จ้างก่อสร้างระหว่างดำเนินการ

ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานบำรุงถนนสาย พล.4041 แยกทางหลวงหมายเลข 117 - บ้านวังวน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

กรมทางหลวงชนบท 68029121217
฿20,000,000 ปีงบ 2568 ประกาศ 3 มี.ค. 2568 กรุงเทพมหานคร
รายละเอียดการจ้าง

แบบงานบํารุงรักษาทางของกรมทางหลวงชนบทนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ถนนที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบมีความแข็งแรง, ปลอดภัย, และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยครอบคลุมงานบำรุงรักษาทาง 4 หมวดหลัก ได้แก่ งานซ่อมจุดอ่อนตัวและรายการประกอบแบบ, งานซ่อมสร้าง, งานเสริมผิว/ฉาบผิว, และงานอื่นๆ

ในส่วนของงานซ่อมจุดอ่อนตัว จะเน้นการแก้ไขโครงสร้างทางที่ไม่แข็งแรง (Soft Spot) โดยการขุดรื้อและเปลี่ยนวัสดุใหม่ รวมถึงการปะซ่อมผิวทางเดิมที่ชำรุด (Skin Patch) และการปรับระดับผิวทางเดิมให้เรียบเสมอกัน (Levelling)

สำหรับงานซ่อมสร้าง จะครอบคลุมการซ่อมสร้างผิวทางลูกรัง, ผิวทางเคพซีล, ผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (รวมถึงวิธี Pavement In-Place Recycling), และผิวทางคอนกรีต โดยมีข้อกำหนดด้านวัสดุและการก่อสร้างที่แตกต่างกันไปตามประเภทของผิวทาง

ในส่วนของงานเสริมผิว/ฉาบผิว จะรวมถึงการเสริมผิวลูกรัง, การฉาบผิวสเลอรีซีล, และการฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรีซีล ซึ่งแต่ละวิธีจะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพผิวทางเดิมและวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

นอกจากนี้ ยังมีงานอื่นๆ เช่น การปรับปรุงทางเชื่อม, การสร้างรางระบายน้ําแบบรางตื้น, และการตอกเสาเข็ม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการบำรุงรักษาทางหลวงชนบทให้มีประสิทธิภาพ

เอกสารนี้ยังรวมถึงรายละเอียดวิธีการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม, รายการประกอบแบบงานเสริมผิวและซ่อมสร้างผิวแอสฟัลติกคอนกรีต, ข้อกําหนดการก่อสร้างถนนลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ และรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้รับเหมาสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานของกรมทางหลวงชนบท

English summary

This Department of Rural Roads maintenance manual covers various road repair and improvement tasks, from patching weak spots to overlaying with materials like laterite, asphalt, cape seal, and concrete. It also includes slurry seal and para-asphalt emulsion surface treatments, along with connecting road improvements and drainage ditch construction. It specifies material requirements, construction methods, and quality control to ensure durable and safe roads.

สถานที่ดำเนินการ

ข้อมูลเชิงลึกของโครงการ

AI วิเคราะห์ ปลดล็อกแล้ว

เป้าหมายโครงการ

  • แก้ไขโครงสร้างทางที่ไม่แข็งแรง (SOFT SPOT)
  • แก้ไขเฉพาะผิวทางเดิมที่ชํารุดเสียหาย
  • ปรับระดับผิวทางเดิมให้ราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น
  • สร้างโครงสร้างทางโดยใช้ลูกรังผสมน้ํายาเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพวัสดุเป็นผิวจราจร

ขอบเขตของงาน

  • งานซ่อมจุดอ่อนตัวและรายการประกอบแบบ:
    • ซ่อมผิวทางเดิม (DEEP PATCH): ขุดชั้นคันทางที่ชำรุด, เปลี่ยนวัสดุ, บดทับ
    • ปะซ่อมผิวทางเดิม (SKIN PATCH): ขุดรื้อผิวทางที่เสียหาย, ทำ Prime Coat, ปู HOT MIX หรือ COLD MIX, บดทับ
    • ปรับระดับผิวทางเดิม (LEVELLING): ปรับผิวทางให้เรียบเสมอก่อนฉาบผิวหรือเสริมผิว, ทำ Tack Coat, ปู HOT MIX หรือ COLD MIX, บดทับ
  • งานซ่อมสร้าง:
    • ซ่อมสร้างผิวลูกรัง: ซ่อมผิวทางเดิมที่ชำรุด, ลงวัสดุคัดเลือก, ลงลูกรังผิวทาง, บดอัด
    • ซ่อมสร้างผิวลูกรัง (ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ): เหมือนข้างต้น แต่ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    • ซ่อมสร้างผิวทางเคพซีล: ทำ Deep Patching, ขุดรื้อผิวทางเดิม, ลงหินคลุกพื้นทาง, Prime Coat, ทำผิวทางแบบ CAPE SEAL
    • ซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต: ทำ Deep Patching, ขุดรื้อผิวทางเดิม, ลงหินคลุกพื้นทาง, Prime Coat, ทำผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    • ซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี Pavement In-Place Recycling): ทำ Deep Patching, ลงหินคลุกปรับระดับ, ขุดกัดผิวทางเดิมโดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING, Prime Coat, ทำผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    • ซ่อมสร้างผิวคอนกรีต: ขุดรื้อผิวจราจรเดิม, เกลี่ยปรับไหล่ทางเดิม, รองพื้นทางด้วยทรายหยาบ, ทำผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก
  • งานเสริมผิว/ฉาบผิว:
    • เสริมผิวลูกรัง: ปาดแต่งผิวเดิม, เสริมลูกรัง, บดอัด
    • ฉาบผิวสเลอรีซีล: ทำ Deep Patching, ทำ SKIN PATCHING หรือ Levelling (ถ้าจำเป็น), ทำผิวทางแบบ SLURRY SEAL
    • ฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรีซีล: ทำ Deep Patching, ทำ SKIN PATCHING หรือ Levelling (ถ้าจำเป็น), ทำผิวทางแบบพาราสเลอรีซีล
  • งานอื่น ๆ:
    • ปรับปรุงทางเชื่อม
    • สร้างรางระบายน้ําแบบรางตื้น
    • ตอกเสาเข็ม

