอนกรีตบนผิวทางเดิมซึ่งเกิดการยุบตัว Sag and Depression) หรือเป็นแอ่งเฉพาะแห่ง แต่ไม่ใช่จุดอ่อนตัว ให้ดําเนินการดังนี้
(1) กรณียุบตัวหรือเป็นแองลีกไม่เกิน 30 มิลลิเมตร อาจแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะ ส่วนที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่งก่อน หรือจะปูรวมไปพร้อมกับการปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตก็ได้ โดยให้อยู่ในดุลย พินิจของผู้ควบคุมงาน แต่ทั้งนี้ความหนารวมที่ปูจะต้องไม่เกิน 80 มิลลิเมตร หากความหนารวมเกิน 80 มิลลิเมตร จะต้องแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบด้วยหรือเป็นแอ่งก่อน
(2) กรณียุบตัวหรือเป็นแอ่งลึกเกิน 50 มิลลิเมตร จะต้องแยกปูเสริมปรับระดับเฉพาะส่วน
ที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่งก่อน โดยให้ปูเป็นชั้นๆ หนาไม่เกินชั้นละ 50 มิลลิเมตร
15
การแยกปูเสริมปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่งด้วยแอสฟัลต์คอนกรีต นี้ให้บด
ทับด้วยรถบดล้อยางจนได้ความแน่นตามที่กําหนด แล้วจึงปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตต่อไป
5.5.7 รองพื้นทาง พื้นทาง ไหล่ทาง หรือผิวทางลาดยางเดิมที่จะทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับ ต้องสะอาดปราศจากฝุ่น วัสดุสกปรก หรือวัสดุไม่พึงประสงค์อื่นๆ ปะปน
5.5.8 การทําความสะอาดรองพื้นทาง พื้นทาง ไหล่ทาง หรือผิวทางลาดยางเดิม ที่จะทําชั้นทาง แอสฟัลต์คอนกรีตทับ โดยการกวาดฝุ่น วัสดุหลุดหลวม ทรายที่สาดทับไพรมโคท สําหรับพื้นทางหรือไหล่ ทางออกจนหมดด้วยเครื่องกวาดฝุ่น ต้องปรับอัตราเร็วการหมุนและน้ําหนักกดที่กดลงบนรองพื้นทาง พื้นทาง ไหล่ทางหรือผิวทางลาดยางเดิมให้พอดี โดยไม่ทําให้รองพื้นทาง พื้นทาง ไหล่ทาง หรือผิวทางเดิมเสียหาย เสร็จ
แล้วให้ใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นหรือวัสดุที่หลุดหลวมออกจนหมด
5.5.9 กรณีที่มีคราบฝุ่นหรือวัสดุจับตัวแข็งอยู่ที่พื้นทาง ไหล่ทาง หรือผิวทางลาดยางเดิมที่จะทํา ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับ ให้กําจัดคราบแข็งดังกล่าวออกโดยการใช้เครื่องมือใดๆ ที่เหมาะสมตามที่ผู้ ควบคุมงานกําหนดหรือเห็นชอบ ขูดออก ล้างให้สะอาด ทิ้งไว้ให้แห้ง ใช้เครื่องกวาดฝุ่นกวาด แล้วใช้เครื่อง เป่าลมเป่าฝุ่นหรือวัสดุที่หลุดหลวมออกให้หมด
5.5.10 ผิวทางลาดยางเดิมที่มีแอสฟัลต์เยิ้ม ก่อนทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับจะต้องแก้ไขให้ เรียบร้อยก่อน โดยการปาดแอสฟัลต์ที่เยิ้มออก หรือโดยวิธีการอื่นใดที่เหมาะสมที่ผู้ควบคุมงานกําหนดหรือ
เห็นชอบ
5.5.11 ผิวทางลาดยางเดิมหรือชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตใดๆ ที่จะทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต
ทับ จะต้องทําแทคโคทก่อน โดยให้ดําเนินการตาม มทช.227 : มาตรฐานงานแทคโคท (Tack Coat)
5.5.12 ขอบของโครงสร้างคอนกรีตใดๆ หรือผิวหน้าตัดชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตเดิมที่ต่อเชื่อม กับ แอสฟัลต์คอนกรีตที่จะก่อสร้างใหม่ จะต้องทําแทคโคทก่อน โดยให้ดําเนินการตามมทช.227 มาตรฐานงาน
แทคโคท (Tack Coat)
5.5.13 ผิวพื้นสะพานคอนกรีตที่จะต้องปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต จะต้องขุดวัสดุยาแนวรอย แตกและรอยต่อส่วนเกินที่ติดอยู่ที่ผิวพื้นคอนกรีตให้หมด ล้างทําความสะอาดทิ้งไว้ให้แห้งแล้วใช้เครื่องเป่าลม เป่าฝุ่นออกให้หมด แล้วทําแทคโคท โดยให้ดําเนินการตาม มทช.227 : มาตรฐานงานแทคโคท (Tack Coat) - วิธีการก่อสร้าง
6.1 การควบคุมการผลิตส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่โรงงานผสม
การดําเนินการควบคุมการผลิตส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่โรงงานผสม มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
5.1.1 การควบคุมคุณภาพส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต มวลรวมและแอสฟัลต์ซีเมนต์ต้องมี คุณสมบัติตามข้อ 1 คุณภาพของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตต้องสม่ําเสมอตรงตามสูตรส่วนผสมเฉพาะงานที่ ได้กําหนดขึ้นสําหรับแอสฟัลต์คอนกรีตนั้นๆ สูตรส่วนผสมเฉพาะงานอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุผลในข้อ 3.5
และ ข้อ 3.6
6.1.2 การควบคุมเวลาในการผสมส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต โรงงานผสมต้องมีเครื่องตั้งเวลาและ ควบคุมเวลาแบบอัตโนมัติ ที่สามารถตั้งและปรับเวลาในการผสมแห้งและผสมเปียกได้ตามต้องการ
16
สําหรับโรงงานผสมแบบชุด ระยะเวลาในการผสมแห้งและผสมเปียกควรใช้ประมาณ 15 วินาที และ 30 วินาที ตามลําดับ
สําหรับโรงงานผสมแบบต่อเนื่อง ระยะเวลาในการผสมให้คํานวณจากสูตรตามข้อ 4.1.11 (3) ในการ ผสมส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตโดยโรงงานผสมทั้ง 2 แบบ ต้องได้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่สม่ําเสมอ ใน กรณีที่ผสมกันตามเวลาที่กําหนดไว้แล้ว แต่ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตยังผสมกันได้ไม่สม่ําเสมอตามต้องการ ก็ให้เพิ่มเวลาในการผสมขึ้นอีกก็ได้ แต่เวลาที่ใช้ในการผสมทั้งหมดต้องไม่เกิน 60 วินาที ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจ ของผู้ควบคุมงาน การกําหนดเวลาในการผสมของโรงงานผสมใดๆให้กําหนดโดยการทดสอบหาปริมาณที่ แอสฟัลต์เคลือบผิวมวลรวม ตามวิธีการทดสอบ AASHTO T 195 “Determining Degree of Particle Coating of Bituminous-Aggregate Mixtures” โดยให้ถือหลักเกณฑ์กําหนดตามตารางที่ 5
ตารางที่ 5 ปริมาณที่แอสฟัลต์เคลือบผิวมวลรวม
ปริมาณที่แอสฟัลต์เคลือบผิวมวลรวมร้อยละโดยพื้นที่
ไม่น้อยกว่า 90
ชั้นทาง แอสฟัลต์คอนกรีต
พื้นทาง
ผิวทาง รองผิวทาง ไหล่ทาง ปรับระดับ
ไม่น้อยกว่า 95
6.1.3 การควบคุมอุณหภูมิของวัสดุก่อนการผสมและอุณหภูมิของส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีต
(1) มวลรวม ก่อนการผสมต้องให้ความร้อนจนได้อุณหภูมิ 163 18 องศาเซลเซียส และมี ความชื้นไม่เกินร้อยละ 1 โดยมวล และขณะผสมกับแอสฟัลต์ซีเมนต์ จะต้องมีอุณหภูมิตรงตามที่ระบุไว้ในสูตร
ส่วนผสมเฉพาะงาน
(2) แอสฟัลต์ซีเมนต์ ขณะเก็บในถังเก็บรอใช้งานต้องมีอุณหภูมิไม่สูงกว่า 100 องศาเซลเซียส เมื่อจะผสมกับมวลรวมต้องให้ความร้อนเพิ่มจนได้อุณหภูมิ 159 +8 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิที่แอสฟัลต์ ซีเมนต์ มีความหนืด 170 +20 เซนติสโตกส์ (Centistokes) หรืออุณหภูมิตรงตามที่ระบุไว้ในสูตรส่วนผสม
เฉพาะงาน
