จ้างก่อสร้างระหว่างดำเนินการ

ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานบำรุงถนนสาย นฐ.1048 แยกทางหลวงหมายเลข 4 - บ้านองครักษ์ อ.เมือง จ.นครปฐม

กรมทางหลวงชนบท 68029293560
฿25,000,000 ปีงบ 2568 ประกาศ 26 ก.พ. 2568 กรุงเทพมหานคร
รายละเอียดการจ้าง

เอกสารนี้เป็นคู่มือแบบงานบำรุงรักษาทางของกรมทางหลวงชนบท ครอบคลุมงานบำรุงรักษา 4 ประเภทหลัก ได้แก่:

  1. งานซ่อมจุดอ่อนตัวและรายการประกอบแบบ: รวมถึงรายละเอียดวิธีการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม เช่น DEEP PATCH, SKIN PATCH และ LEVELLING โดยเน้นการแก้ไขโครงสร้างทางที่ไม่แข็งแรงและการปรับระดับผิวทางให้สม่ำเสมอ

  2. งานซ่อมสร้าง: ประกอบด้วยงานซ่อมสร้างผิวลูกรัง ผิวทางเคพซีล และผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต รวมถึงวิธีการซ่อมสร้างโดยใช้ Pavement In-Place Recycling และงานซ่อมสร้างผิวคอนกรีต

  3. งานเสริมผิว/ฉาบผิว: ครอบคลุมงานเสริมผิวลูกรัง งานฉาบผิวสเลอรีซีล และงานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรีซีล โดยมีรายละเอียดวิธีการฉาบผิวและข้อกำหนดวัสดุ

  4. งานอื่นๆ: ได้แก่ การปรับปรุงทางเชื่อม รางระบายน้ําแบบรางตื้น และการตอกเสาเข็ม

แต่ละแบบงานจะมีรายละเอียดเฉพาะ เช่น ข้อกำหนดวัสดุที่ใช้ วิธีการก่อสร้างที่ถูกต้องตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท รวมถึงข้อควรระวังต่างๆ เพื่อให้ผู้รับจ้างสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามข้อกำหนด

English summary

This document is a maintenance work manual from the Department of Rural Roads, comprising 4 sub-categories: soft spot repair, reconstruction, overlay/surface treatment, and other works. It includes various design details such as original pavement repair methods, asphalt concrete overlay work, lateritic soil pavement reconstruction, slurry seal surface treatment, and junction improvements and drainage ditches. Each design includes material specifications, construction methods, and precautions to ensure contractors can proceed correctly according to standards.

สถานที่ดำเนินการ

ข้อมูลเชิงลึกของโครงการ

AI วิเคราะห์ ปลดล็อกแล้ว

เป้าหมายโครงการ

  • แก้ไขโครงสร้างทางที่ไม่แข็งแรง (SOFT SPOT)
  • แก้ไขเฉพาะผิวทางเดิมที่ชำรุดเสียหาย
  • ปรับระดับผิวทางเดิมให้ราบเรียบเสมอกับผิวทางบริเวณอื่นก่อนที่จะทำการฉาบผิวหรือเสริมผิว (OVERLAY)
  • ก่อสร้างโครงสร้างทางโดยใช้ลูกรังผสมน้ำยาเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพวัสดุเป็นผิวจราจร

ขอบเขตของงาน

  • งานชุดซ่อมผิวทางเดิม (DEEP PATCH): ขุดชั้นคันทางในบริเวณที่คันทางเดิมชำรุดเสียหาย (SOFT SPOT) และไม่สามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ ขุดรื้อลึกถึงชั้นที่เสียหาย แล้วเปลี่ยนวัสดุใหม่ที่มีคุณภาพมาแทนที่ แล้วทำการบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่นตามที่กำหนด
  • งานปะซ่อมผิวทางเดิม (SKIN PATCH): ซ่อมเพื่อแก้ไขเฉพาะผิวทางเดิมที่ชำรุดเสียหายเท่านั้น ความเสียหายไม่ลึกลงไปถึงโครงสร้างทาง ผิวทางที่มีรอยแตกร้าวแบบหนังจรเข้ (ALLIGATOR CRACKS) ที่มีรอยแตกร้าวกว้างไม่เกิน 3 มิลลิเมตร ผิวทางที่มีรอยแตกร้าว จากการกดไถ (SLIPPAGE CRACKS)
  • งานปรับระดับผิวทางเดิม (LEVELLING): ซ่อมเพื่อปรับระดับผิวทางเดิมให้ราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่นก่อนที่จะทำการฉาบผิวหรือเสริมผิว (OVERLAY) เป็นการปรับระดับผิวทางเท่านั้น ไม่ลึกลงไปถึงโครงสร้างทางหรือชั้นผิวทาง ผิวทางที่ทรุดตัวตามแนวขุดฝังท่อ (UTILITY CUT DEPRESSION) ผิวทางที่ยุบลงไปตามแนวร่องล้อ (RUT) ผิวทางที่ยุบเป็นแอ่งมีระดับต่ำกว่าบริเวณอื่น (DEPRESSION)
  • งานดินถมคันทาง: ใช้วัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มท. 201-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรองให้ใช้ได้แล้ว บดอัดแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Standard Proctor Density
  • งานชั้นรองพื้นทาง: ใช้วัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มทช.202-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรองแล้ว บดอัดเป็นชั้นๆ หนาไม่เกิน 20 ซม. และให้มีความหนาแน่นแต่ละชั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Modified Proctor Density
  • งานชั้นพื้นทาง: ใช้วัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุพื้นทาง ชนิดหินคลุก (มทช.203-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรองให้ใช้ได้แล้ว
  • งาน Prime Coat: ใช้วัสดุ MC-70 หรือ CSS-1 ปริมาณการใช้ 0.80-1.40 ลิตร/ตารางเมตร ผิวหน้าพื้นทางจะต้องสะอาดปราศจากฝุ่นและหินที่หลุดหรือวัสดุอื่นใด
  • งาน Tack Coat: ใช้วัสดุ CRS-2 ปริมาณการใช้ 0.10-0.30 ลิตร/ตารางเมตร จะต้องทำการกวาดฝุ่นและหินที่หลุดออกให้หมด
  • งานแอสฟัลติกคอนกรีต: พื้นผิวที่จะปูแอสฟัลติกคอนกรีตจะต้องทำการ Prime Coat ตาม มทช.225-2545 หรือ Tack Coat ตาม มทช.227-2545 ก่อน พื้นทางจะต้องสะอาดปราศจากฝุ่น หรือวัสดุไม่พึงประสงค์อื่นปะปน
  • งานผิวลูกรังผสมน้ำยาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ (Soil Stabilizing Agent): ก่อสร้างขึ้นโครงสร้างทางโดยใช้ลูกรังผสมน้ำยาเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพวัสดุเป็นผิวจราจร ซึ่งจะก่อสร้างเป็นชั้นเดียวหรือหลายชั้น
  • งานผิวทางแบบ CAPE SEAL: ทำ DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชำรุดและโครงสร้างไม่แข็งแรงทำ เกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่น ตามที่กำหนด ขุดรื้อผิวทางและผิวไหล่ทางเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ
  • งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING ): ทำการขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหล่ทางเดิม โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING โดยผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง ตามที่กำหนดไว้ในแบบ
  • งานผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก: ทำการขุดรื้อผิวจราจรเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ ทำการเกลี่ยปรับไหล่ทางเดิม แล้วบดทับ รองพื้นทางด้วยทรายหยาบ ท่าผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก
  • งานฉาบผิวสเลอรี่ซีล: ทำ DEEP PATCHING ผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางที่ชำรุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง และถ้าระดับผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางไม่ดี ให้ทำ SKIN PATCHING หรือ Levelling ให้เรียบร้อยเสียก่อน ทำผิวทางและผิวใหล่ทางแบบ SLURRY SEAL และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
  • งานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่ซีล: ทำ DEEP PATCHING ผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางที่ชำรุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง และถ้าระดับผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางไม่ดี ให้ทำ SKIN PATCHING หรือ Levelling ให้เรียบร้อยเสียก่อน ทำผิวทางและผิวไหล่ทางแบบพาราสเลอรี่ซีล (TYPE 3) และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร

สิ่งที่ต้องส่งมอบ

  • ผิวทางที่ได้รับการซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างให้แข็งแรง
  • ผิวทางที่ได้รับการปรับระดับให้ราบเรียบสม่ำเสมอ
  • ผิวทางที่ได้รับการเสริมผิวหรือฉาบผิวด้วยวัสดุที่เหมาะสม
  • โครงสร้างทางที่ได้รับการก่อสร้างด้วยลูกรังผสมน้ำยาปรับปรุงคุณภาพ
  • การจัดการจราจรระหว่างการก่อสร้าง
  • แผนการปฏิบัติงาน
  • รายงานผลการทดสอบวัสดุ
  • การปรับปรุงทางเชื่อมและรางระบายน้ํา

ระยะเวลาดำเนินการ

  • ผู้รับจ้างจะต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา
  • ผู้รับจ้างจะต้องประสานกับผู้ควบคุมงานจัดส่งวัสดุงานทางภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา

คุณสมบัติผู้เสนอราคา

  • Eligibility Requirements: -
  • Standards Compliance:
    • วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มท. 201-2545)
    • วัสดุที่ใช้ในงานรองพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มทช.202-2545)
    • วัสดุในงานพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุพื้นทาง ชนิดหินคลุก (มทช.203-2545)
    • ยางแอสฟัลต์ Prime Coat เป็นชนิด MC-70 หรือ CSS-1 ตาม มทช.225-2545
    • ยางแอสฟัลต์ Tack Coat เป็นชนิด CRS-2 ตาม มทช. 227-2545
    • การทดสอบวัสดุแอสฟัลติกคอนกรีต ให้ทดสอบตาม มทช.(1)607-2545
    • ลูกรังที่ใช้ผสมน้ำยาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ ต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานลูกรังชนิดทำผิวจราจร (มท.206-2545)
    • ปูนซีเมนต์ที่ใช้ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.15
  • Experience: -
  • Previous Project Cost: -
  • Technical Capabilities:
    • มีเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องใช้ในการดำเนินงานทางด้าน วัสดุ และการก่อสร้าง
    • เครื่องจักรพาราสเลอรี่ซีลต้องเป็นเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ประกอบด้วย เครื่องผสม (Mixer) เครื่องฉีดน้ำ เครื่องฉาบ (Spreader) เครื่องสูบพาราแอสฟัลต์อิมัลชั่น น้ำและสารผสมเพิ่ม สายพานลำเลียงมวลรวมและวัสดุผสมแทรกไปยังเครื่องผสม ถังใส่มวลรวม (Aggregate Bin) ถังใส่วัสดุผสมแทรก (Filer Bin) ถังใส่น้ำและใส่พาราแอสฟัลต์อิมัลชัน ถังใส่สารผสมเพิ่ม (Additive Tank) อุปกรณ์ควบคุมอัตราส่วนผสมของวัสดุ
  • Personnel: -

เกณฑ์การพิจารณา

  • ไม่ได้ระบุเกณฑ์การประเมินราคา

ข้อกำหนดทางเทคนิค

  • DEEP PATCH: วัสดุตามชั้นคันทางเดิมหรือดีกว่า บดทับเป็นชั้นๆ หนาไม่เกิน 200 มิลลิเมตร ทดสอบความแน่นของการปิดทับ
  • SKIN PATCH: วัสดุ HOT MIX หรือ COLD MIX หรือวัสดุผิวทางชนิดเดิม เกลี่ยให้ได้ระดับ ปิดทับด้วยเครื่องบดอัดสั่นสะเทือน (VIBRATING ROLLER) หรือเครื่องจักรที่เหมาะสมจนราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น
  • LEVELLING: วัสดุ HOT MIX หรือ COLD MIX เกลี่ยให้ได้ระดับ บดทับด้วยเครื่องบดอัดสั่นสะเทือน (VIBRATING ROLLER) หรือเครื่องจักรที่เหมาะสมจนราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น
  • วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มท. 201-2545)
  • วัสดุที่ใช้ในงานรองพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มทช.202-2545)
  • วัสดุในงานพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุพื้นทาง ชนิดหินคลุก (มทช.203-2545)
  • ยางแอสฟัลต์ Prime Coat เป็นชนิด MC-70 หรือ CSS-1 ปริมาณการใช้ 0.80-1.40 ลิตร/ตารางเมตร
  • ยางแอสฟัลต์ Tack Coat เป็นชนิด CRS-2 ปริมาณการใช้ 0.10-0.30 ลิตร/ตารางเมตร
  • ผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต: อุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลติกคอนกรีตขณะปูไม่ควรคลาดเคลื่อนไปจากอุณหภูมิ เมื่อออกจากโรงงาน ผสมที่กําหนดเกินกว่า 14 % แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ต่ํากว่า 120 c
  • ผิวลูกรังผสมน้ำยาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ (Soil Stabilizing Agent): ลูกรังที่ใช้ผสมน้ำยาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ ต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตราฐานลูกรังชนิดทำผิวจราจร (มท.206-2545)
  • ผิวทางแบบ CAPE SEAL: ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BAS) ตาม มทช.223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความสึกหรอไม่มากกว่า 40% การปิดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80%
  • ผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE: ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม มทช. 223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความลึกหรอไม่มากกว่า 40% การบดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80%

เงื่อนไขสัญญา

  • ไม่ได้ระบุเงื่อนไขสัญญา

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • คำถาม: งาน DEEP PATCH คืออะไร และมีวิธีการก่อสร้างอย่างไร?

    • คำตอบ: งาน DEEP PATCH เป็นการซ่อมเพื่อแก้ไขโครงสร้างทางที่ไม่แข็งแรง โดยการขุดชั้นคันทางที่ชำรุดเสียหายออก แล้วเปลี่ยนวัสดุใหม่ที่มีคุณภาพมาแทนที่ จากนั้นทำการบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่นตามที่กำหนด
  • คำถาม: งาน SKIN PATCH เหมาะสำหรับผิวทางลักษณะใด?

    • คำตอบ: งาน SKIN PATCH เหมาะสำหรับซ่อมผิวทางเดิมที่ชำรุดเสียหายเท่านั้น โดยความเสียหายไม่ลึกลงไปถึงโครงสร้างทาง เช่น ผิวทางที่มีรอยแตกร้าวแบบหนังจรเข้ (ALLIGATOR CRACKS) ที่มีรอยแตกร้าวกว้างไม่เกิน 3 มิลลิเมตร
  • คำถาม: งาน LEVELLING มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

    • คำตอบ: งาน LEVELLING มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับระดับผิวทางเดิมให้ราบเรียบเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น ก่อนที่จะทำการฉาบผิวหรือเสริมผิว (OVERLAY)
  • คำถาม: วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?