(3) แอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมเสร็จ ก่อนออกจากห้องผสมจะต้องมีอุณหภูมิระหว่าง121-168 องศาเซลเซียส หรือตามที่ระบุไว้ในสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน ถ้ามีอุณหภูมิแตกต่างไปกว่าที่กําหนดนี้ ห้ามนํา
ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตดังกล่าวไปใช้งาน
(4) ต้องมีการบันทึกอุณหภูมิของมวลรวมที่ผ่านหม้อเผา อุณหภูมิของแอสฟัลต์ซีเมนต์ขณะก่อน ผสมกับมวลรวม และอุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน โดยใช้เครื่องบันทึก อุณหภูมิแบบอัตโนมัติ พร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ตลอดเวลา และผู้รับจ้างจะต้องส่งบันทึกรายการอุณหภูมิ ดังกล่าวประจําวัน แก่ผู้ควบคุมงานทุกวันที่ปฏิบัติงาน
(5) การวัดอุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่อยู่ในรถบรรทุก ต้องใช้เครื่องวัดอุณหภูมิที่ อ่านอุณหภูมิได้อย่างรวดเร็ว การวัดอุณหภูมิให้วัดผ่านรูที่เจาะไว้ข้างกระบะรถบรรทุกทั้ง 2 ด้าน ที่ประมาณ
17
กึ่งกลางความยาวของกระบะ และสูงจากพื้นกระบะประมาณ 150 มิลลิเมตร การวัดอุณหภูมิให้วัดจาก รถบรรทุกทุกคันแล้วจดบันทึกอุณหภูมิไว้
6.2 การขนส่งส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
การขนส่งส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตจากโรงงานผสมไปยังสถานที่ก่อสร้าง ต้องใช้รถบรรทุกที่เตรียมไว้แล้ว โดยถูกต้องตามข้อ 4.2 ในการขนส่งจะต้องมีผ้าใบ หรือแผ่นวัสดุอื่นใดที่ใช้ได้อย่างเหมาะสมคลุมส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีต เพื่อรักษาอุณหภูมิและป้องกันน้ําฝนหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ
6.3 การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต จะต้องใช้เครื่องปูที่ถูกต้องตามที่กําหนดในข้อ 4.3 โดยต้องผ่านการ ตรวจสอบ ตรวจปรับ และอนุญาตให้ใช้ได้แล้วจากผู้ควบคุมงาน การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต จะต้อง คํานวณความเร็วของเครื่องปูให้เหมาะสมกับกําลังผลิตของโรงงานผสม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ การปูจะต้อง ดําเนินการไปโดยต่อเนื่องมากที่สุด ด้วยความเร็วการปูที่สม่ําเสมอ ปริมาณส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่ออก จากเตารีดของเครื่องปู จะต้องมีปริมาณสม่ําเสมอตลอดความกว้างของพื้นที่ที่ปู โดยขณะปูควรป้อนส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีตจากกระบะบรรจุผ่านไปยังเกลียวเกลี่ยจ่ายทั้ง 2 ข้าง จนถึงส่วนเตารีดโดยสม่ําเสมอ มี ระดับส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตคงที่ และในการปฏิบัตินี้ให้เป็นไปโดยต่อเนื่องมากที่สุด ในส่วนของเตารีด อัตราเร็วการกระแทกของคานกระแทก และจํานวนรอบการสั่นสะเทือนของเตารีดแบบสั่นสะเทือนตลอดจน
ระยะเต้นจะต้องคงที่ และใช้ให้เหมาะสมกับชนิดลักษณะของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตความหนาของชั้นทาง และอื่นๆ ในการปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ผิวหน้าของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ขณะยังไม่ได้บดทับ จะต้องมีลักษณะผิวหน้าที่มีความเรียบ ความแน่น สม่ําเสมอทั้งทางด้านตามขวางและตามยาว โดยไม่มีรอยฉีก (Tearing) รอยเคลื่อนตัวเป็นแอ่ง (Shoving) การแยกตัวของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตหรือลักษณะความ เสียหายอื่นๆ ขณะปูหากปรากฏว่ามีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นให้รีบแก้ไขในทันที ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่ มีลักษณะจับตัวเป็นก้อนแข็ง ห้ามนํามาใช้
6.3.1 สภาพผิวชั้นทางก่อนการปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต จะต้องแห้ง ห้ามปูส่วนผสมแอสฟัลต์
คอนกรีตขณะฝนตกหรือเมื่อผิวชั้นทางที่จะปูเปียกชื้น
6.3.2 อุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตขณะปู ไม่ควรคลาดเคลื่อนไปจากอุณหภูมิเมื่อออกจาก โรงงานผสมที่กําหนดให้โดยผู้ควบคุมงาน เกินกว่า 14 องศาเซลเซียส แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ต่ํากว่า 120 องศา เซลเซียส การตรวจวัดอุณหภูมิแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปูแล้วบนถนน จะต้องดําเนินการเป็นระยะๆ ตลอดเวลาของ การปูหากปรากฏว่าอุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตไม่ถูกต้องตามที่กําหนด ให้ตรวจสอบหาสาเหตุและ
แก้ไขโดยทันที
6.3.3 การวางแนวก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ก่อนการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทุกชั้น จะต้องวางแนวขอบชั้นทางที่จะปูก่อน โดยการใช้เชือกขึงวางแนว และยึดติดกับพื้นที่ที่จะปูส่วนผสมแอสฟัลต์ คอนกรีตให้แน่น หรือวิธีการกําหนดแนวอื่นใดที่เหมาะสมตามที่ผู้ควบคุมงานเห็นชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ จะปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตช่องจราจรแรกของชั้นทางแต่ละชั้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ตรง แนวเรียบร้อยตามแบบ การดําเนินการนี้ไม่รวมถึงการปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตติดกับคันหิน (Curb) และร่อง ระบายน้ํา (Gutter) หรือส่วนของโครงสร้างใดๆ ที่มีแนวถูกต้องตามแบบอยู่แล้ว
18
6.3.4 ลําดับการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต การก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตนั้น จะต้อง ดําเนินการปูช่องจราจรหลักหรือทางตรงก่อน ส่วนช่องจราจรหรือบริเวณอื่นๆ เช่นทางแยก ทางเชื่อม ส่วน ขยาย หรือบริเวณย่อยอื่นๆ ให้ดําเนินการภายหลัง
6.3.5 การก่อสร้างรอยต่อตามขวาง รอยต่อตามขวางหมายถึง แนวก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ตามขวางที่ปลายแปลงก่อสร้างที่สิ้นสุดการก่อสร้างประจําวัน การก่อสร้างรอยต่อตามขวาง อาจดําเนินการได้
2 วิธี คือ
(1) การใช้ไม้แบบ โดยใช้ไม้แบบที่มีความหนาเท่ากับความหนาของชั้นทางที่ปู วางที่จุดสิ้นสุด ของการปูแต่ละแปลงให้ตั้งฉากกับแนวการปู
เมื่อปูแอสฟัลต์คอนกรีตถึงไม้แบบนี้ให้ปูเลยไปเป็นทางลาดที่มี
ความยาวเพียงพอที่จะไม่ทําให้ยวดยานสะดุดเมื่อแล่นผ่านและอาจอนุญาตให้ใช้ทรายรองพื้นส่วนลาดได้เพื่อ
ความสะดวกในการลอกแอสฟัลต์คอนกรีตส่วนที่เป็นทางลาดออก โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
(2) การใช้กระดาษแข็งสําเร็จรูปหรือแผ่นวัสดุสําเร็จรูปใดๆ ที่ใช้สําหรับทํารอยต่อตามขวาง โดยเฉพาะ ซึ่งใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์และผู้ควบคุมงานเห็นชอบ โดยนํามาวางที่จุดสิ้นสุดของการปูแต่ละ แปลงให้ตั้งฉากกับแนวการปู แล้วปูแอสฟัลต์คอนกรีตทับเป็นทางลาดที่มีความยาวเพียงพอที่จะไม่ทําให้ ยวดยานสะดุดเมื่อแล่นผ่าน
เมื่อจะปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตต่อจากรอยต่อตามขวางนั้น ก็ให้ยกไม้แบบ แผ่นกระดาษแข็ง หรือแผ่นวัสดุสําเร็จรูปนั้น รวมทั้งชั้นทางส่วนที่ปูเป็นทางลาดออกไป ตรวจสอบระดับด้วยไม้บรรทัดวัดความ เรียบ หากระดับหรือความหนาของชั้นทางส่วนใดไม่ถูกต้องตามแบบ ให้ตัดชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตส่วนนั้น
ออกไปจนถึงชั้นทางส่วนที่มีระดับและความหนาถูกต้องตามแบบด้วยเครื่องตัดรอยต่อแอสฟัลต์คอนกรีตให้ได้ แนวตรงและตั้งฉากโดยเรียบร้อย ก่อนที่จะปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตต่อไป ให้ทารอยต่อตามขวางนั้นด้วย แอสฟัลต์บางๆ เพื่อให้รอยต่อต่อเชื่อมกับชั้นทางที่จะปูใหม่ได้ดี การทารอยต่อด้วยแอสฟัลต์นี้ให้ดําเนินการ ตาม มทช.227: มาตรฐานงานแทคโคท (Tack Coat)
ในกรณีที่การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตหยุดชะงักด้วยเหตุใดก็ตามในระหว่างการก่อสร้าง ประจําวัน จนทําให้อุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณหน้าเตารีดลดลงต่ํากว่าที่กําหนด ก็ให้ทํา
รอยต่อตามขวางที่บริเวณนั้นด้วย โดยให้ตัดรอยต่อถึงบริเวณที่มีความหนาตามแบบและได้บดทับเรียบร้อย
แล้ว โดยตัดให้ตั้งฉากพร้อมกับตักส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตส่วนที่ตัดออกทิ้งไป ให้ทารอยต่อตามขวางนั้น ด้วยแอสฟัลต์บางๆ เพื่อให้รอยต่อ ต่อเชื่อมกับชั้นทางที่จะปูใหม่ได้ดี การทารอยต่อด้วยแอสฟัลต์ให้ดําเนินการ ตาม มทช.227 : มาตรฐานงานแทคโคท (Tack Coat)
การปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตต่อเชื่อมกับรอยต่อตามขวางในครั้งใดๆ เมื่อเริ่มปูส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีตไปได้กระบะแรก ให้ใช้ไม้บรรทัดวัดความเรียบตรวจสอบระดับที่รอยต่อ หากไม่ได้ระดับ
ตามที่กําหนด ให้ดําเนินการแก้ไขโดยด่วนขณะที่ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปูใหม่นั้นยังร้อนอยู่
ในการปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตแต่ละช่องจราจร รอยต่อตามขวางของการก่อสร้างชั้นทางที่ ช่องจราจรข้างเคียงต้องไม่อยู่ในแนวเดียวกัน โดยต้องก่อสร้างให้มีระยะห่างกันไม่น้อยกว่า 5 เมตร ทั้งนี้เพื่อ ไม่ให้เกิดเป็นจุดอ่อนทําให้เกิดความเสียหายภายหลังได้
ในกรณีที่ปูแอสฟัลต์คอนกรีตหลายชั้น รอยต่อตามขวางของแต่ละชั้นจะต้องห่างกันไม่น้อยกว่า
5 เมตร และจะต้องห่างจากรอยต่อตามขวางของช่องจราจรข้างเคียงไม่น้อยกว่า 5 เมตร ด้วย
19
6.3.6 การก่อสร้างรอยต่อตามยาว ในการปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตประกบกับชั้นทางช่องจราจร ข้างเคียงที่ได้ดําเนินการเรียบร้อยแล้วนั้น อาจทําได้ 2 วิธี คือ
(1) การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ให้เหลื่อมเข้าไปในชั้นทางช่องจราจรข้างเคียงที่ได้ ดําเนินการเรียบร้อยแล้ว 25-50 มิลลิเมตร แล้วดันส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตส่วนที่เหลื่อมเข้าไปนี้ให้ชนแนว รอยต่อ โดยให้สูงกว่าระดับที่ด้านนอกถัดไปให้มากพอที่เมื่อบดทับแล้ว รถบดจะไปอัดส่วนผสมแอสฟัลท์ติกคอ นกรีตตรงรอยต่อนั้นแน่นและเรียบได้ระดับสม่ําเสมอกับผิวชั้นทางที่ก่อสร้างประกบนั้น
(2) การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ให้เหลื่อมเข้าไปในชั้นทางช่องจราจรข้างเคียงที่ได้ ดําเนินการเรียบร้อยแล้ว 25-50 มิลลิเมตร คัดเม็ดวัสดุก้อนโตบริเวณที่เหลื่อมกันตรงรอยต่อนั้นออกทิ้งไป ซึ่ง เมื่อบดทับจะได้รอยต่อตามยาวที่แน่น ไม่ขรุขระ และเรียบได้ระดับสม่ําเสมอกับผิวทางที่ก่อสร้างประกบนั้น
ก่อนจะปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตใหม่ประกบกับชั้นทางของช่องจราจรที่ได้ดําเนินการ
เรียบร้อยแล้ว ให้ตัดแต่งรอยต่อตามยาวนั้นด้วยเครื่องมือตัดรอยต่อตามที่ระบุไว้ในข้อ 4.8.3 โดยตัดให้ตั้งฉาก กับชั้นทางที่ปูทับ และรอยต่อนั้นจะต้องตรงแนว เรียบร้อย คม ไม่ฉีกขาด เสร็จแล้วให้ทารอยต่อนั้นด้วย แอสฟัลต์บางๆ เพื่อให้รอยต่อ ต่อเชื่อมกันได้ดีกับชั้นทางที่ประกบ การทารอยต่อด้วยแอสฟัลต์นี้ ให้ดําเนินการ ตาม มทช.227 : มาตรฐานงานแทคโคท (Tack Coat)
ในการปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตหลายชั้น แต่ละชั้นให้ก่อสร้างให้มีรอยต่อตามยาวเหลื่อมกัน ไม่น้อยกว่า 150 มิลลิเมตร ถ้าเป็นชั้นทาง 2 ช่องจราจร รอยต่อตามยาวของชั้นทางชั้นบนสุดให้อยู่ในแนวขอบ
ช่องจราจรตามแบบ
การปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตหลายช่องจราจรพร้อมกัน โดยใช้เครื่องปูหลายเครื่อง การปูชั้น
ทางโดยเครื่องปูที่ตามหลัง ให้ปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตเหลื่อมเข้าไปในชั้นทางที่กําลังปูโดยเครื่องปูเครื่อง หน้า 25-50 มิลลิเมตร ในกรณีเช่นนี้ไม่จําเป็นต้องตัดรอยต่อตามยาว และไม่ต้องทําแทคโคท
6.3.7 การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตในทางโค้ง ให้ปูช่องจราจรด้านโค้งในก่อนไปตามลําดับจนถึง โค้งนอก แต่ถ้าก่อสร้างในฤดูฝนจะต้องดําเนินการก่อสร้างให้เสร็จเต็มโค้งโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันน้ําขังบนชั้น
ทาง
6.3.8 การตรวจวัดความหนาของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ให้ตรวจวัดความหนาของชั้นทางแอสฟัลต์ คอนกรีตที่ปูแล้วแต่ยังไม่ได้บดทับเป็นระยะๆ ช่วงละไม่เกิน 8 เมตร โดยให้ตรวจวัดความหนาตลอดความกว้าง ของชั้นทาง หากปรากฏว่าความหนาของชั้นทางคลาดเคลื่อนไปจากความหนาที่กําหนด ให้แก้ไขโดยทันที ขณะที่ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตยังมีอุณหภูมิตามที่กําหนด กรณีที่มีความหนาน้อยกว่าที่กําหนด ให้คราดผิว แล้วนําส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีคุณภาพถูกต้องมาปูเสริม เกลี่ยให้ได้ระดับสม่ําเสมอแล้วตรวจสอบระดับ
ให้ถูกต้อง
6.3.9 การปูสวนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตด้วยรถเกลี่ยปรับระดับ การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต บริเวณที่เครื่องปูไม่สามารถเข้าไปดําเนินการได้หรือไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปดําเนินการ อาจพิจารณาให้ใช้รถ เกลี่ยปรับระดับที่ถูกต้องตามที่ระบุไว้ในข้อ 4.4 ดําเนินการได้แล้วตรวจสอบด้วยไม้บรรทัดวัดความเรียบให้ได้
ระดับถูกต้อง ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
6.3.10 การปูด้วยแรงคน กรณีที่เป็นพื้นที่จํากัด หรือพื้นที่ที่ต้องการปรับระดับพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง และอื่นๆ ที่เครื่องปูและรถเกลี่ยปรับระดับเข้าไปดําเนินการไม่ได้ ไม่เหมาะสมหรือไม่สะดวกที่จะเข้าไป