    • คำตอบ: วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มท. 201-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรองให้ใช้ได้แล้ว
  • คำถาม: งาน Prime Coat และ Tack Coat มีความแตกต่างกันอย่างไร?

    • คำตอบ: Prime Coat ใช้กับผิวหน้าพื้นทาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ผิวหน้าพื้นทางสะอาดและปราศจากฝุ่น ส่วน Tack Coat ใช้ก่อนที่จะทำผิวชั้นต่อไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการยึดเกาะระหว่างชั้นผิวทาง
  • คำถาม: ผิวลูกรังผสมน้ำยาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ (Soil Stabilizing Agent) คืออะไร?

    • คำตอบ: คือการก่อสร้างโครงสร้างทางโดยใช้ลูกรังผสมน้ำยาเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพวัสดุเป็นผิวจราจร
  • คำถาม: งานผิวทางแบบ CAPE SEAL มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร?

    • คำตอบ: ทำ DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชำรุดและโครงสร้างไม่แข็งแรงทำ เกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่น ตามที่กำหนด ขุดรื้อผิวทางและผิวไหล่ทางเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ
  • คำถาม: งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING ) คืออะไร?

    • คำตอบ: ทำการขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหล่ทางเดิม โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING โดยผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง ตามที่กำหนดไว้ในแบบ
  • คำถาม: งานฉาบผิวสเลอรี่ซีล คืออะไร?

    • คำตอบ: ทำ DEEP PATCHING ผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางที่ชำรุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง และถ้าระดับผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางไม่ดี ให้ทำ SKIN PATCHING หรือ Levelling ให้เรียบร้อยเสียก่อน ทำผิวทางและผิวใหล่ทางแบบ SLURRY SEAL และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
  • คำถาม: พาราสเลอรี่ซีล (Para Slurry Seal) คืออะไร และมีกี่ชนิด?

    • คำตอบ: พาราสเลอรี่ซีล คือวิธีการฉาบผิวทางชนิดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน (Para Asphalt Emulsion) มวลรวม (Aggregate) วัสดุผสมแทรก (Mineral Filler) และสารผสมเพิ่ม (Additive) มี 3 ชนิด โดยมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน

เอกสารขอบเขตงาน (TOR) ฉบับเต็ม

{
1
DEPARTMENT OF!
ชนบท
OF RURAL
ROADS
กรมทางหลวงชนบท
กระทรวงคมนาคม
แบบงานบํารุงรักษาทาง
f
j
ภก.4010
1
อน.3023
เมษายน ๒๕๕๖
งานฉาบผิว
งานเสริมผิว
งานซ่อมสร้าง
ลําดับที
1
2
3
รายการแบบ
หมวดงานบํารุงรักษาทาง มี 4 หมวดย่อย
1 งานซ่อมจุดอ่อนตัวและรายการประกอบแบบ
สารบัญแบบงานบํารุงรักษาทาง
แบบเลขที่
รายละเอียดวิธีการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม
รายการประกอบแบบงานเสริมผิวและซ่อมสร้างผิวแอสฟัลติกคอนกรีต
ข้อกําหนดการก่อสร้างถนนลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
ประ101/56
U-102/56
u7-103/56
4
5
6
7
2 งานซ่อมสร้าง
งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง
งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง (ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ)
งานซ่อมสร้างผิวทางเคพซีล
งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
8 งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) (1/2)
บร-201/56
17-202/56
17-203/56
ปร-204/56
17-205/56
9
รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) (2/2)
17-206/56
10
งานซ่อมสร้างผิวคอนกรีต
17-207/56
3 งานเสริมผิว/ฉาบผิว
11
งานเสริมผิวลูกรัง
12
งานฉาบผิวสเลอรีซีล
13
งานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรีซีล (1/3)
14
วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรีซีล (2/3)
15
วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรีซีล (3/3)
16
งานเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต
ur-301/56
U7-302/56
ปร-303/56
ut-304/56
พร-305/56
UT-306/56
17
4 งานอื่นๆ
การปรับปรุงทางเชื่อม
18
รางระบายน้ําแบบรางตื้น
19 การตอกเสาเข็มหัวตัดขนาด 0.15x0.15 ม. ยาว 4.00 - 6.00 ม.
20 การตอกเสาเข็มหัวแหลมขนาด 0.15×0.15 ม. ยาว 4.00-6.00 ม.
U7-401/56
US-402/56
บร-403/56
บ7-404/56
COLD MIX หรือ HOT MIX
PRIME COAT
ผิวทาง
คันทางเดิม
หินคลุกชั้นพื้นทาง
ลูกรังกรณีที่ชั้นเสียหายลึกเกินชั้นพื้นทาง ขุดรื้อค้นทางเดิมถึงขั้นที่เสียหายแล้วบดทับ
DEEP PATCH
คันทางเดิม
ขุดรื้อผิวทางเดิมที่ชํารุด
PRIME COAT
COLD MIX หรือ HOT MIX
SKIN PATCH
ผิวทาง
LEVELLING
COLD MIX หรือ HOT MIX
TACK COAT
รายละเอียดวิธีการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม

  1. งานชุดซ่อมผิวทางเดิม (DEEP PATCH) เป็นการซ่อมเพื่อแก้ไขโครงสร้างทางที่ไม่แข็งแรง (SOFT) หมายถึง งานขุดชั้นคันทางในบริเวณที่ค้นทางเดิมชํารุดเสียหาย (SOFT SPOT) และไม่สามารถรับน้ําหนักบรรทุกได้ ต้องทําการขุดรื้อลึกถึงชั้นที่เสียหาย แล้วเปลี่ยนวัสดุใหม่ที่มีคุณภาพมาแทนที่ แล้วทําการบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่นตามที่กําหนด 1.1 วิธีการก่อสร้าง
    1.) ทําเครื่องหมายเพื่อแสดงขอบเขตบริเวณที่จะทําการซ่อมเป็นรูปเหลี่ยมทางเรขาคณิตตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  1. ขุดรื้อผิวทางและชั้นทางที่ชํารุดออกจนถึงชั้นโครงสร้างทางที่เสียหาย ตลอดความกว้างของชั้นทางหรือตามพื้นที่ที่เสียหายตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  2. ทําการปิดทับคันทางเดิมให้แน่นตามมาตรฐานของกรมทางหลวงชนบทของวัสดุคันทางนั้นๆ
  1. ลงวัสดุตามชั้นคันทางเดิมหรือดีกว่า แล้วใช้เครื่องจักรกลที่เหมาะสม ตีแผ่ เกลี่ยวัสดุ คลุกเคล้า ผสมน้ําโดยที่ประมาณว่าให้ปริมาณน้ําที่ OPTIMUM MOISTURE CONTENT + 3%
  1. เกลี่ยปรับแต่งวัสดุจนได้ที่ แล้วทําการบดทับด้วยเครื่องมือบดทับที่เหมาะสม บดทับจนสม่ําเสมอจนได้ความแน่นตามข้อกําหนด การก่อสร้างชั้นคันทางต้องก่อสร้างเป็นชั้นๆ โดยให้มีความหนาหลังบดทับชั้นละไม่เกิน 200 มิลลิเมตร และทดสอบความแน่นของการปิดทับ
  2. เกลี่ยปรับแต่งวัสดุให้ได้แนว ระดับ ความลาด ขนาดและรูปตัดตามแบบสายทางจนไม่มีหลุมบ่อ หรือวัสดุหลุดหลวมไม่แน่นอยู่บนผิว
  1. ทําการก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบที่กําหนด
  2. งานปะซ่อมผิวทางเดิม (SKIN PATCH) เป็นงานซ่อมเพื่อแก้ไขเฉพาะผิวทางเดิมที่ชํารุดเสียหายเท่านั้น ความเสียหายไม่ลึกลงไปถึงโครงสร้างทาง ผิวทางที่มีลักษณะความเสียหาย ที่จะต้องทําการปะซ่อม (SKIN PATCH) ได้แก่ผิวทางที่มีรอยแตกร้าวแบบหนังจรเข้ (ALLIGATOR CRACKS) ที่มีรอยแตกร้าวกว้างไม่เกิน 3 มิลลิเมตร ผิวทางที่มีรอยแตกร้าว จากการกดไถ (SLIPPAGE CRACKS) เป็นต้น
    2.1 วิธีการก่อสร้าง
    1.) ทําเครื่องหมายเพื่อแสดงขอบเขตบริเวณที่จะทําการซ่อมเป็นรูปเหลี่ยมทางเรขาคณิตตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  3. ขุดรื้อผิวทางเดิมที่เสียหาย ปัดกวาดบริเวณที่จะทําการซ่อมให้สะอาดและแห้งด้วยไม้กวาดหรือเครื่องเป่าลม
  4. Yin PRIME COAT
  5. กรณีต้องทําผิวทางให้ปูวัสดุ HOT MIX หรือ COLD MIX หรือวัสดุผิวทางชนิดเดิม แล้วเกลี่ยให้ได้ระดับ
  6. ปิดทับด้วยเครื่องบดอัดสั่นสะเทือน (VIBRATING ROLLER) หรือเครื่องจักรที่เหมาะสมจนราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น
  7. ทําการก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบที่กําหนด
  8. งานปรับระดับผิวทางเดิม (LEVELLING) เป็นงานซ่อมเพื่อปรับระดับผิวทางเดิมให้ราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่นก่อนที่จะทําการฉาบผิวหรือเสริมผิว (OVERLAY) เป็นการปรับระดับผิวทางเท่านั้น ไม่ลึกลงไปถึงโครงสร้างทางหรือชั้นผิวทาง ผิวทางที่มีลักษณะความเสียหายที่จะต้องทําการปรับระดับ (LEVELLING) ได้แก่ ผิวทางที่ทรุดตัว
    ตามแนวขุดฝังท่อ (UTILITY CUT DEPRESSION) ผิวทางที่ยุบลงไปตามแนวร่องล้อ (RUT) ผิวทางที่ยุบเป็นแอ่งมีระดับต่ํากว่าบริเวณอื่น (DEPRESSION) เป็นต้น
    3.1 วิธีการก่อสร้าง
    1.) ทําเครื่องหมายเพื่อแสดงขอบเขตบริเวณที่จะทําการซ่อมเป็นรูปเหลี่ยมทางเรขาคณิต
    ตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  1. ปัดกวาดบริเวณที่จะทําการซ่อมให้สะอาดและแห้งด้วยไม้กวาดหรือเครื่องเป่าลม
  2. ทํา TACK COAT
    กรมทางหลวงชนบท
    43
    ปูวัสดุ HOT MIX หรือ COLD MIX แล้วเกลี่ยให้ได้ระดับ
  1. บดทับด้วยเครื่องบดอัดสั่นสะเทือน (VIBRATING ROLLER)
    หรือเครื่องจักรที่เหมาะสมจนราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น
  1. ทําการก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบที่กําหนด
    สํานักนํารุงทาง
    แบบมาตรฐาน รายละเอียดวิธการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม
    Our Sundar imit 9.
    the
    แผ่นที่
    1
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-101/56 457
    ผู้อ้านวยการสานักฯ
    อธิบดี
    รายการประกอบแบบงานเสริมผิวและซ่อมสร้างผิวแอสฟัลติกคอนกรีต
  1. ผู้รับจ้างจะต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาต่อสํานักผู้ว่าจ้าง เพื่อที่จะทําการตรวจสอบและอนุมัติให้ใช้
    แผนการปฏิบัติงาน
  2. ผู้รับจ้างจะต้องประสานกับผู้ควบคุมงานจัดส่งวัสดุงานทางภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา เพื่อตรวจสอบหรือออกแบบผิวทาง
    ตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท
  3. งานดินถมคันทาง
    3.1 วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มท. 201-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรองให้ ใช้ได้แล้ว
    3.2 วัสดุที่จะทําการบดอัดแต่ละชั้นต้องผสมให้เข้ากันก่อน แล้วพรมน้ําตามจํานวนที่ต้องการ ใช้รถเกรดปาดเกลี่ยให้วัสดุมีความชื้นสม่ําเสมอ
    ก่อนทําการบดอัดแน่น
    3.3 การถมคันทางให้ถมเป็นชั้นๆ ชั้นหนึ่งๆ หนาไม่เกิน 20 เซนติเมตร ทุกขั้นต้องบดอัดแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Standard Proctor Density 4. งานชั้นรองพื้นทาง
    4.1 วัสดุที่ใช้ในงานรองพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มทช.202-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรอง ได้แล้ว
    4.2 บนผิวจราจรเดิม หรือคันทางใหม่ ถ้ามีหลุมจะต้องกลบและบดอัดให้แน่นก่อน แล้วจึงนําวัสดุรองพื้นทางมาเกลี่ยแผ่บดอัดเป็นชั้นๆ ชั้นหนึ่ง หนาไม่เกิน 20 ซม. และให้มีความหนาแน่นแต่ละชั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Modified Proctor Density
  4. งานชั้นพื้นทาง
    5.1 วัสดุในงานพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุพื้นทาง ชนิดหินคลุก (มทช.203-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรอง ให้ใช้ได้แล้ว
    5.2 บริเวณใดหรือช่วงใดพบว่าวัสดุพื้นทางเกิดการแยกตัว (Segregation) จากการเกลี่ยแผ่บดอัดจะต้องขุดคุ้ย (Scarify) ออกและผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันใหม่หากวัสดุที่ทําการคลุกเคล้าใหม่นั้นตรวจพบว่าคุณสมบัติไม่ถูกต้องตามข้อกําหนด จะต้องนําวัสดุนั้นออกและ
    5.3
    นําวัสดุที่มีคุณสมบัติที่ถูกต้องมาใส่แทน
    Control Test จะเก็บตัวอย่างทดสอบทุกๆ ระยะ 1,000 เมตร และทุกตําแหน่งที่วัสดุแปรเปลี่ยนการทดสอบเพียง Sieve Analysis และ Compaction เท่านั้น แต่ทั้งนี้ หากเกิดความสงสัยวัสดุตําแหน่งใด ผู้ควบคุมงานสามารถทดสอบทั้งหมดเหมือน General Test ได้ 5.4 ทดสอบความแน่นในสนาม (Field Density) จะทดสอบทุกระยะ 50 เมตรต่อ 1 หลุมตัวอย่าง หรือตามที่กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น
  5. งาน Prime Coat And.225-2545
    6.1
    ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด MC-70 หรือ CSS-1 ปริมาณการใช้ 0.80-1.40 ลิตร/ตารางเมตร
    6.2 ผิวหน้าพื้นทางจะต้องสะอาดปราศจากฝุ่นและหินที่หลุดหรือวัสดุอื่นใด โดยการกวาดและเป่าเศษวัสดุออก
  6. งาน Tack Coat มทร. 227-2545
    7.1 ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด CRS-2 ปริมาณการใช้ 0.10-0.30 ลิตร/ตารางเมตร
    1.2 ก่อนที่จะทําการ Tack Coat จะต้องทําการกวาดฝุ่นและหินที่หลุดออกให้หมดแล้วใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นออกให้หมด 7.3 เมื่อลาดยางแอสฟัลต์แล้วจะต้องทิ้งไว้ประมาณ 10-18 ชั่วโมง ก่อนที่จะทําผิวชั้นต่อไป
  7. งานแอสฟัลติกคอนกรีต
    8.1 พื้นผิวที่จะปูแอสฟัลติกคอนกรีตจะต้องทําการ Prime Coat ตาม บทช.225-2545 หรือ Tack Coat ตาม มทช.227-2545 ก่อน 8.2 พื้นทางจะต้องสะอาดปราศจากฝุ่น หรือวัสดุไม่พึงประสงค์อื่นปะปน
    8.3 พื้นทางเดิมที่เกิดการยุบตัว (Depression) หรือเป็นแอ่งเฉพาะแห่ง แต่ไม่ใช่จุดอ่อนตัว (Soft Spot) ถ้าแอ่งลึกไม่เกิน 30 มิลลิเมตร อาจแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัวหรือแอ่งก่อน หรือจะปูรวมไปพร้อมกันกับ การปูชั้นทางแอสฟัลติกคอนกรีตก็ได้ โดยให้อยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมงาน แต่ทั้งนี้ความหนารวมที่จะปูจะต้องไม่เกิน 80 มิลลิเมตร หากความหนาเกิน 80 มิลลิเมตร จะต้องแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่งก่อน ถ้าแอ่งลึกเกิน 50 มิลลิเมตร จะต้องปูเสริมปรับระดับเฉพาะส่วน ที่ยุบตัวก่อน โดยให้ปูเป็นชั้นๆ หนาไม่เกินชั้นละ 50 มิลลิเมตร
    8.4 ผิวพื้นสะพานคอนกรีตที่จะต้องปูแอสฟัลติกคอนกรีต จะต้องขุดวัสดุยาแนวรอยแตก และรอยต่อส่วนเกินที่ติดอยู่ที่ผิวพื้น คอนกรีตออกให้หมดล้างทําความสะอาดทิ้งไว้ให้แห้งแล้วใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นออกให้หมดแล้วก็ทํา Tack Coat
    ปูแอสฟัลติกคอนกรีต
    กอน
    8.5 อุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลติกคอนกรีตขณะปูไม่ควรคลาดเคลื่อนไปจากอุณหภูมิ เมื่อออกจากโรงงาน ผสมที่กําหนดเกินกว่า 14 % แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ต่ํากว่า 120 c
    8.6 ทําการเก็บวัสดุแอสฟัลติกคอนกรีตหน้างาน พื้นที่ 9,000 ตารางเมตร ต่อ 1ตัวอย่าง ทดสอบตาม มทช.(1)607-2545 เพื่อหาขนาดคละของมวลรวม และปริมาณแอสฟัลต์ซิเมนต์ที่ใช้
    8.7 การปูแอสฟัลติกคอนกรีตจะต้องได้ความหนาตามข้อกําหนด และผิวหน้าจะต้องมีความเรียบ ความแน่น สม่ําเสมอ ทั้งทางด้านตามขวามและตามยาว โดยไม่มีรอยฉีก (Tearing) รอบเคลื่อนตัวเป็นแอ่ง (Shaving) การแยกตัวของส่วนผสมหรือความเสียหายอื่นๆ เกิดขึ้น หากปรากฏว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นให้รีบแก้ไข
    ทันที ส่วนผสมที่มีลักษณะจับตัวกันเป็นก้อนแข็งห้ามนํามาใช้
    8.8 การบดอัดทับภายหลังจากที่ได้ปูแอสฟัลติกคอนกรีตลงบนผิวทางแล้ว ให้ปิดทับครั้งแรกด้วยรถบดล้อเหล็ก 2 ล้อ หรือ 3 ล้อ ที่มีน้ําหนักประมาณ 8-10 ตัน จํานวน 2 เที่ยว แล้วจึงตามด้วยรถบดล้อยางที่น้ําหนัก ประมาณ 10-12 ต้น ทันที เมื่อได้ความหนาแน่นตามที่ต้องการแล้ว ลบรอยร่องล้อด้วยรถบด ล้อเหล็ก 2 ล้อ อีกครั้งหนึ่ง
    9 การตรวจสอบแอสฟัลติกคอนกรีตที่ก่อสร้างแล้ว
    ลักษณะผิว (Surface Texture) จะต้องมีระดับความลาดตามแบบ มีลักษณะผิวและลักษณะการบดอัดที สม่ําเสมอ ไม่ปรากฏความเสียหาย เช่น ผิวหน้าหลุด (Pull) รอยฉีก (Tear) ผิวหน้าหลวมหรือแยกตัว (Segregation) เป็นคลื่น (Ripple) หรือความเสียหายอื่นๆ หากตรวจสอบแล้วปรากฏว่ามีความเสียหาย ดังกล่าวจะต้องดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยตามผู้ควบคุมงานเห็นสมควร ความหนาของผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีตให้เจาะตัวอย่างความหนาทุกๆ ระยะไม่เกิน 250 เมตร จํานวน 1 ก้อน ตัวอย่าง ความหนาไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ หากความหนาต่ํากว่าที่กําหนดให้เจาะตัวอย่าง จํานวน 3 ก้อน ตัวอย่างในแนวตั้งฉากกับถนน และก้อนตัวอย่างจะต้องห่างกันไม่น้อยกว่า 2.00 ม. ทั้งนี้ อนุญาตให้มีความหนาก้อนตัวอย่างต่ําสุดไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของความหนาที่กําหนดและนํามาหา ค่าเฉลี่ยความหนาจะต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ
    2.3 ความแน่น (Density) หลังจากที่ได้ทําการบดอัดแอสฟัลติกคอนกรีตบนผิวทางเรียบร้อยแล้วให้ทําการเจาะ
    ก้อนตัวอย่างเป็นตัวแทนของชั้นทางแอสฟัลติกคอนกรีตในสนามที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยเครื่องเจาะ เก็บตัวอย่างจํานวน 1 ก้อนตัวอย่าง ทุกๆ ระยะ 250 เมตร แล้วนํามาทดลองหาความหนาแน่น ซึ่ง จะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 ของค่า Marshall Density
    9.4 การซ่อมหลุมที่เจาะก้อนตัวอย่าง จะต้องทําความสะอาดหลุมให้เรียบร้อย และทําการ Tack Coat ก่อน ที่จะปะซ่อมด้วยแอสฟัลติกคอนกรีตที่มีอุณหภูมิไม่น้อยกว่า 120 °C ให้ผิวเรียบเสมอผิวทาง และ
    ได้ความหนาแน่นตามแบบกําหนด
    10 การอํานวยการและควบคุมการจราจรระหว่างก่อสร้าง ในระหว่างการก่อสร้างผิวจราจรแอสฟัลติกคอนกรีต ให้การจราจรผ่านแล้วจะไม่ทําให้เกิดรอยรอยบนผิวทางนั้น โดยต้องติดตั้งป้ายจราจรพร้อมอุปกรณ์ควบคุม ที่จําเป็นตามที่กรมทางหลวงชนบทกําหนดพร้อมจัดหาบุคลากร เพื่ออํานวยการจราจรให้ผ่าน จะต้องจัดและควบคุมการจราจรไม่ให้ผ่านผิวทางที่ก่อสร้างใหม่ จนกว่าผิวทางจะเย็นตัวลงมากพอที่จะเปิด
    การจราจรอื่นๆ
    พื้นที่ก่อสร้างได้โดยสะดวกปลอดภัย และไม่ทําให้ผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีตเสียหาย
    ระยะเวลาในการปิดจราจรให้อยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมงาน
    แผ่นที่
    สานักบ่ารุงทาง
    กรมทางหลวงชนบท
    Ens
    แบบมาตราน
    รายการประกอบแบบงานเสริมผิวและซ่อมสร้าง ผิวแอสฟัลตึกคอนกรีต
    2
    เขียนแบบ
    วิศวกร นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ
    แบบเลข ป7-102/56 69
    อธิบดี
    ผู้อ้านวยการสานัก
  8. ขอบข่าย
    ข้อกําหนดการก่อสร้างผิวลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    (Soil Stabilizing Agent)
    ผิวจราจรลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ (Soil Stabilizing Agent) หมายถึง การก่อสร้างขึ้นโครงสร้าง ทางโดยใช้ลูกรังผสมน้ํายาเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพวัสดุเป็นผิวจราจร ซึ่งจะก่อสร้างเป็นชั้นเดียวหรือหลายชั้น บนชั้นรองพื้นทาง หรือชั้นอื่นใดที่ได้เตรียมไว้ให้ถูกต้องตามข้อกําหนด และมีแนว ระดับ ความลาด ขนาด
    ตลอดจนรูปตัดตามที่ได้แสดงไว้ในแบบ
  9. วัสดุ 2.1 ลูกรัง
    ลูกรังที่ใช้ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ ต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตราฐานลูกรังชนิดทําผิวจราจร
    (มท.206-2545)
    2.2 น้ํา
    น้ําที่จะนํามาใช้ผสมหรือบ่มชั้นผิวจราจรลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ จะต้องสะอาด ปราศจาก สารต่างๆ เช่น น้ํามัน กรด ด่าง และอินทรียวัตถุหรือสารอื่นใด ที่จะเป็นอันตรายแก่ชั้นผิวจราจร ทั้งนี้จะต้อง ได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงานก่อนนําน้ํามาใช้งาน ห้ามใช้น้ําทะเลในการผสมหรือบ่มพื้นผิวจราจร 3. นํ้ายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    3.1 น้ํายาผสมลูกรังชนิดทําผิวจราจรเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติ จะต้องมีคุณสมบัติทางเคมีตามที่ผู้ผลิตกําหนด ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องส่งผลทดสอบที่รับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ พร้อมใบแสดงคุณสมบัติสินค้าต้นฉบับจากผู้ผลิต
    และปริมาณที่สั่งซื้อ ส่งให้ผู้ว่าจ้างพิจารณาอนุมัติก่อนนํามาใช้งาน
    3.2 อัตราส่วนผสมระหว่างน้ํายากับลูกรังเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุที่ใช้ให้เป็นไปตามที่ผู้ผลิตแนะนํา และให้ อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    3.3 รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะน้ํายาเคมี Soil Stabilizing Agent ที่ใช้ผสมวัสดุต้องเป็นชนิดที่ใช้ Stabilize วัสดุงานทาง โดยเฉพาะและมีคุณสมบัติดังนี้
    3.3.1 ต้องเป็นสารละลายน้ําและสามารถละลายได้ทั้งหมด ไม่มีกากในลักษณะแข็งเป็นก้อน
    3.3.2
    มีความหนืดอยู่เหนือเกณฑ์ที่สามารถจะเทจากภาชนะได้สะดวกในอุณหภูมิปกติ
    3.3.3 ไม่เป็นสารติดไฟ
    3.3.4 ไม่เป็นสารอันตราย
    3.3.5 ไม่เป็นสารพิษต่อร่างกาย
    3.3.6 ปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม
    3.3.7 มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ข้างต้นอย่างสม่ําเสมอเหมือนกันหมดทุกๆถัง
  10. เครื่องจักรเครื่องมือ
    ก่อนเริ่มงานผู้รับจ้างจะต้องเตรียมเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ ที่จําเป็นจะต้องใช้ในการดําเนินงานทางด้าน วัสดุ และการก่อสร้างไว้ให้พร้อมที่หน้างาน ทั้งนี้ต้องเป็นแบบ ขนาดอยู่ในสภาพที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ตามที่ผู้คุมงานเห็นสมควร
    ถ้าเครื่องจักรและเครื่องมือขึ้นใดทํางานไม่เต็มที่ หรือทํางานไม่ได้ผลตามวัตถุประสงค์ ผู้รับจ้างจะต้องทําการ แก้ไข หรือจัดหาเครื่องจักรและเครื่องมืออื่นใดมาใช้แทนหรือเพิ่มเติมก่อนที่จะดําเนินการชั้นผิวจราจร ทั้งนี้ให้อยู่ ใน ดุลยพินิจของผู้คุมงาน
  11. วิธีการก่อสร้าง
    การเตรียมงานและการก่อสร้าง
    5.1 หลังการบดอัดขึ้นดินถมคันทาง และ/หรือชั้นอื่นใด ได้ตามกําหนดแล้ว ให้นําวัสดุ ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่ ระบุเกลี่ยแผ่ออกอย่างสม่ําเสมอ แล้วบดอัดโดยใช้น้ําผสมน้ํายา Soil Stabilizing Agent ผสมรวมให้เข้ากันตามจํานวน ที่คํานวณได้จากปริมาณน้ําที่เหมาะสมที่สุด(OMC) หรือมากกว่าประมาณร้อยละ 1-2 แล้วจึงใช้รถเกรดปรับเกลี่ยแต่ง พร้อมบดอัดแน่นให้ได้ตามข้อกําหนด
    5.2 การบดอัดวัสดุผิวจราจรลูกรังให้บดอัดเป็นชิ้นๆหนาชิ้นละไม่เกิน 20 เซนติเมตร และแต่ละชิ้นให้มีความ แน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Modified proctor Density
    5.3 ในระหว่างการบดอัดหากระดับความชื่นต่ํากว่า OMC. สามารถผสมน้ําเพิ่มได้โดยไม่ต้องเพิ่มน้ํายา ปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    5.4 หากมีฝนตกระหว่างการก่อสร้างชั้นผิวจราจร จะต้องหยุดการก่อสร้างแล้วรอจนกว่าระดับความชื้นของ วัสดุอยู่สูงกว่า OMC.ประมาณร้อยละ 1-2 หากจําเป็นอาจต้องมีการกลับหน้าดินเพื่อตากให้แห้งเร็วขึ้น
    5.5 เมื่อทําการก่อสร้างผิวจราจรเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องมีหน้าเรียบสม่ําเสมอและมีระดับถูกต้องตามแบบ 5.6 ทําการบ่มให้มีความชื้นอยู่ตลอดเวลาโดยใช้วิธีการราดน้ําอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลา 7 วัน 6. การทดสอบวัสดุ
    ก่อสร้าง
    6.1 คุณสมบัติทั่วไปของลูกรัง ให้เป็นไปตามวิธีการทดสอบเพื่อให้ได้คุณสมบัติวัสดุตามมาตรฐานลูกรังชนิด
    ท่าผิวจราจร (มทช.206-2545)
    6.2
    ให้ทดสอบเปรียบเทียบการตกตะกอน(Sedimentation) ของวัสดุตัวอย่างที่ได้ปรับปรุงคุณภาพด้วยน้ํายา กับวัสดุตัวอย่างที่ไม่ได้ปรับปรุงคุณภาพด้วยน้ํายาฯ โดยต้องเสนอผลการทดสอบให้ผู้ควบคุมงานเห็นชอบก่อนนํามาใช้งาน ให้ทดสอบการเปรียบเทียบความหนาแน่นของการบดอัด (Compaction)ของวัสดุตัวอย่างที่ได้ปรับปรุง คุณภาพด้วยน้ํายากับวัสดุตัวอย่างที่ไม่ได้ปรับปรุงคุณภาพด้วยน้ํายา โดยต้องเสนอผลงานการทดสอบให้ผู้ควบคุมงาน
    6.3
    เห็นชอบก่อนนํามาใช้
    กรมทางหลวงชนบท สํานักน่ารุงทาง
    Our Show
    2m
    ..
    แผ่นที่
    3
    แบบแนะนําา
    ข้อกําหนดการก่อสร้าง ผิวลูกรังผสมนํ้ายาปรังปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงาน อนุมัติ
    ผู้อํานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่บ7-103/56 แพ
    ผู้อ้านวยการสานัก
    อธิบดี
    ผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    ระดับดินเดิม
    SIDE SLOPE
    4.0%
    ลําดับที่
    ผิวทางลูกรัง
    1
    2
    วัสดุคัดเลือก
    รายการ
    4.0%
    SIDE SLOPE
    ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวลูกรัง
  12. ชุดซ่อมผิวทางเดิมหรือโครงสร้างทางเดิมที่ชํารุดเสียหาย ปาดแต่งให้เรียบร้อยแล้ว
    ทําการบดทับ
  13. ลงวัสดุคัดเลือกบดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY เป็นช่วงๆ ตามตําแหน่งและปริมาณงานที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  14. ลงลูกรังผิวทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ลูกรังเสริมใหม่ CBR. + 30% หรือที่กําหนดไว้ในแบบ บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    วัสดุคัดเลือกเสริมใหม่ CBR. + 8% หรือที่กําหนดไว้ในแบบหรือไม่น้อยกว่าวัสดุคันทาง ณ บริเวณนั้น บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY นคันทางเดิม
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวลูกรัง
    อ้างถึง
    อ้างถึง
    ข้อกําหนด
    มาตรฐานวัสดุลูกรังชนิดทําผิวจราจร มทร.206-2545