20
ดําเนินการ อาจพิจารณาใช้คนปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตในบริเวณดังกล่าวได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ ควบคุมงาน ในการใช้คนดําเนินการนี้
ให้ใช้พลั่วตักส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตไปกองเรียงกันบนพื้นที่ที่ต้องการ ปู แต่ละกองเป็นกองเดี่ยวๆ ห้ามกองทับกันเป็นกองสูง เกลี่ยแต่งให้เรียบสม่ําเสมอ แล้วตรวจสอบด้วยไม้ บรรทัดวัดความเรียบให้ได้ระดับถูกต้อง
6.3.11 การตรวจสอบความเรียบในการปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ให้ดําเนินการตรวจสอบภาย หลังจากการบดทับเที่ยวแรก โดยใช้ไม้บรรทัดวัดความเรียบวางทาบไปบนผิวหน้าชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต หากต้องเสริมแต่งปรับระดับใหม่ ให้ดําเนินการขณะที่ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตยังมีอุณหภูมิตามที่กําหนด
6.4 การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต
การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตนั้น จะต้องใช้เครื่องจักรบดทับที่ถูกต้องตามที่กําหนดในข้อ 4.5
ไม่ติดขัด
และจะต้องมีจํานวนเพียงพอที่จะอํานวยให้การก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตดําเนินไปได้โดยปกติ หรือหยุดชะงัก เครื่องจักรปิดทับต่างๆ ดังกล่าว ก่อนนําไปใช้งานจะต้องผ่านการตรวจสอบ ตรวจปรับ ให้ เหมาะสมตามรายการและวิธีการตามที่กรมทางหลวงชนบทกําหนด และอนุญาตให้ใช้ได้จากผู้ควบคุมงาน
การบดทับจะต้องกระทําทันทีหลังจากการปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต และเริ่มบดทับขณะที่ ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตยังร้อนอยู่ โดยมีอุณหภูมิระหว่าง 120-150 องศาเซลเซียส เมื่อบดทับแล้ว จะต้อง ได้ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความแน่น ความเรียบสม่ําเสมอ ได้ระดับและความลาดตามแบบ ไม่มีรอยแตก รอยเคลื่อนตัวเป็นแอ่ง รอยคลื่น รอยล้อรถบด หรือความเสียหายของผิวชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตอื่นๆ
6.4.1 หลักการปิดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทั่วๆไป ในกรณีที่ข้อกําหนดไม่ได้ระบุวิธีการบดทับเป็น อย่างอื่น การบดทับให้พิจารณาดําเนินการตามหลักการบดทับดังนี้
ในเบื้องต้นให้บดทับรอยต่อต่างๆ ก่อนโดยทันที ต่อจากนั้นก็ให้บดทับขั้นต้น (Initial or Breakdown Rolling) โดยให้รถบดทับตามหลังเครื่องปูให้ใกล้ชิดเครื่องปูมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และในการ
บดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่กําลังบดทับต้องไม่มีรอยแตก ไม่มีส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตติดล้อรถบด ต่อไปเป็นการบดทับขั้นกลาง (Intermediate Rolling) โดยให้บดทับตามติดการบดทับในขั้นต้นให้ใกล้ชิดที่สุด เท่าที่สามารถจะทําได้ และต้องดําเนินการขณะที่ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตยังมีอุณหภูมิเหมาะสมที่จะทําให้ได้ ความแน่นตามที่กําหนด ต่อจากนั้นเป็นการบดทับขั้นสุดท้าย (Finish Rolling) ซึ่งจะต้องดําเนินการขณะที่ ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตยังมีอุณหภูมิที่รถบดจะสามารถลบรอยล้อรถบดทับที่ผ่านมาได้เรียบร้อย
ในการบดทับจะต้องเริ่มบดทับที่ขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตด้านต่ําหรือด้านขอบนอกก่อน
แล้วจึงค่อยๆ บดทับเหลื่อมเข้าไปสู่ด้านเส้นแบ่งกึ่งกลางถนน เว้นแต่การบดทับช่วงการยกโค้ง ซึ่งจะต้องบดทับ ทางด้านต่ําก่อน แล้วจึงบดทับเหลื่อมไปทางด้านสูง การบดทับแต่ละเที่ยวให้บดทับขนานไปกับเส้นแบ่งกึ่งกลาง ถนน และให้แนวบดทับเหลื่อมกัน (Overlap) ประมาณ 150 มิลลิเมตร แต่ถ้าบดทับแล้วเกิดเป็นคลื่นตามขวาง หรือส่วนผสมเคลื่อนตัวเป็นแอ่งก็ให้เปลี่ยนเป็นบดทับเหลื่อมกันครึ่งหนึ่งของความกว้างของล้อรถบด การหยุด รถบดแต่ละเที่ยวของการบดทับ ต้องไม่หยุดที่แนวเดียวกับรอยหยุดของรถบดเที่ยวก่อน แต่ควรหยุดรถบดให้ เหลื่อมกันเป็นระยะห่างพอสมควร
ในระหว่างการบดทับ หากมีส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตติดล้อรถบด ควรใช้น้ําหรือสาร สําหรับเคลือบล้อรถบดใดๆ ที่เหมาะสมที่ผู้ควบคุมงานเห็นชอบ พ่นล้อรถบดบางๆ เพียงเพื่อเคลือบผิวหน้าล้อ รถบดให้เปียกชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตติดล้อรถบด หากหมดความจําเป็นแล้วให้เลิกใช้
21
การบดทับรถบดจะต้องวิ่งด้วยความเร็วต่ําและสม่ําเสมอ โดยใช้ล้อขับ (Drive Wheel) นําหน้าให้ใกล้ชิดเครื่อง ปูมากที่สุด หากมีการเปลี่ยนความเร็วรถบดขณะปิดทับ จะต้องค่อยๆ เปลี่ยนความเร็วทีละน้อย ในช่องทางการ บดทับช่องทางใดๆ การบดทับเดินหน้าและถอยหลังให้อยู่ในแนวช่องทางการบดทับเดียวกัน ก่อนเดินหน้าและ ถอยหลังรถบดจะต้องหยุดนิ่งก่อน ถ้าเป็นรถบดสั่นสะเทือนจะต้องหยุดการสั่นสะเทือนก่อนด้วย การเปลี่ยน แนวช่องทางบดทับจะต้องค่อยๆ เปลี่ยน โดยให้ไปเปลี่ยนบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณที่ได้บดทับและ
เย็นตัวแล้ว ห้ามเปลี่ยนบนผิวชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่กําลังบดทับหรือที่ยังร้อนอยู่ การบดทับช่องทางบด ทับถัดไปจะต้องขนานกับช่องทางเดิม การจอดรถบดขณะปิดทับหรือบดทับเสร็จแล้ว ให้จอดบนผิวชั้นทาง แอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณที่เย็นตัวแล้ว ห้ามจอดบนผิวชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ยังร้อนอยู่ ถ้าในการบดทับ โดยการคราดส่วนผสมแอสฟัลต์
ทําให้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตเกิดการเคลื่อนตัวออกไปต้องแก้ไขโดยด่วน
คอนกรีตบริเวณดังกล่าวให้หลวม แล้วนําส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีคุณภาพและอุณหภูมิถูกต้องมาเพิ่ม
พร้อมกับแต่งระดับให้สม่ําเสมอได้ระดับถูกต้องแล้วจึงบดทับใหม่
6.4.2. ความเร็วของรถบดในการบดทับ ในการบดทับโดยทั่วๆ ไป รถบดจะต้องวิ่งด้วยความเร็วต่ําและ สม่ําเสมอ ความเร็วสูงสุดที่ใช้ในการบดทับขึ้นอยู่กับชนิดของรถบด อุณหภูมิ ชนิด ลักษณะ และความหนาของ ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ขั้นตอนการบดทับ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ความเร็วสูงสุดในการบดทับ สําหรับรถบดล้อเหล็กแบบไม่สั่นสะเทือน รถบดล้อเหล็กแบบสั่นสะเทือนซึ่งบดทับโดยไม่สั่นสะเทือน และรถบด ล้อยาง ในการบดทับขั้นตอนต่างๆ ควรจะเป็นไปตามตารางที่ 6
ตารางที่ 6 ความเร็วของรถบดในการบดทับ
ความเร็วของการบดในการบดทับ
ชนิดของรถบด
การบดทับบนต้น
การบดทับขันกลาง
การบดทับขั้นสุดท้าย
กม./ชม.