    มาตรฐานวัสดุคัดเลือก มทช.204-2545
    หมายเหตุ
    1.รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิตและ ด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจ
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
    2.ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    3.ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
    5.ความหนาของผิวจราจรลูกรัง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
    6.งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    กรมทางหลวงชนบท สํานักนํารุงทาง
    For Shor
    im

    แผ่นที่
    …M
    4
    แบบแนะนํา งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-201/56 เท
    ผ านวยการสํานัก
    อธิบดี
    ระดับดินเดิม
    SIDE SLOPE
    ผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    4.0%
    4.0%
    SIDE SLOPE
    ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวลูกรัง
  15. ชุดซ่อมผิวทางเดิมหรือโครงสร้างทางเดิมที่ชํารุดเสียหาย ปาดแต่งให้เรียบร้อย
    แล้วทําการบดทับ
  16. ลงวัสดุคัดเลือก บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY เป็นช่วงๆ ตามตําแหน่งและปริมาณงานที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  17. ลงลูกรังผิวทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    ลูกรังเสริมใหม่ C.B.R. + 30% หรือที่กําหนดไว้ในแบบ ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติ Soil Stabilizing Agent ในอัตราไม่น้อยกว่า 0.02 ลิตร/ตร.ม. หรือตามที่ระบุไว้ในแบบ บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    วัสดุคัดเลือกเสริมใหม่ CB.R. > 8% หรือที่กําหนดไว้ในแบบหรือไม่น้อยกว่าวัสดุคันทาง ณ บริเวณนั้น บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    ดินคันทางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ขอกําหนด
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวลูกรัง (ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ)
    มาตรฐานวัสดุลูกรังชนิดทําผิวจราจร มทช.206-2545
    ลําดับที่
    รายการ
    1
    ผิวทางลูกรัง
    อ้างถึง
    2
    นํ้ายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ อ้างถึง
    3 วัสดุคัดเลือก
    อ้างถึง
    มาตรฐานวัสดุคัดเลือก
    ข้อกําหนดการก่อสร้างถนนลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    US-103/56
    มทช.204-2545
    หมายเหตุ
  18. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  19. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    .
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  20. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน
    สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
  21. ความหนาของผิวจราจรลูกรัง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
  22. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  23. น้ํายาเคมีที่ใช้ผสมวัสดุต้องเป็นน้ํายาเคมีเพื่อใช้ Stabilize ในวัสดุงานทาง และต้องได้รับการยอมรับว่าเคยใช้ก่อสร้างถนนของหน่วยงานของรัฐ
    กรมทางหลวงชนบท สํานักน่ารุงทาง
    แบบแนะป่า
    งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง (ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ)
    2m
    แผ่นที่
    5
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ
    ผู้อํานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ 19-202/56 แทน
    อ่านวยการสานัก
    อธิบดี
    ระดับดินเดิม
    SIDE SLOPE
    ไหล่ทาง
    ผิวจราจร
    ไหล่ทาง
    3.5 %
    3.5 %
    ทําผิวทาง และผิวไหล่ทางแบบ CAPE SEAL
    ทํา PRIME COAT พื้นทาง และพื้นไหลทาง
    SIDE SLOPE
    พื้นทาง และพื้นไหล่ทาง CRUSHED STONE SOL AGGREGATE TYPE BASE C.B.R. ≥80% บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY ขุดรื้อผิวทาง และผิวไหล่ทางเดิม ขนทิ้งแล้วบดทับ
    โครงสร้างทางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวทางเคพซีล
  24. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครงสร้าง ไม่แข็งแรงทําการเกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่น ตามที่กําหนด
  25. ทําการขุดรื้อผิวทางและผิวไหล่ทางเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ
  26. ลงหินคลุกพื้นทางและพื้นไหลทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95%
    MODIFIED PROCTOR DENSITY
  27. PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
  28. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ CAPE SEAL และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางเคล
    ลําดับที่
    รายการ
    1
    ผิวทาง และผิวไหล่ทาง CAPE SEAL
    2
    PRIME COAT
    3
    พื้นทาง BASE และพื้นไหลทาง

    4
    เล่นแบ่งทิศทางจราจร
    อ้างถึง อ้างถึง
    ข้อกําหนด
    มาตรฐานงานผิวจราจรแบบ CAPE SEAL
    มทช.233-2545
    มาตรฐานงานไพร์มโคท (PRIME COAT) มท .225-2545
    ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BAS) ตาม บทช.223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความสึกหรอไม่มากกว่า 40% การปิดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80% หรือเท่ากับที่แสดงในแบบรูปตัดโครงสร้างทาง มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
    อางลง
    หมายเหตุ
  29. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  30. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  31. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่
    กําหนดไว้ในแบบ
  32. ความหนาของหินคลุกพื้นทางและพื้นไหล่ทาง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 6. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    แผ่นที่
    กรมทางหลวงชนบท สํานักข่ารุงทาง
    &m
    6
    แบบแนะป่า งานซ่อมสร้างผิวทางเคฟล
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-203/56 แ
    ผู้อ้านวยการสานักฯ
    อธิบดี
    ระดับฝันเม
    SIDE SLOPE
    รายการ
    ไหล่ทาง
    2.5%
    2.5%
    ผิวจราจร

    2.5%
    ไหล่ทาง

2,5%
}
ทําผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
ทํา PRIME COAT พื้นไหลทาง พื้นไหล่ทาง CRUSHED STONE SOIL
AGGREGATE TYPE BASE, C.B.R. >80%
บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED
PROCTOR DENSITY
SIDE SLOPE
ท่าผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
ท่า PRIME COAT ฟันทาง
พื้นทาง CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE C.B.R. 80% บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR
DENSITY
ชุดซื้อผิวทางและไหล่ทางเดิม ขนทิ้งแล้วบดทับ โครงสร้างทางเดิม
รูปตัดโครงสร้างทาง
NOT TO SCALE
ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
ลําดับที่
1
ผิวทางและผิวไหล่ทาง ASPHALTIC CONCRETE อ้างถึง
4
2
PRIME COAT
อ้างถึง
3
พื้นทาง BASE และพื้น
และพื้นไหลทาง
4 เสนแบงทิศทางจราจร
ข้อกําหนด
มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE มาตรฐานงานไพร์มโคท (PRIME COAT)
มทช.225-2545
มท .230-2545
ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม มทร. 223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความลึกหรอไม่มากกว่า 40% การบดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80% หรือเท่ากับที่แสดงในแบบรูปตัดโครงสร้างทาง
อ้างถึง
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต

  1. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครง สร้างไม่แข็งแรงทําการเกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่น ตามที่กําหนด
  2. ทําการขุดรื้อผิวทางและผิวไหล่ทางเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ
  3. ลงหินคลุกพื้นทางและพื้นไหล่ทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95%
    MODIFIED PROCTOR DENSITY
  4. PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
  5. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    หมายเหตุ
  6. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  7. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  8. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    กําหนดไว้ในแบบ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1,2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ 5. ความหนาของหินคลุกพื้นทางและพื้นไหล่ทาง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 6. ความหนาของผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 7. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  9. แบบนี้ใช้ร่วมกับแบบเลขที่ บร-102
    กรมทางหลวงชนบท สํานักทํารุงทาง
    แบบแนะนําา งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
    Cuf Schnur
    2m
    แผ่นที่
    7
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่บ
    บร-204/56 แทน
    ผู้อ่านวยการสานัก
    อธิบดี
    ระดับในใน
    ไหล่ทาง
    slope
    SIDE SLOPE
    slope
    ผิวจราจร
    ไหล่ทาง
    slope
    slope
    ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    ทํา PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหล่ทาง
    SIDE SLOPE
    ทําการขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหล่ทางเดิม โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING
    โดยผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง ตามที่กําหนดไว้ในแบบ
    บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่ารับแรงอัด (UNCONFINED COMPRESSIVE STRENGTH) ไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ หินคลุกปรับระดับพื้นทางและพื้นไหลทาง
    โครงสร้างทางเดิม
    รายการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
    ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครงสร้าง ไม่แข็งแรงทําการเกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่นตาม
    ที่กําหนด
  10. ลงหินคลุกปรับระดับพื้นทางและพื้นไหล่ทาง บดอัดแน่นตามที่กําหนดไว้
    ในแบบ
  11. แบบทําการขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหลทางเดิม โดย วิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING
  12. PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
  13. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศ
    ทางจราจร
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING )
    ลําดับที่
    1
    รายการ
    หินคลุก
    น้ํา
    3
    ปูนซีเมนต์
    5
    7
    ขอกําหนด
    ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม มทร. 223-2545
    ค่า L. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความสึกหรอไม่มากกว่า 40% การบดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80%
    ต้องสะอาดปราศจากสารต่างๆ เช่น เกลือ น้ํามัน กรด ด่าง และอินทรีย์วัตถุ หรือ สารอื่นใด ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อคุณภาพของวัสดุที่ผสม
    มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.15 : มาตรฐานปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
    H
    การขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหลทางเดิม อ้างถึง รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT
    โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING
    ผิวทางและผิวไหล่ทาง
    อ้างถึง
    PRIME COAT
    อ้างถึง

    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    อ้างถึง
    H
    24
    IN-PLACE RECYCLING) และมาตรฐานงานหมุนเวียนวัสดุชั้นทางเดิมมาใช้ใหม่
    แบบในที (PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) มท..242-2555
    มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE
    มาตรฐานงานไพร์มโคท (PRIME COAT) มทช.225-2545
    มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
    .
    มทช.230-2545
    กรมทางหลวงชนบท
    สํานัก ารุงทาน
    แบบแนะนําา งานซ่อมสร้างผิวทางแอส ส กลอน
    (THE PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING ) (1/2)
    unit
    แผ่น
    8
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ บร-205/56 แน
    อ้านวยการสํานักข
    อธิบดี
    9
    รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING)
  14. ผู้รับจ้างจะต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาต่อสํานักผู้ว่าจ้าง เพื่อทําการตรวจสอบและอนุมัติให้ใช้แผนปฏิบัติงาน
  15. ผู้รับจ้างจะต้องประสานงานกับผู้ควบคุมงานเก็บตัวอย่างวัสดุส่งสํานักวิเคราะห์วิจัยและพัฒนา กรมทางหลวง ชนบทหรือหน่วยงานของทางราชการภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาเพื่อทําการออกแบบส่วน ผสมการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ เสนอต่อสํานักบํารุงทาง เพื่อทําการตรวจสอบ และผู้รับจ้างจะต้องให้ ข้อมูลในการสํารวจออกแบบ และรายละเอียดใดๆ ตามที่สํานักบํารุงทางกําหนด
  16. ทําการขุดซ่อม (DEEP PATCH) เพื่อการแก้ไขโครงสร้างชั้นทางเดิมที่ไม่แข็งแรง (SOFT SPOT) 4. กรณีที่โครงสร้างทางเสียรูป ทรุด หรือเป็นแอ่ง และแบบกําหนดให้ทําการเสริมหินคลุกปรับระดับให้ทํา การเสริมหินคลุกปรับระดับและปิดทับให้เรียบร้อยก่อนที่จะทําการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่
  17. ทําการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING โดยใช้เครื่องจักรขุดตัดรื้อชั้น ทางเดิมทําให้ร่วนซุยพร้อมกับคลุกเคล้าให้เข้ากับวัสดุที่ผสมเพิ่ม เช่น ปูนซีเมนต์หรือแอสฟัลต์หรือสารผสม เพิ่มอื่นใด แล้วบดทับให้ได้ความแน่นและมีค่ากําลังรับแรงอัด (UNCONFINED COMPRESSIVE STRENGTH) ตามที่กําหนด ในกรณีที่ใช้ปูนซีเมนต์ผสมเข้าไปในส่วนผสมจะต้องทําการบดทับให้แล้วเสร็จภายใน เวลา 2 ชั่วโมงนับจากเริ่มปูรีดออกมา
    5.1 การทดสอบความแน่นของการบดอัดขึ้นทาง ซึ่งได้จากการปรับปรุงชั้นทางเดิมโดยการผสมปูนซีเมนต์ นั้น จะต้องทําการบดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95 MODIFIED PROCTOR DENSITY ที่ได้จากการทดลอง ตัวอย่าง วัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ในห้องทดลองโดยทําการทดสอบทุกระยะ ประมาณ100 เมตร ตอ ความกวาง 1 ช่องจราจร หรือ ประมาณพื้นที่ 500 ตารางเมตร ต่อ 1 หลุมตัวอย่าง หรือตามที่ กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น
    5.2 การทดสอบกําลังรับแรงอัด ให้เตรียมแท่งตัวอย่างทดสอบโดยการเก็บตัวอย่างตัวแทนจํานวนไม่น้อยกว่า 3 ตัวอย่างต่อช่วงความยาวของการขุดตัด ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ด้วยการ ผสมปูนซิเมนต์และให้ถือว่าตัวอย่างตัวแทน 3 ตัวอย่างนี้เป็น 1 ชุดทดสอบ ภายหลังการบดอัดด้วยวิธี การทดลอง COMPACTION TEST แบบสูงกว่ามาตรฐาน ให้ดันตัวอย่างวัสดุมวลรวมผสมปูนซิเมนต์ออก จากแบบและบ่มไว้ในถุงพลาสติกเพื่อป้องกันมิให้ตัวอย่าง สูญเสียความชื้น เป็นระยะเวลานาน 7 วัน เมื่อครบ 7 วัน ให้นําตัวอย่างทดสอบแต่ละชุด (3 ตัวอย่าง) ออกจากถุงพลาสติกแช่น้ําไว้นาน 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงนําตัวอย่างวัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ไปทดสอบกําลังรับแรงอัดตามวิธีการทดลองที่ มทช.(ท) 303-2545 วิธีการทดลองเพื่อหาค่าแรงอัดแกนเดียว (UNCONFINED COMPRESSIVE TEST) โดยอนุโลม
    (ค่ากําลังรับแรงอัดเฉลี่ยของวัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ในช่วงงานก่อสร้างของแต่ละช่วง ต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ ทั้งนี้อนุญาตให้มีแท่งตัวอย่างที่มีกําลังรับแรงอัดต่ํากว่าที่ กําหนดไว้ในแบบได้ไม่เกิน 1 ก้อนแต่ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของค่าที่กําหนด)
    5.3 การทดสอบช้ําหากค่ากําลังแรงอัดตามข้อ 5.2 ต่ํากว่าที่กําหนด ผู้รับจ้างอาจขอให้เจาะเก็บแบ่งตัวอย่าง ช่วงที่เป็นปัญหาเพื่อนําตัวอย่างไปทดสอบกําลังรับแรงอัดใหม่ ผลการทดสอบกําลังรับแรงอัดโดยเฉลี่ย ของตัวอย่างทดสอบที่เจาะจากสนามจํานวน 3 ก้อน ที่อายุไม่เกิน 28 วัน จะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของกําลังรับแรงอัดที่กําหนดไว้ในแบบ จึงจะถือว่าการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ ซึ่งผสมปูนซีเมนต์ในช่วง นั้นใช้ได้ ทั้งนี้อนุญาตให้มีแท่งตัวอย่างที่มีกําลังรับแรงอัดต่ํากว่าร้อยละ 85 ของกําลังรับแรงอัดที่ กําหนดได้ไม่เกิน 1 ก้อน แต่ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของค่าที่กําหนดถ้าผล ตามที่กําหนดนี้ ถือว่าการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ซึ่งผสมปูนซีเมนต์ใช้ไม่ได้ ผู้รับจ้างจะต้องทําการก่อ สร้างโดยทําการปรับปรุงขั้นทางเดิม ในที่ซึ่งผสมปูนซีเมนต์อีกครั้งให้ได้มาตรฐานตามข้อกําหนด ผู้รับ จ้างจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการทดสอบช้ํา และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ใหม่ให้
    ได้ตามข้อกําหนด
    การทดสอบไม่ได้
    5.4 ค่าใช้จ่ายในการสํารวจ การตรวจสอบ การออกแบบส่วนผสมการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบส่วนผสมใหม่ ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบรวมถึงผลความเสียหายใดๆในสนาม ผู้รับจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น 5.5 การบ่มและการเปิดการจราจร ในกรณีที่เป็นการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ ซึ่งมีการผสมปูนซีเมนต์ หลังการก่อสร้างให้บ่มขึ้นทางนั้นโดยพ่นน้ําลงไปบนผิวหน้าของชั้นทางเพื่อให้ผิวหน้าชุ่มตามปกติตลอด ช่วงเวลาการบ่มขึ้นตลอดเวลาติดต่อกันนานอย่างน้อยที่สุด 3 วัน นับจากวันที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและอนุญาต
    ให้เปิดการจราจรได้
    ลําดับ
    รายการ
    1 หินคลุก
    2

3
कई
ปูนซิเมนต์
4 PRIME COAT
5
6
ผิวทางและไหล่ทาง
ASPHALTIC CONCRETE
เส้นแบ่งทิศทางจราจร
ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
ขอกําหนด
ต้องเป็นหินไม่รวม ( CRUSHED ROCK SOIL AGGREGATE TYPE BASE ) ตาม มท.203-2545 ค่า LL.ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PI. ไม่มากกว่า 6% ค่าความลึกหรอไม่มากกว่า 40% มีค่า CBR. ไม่น้อยกว่า 80%
ต้องสะอาดปราศจากสารต่างๆ เช่น เกลือ น้ํามัน กรด ด่าง และอินทรีย์วัตถุ หรือสารอื่นใดที่อาจ จะเป็นอันตรายต่อคุณภาพของวัสดุที่ผสม
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 15 : มาตรฐานปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
อ้างถึง " มาตรฐานงานไพร์มโค้ท ( PRIME COAT ) " มทช.225-2545
"
อ้างถึง · มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE : มทช.230-2545
อ้างถึง " มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
6. PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
7. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศทาง
จากร
8. คุณสมบัติของวัสดุ และ วิธีการก่อสร้างนอกเหนือจากที่ระบุให้เป็นไปตาม มาตรฐานงานก่อสร้าง มทส. 242-2555งานหมุนเวียนวัสดุชั้นทางเดิมมาใช้ใหม่
แบบในที (PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING)
หมายเหตุ

  1. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิตและด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับ
    สภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  2. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการ เพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้าสถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่เกินเขตทางหลวง โดยการ ดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความหนา เฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  3. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนิน การในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายในสายทาง ตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่กําหนดไว้ในแบบ
  5. ความลึกของการขุดกัด จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง
  6. ค่ารับแรงอัด (UNCONFINED COMPRESSIVE STRENGTH) จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
  7. ความหนาของผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
  8. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทําติดตั้งเครื่องหมายจราจรหลักกันโค้งหลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ใน
    แบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทําให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    แผ่นที่
    9
    กรมทางหลวงชนบท
    สํานักบําารุงทาง
    แบบมา คราน รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดย PAVEMENT IN PLACE RECYCLING) (2/2)
    9
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ
    ผู้อ่านวยการสานักฯ
    ola
    อธิบดี
    แบบเลขที่ บร-206/56 49%
    ไหล่ทาง
    ผิวจราจร
    ไหล่ทาง
    ระดับดินเดิม
    SIDE SLOPE
    ลําดับที่
    4.0%
    2.0%
    เกลี่ยปรับไหล่ทางเดิมแล้วบดทับ ประเภทวัสดุ และชนิดผิวไหล่ทาง ให้เป็นไปตามที่ผู้ออกแบบกําหนด ไว้ในแบบแต่ละสาย
    2.0%
    4.0%
    ผิวทางคอนกรีตเสริมเหล็ก
    SIDE SLOPE
    ( ความหนากําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง )
    -ทรายหยาบรองพื้น
    ขุดรื้อผิวจราจรเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ โครงสร้างทางเดิม

    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวคอนกรีต
    ข้อกําหนด
    แบบมาตรฐานการเสริมเหล็กและรอยต่อถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก
    แบบเลขที่ ถน-203
    มาตรฐานของประเภทวัสดุ และชนิดผิวไหล่ทาง ( ตามที่ผู้ออกแบบกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง )
    1
    2
    ใหล่ทาง
    รายการ
    รายการประกอบแบบ
    อ้างถึง

โดยใช้
3
ผิวทาง * คอนกรีต
อ้างถึง
4
เส้นแบ่งทิศทางจราจร
อ้างถึง
มาตรฐานงานทาง (มทร.) ฉบับปัจจุบัน
มาตรฐานงานผิวจราจรแบบคอนกรีต มทช.231-2545
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวคอนกรีต

  1. ทําการขุดรื้อผิวจราจรเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ
  2. ทําการเกลี่ยปรับไหล่ทางเดิม แล้วบดทับ
  3. รองพื้นทางด้วยทรายหยาบ
  4. ท่าผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก
  5. ประเภทวัสดุ และชนิดผิวไหล่ทางให้เป็นไปตามที่ผู้ออกแบบกําหนดไว้ในแบบ แต่ละสายทาง
    หมายเหตุ
  6. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  7. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  8. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1,2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
  9. ความหนาของผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็กและไหล่ทาง จะกําหนดในแบบ
    แต่ละสายทาง
  10. กรณีผิวจราจรกว้างตั้งแต่ 5.00 ม. ให้ดําเนินการก่อสร้างงาน
    LONGITUDINAL JOINT ในตําแหน่งกึ่งกลางผิว
  11. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    กรมทางหลวงชนบท สํานักน่ารุปทาน
    C he
    แผ่นที่
    ….
    10
    แบบแนะนําา งานซ่อมสร้างผิวคอนกรีต
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงาน อนุมัติ ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-207/56 แ

    อ่านวยการสานักฯ
    อธิบดี
    ครึ่งผิวจราจร
    ระดับดินเดิม
    SIDE SLOPE
    4.0%
    ลําดับที
    รายการ
    1 ผิวทางลูกรัง
    ผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    4.0%
    SIDE SLOPE
    ลูกรังเสริมใหม่ CB.R. 2 30% หรือที่กําหนดไว้ในแบบ บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95%MODIFIED PROCTOR DENSITY ผิวจราจรลูกรังเดิม ดินคันทางเดิม
    ขั้นตอนเสริมผิวลูกรัง
  12. ก่อนดําเนินการ ผู้รับจ้างจะต้องปาดแต่งผิวให้เรียบร้อยแล้วทําการบดทับ 2. เมื่อดําเนินการตามข้อ 1. แล้วให้เสริมลูกรังบดอัดแน่นให้มีความกว้าง ตามแบบที่กําาหนด
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ข้อกําหนดในการเสริมผิวลูกรัง
    ข้อกําหนด
    อ้างถึง มาตรฐานวัสดุลูกรังชนิดทําผิวจราจร มท .206-2545
    หมายเหตุ
  13. รายละเอียดตามรูปดัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  14. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เกินเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  15. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ

เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ขอ 1 2 และขอ 3 จะต้องให้ไดปริมาณงานตามที กําหนดไว้ในแบบ
5. ความหนาของผิวจราจรลูกรัง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
กรมทางหลวงชนบท
or Enhanc how 9.
แผ่นที่
11
แบบแนะนํา งานเสริมผิวลูกรัง
เขียนแบบ
วิศวกร นายช่าง
สํานักข่ารุณทาง
หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ 19-301/56
ผู้อ้านวยการสํานักฯ
อธิบดี
ระดับดินเดิม
SIDE SLOPE
ไหล่ทาง
Slope
ผิวจราจร
pe
Q
Slope
ไหล่ทาง
SIDE SLOPE
ขั้นตอนฉาบผิวสเลอรี่ ล

  1. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางที่ชํารุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง และถ้าระดับผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางไม่ดี ให้ทํา SKIN PATCHING หรือ Levelling
    ให้เรียบร้อยเสียก่อน
  2. ทําผิวทางและผิวใหล่ทางแบบ SLURRY SEAL
    (ชนิดจะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง) และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ทําผิวไหล่ทางแบบ SLURRY SEAL
    (ชนิดจะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง)
    ไหล่ทางลาดยางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ลําาดับที
    รายการ
    ข้อกาหนดในการฉาบผิวสเลอรี่มิล
    1 ผิวทางและฉาบไหล่ทาง SLURRY SEAL อ้างถึง
    2
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ทําผิวทางแบบ SLURRY SEAL (ชนิดจะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง)
    โครงสร้างทางเดิม
    ขอกําหนด
    มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบ SLURRY SEAL

อาง ง
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
มทช.232-2545
หมายเหตุ