ไมล์/ชม.
กม./ชม.
ไมล์/ชม.
กม./ชม.
ไมล์/ชม.
รถบดล้อเหล็กชนิด 2 ล้อ
3
2
5
3
5*
3*
รถบดล้อยาง
5
3
5
3
8
5
รถบดสั่นสะเทือน**
4-5
2.5-3
4-5
2.5-3
1
หมายเหตุ
**
รวมถึงรถบดสั่นสะเทือนบดทับโดยไม่สั่นสะเทือน / ดูตารางที่ 7 ประกอบ
ความเร็วสูงสุดของการบดทับสําหรับรถบดสั่นสะเทือนที่มีความถี่ในการสั่นสะเทือนใดๆ ขึ้นอยู่
กับระยะกระแทกของล้อรถบด (Impact Spacing) ซึ่งตามปกติระยะการกระแทกของล้อรถบดจะน้อยกว่าความ หนาของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่บดทับแล้ว ในการบดทับระยะกระแทกของล้อรถบดไม่ควรน้อยกว่า 10 ครั้ง ต่อระยะทาง 300 มิลลิเมตร (หรือ33 ครั้งต่อระยะทาง 1 เมตร) ที่รถบดเคลื่อนตัวไป สําหรับความเร็วที่ เหมาะสมในการบดทับของรถบดสั่นสะเทือนที่ความถี่การสั่นสะเทือนใดๆที่ใช้และระยะกระแทกของล้อรถบดที่
กําหนด ควรจะเป็นไปตามตารางที่ 7
ความ การสั่นสะเทือน
เฮิรตซ์ (รอบต่อนาที)
ตารางที่ 7 ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็ว ความถี่ และจํานวนครั้งการกระแทก
(ช่วงที่ควรใช้อยู่ในกรอบเส้นทึบ)
จํานวนครั้งการกระแทกต่อระยะ 1 เมตร
(จํานวนครั้งการกระแทกต่อระยะ 1 ฟุต)
30 (1,800)
45.0
33.8
27.0
22.5
19.3
(13.6)
(10.2)
(8.2)
(6.8)
(5.8)
33 (2,000)
50.0
37.5
30.0
25.0
21.4
(15.2)
(11.4)
(9.1)
(7.6)
(6.5)
37 (2,200)
55.0
41.3
33.0
27.5
23.6
(16.7)
(12.5)
(10.0)
(8.3)
(7.1)
40 (2,400)
60.0
45.0
36.0
30.0
25.7
(18.2)
(13.6)
(10.9)
(9.1)
(7.8)
43 (2,600)
65.0
48.8
39.0
32.5
27.9
(19.7)
(14.8)
(11.8)
(9.8)
(8.4)
47 (2,800)
70.0
52.5
42.0
35.0
30.0
(21.2)
(15.9)
(12.7)
(10.6)
(9.1)
50 (3,000)
75.0
56.3
45.0
37.5
32.1
(22.7)
(17.0)
(13.0)
(11.4)
(9.7)
กม./ชม.
2.4
3.2
4.0
4.8
5.6
ความเร็ว | ไมล์/ชม.
1.5
2.0
2.5
3.0
3.5
รถบด
ม./นาที ฟุต/นาที 132
40.0
53.3
66.7
80.0
93.3
176
220
264
308
ที่
6.4.3 การทําแปลงทดลองเพื่อกําหนดรูปแบบของการบดทับ ก่อนเริ่มการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์ คอนกรีต เพื่อให้ใช้เครื่องจักรบดทับที่มีอยู่ได้ถูกต้องเหมาะสมต่องานและเกิดประโยชน์สูงสุด ควรทําแปลง ทดลองในสนามยาวประมาณ 100-150 เมตร เพื่อกําหนดรูปแบบของการบดทับ (Pattern of Rolling) ที่ เหมาะสมกับชนิด จํานวน สภาพเครื่องจักรที่นํามาใช้งาน โดยเมื่อบดทับเสร็จแล้วจะต้องได้ชั้นทางแอสฟัลต์ คอนกรีตที่มีความเรียบ ความแน่นสม่ําเสมอ ได้ระดับความลาดตามแบบ และมีคุณสมบัติอื่นๆ ถูกต้องตามที่ กําหนด การทําแปลงทดลองบดทับนี้ให้ดําเนินการแก้ไข ปรับการใช้งาน หรือเพิ่มจํานวนเครื่องจักรบดทับได้ แล้วแต่กรณี จนกว่าจะสามารถบดทับได้ถูกต้องตามที่กําหนด และผู้ควบคุมงานเห็นชอบแล้ว จึงนําไปใช้เป็น บรรทัดฐานในการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในงานนั้นๆ ต่อไป ในระหว่างการก่อสร้าง หากมีการ เปลี่ยนแปลงใดๆ เกี่ยวกับส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต หรือเครื่องจักรบดทับที่ใช้งานและอื่นๆ ผู้ควบคุมงาน อาจพิจารณาให้ปรับปรุงแก้ไขหรือทําแปลงทดลองในสนาม เพื่อทดลองหาความเหมาะสมใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
การกําหนดรูปแบบการบดทับที่เหมาะสมสําหรับเครื่องจักรบดทับชุดใด ที่ใช้งานนั้น ให้ผู้รับจ้าง
ดําเนินการทดลองบดทับ เพื่อกําหนดขนาดพื้นที่บดทับที่สัมพันธ์กับกําลังผลิตส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตของ โรงงานผสม อัตราการปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต และเพื่อทราบจํานวนเที่ยวการบดทับเต็มผิวหน้าชั้นทาง
22
23
แอสฟัลต์คอนกรีต (Coverage) จํานวนเที่ยวการบดทับซ้ําที่ช่องทางบดทับแต่ละช่อง (Pass) ความเร็วของรถ บดแต่ละชนิดในการบดทับและอื่นๆ
6.4.4 ลําดับขั้นตอนการบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต
(1) เมื่อปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตช่องจราจรแรก หรือเต็มผิวจราจรในคราวเดียว การบดทับ จะต้องดําเนินการตามลําดับดังนี้
ก. บดทับรอยต่อตามขวาง
ข. บดทับขอบผิวชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตด้านนอก
ค. บดทับขั้นต้น
ง. บดทับขั้นกลาง
จ. บดทับขั้นสุดท้าย
(2) เมื่อปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตหลายช่องจราจรพร้อมกัน หรือปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต
ใหม่ประกบกับช่องจราจรเดิมที่ได้ดําเนินการเรียบร้อยแล้ว
ทับจะต้องดําเนินการตามลําดับดังนี้
ก. บดทับรอยต่อตามขวาง
ข. บดทับรอยต่อตามยาว
หรือประกบกับแนวโครงสร้างใดที่มีอยู่แล้ว การบด
ค. บดทับขอบผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตด้านนอก
ง. บดทับขั้นต้น
จ. บดทับขั้นกลาง
2. บดทับขั้นสุดท้าย
6.4.5 การบดทับรอยต่อตามขวาง ให้ใช้รถบดล้อเหล็ก 2 ล้อ หรือรถบดสั่นสะเทือน แต่ให้บดทับโดยไม่ สั่นสะเทือน
สําหรับการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตช่องจราจรแรก ก่อนการบดทับรอยต่อตามขวาง
ควรใช้แผ่นไม้ที่มีความหนาเหมาะสม วางรองชิดขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณรอยต่อตามขวางทั้ง 2
ด้าน เพื่อรองรับล้อรถบดเวลาบดทับเลยขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตออกไป เป็นการป้องกันมิให้ขอบชั้น ทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปลายรอยต่อตามขวางเสียหาย เสร็จแล้วจึงบดทับรอยต่อตามขวาง โดยในการบดทับ เที่ยวแรกให้รถบดวิ่งบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และให้ล้อรถบดเหลื่อมเข้าไปใน บริเวณชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปูใหม่ ประมาณ 150 มิลลิเมตร ใช้ไม้บรรทัดวัดความเรียบตรวจสอบความ เรียบของรอยต่อ หากไม่ถูกต้องให้แก้ไขให้เรียบร้อยทันที และในการบดทับเที่ยวต่อๆ ไป ให้แนวบดทับค่อยๆ เลื่อนเข้าไปในบริเวณชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปูใหม่เที่ยวละ 150-200 มิลลิเมตร จนในที่สุดล้อรถบดจะเข้า ไปบดทับบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปูใหม่ทั้งหมด
สําหรับการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตช่องจราจรประกบกับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตช่อง
จราจรที่ได้ก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว การบดทับในครั้งแรกให้บดทับบริเวณปลายรอยต่อตามขวางด้านที่บรรจบกับ
รอยต่อตามยาว โดยให้บดทับขนานไปตามรอยต่อตามยาวเป็นระยะประมาณ 0.5-1 เมตร แล้วใช้ไม้บรรทัดวัด ความเรียบตรวจสอบความเรียบของรอยต่อ หากไม่ถูกต้องให้แก้ไขให้เรียบร้อยทันที ต่อจากนั้นให้เริ่มบดทับ
24
รอยต่อตามขวาง ก่อนบดทับควรใช้แผ่นไม้ที่มีความหนาเหมาะสม วางรองชิดขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต บริเวณรอยต่อตามขวางด้านนอก เสร็จแล้วให้บดทับรอยต่อตามขวาง โดยให้ดําเนินการตามวิธีการบดทับ
ดังกล่าวข้างต้น
6.4.6 การบดทับรอยต่อตามยาว รอยต่อตามยาวแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
(1) รอยต่อเย็นหรือรอยต่อเก่า (Cold Joint) หมายถึงรอยต่อตามยาวระหว่างช่องจราจรที่ได้ ก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต และบดทับเรียบร้อยแล้ว กับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตใหม่ที่ก่อสร้าง
ประกบกัน
ในการบดทับรอยต่อตามยาว เมื่อใช้รถบดล้อเหล็กชนิดไม่สั่นสะเทือน การบดทับเที่ยวแรกให้ ล้อรถบดส่วนใหญ่อยู่บนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว โดยให้ล้อรถบดเหลื่อมเข้าไปบนชั้นทาง แอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างใหม่ 100-150 มิลลิเมตร และในการบดทับเที่ยวต่อๆ ไป ให้ล้อรถบดค่อยๆ เลื่อน แนวบดทับเหลื่อมเข้าไปบนชั้นทางที่ก่อสร้างใหม่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งล้อรถบดทั้งหมดจะอยู่บนชั้นทางแอสฟัลต์ คอนกรีตที่ก่อสร้างใหม่ ในกรณีใช้รถบดสั่นสะเทือนบดทับ การบดทับจะต้องให้ล้อรถบดส่วนใหญ่อยู่บนชั้น ทางแอสฟัลต์คอนกรีต ที่สร้างใหม่ โดยให้ล้อรถบดเหลื่อมเข้าไปบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างสร้าง แล้ว 100-150 มิลลิเมตร และให้ดําเนินการบดทับซ้ําตามแนวบดทับดังกล่าว จนกระทั่งได้รอยต่อตามยาวที่ เรียบร้อยและได้ความแน่นตามที่กําหนด
(2) รอยต่อร้อนหรือรอยต่อใหม่ (Hot Joint) หมายถึงรอยต่อตามยาวของชั้นทางแอสฟัลต์ คอนกรีต ระหว่างช่องจราจร 2 ช่อง ที่ก่อสร้างพร้อมกัน โดยการปูด้วยเครื่องปู 2 ชุด
ในการบดทับรอยต่อตามยาวแบบนี้ให้ใช้รถบดล้อเหล็กเข้าบดทับพื้นที่บริเวณรอยต่อทั้ง 2 ข้าง ของรอยต่อตามยาว กว้างประมาณ 400 มิลลิเมตร ที่เว้นไว้ในการบดทับขั้นต้น การบดทับให้แนวรอยต่อ ตามยาวอยู่กึ่งกลางความกว้างของล้อรถบด โดยให้ปิดทับจนกว่าจะได้รอยต่อตามยาวที่เรียบร้อยและได้ความ
แน่นตามที่กําหนด
6.4.7 การบดทับขั้นต้น (Initiat or Breakdown Rolling) ภายหลังจากที่ได้บดทับรอยต่อต่างๆ เสร็จ เรียบร้อยแล้ว ให้ดําเนินการบดทับขั้นต้นเมื่อส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตมีอุณหภูมิไม่ต่ํากว่า 120 องศา เซลเซียส การบดทับให้ใช้ได้ทั้งรถบดล้อเหล็กแบบไม่สั่นสะเทือนหรือรถบดสั่นสะเทือน เครื่องจักรบดทับที่ใช้ ต้องถูกต้องตามข้อ 4.5 โดยน้ําหนักรถบด น้ําหนักบดทับ น้ําหนักต่อความกว้างของล้อรถบด ความถี่การ สั่นสะเทือน ระยะเต้นของล้อรถบด ความเร็วของรถบด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะต้องพิจารณาใช้ให้ เหมาะสมกับชนิด ลักษณะ ความคงตัว อุณหภูมิ ความหนาของชั้นทางที่ปู และสภาพของชั้นทางที่อยู่ภายใต้ที่ จะก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับ การบดทับให้เริ่มบดทับจากขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตด้านต่ํา หรือขอบชั้นทางด้านนอก ไปหาขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตด้านสูงหรือขอบชั้นทางด้านใน
การบดทับโดยใช้รถบดสั่นสะเทือน ควรใช้ความถี่การสั่นสะเทือน และระยะเต้นของล้อรถบดให้ เหมาะสม ความถี่การสั่นสะเทือนควรอยู่ระหว่าง 33-50 เฮิรตซ์ (2,000-3,000 รอบต่อนาที) และระยะเต้นของ ล้อรถบดควรอยู่ระหว่าง 0.2-0.8 มิลลิเมตร สําหรับการบดทับชั้นผิวทางหรือผิวไหล่ทางแอสฟัลต์คอนกรีต ควร ใช้ค่าความถี่การสั่นสะเทือนด้านสูง และใช้ค่าระยะเต้นด้านต่ํา แต่ถ้าเป็นชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ไม่ใช่ชั้น ผิวทางและมีความหนามากกว่า 50 มิลลิเมตร อาจใช้ค่าความถี่การสั่นสะเทือนด้านต่ํา และใช้ค่าระยะเต้นด้าน
25
สูงได้ อย่างไรก็ตามการใช้ค่าความถี่การสั่นสะเทือนและค่าระยะเต้นของล้อรถบดในการบดทับ ให้พิจารณาจาก
ผลการทําแปลงทดลองตามข้อ 6.4.3
การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนาน้อยกว่า 25 มิลลิเมตร ต้องพิจารณาความ เหมาะสมเป็นพิเศษ หากใช้รถบดล้อเหล็ก ไม่ควรบดทับโดยการสั่นสะเทือนหากจะใช้รถบดบดทับโดยการ สั่นสะเทือนก็ให้ใช้ค่าระยะเต้นของล้อรถบดด้านค่าต่ําโดยเมื่อบดทับแล้ว จะต้องไม่เกิดความเสียหายของชั้น ทางแอสฟัลต์คอนกรีต เช่น เกิดการยุบตัว ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงานก่อน
การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนาระหว่าง 25-50 มิลลิเมตร หากใช้รถบด สั่นสะเทือนบดทับ ควรใช้ค่าความถี่การสั่นสะเทือนด้านสูง และใช้ค่าระยะเต้นของล้อรถบดด้านต่ํา
การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนามากกว่า 50 มิลลิเมตร ด้วยรถบด