  1. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  2. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  3. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
    5.ชนิดของผิวทาง SLURRY SEAL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง 6.งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    กรมทางหลวงชนบท
    Chr Buldur 9.
    แผ่นที่
    12
    แบบแนะนํา งานฉาบผิวสเลอรี่ ส
    จ่านักบําารุงทาง
    เขียนแบบ མིག
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ
    ผู้อํานวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ บร-302/56 6,1
    ผู้อ้านวยการสานัก
    อธิบดี
    ไหล่ทาง
    ผิวจราจร
    Slope
    Slope.
    ไหล่ทาง
    ระดับดินเดิน
    SIDE SLOPE
    ทําผิวไหล่ทางแบบพาราสเลอรี่ซิล (TYPE 3)
    ไหล่ทางลาดยางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    SIDE SLOPE
    ทําผิวทางแบบพาราสเลอรีซีล (TYPE 3) โครงสร้างทางเดิม
    ข้อกําหนดในการฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่ชิล
    ลําาดับที
    รายการ
    1
    ผิวทาง และผิวไหล่ทาง แบบพารา - สเลอรี่ปีล
    อ้างถึง
    2
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    อ้างถึง
    ข้อกําหนด
    วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรีซีล แบบเลขที่ บร-304 และ บร-305
    มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
    ขั้นตอนฉาบผิวสเลอรีซีล
  4. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางที่ชํารุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง และถ้าระดับผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางไม่ดี ให้ทํา SKIN PATCHING หรือ Levelling
    ให้เรียบร้อยเสียก่อน
  5. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบพาราสเลอรีซีล (TYPE 3) และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    หมายเหตุ
  6. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  7. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  8. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ 5. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  9. แบบนี้ใช้ร่วมกับแบบเลขที่ บร-304 และ บร-305
    กรมทางหลวงชนบท
    สํานักล่ารุงทาง
    แบบแนะนํ้า งานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่ได
    Lur Emr
    แผ่น
    2m
    13
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ
    ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ บร-303/56 แน
    อ่านวยการสํานัก
    อธิบดี
    วิธีการฉาบผิวทางแบบพาราสเตอรี่บิล (Para Slurry Seal)
    พาราสเตอรี่ ลเป็นวิธีการฉาบผิวทางชนิดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน (Para Asphalt Emulsion) มวลรวม (Aggregate) วัสดุผสมแทรก (Mineral Filler) และสารผสมเพิ่ม (Additive) ลักษณะผิวหน้า ไม่ลื่น ทนต่อการแปรเปลี่ยนของดินฟ้าอากาศและป้องกันน้ําซึม ในการก่อสร้างสามารถเปิดการจราจรได้ รวดเร็ว จึงเหมาะสําหรับพื้นที่ก่อสร้างทั่วไปและย่านชุมชน ใช้สําหรับฉาบเป็นชั้นผิวทาง ผิวไหล่ทาง ด้วย จุดประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดของส่วนผสมที่นํามาใช้
  10. วัสดุ
    1.1 แอสฟัลต์
    วัสดุที่ใช้ทําชั้นพาราสเลอรี่ชิลประกอบด้วย
    แอสฟัลต์ที่ใช้คือพาราแอสฟัลต์อิมัลชันเป็น Polymer Modified Asphalt Emulsion ชนิด Quick Set ซึ่งผลิตขึ้นมาจากแอสฟัลต์อิมัลชัน ชนิด css หรือ CSS-1 6 ผสมกับยางธรรมชาติ (Natural Rubber) โดยมี คุณลักษณะ ดังนี้
    tom
    No.
    Specification For Elastomeric Modified Asphalt Emulsion
    Propertice
    Elastomeric Modified CSS-1 or CSS-H (Quick Setting)
    Test Method
    Minimum
    Minimum
    Maximum
    Test on Emulsion

Viscosity,Saybolt Furol at 25 C
Sec.
20
100
มท.. neo4-2545
2.
Settlement 7 Days
% Wt.
15
ASTM D 244
3.
Storage Stabilty Test,24hrs.
A Ht
1.5
ASTM D 244
4.
Sieve Test (Retained on 20 Mesh)
X Wt.
0.1
ASTM D 244
5.
Particle Charge Test
X WI
Positive
Asphalt Content by Evaporation

  • WI.
    60

Solid Polymer Content

  • Wt.
    3.5
    Test on Residue

Softening Point
C
60
9.
Elastic Recovery
30
10.
Penetration,.25 6,100.5 sec.
0.34 mm.
40
100
11.
Ductility at 25 °C.2 cm/mim.
CI
40
12.
Solubility in Trichloroethylene

  • Hi
    97.5
    ASTM D 244
    ASTM 0 244
    Certificate
    ASTM D 36
    NLT 329/91
    มทส. ท609-2545
    undd0610-2545
    ASTM D 2042
  1. การใช้งาน
    พาราสเลอรี่ ลม สําหรับฉาบผิวทางแบ่งเป็น 3 ชนิด มีลักษณะแตกต่างกัน ตามที่กําหนดในตารางที่ 1 ซึ่งจะแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ขนาดคละของมวลรวม ปริมาณเนื้อยางที่ใช้และอัตราการ ใช้วัสดุการที่จะกําหนดให้ฉาบผิวพาราสเลอร์ชิลชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพผิวทางเดิม ปริมาณการจราจร และ
    วัตถุประสงค์ในการใช้งาน
    การฉาบผิวพาราสเลอรีซีลจะต้องเลือกชนิดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามความต้องการ ซึ่งได้แบ่งดังต่อไปนี้ 2.1 พาราสเลอรี่ชนิดที่ 1 เป็นชนิดที่มีความสามารถทรก มรอยแตกได้ ใช้สําหรับฉาบผิวทางโดยมี วัตถุประสงค์ดังนี้
  2. ยารอ แตก
    2.1.2 ฉาบเป็นผิวทาง กรณีต้องการปรับปรุง Texture ของผิวทางเดิมเล็กน้อย 2.1.3 ฉาบป้องกันการเกิด Oxidation หรือ Weathering ของผิวทางเดิม
    2.2 พาราสเลอรี่ ชนิดที่ 2 เป็นชนิด มิผิวหน้าหยาบกว่าชนิด 1 ใช้สําหรับฉาบผิวทางหรือผิวไหล่
    ทาง โดยมีประสงค์ดังนี้
    2.2.1 เพิ่ม Skid Resistance ของผิวทางเดิม
    2.2.2 ให้ผิวทางระบายน้ําออกไปได้รวดเร็ว
    2.2.3 ฉาบป้องกันการเกิด Oxidation หรือ Weathering ของผิวทางเดิม
    2.3 พาราสเลอรี่ ลชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่มีผิวหน้าหยาบที่สุด ใช้สําหรับฉาบผิวทาง ผิวไหล่ทาง โดยมี
    วัตถุประสงค์ดังนี้
    2.3.1 เพิ่ม Skid Resistance ของผิวทางเดิม
    2.3.2 ให้ผิวทางระบายนํ้าออกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
    2.3.3 ฉาบป้องกันการเกิด Oxidation หรือ weathering บนผิวทางเดิม
    2.3.4 ฉายปรับระดับได้เล็กน้อย
    2.3.5 ปรับแก้ Crown Slope
    ได้เล็กน้อย
    2.3.6 ฉาบปิดผิวทางเดิมทีหลุด (Roveling)
    ตารางที่ 1 ขนาดคละของมวลรวม
    ปริมาณเนื้อยางแอสฟัลต์และอัตราการฉาบพาราสเลอรี่
    ชนิดของพาราสเลอรี่แล
    ชนิดที่ 1 ชนิดที่ 2 ชนิดที่ 3
    ปริมาณผ่านตะแกรง ร้อยละโดยมวล
    ผ่านตะแกรงขนาด
    9.500 มม. (3/8 นิ้ว
    100
    100
    4.750 มม. (เบอร์ 4)
    100
    90-100
    70-90
    2.360 มม. เบอร์ 8
    90-100 65-90
    45-70
    1.180 มม. (เบอร์ 10
    65-90 45-70
    28-50
    0.600 3131 (LUBS 30)
    40-60
    30-50
    19-34
    0.300 มม. เบอร์ 50)
    25-42
    18-30
    12-25
    0.150 UIL (LUDs 100)
    15-30
    10-21
    7-18
    0.075 มม. เบอร์ 200
    10-20
    5-15
    5-15
    Residue ของแอส า ร้อยละ โดยมวลของมวลรวมแห่ง
    10.0-16.0 7.5-13.5
    6.5-12.0
    3.0-5.5 5.5-10.0 10.0-16.0
    Note * The test requirement for settlement may be waived when the material is use in less than 7 days time.
    ** This test requirement on representative samples is waived if successful application of the material has been achieved in the field (From ASTM D 2397-94) The material will be considered acceptable if it passes ASTM D 1664 Standard Test Method Coating and Stripping-misture
  • Refer to the National Laboratory of Transportation Madrid. Spain.
    1.2 สารผสมเพิ่ม (Additives)
    สารผสมเพิ่มใช้ เพื่อทําให้พาราแอสฟัลต์อิมัลชันแตกตัวเร็วขึ้นหรือช้าลง หรือใช้เพื่อให้พารา แอสฟัล อิมัลชันเคลือบมวลรวมได้ดียิ่งขึ้น ปริมาณที่ใช้ต้องพอเหมาะสม เพื่อให้สามารถเปิดการจราจรได้ ภายในเวลาที่ต้องการ สารผสมที่เพิ่มนี้จะใช้หรือไม่ก็ได้แล้วแต่การออกแบบซึ่งจะต้องได้รับการเห็นชอบ จากกรมทางหลวงชนบทก่อน
    1.3 น้ํา
    น้าที่ใช้ต้องใสสะอาดปราศจากสิ่งที่เจือปนที่จะก่อให้เกิดผลเสียต่อพาราสเบอรี่ปีล
    1.4 มวลรวม (Aggregate)
    มวลรวมต้องเป็นหินไม่วิ่งแข็ง คงทน สะอาด ปราศจากดินหรือวัสดุไม่พึงประสงค์อื่นใดอาจมี วัสดุผสมแทรกด้วยก็ได้ ในกรณีที่ไม่ได้ระบุคุณสมบัติไว้เป็นอย่างอื่น มวลรวมต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1.4.1 มีค่า Sand Equivalent ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60
    1.4.2 มีค่าความลึกหรอ เมื่อทดลองตาม บทช. (1) 5019-2545 วิธีการทดลองหาความลึกหรอ ของวัสดุเม็ดหยาบโดยใช้เครื่อง Los Angeles Abrasion ไม่น้อยกว่าร้อยละ 35
    1.4.3 มีค่าส่วนที่ไม่คงทน (Loss) เมื่อทดสอบหาค่าความคงทน (Soundness) ของมวลรวม โดย ใช้โซเดียมซัลเฟต จํานวน 5 รอบไม่มากกว่าร้อยละ 9
    1.5 วัสดุผสมแทรก (Mineral Filter)
    วัสดุผสมแทรก เช่น ปูนซีเมนต์ ปูนขาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมวลรวมต้องใช้ในปริมาณน้อยที่สุด เท่าที่จําเป็น จะใช้เมื่อต้องการปรับปรุงความสะดวกในการทํางาน (Workability) หรือปรับปรุงขนาด
    คละ (Gradation)
    อัตราการฉาบเป็น กก/ตร.ม.
  1. ข้อกําหนดในการออกแบบส่วนผสมพาราสเลอรี ล
    3.1 ก่อนเริ่มงานให้ผู้รับจ้างทําการออกแบบส่วนผสม แล้วให้นายช่างผู้ควบคุมงานเก็บตัวอย่างวัสดุ ส่วนผสมที่ใช้ในการผสมพร้อมทั้งเอกสารการออกแบบส่งให้กรมทางหลวงชนบทตรวจสอบ โดยผู้รับจ้างต้อง เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการนี้ทั้งสิ้น
    การออกแบบส่วนผสมนี้ ผู้รับจ้างต้องใช้วิธีของ The Asphalit institute Manual Serise No.19 โดยวิธี หาค่า C… และ ตามมาตรฐาน ASTM Designation : D3910 Standard Practices for Design, Testing, and Construction of Slurry Sea” หรือใช้มาตรฐาน และวิธีทดลองของ International Slurry Surfacing Association (ISSA) หรือวิธีอื่นใดที่กรมทางหลวงชนบทเห็นชอบ
    3.2 คุณภาพของวัสดุที่ใช้ออกแบบจะต้องผ่านการทดลองคุณภาพให้ใช้ได้แล้ว การออกแบบส่วนผสมจะ
    ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งาน
    3.3 ส่วนผสมพาราสเลอรี่ชิดต้องมีคุณสมบัติดังนี้
    3.3.1 เวลาในการผสม (Mix Time) ที่ 25 องศาเซลเซียลไม่น้อยกว่า 120 วินาที
    3.3.2 ค่า Flow อยู่ระหว่าง 10-20 มิลลิเมตร
    3.3.3 initial Set ไม่น้อยกว่า 30 นาที
    3.3.4 เวลาในการใช้บ่ม (Cure time) ไม่มากกว่า 2 ชั่วโมง

3.3.5 ค่า Wet Track Abrasion Loss ไม่มากกว่า 500 กรัมต่อตารางเมตร
3.3.6 ค่า Hubbord Field Stability ที่ 25 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 11.8
กิโลนิวตัน (1,200 กิโลกรัมแรง
3.4 กรมทางหลวงชนบทอาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงขนาดคละของมวลรวม ปริมาณเนื้อยางแอสฟัลต์ และ อัตราการฉาบแตกต่างไปจากตารางที่ 1 ก็ได้ตามความเหมาะสม แต่คุณสมบัติของส่วนผสมต้องถูกต้องตาม
ขอ 3.3
3.5 หากวัสดุผสมมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมวลรวมก็ดี หรือเนื่องจากเหตุอื่นใดก็ดี ผู้รับจ้างต้องเปลี่ยน สูตรสวนผสมเฉพาะ และค่าใช้จ่ายในการนี้ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น
3.6 ระหว่างการฉาบผิวพาราสเลอรีซีล ถ้านายช่างผู้ควบคุมงานเห็นว่าส่วนผสมของพาราสเลอรี่ชิลที่ออก แบบไว้ไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงในสนาม มวลรวมหรือวัสดุผสมแอสฟัลต์ผิดพลาดจากข้อกําหนด จะถือว่าส่วนผสมที่กําหนดไว้ในแต่ละครั้งนั้นไม่ถูกต้องตามคุณภาพที่ต้องการ ผู้รับจ้างต้องทําการปรับปรุง
แก้ไขแล้วออกแบบใหม่ ค่าใช้จ่ายในการนี้ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น
3.7 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของสูตรส่วนผสมเฉพาะงานให้เป็นไปตามตารางที่ 2
ตารางที่ 2 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน ที่ยอมให้สําหรับสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน
ผ่านตะแกรงขนาด
มเปอร์) และใหญ่กว่า
2.360 MILK
1,180 มม. เบอร์16) 0.600 มม. เบอร์3 และ 0.300 มม. เบอร์50)
0.150 มม. เบอร์100)
0.075 มม. เบอร์200)
Residue ของเอสพัลล์ โดยมวลของมวลรวมแห่ง
2
ร้อยละ

  • 5
    +4
    +3
  • 2
    ± 0.5
    การ กรมทางหลวงชนบทเห็นควรให้กําหนดขอบเขตของสูตรส่วนผสมเฉพาะงานแตกต่างไปจากตารางที่ 2 สามารถ ดําเนินการได้ตามความเหมาะสม
    3.8 การทดลองและการตรวจสอบการออกแบบการฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรีซีลครั้ง ผู้รับจ้างต้อง ชําระค่าธรรมเนียมตามอัตรา กรมทางหลวงชนบทกําหนด
  1. เครื่องจักรและเครื่องมือ
    เครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ ที่จะนํามาใช้จะต้องได้รับการดูและรักษาให้อยู่ในสภาพที่ใช้การ ได้ดีตลอดระยะเวลาของการดําเนินงาน หากอุปกรณ์เครื่องมือนั้นไม่สามารถทํางานได้ได้ผลตามต้อง การ ผู้รับจ้างจะต้องแก้ไปให้ดีก่อนนําไปใช้งาน
    4.1 เครื่องจักรพาราสเลอรี่ ล
    เครื่องจักรพาราสเลอรี่ ลต้องเป็นเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ประกอบด้วย
    -เครื่องผสม (Mixer)
    -เครื่องฉีดนํ้า
    -เครื่องฉาบ (Spreader)
    -เครื่อง มพาราแอสฟัลต์อิมัลชั่น น้ําและสารผสมเพิ่ม
    -สายพาน าเสียงมวลรวมและวัสดุผสมแทรกไปยังเครื่องผสม -ถังใส่มวลรวม (Aggregate Bin)
    -ถังใส่วัสดุผสมแทรก (Filer Bin)
    -ถังใส่นํ้าและใส่พาราแอสฟัลต์อิมัลชัน
    -ถังใส่สารผสมเพิ่ม (Additive Tank) -อุปกรณ์ควบคุมอัตราส่วนผสมของวัสดุ
    ส่วนประกอบของเครื่องจักรดังกล่าวข้างต้นสําหรับรายการ งเป็นส่วนประกอบที่สําคัญ มีรายละเอียด
    ดังนี้
    กรมทางหลวงชนบท
    แบบมาตรฐาน
    สํานัก ารุงทาน
    วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรีซีล (Para Slurry Seal)
    2m
    the
    แผ่นที่
    14
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ 19-304/56 4
    ผู้อ้านวยการสํานักฯ
    อธิบดี
    4.1.1 เครื่องผสม
    เครื่องผสมจะต้องเป็นเครื่องชนิดที่ผลิตส่วนผสมของพาราสเลอรี่ชิลได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอนมีเครื่อง ลําเลียงวัสดุต่างๆ พร้อมมาตรวัดปริมาณ สามารถลําเลียงมวลรวม วัสดุผสมแทรก น้ําพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน และ สารผสมเพิ่มลงสู่ถังผสมตามอัตรา ส่วนที่กําหนดได้อย่างถูกต้อง มวลรวม และวัสดุผสมแทรกถูกลําเลียงลงสู่ถังผสม ในตําแหน่งเดียวกัน เครื่องผสมสามารถลําเลียงวัสดุ ที่ผสมเข้ากันอย่างดีแล้วลงเครื่องฉายได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาด
    ตอน
    4.4.2 เครื่องฉีด
    เครื่องฉีดน้ําติดอยู่หน้าเครื่องฉาบ เช่น Fog Spray Bar สามารถฉีดน้ําให้เป็นฝอยหรือละอองใช้ สําหรับฉีด ให้ผิวเปียกได้อย่างทั่วถึง 4.1.3 เครื่องฉาบ
    เครื่องฉาบติดตั้งอยู่ด้านท้ายของเครื่องผสม ต้องสามารถปรับอัตราการฉาบได้ตามที่กําหนดปรับความ กว้างไม่น้อยกว่า 1 ช่องจราจรฉาบได้เรียบและสม่ําเสมอ 4.1.4 เครื่องปั๊มแอสฟัลต์อิมัลชัน น้ําและสารเพิ่ม
    เครื่องปั๊มแอสฟัลต่อิมัลชัน น้ําและสารเพิ่ม ต้องมีมาตรวัดปริมาณ และสามารถอ่านมาตรได้ตลอดเวลา
    ในการทําพาราเลอรี่ทีล
    4.1.5 สายพานลําเลียงมวลรวม และวัสดุผสมแทรกไปยังเครื่องผสม
    สายพานลําเลียงมวลรวม และวัสดุผสมแทรกไปยังเครื่องผสม ต้องมีมาตรวัดปริมาณและสามารถอ่าน มาตรได้ตลอด เวลาในการทําพาราสเลอรี่ ล 4.2 เครื่องกวาดฝุ่น
    เครื่องกวาดฝุ่นเป็นแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองหรือแบบลากที่ติดตั้งที่รถไถนา (Farm Tractor) หรือรถอื่นใด ซึ่งเป็น ชนิดไม้กวาดหมุนโดยเครื่องกล ขนไม้กวาดอาจทําด้วยไฟเบอร์ ลวดเหล็กไนลอน หวายหรือวัสดุอื่นที เหมาะสม ทั้งนี้ต้องมีประสิทธิภาพพอที่จะทําให้พื้นที่ที่จะก่อสร้างสะอาด อาจใช้ร่วมกับเครื่องเป่าฝุ่น และไม้ กวาดมือซึ่งสามารถทําความสะอาดผิวทาง และรายแตกได้
    4.3 เครื่องเป่าลม (Blower)
    เครื่องเบ่าลมเป็นแบบติดตั้งที่รถไถนาหรือรถอื่นใด มีใบพัดขนาดใหญ่ให้กําลังลมแรงและมีประสิทธิภาพพอ
    เพียงที่จะทําให้พื้นที่ที่จะก่อสร้างสะอาด
    4.4 เครื่องจักรบคน
    เครื่องจักรบ ทับต้องเป็นรถบดล้อยางแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง มีน้ําหนักประมาณ 5 คนล้อยางต้องเป็น ผิวหน้ายางเรียบ ขนาดและ จํานวนชั้นผ้าใบเท่ากันทุกล้อ ความดันลมยางประมาณ 345 กิโลปาสคาล (50 ปอนด์แรงต่อตารางนิ้ว)
    4.5 อุปกรณ์อื่นๆ
    อุปกรณ์อื่นๆ ที่จําเป็นในการดําเนินงาน เช่น เครื่องจาบด้วยมือ พลั่ว
  2. การเตรียมการก่อสร้าง
    การทําการก่อสร้างให้ดําเนินการดังนี้
    5.1 ให้กองมวลรวมเป็นระเบียบ
    โดยกองในบริเวณที่น้ําไม่ขังหรือบริเวณที่จะไม่ทําให้มวลรวมมีคุณสมบัติเปลี่ยน
    แปลงไป ก่อนนํามวลรวมไปใช้งานจะต้องได้รับการตรวจสอบ และได้รับการอนุญาตจากนายช่างผู้ควบคุมงาน
    ก่อน
    5.2 กรณีผิวทางเดิมเป็นผิวทางแอสฟัล
    ให้ทําการตรวจสอบพื้นที่ที่จะทําการก่อสร้าง และแก้ไขความบกพร่องต่าง ๆ ก่อนฉาบผิว เช่น ถ้าผิวเดิมมี ความเสียหายหรือระดับไม่ดี ให้ทํา Deep Petching หรือ Skin Patching แล้วแต่กรณี
    5.3 กรณีผิวทางเดิมเป็นผิวทางคอนกรีต
    ให้ทําการตรวจสอบรอยต่อรอยแยกต่างๆ แล้วทําการแก้ไขซ่อมแซมตามความเหมาะสมทําความสะอาดให้ เรียบร้อยแล้วทําการ Tock Coat ก่อนท่าการฉาบผิวพาราสเลอรี่ ล
    5.4 ตรวจสอบอุปกรณ์ เครื่องจักร และเครื่องมือ
    ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะนําออกใช้งานและผลิตส่วนผสมพาราสเลอรี่ ได้ตามที่ออกแบบไว้
    5.5 ทําการตรวจสอบและตรวจปรับมาตรวัดต่างๆ
    เพื่อให้ใช้วัสดุได้ตามอัตราส่วนที่ต้องการ
    5.6 ในกรณีที่จําเป็นต้องกวาดฝุ่น
    ให้ใช้เครื่องกวาดฝุ่นกวาดวัสดุที่ไม่พึงประสงค์ออกจากผิวทางจนสะอาดถ้าจําเป็นให้ใช้น้ําล้างด้วย
    5.7 ต้องพิจารณาสภาวะอากาศให้เหมาะสม
    ห้ามทําการฉาบผิวในระหว่างฝนตกและอุณหภูมิขณะฉาบต้องไม่ต่ํากว่า 10 องศาเซลเซียส
  3. การก่อสร้าง
    วัสดุต่างๆ ที่จะนํามาผสมเป็นพาราสเลอรี่ชิลต้องเป็นวัสดุที่ผ่านการทดลอง และมีคุณภาพใช้ได้แล้ว 6.1 ข้อกําหนดในการก่อสร้างทั่วไป
    6.1.1 ให้ลาดยางแอสฟัลต์ มัลชัน ชนิด CSS-1 หรือ CSS-1 6. ที่ผสมในอัตราส่วน 1:1 ลงบนผิวทางชั้นแรก ด้วยอัตราไม่น้อยกว่า 0.6 ลิตรต่อตารางเมตร โดยใช้ฟอกสเปร์ย (Fogspray) หลังจากนั้น จึงดําเนินการฉาบผิว พาราสเลอรี่ สต่อไป
    6.1.2 ดําเนินการฉาบผิวพาราสเลอรี่ชิลกับผิวทางชั้นแรก สําหรับผิวทางชั้นแรกที่ก่อสร้างใหม่การฉาบพารา สเลอรี่บิลทับควรดาเนินการภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 4 วัน และไม่มากกว่า 4 สัปดาห์ ฉะนั้นการการลาด แอสฟัลต์อิมัลชัน ตาม ข้อ 6.1.3 ควรดําเนินการภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
    6.1.3 ก่อนที่จะฉาบผิวพาราสเลอรีซีล ให้ทําความสะอาดผิวทางที่จะฉาบพาราสเลอรี่ชิลทับด้วยเครื่องดูดฝุ่น และถ้าจําเป็นให้ใช้น้ําล้าง เพื่อกําจัดวัสดุที่หลุดหลวม สิ่งสกปรกต่างๆ ออกให้หมด
    6.1.4 ในกรณีที่ผิวทางเดิมเป็นผิวทางแอสฟัลต์ที่มีผิวแห้ง ต้องทําให้เปียกสม่ําเสมอด้วยเครี่อง ด าเป็นฝอย
    หรือเป็นละอองทันทีก่อนฉาบผิว
    8.1.5 กรณีที่ผิวทางเดิมเป็นผิวคอนกรีตให้ทําการ Tack Coat ด้วยแอสฟัลต์อิมัลชันชนิด css-in ใน อัตรา 0.1-0.3 ลิตรต่อตารางเมตร หรือจะผสมน้ําในอัตราส่วน 1:1 แล้ว Tack Coat ใน อัตรา 0.2-0.6 ลิตรต่อตารางเมตร ก่อนทําการฉาบผิว
    6.1.6 พวกแอสฟัล อิมัลชันในส่วนผสมต้องไม่แตกตัวในเครื่องจาบก่อนที่จะฉาบ
    6.1.7 พาราสเลอรี่ ที่ผสมแล้วต้องสามารถกระจายได้อย่างสม่ําเสมอในเครื่องฉาบ ต้องมีปริมาณมากพอ
    ตลอดเวลาเพื่อให้การฉาบสามารถฉายได้เต็มความต้องการ
    6.2 การฉาย
    6.2.1 ส่วนผสมพาราสเลอรี่ชิล เมื่อฉาบผิวทางแล้วต้องมีส่วนผสมคงที่ถูกต้องตามสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน 6.2.2 ส่วนผสมพาราสเลอรี่ ต้องไม่จับกันเป็นก้อนหรือแตกตัวในเครื่องฉาบ ไม่มีมวลรวมใดที่ไม่ถูกเคลือบ ด้วยพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน ไม่เกิดการแยกตัวระหว่างพาราแอสฟัลต่อิมัลชันกับมวลรวมละเอียดออกจากมวลรวม หยาบหรือมีมวลรวมหยาบตกลงสู่ส่วนล่างของวัสดุผสม ถ้ามีกรณีดังกล่าว เกินขึ้นจะต้องตกวัสดุผสมนี้ออกไปจากผิว 6.2.3 ต้องไม่มีรอยครูดซึ่งอาจเกิดจากหินก้อนใหญ่เกินไป ปรากฏให้เห็นบนผิวทางที่ฉาบเรียบร้อยแล้วถ้าเกิด กรณีเช่นนี้ต้องทําการตกแต่งและแก้ไขให้เรียบร้อย นายช่างผู้ควบคุมงานอาจให้ใช้ตะแกรงอ่อนร่อนมวลรวมก่อน
    ทาง
    ามาผสม
    6.2.4 กรณีที่ไม่สามารถใช้เครื่องจานทําการฉาบได้เพราะสถานที่จํากัด การฉาบด้วยมือต้องได้รับความเห็น
    ชอบจากนายช่างผู้ควบคุมงานก่อน
    6.3 รอยตว

รอยต่อตามยาวหรือตามขวางต้องไม่เป็นสันนูนหรือมองเห็นชัดเจนไม่เรียบร้อย ถ้าเกิดกรณีเช่นนี้ต้องทําการ ตกแต่ง และแก้ไขให้เรียบร้อยโดยวิธีที่นายช่างผู้ควบคุมงานเห็นชอบ 6.4 การปิดทับ
6.4.! พาราสเตอร์ลชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ไม่ต้องทําการปิดทับ
6.4.2 พาราสเลอรี่ชิลชนิดที่ 3 อาจจะทําการปิดทับหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายช่างผู้ควบคุมงาน หากต้องการทําการบดทับขณะที่ส่วนผสมกําลังแข็งตัว (ขณะบ่ม) โดยใช้รถบดล้อยางตามข้อ 4.4 บดทับด้วยความ เร็วประมาณ 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จํานวนไม่น้อยกว่า 5 เที่ยว 6.5 การบ่ม
เมื่อฉาบเสร็จแล้วต้องปล่อยให้บ่มตัวระยะเวลาหนึ่งก่อนการจราจร การบ่มตัวจะนานเท่าไรให้ตรวจสอบการ แตกตัวของพาราแอสฟัลต์อิมัลชันในส่วนผสมพาราสเตอร์ซีล โดยดูการเปลี่ยนสีของส่วนผสมจากสีน้ําตาลเป็นสีดํา และปราศจาก ในส่วนผสม ซึ่งสามารถจะทําการตรวจสอบได้โดยใช้กระดาษ น าบนผิวพาราสเลอรี่ชล ถ้าไม่ มีน้ําปรากฏบนผิว และผิวนั้นเป็นสี แล้วก็สามารถเปิดการจราจรได้ โดยปกติจะใช้เวลาบ่มไม่เกิน 2 ชั่วโมง ระหว่างการบ่มตัวถ้าจําเป็นต้องเปิดให้การจราจรผ่าน อาจใช้หินฝุ่นหรือทรายสาดปิดเพื่อให้รถยนต์ผ่านได้ 7. การอ้านวยการและการเปิดการจราจร
ปืน
ผู้รับจ้างจะต้องอํานวยความสะดวกและความปลอดภัยในระหว่างการก่อสร้าง โดยจัดหาติดตั้งอุปกรณ์ป้ายเครื่อง หมายและสัญญาณจราจรเตือนล่วงหน้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ระยะเวลาที่จะเปิดการจราจรควรพิจารณาตามความจําเป็น ในสนาม ควรเปิดจราจรได้เมื่อบ่มตัวครบ 2 ชั่วโมง แล้วนายช่างผู้ควบคุมงานจะเป็นผู้กําหนดระยะเวลาในการเปิด 8. ข้อควรระวัง