สั่นสะเทือน สําหรับการบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ไม่ใช่ชั้นผิวทาง อาจใช้ค่าระยะเต้นของล้อรถบดด้าน สูงได้ แต่สําหรับชั้นผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีต ควรจะใช้ค่าความถี่การสั่นสะเทือนด้านสูง และใช้ค่าระยะเต้น ของล้อรถบดด้านต่ํา
การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนามากกว่า 50 มิลลิเมตร และไม่มีแนว สิ่งก่อสร้าง เช่น คันหิน หรือชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างแล้วช่วยอัดด้านข้างไว้ หากบดทับตามวิธีการ ปกติแล้วปรากฏว่ามีการเคลื่อนตัวของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตด้านข้างให้เปลี่ยนวิธีการบดทับใหม่ โดยให้ รุ่นแนวบดทับเที่ยวแรกเข้าไปให้ห่างจากขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตประมาณ 300 มิลลิเมตร หลังจากนั้นให้
บดทับต่อไปตามปกติ เสร็จแล้วจึงกลับมาบดทับขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตส่วนที่เว้นไว้นั้นในเที่ยวสุดท้าย ของการบดทับเต็มหน้าเที่ยวแรกต่อไป
การก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต 2 ช่องจราจรพร้อมกัน การบดทับในขั้นต้นนี้ให้ ดําเนินการพร้อมกันทั้ง 2 ช่องจราจร โดยให้เว้นระยะของแนวบดทับให้ห่างจากรอยต่อร้อนหรือรอยต่อใหม่ของ แต่ละช่องจราจร ไว้ข้างละประมาณ 200 มิลลิเมตร พื้นที่แนวรอยต่อดังกล่าวนี้ ให้ดําเนินการบดทับตามข้อ 6.4.6 (2) ต่อเนื่องกันไป
6.4.8 การบดทับขั้นกลาง (Intermediate Rolling) ให้เริ่มดําเนินการบดอัดเมื่อชั้นทางแอสฟัลต์ คอนกรีตมีอุณหภูมิไม่ต่ํากว่า 95 องศาเซลเซียส การบดทับขั้นกลางควรดําเนินการตามรูปแบบการบดทับขั้นต้น โดยให้บดทับตามหลังการบดทับขั้นต้นให้ใกล้ชิดที่สุด และให้บดทับโดยต่อเนื่องไปจนกว่าจะได้ความแน่นตามที่ กําหนดและสม่ําเสมอทั่วทั้งแปลงที่ก่อสร้าง
การบดทับขั้นกลางตามปกติให้ใช้รถบดล้อยางเป็นหลัก โดยเฉพาะชั้นผิวทางและผิวไหล่ ทางแอสฟัลต์คอนกรีต ให้ปรับน้ําหนักรถบด และความดันลมยาง เพื่อให้ได้แรงอัดที่ผิวหน้าสัมผัสของล้อรถบด ที่เหมาะสมกับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่กําลังบดทับ
สําหรับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตอื่นๆ หรือชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนา มากกว่า 50 มิลลิเมตร ที่ไม่ใช่ชั้นผิวทางและผิวไหล่ทางแอสฟัลต์คอนกรีต อาจพิจารณาให้ใช้รถบดล้อเหล็ก
รถบดสั่นสะเทือนบดทับร่วมกับรถบดล้อยางด้วยได้ตามความเหมาะสม โดยรถบดต้องมีน้ําหนัก น้ําหนักบดทับ น้ําหนักต่อความกว้างของล้อรถบด ความถี่การสั่นสะเทือนระยะเต้นของล้อรถบด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เหมาะสมกับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่กําลังบดทับ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
26
6.4.9 การบดทับขั้นสุดท้าย (Finish Rolling) มีจุดประสงค์เพื่อลบรอยล้อรถบดที่ผิวหน้าและทําให้ ผิวหน้าเรียบสม่ําเสมอเท่านั้น
ทั้งนี้ให้เริ่มดําเนินการเมื่อชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตมีอุณหภูมิไม่ต่ํากว่า 66 องศา
เซลเซียส โดยให้ใช้รถบดล้อเหล็กแบบไม่สั่นสะเทือนหรือใช้รถบดสั่นสะเทือนแต่บดทับโดยไม่สั่นสะเทือน เท่านั้น รถบดต้องมีน้ําหนัก น้ําหนักบดทับ น้ําหนักต่อความกว้างของล้อรถบด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เหมาะสมกับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่กําลังบดทับ
6.4.10 การบดทับพื้นที่พิเศษ
(1) การบดทับบนพื้นที่ลาดชันสูง (Steep Grade) สําหรับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้าง บนพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง หรือในทางโค้งที่มีการยกโค้งสูง การบดทับโดยรถบดล้อเหล็กแบบไม่สั่นสะเทือน ให้ใช้ล้อตาม (Tiller Wheel) เดินหน้า โดยให้บดทับตามหลังเครื่องปู โดยใกล้ชิดที่สุด ไม่ว่าเครื่องจะปู ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตขึ้นทางลาดชันหรือปูลงตามทางลาดชันก็ตาม ในการบดทับโดยใช้รถบดสั่นสะเทือน นั้น การบดทับในเที่ยวแรกให้บดทับโดยไม่สั่นสะเทือน แต่หลังจากที่สวนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตของชั้นทางมี ความคงตัว (Stability) สูงขึ้นมากพอที่จะบดทับโดยการสั่นสะเทือนได้ ก็ให้บดทับต่อไปโดยการสั่นสะเทือน โดยให้ใช้ค่าระยะเต้นของล้อรถบดด้านต่ํา
(2)
(2) การบดทับบนพื้นที่ที่รถบดเข้าไปดําเนินการไม่ได้ (Inaccessible Area) สําหรับพื้นที่ที่ ก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่รถบดเข้าไปดําเนินการไม่ได้ เช่น บริเวณที่ชิดกับ คันหินและร่องระบายน้ํา สะพาน ขอบบ่อพัก และสิ่งกีดขวางอื่นๆ จะต้องใช้เครื่องจักรหรือเครื่องมือบดทับขนาดเล็กที่ถูกต้องตามข้อ 4.8.1 และหรือข้อ 4.8.2 การนํามาใช้ และการใช้งานให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
(3) การบดทับบริเวณทางแยก ทางเชื่อม (Belt Mouth Area) อาจดําเนินการได้ 2 วิธี คือ
ก. การบดทับทะแยงมุม ในขั้นแรกให้ดําเนินการบดทับในแนวทะแยงมุมก่อน ต่อจากนั้น
จึงบดทับขนานกับขอบทางโค้ง
ข. การบดทับขนาน ในขั้นแรกให้ดําเนินการบดทับในแนวขนาน โดยตั้งฉากกับแนวเส้น แบ่งกึ่งกลางทางแยกก่อนต่อจากนั้นจึงบดทับขนานกับขอบทางโค้ง
7. การตรวจสอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว
หลักเกณฑ์ในการตรวจสอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีอย่าง
น้อย 3 ประการดังต่อไปนี้
7.1 ลักษณะผิว (Surface Texture)
ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องได้ระดับและความลาดตามแบบ มี ลักษณะผิว และลักษณะการบดทับที่สม่ําเสมอ ไม่ปรากฏความเสียหาย เช่น แอสฟัลต์คอนกรีตที่ผิวหน้าหลุด (Pull) รอยฉีก (Torn) ผิวหน้าหลวมหรือแยกตัว (Segregation) เป็นคลื่น (Ripple) หรือความเสียหายอื่นๆ หากตรวจสอบแล้วปรากฏความเสียหายดังกล่าว จะต้องดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยตามที่ผู้ควบคุมงาน