การจราจรตามความเหมาะสม
8.1 การขนส่งพาราแอสฟัลต์ มัลชั่นในกรณีเป็นถึง Drum โดยเฉพาะการชนขึ้นหรือลง ต้องระมัดระวังไม่ให้ถึง
บรรจุพาราแอสฟัลต่อิมัลชันได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงมาก เพราะอาจทําให้พาราแอสฟัลต์อิมัลชันแตกตัว
5
8.2 ก่อนใช้พาราแอสฟัลต์อิมัลชันที่บรรจุถังเก็บไว้เป็นเวลานาน ๆ ควรกลิ้งถังไปมาอย่างน้อยด้านละ 5 ครั้ง ก่อนบรรจุในเครื่องผสมพาราสเลอรีซีล ทั้งนี้เพื่อให้พาราแอสฟัลตอีมัลชันมีลักษณะเดียวกันทั่วถึง
3.3 ทุกครั้งที่ทําการผสมพาราสเลอร์ซิลเสร็จแล้วควรล้างเครื่องผสมให้สะอาด มิฉะนั้นจะมีแอสฟัลต์เกาะติดใน เครื่อง ทําให้ไม่สะดวกในการ ทํางานในครั้งต่อไป
8.4 เมื่อเปิดถังบรรจุพาราแอสฟัลต์อิมัลชันออกให้ ควรใช้ให้หมดถังหรือต้องมีฝาปิดมิฉะนั้นจะทําให้น้ําในถัง ระเหยได้ ซึ่งจะทําให้พาราแอลฟัลตรีมัลชั่นเสื่อมสภาพ
กรมทางหลวงชนบท
แบบมาตรฐาน
สานักบําารุงทาง
วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอร์ไล (Para Slurry Seal)
The Tour
Ens
แผ่นที่
15
เขียนแบบ
วิศวกร/นายช่าง
หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเละที่ บร-305/56 เ
ผู้อ้านวยการสานัก
อธิบดี
ไหล่ทาง
Slope
ผิวจราจร
@
Slope.
ไหลทาง
ขั้นตอนเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต

  1. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง
  2. ถ้าระดับผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมไม่ดีให้ทํา SKIN PATCHING หรือ Levling ให้เรียบร้อยเสียก่อน
  3. ทํา TACK COAT ผิวทางและผิวไหล่ทาง
  4. ทาผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ระดับตนเดิม
    SIDE SLOPE
    ทําผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC
    CONCRETE
    ทํา TACK COAT ผิวไหล่ทางเดิม โครงสร้างไหล่ทางเดิม
    SIDE SLOPE
    ทําผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    ทํา TACK COAT ผิวทางเดิม โครงสร้างทางเดิม
    ลําดับที่
    1
    รายการ
    ผิวทางและผิวไหลทาง
    ASPHALTIC CONCRETE
    ข้อกําหนดในการเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต
    ขอกําหนด
    อ้างอิง มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE
    มท .230-2545
    หมายเหตุ
  5. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  6. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า
    ขั้นตอนก
    สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นต ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  7. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
  8. ความหนาของผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
  9. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  10. แบบนี้ใช้ร่วมกับแบบเลขที่ บร-102
    2
    TACK COAT
    3
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    อ้างถึง
    อ้างถึง
    มาตรฐานงานแทคโค้ท (TACK COAT) มทช.227-2545 มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
    แผ่นที่
    กรมทางหลวงชนบท
    2m
    16
    สํานักน่ารุงทาง
    แบบแนะน่า งานเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง ผู้อําานวยการสํานักฯ หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ 17-306/56
    อธิบดี
    Varies
    0.075
    0.05-
    0.85
    0.60
    0.25
    0.05-
    0.075
    1.10
    0.05
    0.05
    0.075
    0.85
    0.075
    <
    แปลนบ่อพักน้า
    0.125
    1.10 0.85
    0.125
    0.20
    0.101

0.20
0.05
0.15
0.25
รูปตัด (ก

0.85
0.125
0.60
0.125
Slope
0.30
-เหล็กฉาก 50x50x4 มม.
ท่อ pvc 2≠
0.25
เหล็กฉาก 50x50x4 มม.
เหล็กฉาก 50x50x4 มม.
8 9 มม. 0.20 ม.
0.95
0.175
0.60
0.175
แบบขยายฝาบ่อพัก
คอนกรีตหยาบ 1:3:5 ทรายหยาบบดอัดแน่น
รางคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรายหยาบบดอัดแน่น
SLOPE 5 : 1 (ราบะดิ่ง)
ผิวทาง ชั้นพื้นทาง
ชั้นรองพื้นทาง
วัสดุคัดเลือก
ทรายบดอัดแน่นหนา 5 ชม.
5-99มม.
Ø 9 มม. 00.20 ม.
ขยายรางระบายน้ํา
0.15
0.05
0.05
Ø 0.60
1.05
รูปตัดตามขวาง
ระดับดินเดิม
ขยาย
ไหลทาง
SLOPE
ความกวางคันทาง ผิวจราจร
SLOPE
รูปตัดตามขวางโครงสร้างทาง
ไหล่ทาง
ดุขยาย
ระดับดินเน
SLOPE 5 : 1 (ราบะดิ่ง)
Slope
6 Ø 9 มม.
23 มม. 0.15 ม.
8
Ø 9 มม.
ท่อ PVC 2
ผิวทาง
ชั้นพื้นทาง ชั้นรองพื้นทาง
ทรายถมหลังท่อบคอัดแน่น
ทอ ค.ส.ล.ขนาด Ø 0.60 ม.
หมายเหตุ

  1. ความกว้างและความลึกของรางระบายน้ําสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยให้ถือเอาตามที่ระบุ
    ในแบบแปลนเป็นหลัก
  2. ตําแหน่งในการก่อสร้างสามารถเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายได้ตามความเหมาะสมโดยให้ขึ้นอยู่ กับดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน แต่ปริมาณงานโดยรวมต้องเท่าเดิม
  3. ให้ผู้รับจ้างปรับระดับดินที่ท้องรางระบายน้ํา เพื่อรางระบายน้ําสามารถระบายน้ําได้ และ กําหนดจุดเปิดช่องให้มีการระบายน้ําออกจากรางน้ําตามความเหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้อง
    ความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงานด้วย
    นี้ต้องได้รับ
  4. วัสดุที่ใช้ผสมคอนกรีตส่วนผสมของคอนกรีตและเหล็กเสริมคอนกรีตให้ใช้ตามมาตรฐาน กรมทางหลวงชนบท มทร. 101-2545 และ มท.102-2545 ตามลําาดับ
  5. ให้เว้นช่องว่างของรางน้ํากว้าง 1 ซม. ต่อความยาวรางน้ําทุกระยะ 10-15 ม. แล้วให้ใช้
    MASTIC JOINT SEALER ยาแนวรอยต่อนี้ตลอดแนว
  6. งานคอนกรีตให้เป็นไปตาม มท.101-2545 โดยใช้คอนกรีดชนิด ค.2
    รูปลูกบาศก์ 15x15x15 ซม. อายุ 28 วัน ไม่น้อยกว่า 240 กก./ชม. 7. ท่อระบายน้ํา คสล. ให้ใช้ท่อที่ได้มาตรฐาน มอก.128 คุณภาพชั้น 3 ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมท่อคอนกรีตเสริมเหล็กสําหรับงานระบายน้ํา
  7. ในกรณีที่เกิดปัญหาหรือมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดใด ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบ คุมงานและได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าจ้าง
  8. มิติต่าง ๆ ให้มีหน่วยเป็นเมตร นอกจากได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น 10. เหล็กรูปพรรณให้มีคุณภาพตาม มอก.116 ชั้นคุณภาพ Fe 24
  9. บ่อพักน้ํา ค.ส.ล.ทุกระยะไม่เกิน 15 เมตร
    คอนกรีตหยาบ 1:3:5 ทรายหยาบบคอัดแน่น
    กรมทางหลวงชนบท
    2m

    แบบมาตรฐาน
    สํานักข่ารุงทาง
    รางระบายน้ําแบบรางต้น (RC. GUTTER)
    แผ่นที่
    18
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงาน อนุมัติ ผู้อ่านวยการกลุ่มเ ยบเลขที่ บร-402/56 น
    อ้านวยการสํานัก
    อธิบดี
    0.15
    RB 6 @ 0.025
    0.30
    L
    RB 6 0 0.10 VARIES
    RB 6 @ 0.05
    1
    4
    DB 12
    TIP END OR DRIVING END
    0.025
    0.025
    0.15
    0.15
    0.025
    0.025
    รูปตัด
    1
    1
    0.707 L
    L
    4
    08 12
    แสดงตําแหน่งยกเสาเข็ม 1 จุด
    0.10
    10.05
    0.10
    DETAIL A
    RB 9
    RADIUS 0.025
    รูปตัดแสดงเหล็กเสริมเสาเข็ม (หัวตัด)
    ( สําหรับเสาเข็มความยาว 4.00 - 6.00 ม. )
    0.293 L
    จุดยกดู DETAIL
    RB 6
    0.30
    0.05
    0.15
    RB 6 © 0.025
    DB 12 U
    รายการประกอบแบบ
  10. มิติต่างๆ มีหน่วยเป็นเมตรเว้นแต่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น
  11. กําลังอัดคอนกรีตสูงสุด ( ULTIMATE COMPRESSIVE STRENGTH ) ของแท่งคอนกรีตทดลอง
    ขนาด 15 x 15 x 15 ซม. เมื่ออายุครบ 28 วัน
    สําหรับเสาเข็ม คสล. ไม่น้อยกว่า 240 กก./ตร.ซม. ( ตาม บทช. 101-2545 )
  12. งานคอนกรีตให้ใช้ 22 ตาม มทร. 101-2545
    3.1 ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง หรือประเภทสาม ตาม มอก. 15-2532 3.2 ในกรณีที่บริเวณก่อสร้างเป็นน้ําเค็มหรือน้ํากร่อย ให้ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทห้า ตาม มอก. 15-2532 ซึ่งมีความต้านทานซัลเฟตสูง
    3.3 ส่วนยุบตัวของคอนกรีต ( SLUMP ) ไม่เกิน 10 เซนติเมตร
  13. งานเหล็กเสริมให้เป็นไปตาม มทร. 103-2545 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    4.1 เหล็กเสริมขนาด RB 6 มม. ให้ใช้เหล็กเส้นกลม SR 24
    4.2 เหล็กเสริมขนาด DB 12 มม. ขึ้นไปให้ใช้เหล็กข้ออ้อย SD 30
  14. ในกรณีใช้เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ต้องเป็นไปตาม มอก. 396-2524 พื้นที่หน้าตัดและ เส้นรอบรูปจะต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    กรมทางหลวงชนบท
    im
    สํานักน่ารุงทาง
    แบบมาตรฐาน การตอกเสาเข็มหัวตัด
    ขนาด 0.15 x 0.15 ม. ยาว 4.00
    แผ่นที่
    19
    เขียนแบบ วิศวกร นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ
    ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ
    6.00 ม.
    แบบเลขที่ บร-403/56 49%
    ผู้อ้านวยการสานัก
    อธิบดี
    0.10, 0.15
    RB
    0 0.025
    RB 6 G 0.025
    L
    RB 6 @ 0.10 VARIES
    0.30 RB 6 @ 0.05
    0.30
    RB 6
    0.05
    1
    4 DB 12
    TIP END OR DRIVING END
    รูปตัดแสดงเหล็กเสริมเสาเข็ม (หัวแหลม)
    ( สําหรับเสาเข็มความยาว 4.00 - 6.00 ม. )
    0.15
    0.15
    0.04
    0.07
    0.04
    0.025
    0.025
    0.04
    0.15 0.07
    0.04
    รูปด้าน
    L
    0.707 L
    10.025
    0.15
    0.025
    รูปตัด
    1
    1
    0.293 L
    4
    DB 12
    จุดยกดู DETAIL
    A
    แสดงตําแหน่งยกเสาเข็ม 1 จุด
    0.10
    (0.05
    0.10
    DETAIL A
    RB 9
    RADIUS 0.025
    0.15
    RB 6 @ 0.025
    -2
    DB 12 U
    รายการประกอบแบบ
  15. มิติต่างๆ มีหน่วยเป็นเมตรเว้นแต่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น
  16. กําลังอัดคอนกรีตสูงสุด ( ULTIMATE COMPRESSIVE STRENGTH ) ของแท่งคอนกรีตทดลอง
    ขนาด 15 x 15 x 15 ซม. เมื่ออายุครบ 28 วัน
    สําหรับเสาเข็ม คสล. ไม่น้อยกว่า 240 กก./ตร.ซม. ( ตาม มท. 101-2545 )
  17. งานคอนกรีตให้ใช้ 22 ตาม มท. 101-2545
    3.1 ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง หรือประเภทสาม ตาม มอก. 15-2532 3.2 ในกรณีที่บริเวณก่อสร้างเป็นน้ําเค็มหรือน้ํากร่อย ให้ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทห้า ตาม มอก. 15-2532 ซึ่งมีความต้านทานซัลเฟตสูง
    3.3 ส่วนยุบตัวของคอนกรีต ( SLUMP ) ไม่เกิน 10 เซนติเมตร
  18. งานเหล็กเสริมให้เป็นไปตาม บทช. 103-2545 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    4.1 เหล็กเสริมขนาด RB 6 มม. ให้ใช้เหล็กเส้นกลม SR 24
    4.2 เหล็กเสริมขนาด DB 12 มม. ขึ้นไปให้ใช้เหล็กข้ออ้อย SD 30
  19. ในกรณีใช้เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ต้องเป็นไปตาม มอก. 396-2524 พื้นที่หน้าตัดและ
    เส้นรอบรูปจะต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    กรมทางหลวงชนบท
    านักบ่ารุงทาง
    แบบมาตรงาน การตอกเสาเข็มหัวแหลม
    ขนาด 0.15 x 0.15 ม. ยาว 4.00
    2m
    the
    แผนที่
    20
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-404/56 4
    6.00 ม.
    อ่านวยการสํานัก
    อธิบดี