เห็นสมควร
7.2 ความเรียบที่ผิว (Surface Tolerance)
27
เมื่อใช้ไม้บรรทัดวัดความเรียบตามข้อ 4.8.5 วางทาบบนผิวของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในแนวตั้งฉาก และในแนวขนานกับแนวเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนระดับผิวของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตภายใต้ไม้บรรทัดวัดความ
เรียบจะแตกต่างจากระดับของไม้บรรทัดวัดความเรียบได้ไม่เกิน 6 มิลลิเมตรและ 3 มิลลิเมตร ตามลําดับ
7.3 ความแน่น (Density)
การตรวจสอบรับรองความแน่นของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้จากการ
เปรียบเทียบค่าความแน่นของตัวอย่างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต กับค่าความแน่นของตัวอย่างที่บดอัดใน ห้องปฏิบัติการตาม มทช.(ท)607: มาตรฐานการทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีต โดยวิธีมาร์แชลล์ โดยคํานวณเป็น ค่าความแน่นร้อยละของค่าความแน่นของตัวอย่างที่บดอัดในห้องปฏิบัติการ ตามรายละเอียดดังนี้
7.3.1 การจัดเตรียมก้อนตัวอย่างแอสฟัลต์คอนกรีตในห้องปฏิบัติการ ให้เก็บตัวอย่างส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีต จากรถบรรทุกที่โรงงานผสมก่อนส่งออกไปยังสถานที่ก่อสร้าง โดยการสุ่มตัวอย่างจาก รถบรรทุกจากการผลิตส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตประจําวัน เป็นระยะๆ แล้วนําไปดําเนินการใน ห้องปฏิบัติการ โดยให้ได้ก้อนตัวอย่างอย่างน้อย 8 ก้อนตัวอย่างในแต่ละวันที่ปฏิบัติงาน ทดสอบหาค่าความ แน่น แล้วนําค่าความแน่นที่ทดสอบได้จากก้อนตัวอย่างทั้งหมดมาหาค่าเฉลี่ย เป็นความแน่นในห้องปฏิบัติการ ประจําวัน สําหรับใช้ในการคํานวณเปรียบเทียบเป็นค่าความแน่นร้อยละของตัวอย่างขั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ในสนาม
การเก็บตัวอย่างและการเตรียมตัวอย่างส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตให้ดําเนินการตามรายละเอียดและ
วิธีการที่กําหนด การทดสอบหาค่าความแน่นให้ดําเนินการตาม บทช.(ท)607 : มาตรฐานการทดสอบแอสฟัลต์ คอนกรีต โดยวิธีมาร์แชลล์ ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ในห้องปฏิบัติการ จะต้องตรงตามที่ระบุไว้ในสูตร ส่วนผสมเฉพาะงาน และมีอุณหภูมิในขณะบดอัดก้อนตัวอย่างตรงตามที่กําหนด สําหรับตัวอย่างส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีตที่ดําเนินการในห้องปฏิบัติการนั้นอนุญาตให้นําเข้าอบในเตาอบเพื่อรักษาอุณหภูมิไว้ได้นาน ไม่เกิน 30 นาที ในระหว่างดําเนินการถ้าอุณหภูมิของตัวอย่างส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตลดลงต่ํากว่าอุณหภูมิ การบดอัดที่กําหนด ให้นําตัวอย่างส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตดังกล่าวนั้นทิ้งไป ห้ามนําไปอบ เพื่อนํามาใช้บด
อัดทําก้อนตัวอย่างทดสอบอีกต่อไป
7.3.2 การจัดเตรียมก้อนตัวอย่างของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในสนาม ให้เจาะก้อนตัวอย่าง ตัวแทนของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในสนามที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยเครื่องเจาะตัวอย่างที่ถูกต้อง ตามข้อ 4.8.4 โดยให้เจาะเก็บก้อนตัวอย่างไม่น้อยกว่าจํานวน 1 ก้อนตัวอย่างทุกๆ ระยะทางประมาณ 250 เมตรต่อช่องจราจร หรือทุกๆ ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่นํามาใช้งานประมาณ 100 ตัน แล้วนําไปทดสอบหา ค่าความแน่นตาม บทช.(ท)607 : มาตรฐานการทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีต โดยวิธีมาร์แชลล์
สําหรับชั้นผิวทางชั้นรองผิวทาง และชั้นปรับระดับแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนาไม่น้อยกว่า
25 มิลลิเมตร ค่าความแน่นของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในสนามจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 ของค่าความ
แน่นเฉลี่ยของก้อนตัวอย่างจากห้องปฏิบัติการที่ใช้เปรียบเทียบประจําวัน
สําหรับชั้นพื้นทาง และผิวไหล่ทางแอสฟัลต์คอนกรีต ค่าความแน่นของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ในสนามจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 97 และ 96 ของค่าความแน่นของก้อนตัวอย่างจากห้องปฏิบัติการที่ใช้ เปรียบเทียบประจําวัน ตามลําาดับ
28
8. การอํานวยการและควบคุมการจราจรระหว่างการก่อสร้าง
ในระหว่างการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต จะต้องจัดและควบคุมการจราจรไม่ให้ผ่านชั้น
ทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างใหม่ จนกว่าชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตจะเย็นตัวลงมากพอที่เมื่อเปิดให้
การจราจรผ่านแล้วจะไม่ทําให้เกิดร่องรอยบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตนั้น โดยจะต้องติดตั้งป้ายจราจร พร้อมอุปกรณ์ควบคุมการจราจรอื่นๆ ที่จําเป็นตามที่กรมทางหลวงชนบทกําหนด พร้อมจัดบุคลากรเพื่อ อํานวยการจราจรให้ผ่านพื้นที่ก่อสร้างได้โดยสะดวกปลอดภัย และไม่ทําให้ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่
ก่อสร้างใหม่นั้นเสียหาย ระยะเวลาในการปิดและเปิดการจราจรให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
9. หนังสืออ้างอิง
9.1 กรมทางหลวง มาตรฐานที่ ทล. ม.408/2532 “แอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete or Hot-Mix Asphalt)”
9.2 American Society Of Testing Meterials Astm. Standard D-1559
9.3 The Asphalt Institute “Mix Design Methods For Asphalt Concrete And The Hot- Mix
Types" Manual Series No.2 (Ms-2)
**