สิ่งที่ต้องส่งมอบ

  • ผิวทางที่ได้รับการซ่อมแซมและปรับปรุงให้มีความแข็งแรงและปลอดภัย
  • ผิวทางที่ได้รับการปรับระดับให้เรียบเสมอกัน
  • ผิวทางที่ได้รับการเสริมผิวหรือฉาบผิวด้วยวัสดุที่เหมาะสม
  • ทางเชื่อมที่ได้รับการปรับปรุง
  • รางระบายน้ําที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่
  • เสาเข็มที่ได้รับการตอก
  • แผนการปฏิบัติงาน
  • การส่งมอบวัสดุงานทาง

ระยะเวลาดำเนินการ

  • ผู้รับจ้างจะต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา
  • ผู้รับจ้างจะต้องจัดส่งวัสดุงานทางภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา
  • การบ่มชั้นทาง (กรณีใช้ปูนซีเมนต์ผสม) อย่างน้อย 3 วัน

คุณสมบัติผู้เสนอราคา

  • วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มท. 201-2545)
  • วัสดุที่ใช้ในงานรองพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มท.202-2545)
  • วัสดุในงานพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุพื้นทาง ชนิดหินคลุก (มท.203-2545)
  • ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด MC-70 หรือ CSS-1 ปริมาณการใช้ 0.80-1.40 ลิตร/ตารางเมตร (Prime Coat)
  • ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด CRS-2 ปริมาณการใช้ 0.10-0.30 ลิตร/ตารางเมตร (Tack Coat)
  • ลูกรังที่ใช้ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ ต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตราฐานลูกรังชนิดทําผิวจราจร (มทช.206-2545)
  • ต้องเป็นหินโม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม มทช.223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความสึกหรอไม่มากกว่า 40% การบดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80%
  • กําลังอัดคอนกรีตสูงสุด ( ULTIMATE COMPRESSIVE STRENGTH ) ของแท่งคอนกรีตทดลอง ขนาด 15 x 15 x 15 ซม. เมื่ออายุครบ 28 วัน สําหรับเสาเข็ม คสล. ไม่น้อยกว่า 240 กก./ตร.ซม. ( ตาม มท. 101-2545 )

เกณฑ์การพิจารณา

  • ไม่ได้ระบุเกณฑ์การประเมินราคาในเอกสารนี้

ข้อกำหนดทางเทคนิค

  • วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มท. 201-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรองให้ใช้ได้แล้ว
  • วัสดุที่จะทําการบดอัดแต่ละชั้นต้องผสมให้เข้ากันก่อน แล้วพรมน้ําตามจํานวนที่ต้องการ ใช้รถเกรดปาดเกลี่ยให้วัสดุมีความชื้นสม่ําเสมอ ก่อนทําการบดอัดแน่น
  • การถมคันทางให้ถมเป็นชั้นๆ ชั้นหนึ่งๆ หนาไม่เกิน 20 เซนติเมตร ทุกชั้นต้องบดอัดแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Standard Proctor Density
  • วัสดุที่ใช้ในงานรองพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มท.202-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรอง ให้ใช้ได้แล้ว
  • วัสดุในงานพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุพื้นทาง ชนิดหินคลุก (มท.203-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรอง ให้ใช้ได้แล้ว
  • ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด MC-70 หรือ CSS-1 ปริมาณการใช้ 0.80-1.40 ลิตร/ตารางเมตร (Prime Coat)
  • ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด CRS-2 ปริมาณการใช้ 0.10-0.30 ลิตร/ตารางเมตร (Tack Coat)
  • ลูกรังที่ใช้ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ ต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตราฐานลูกรังชนิดทําผิวจราจร (มทช.206-2545)
  • ต้องเป็นหินโม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม มทช.223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความสึกหรอไม่มากกว่า 40% การบดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80%
  • กําลังอัดคอนกรีตสูงสุด ( ULTIMATE COMPRESSIVE STRENGTH ) ของแท่งคอนกรีตทดลอง ขนาด 15 x 15 x 15 ซม. เมื่ออายุครบ 28 วัน สําหรับเสาเข็ม คสล. ไม่น้อยกว่า 240 กก./ตร.ซม. ( ตาม มท. 101-2545 )

เงื่อนไขสัญญา

  • ไม่ได้ระบุรายละเอียดเงื่อนไขสัญญา

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • งาน DEEP PATCHING คืออะไร? งาน DEEP PATCHING เป็นการซ่อมแซมโครงสร้างทางที่ไม่แข็งแรง โดยการขุดชั้นทางเดิมที่ชำรุดเสียหายออก แล้วทำการเปลี่ยนวัสดุใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่ามาแทนที่
  • งาน SKIN PATCHING คืออะไร? งาน SKIN PATCHING เป็นการซ่อมแซมเฉพาะผิวทางเดิมที่ชำรุดเสียหาย โดยความเสียหายนั้นไม่ลึกลงไปถึงโครงสร้างทาง
  • งาน LEVELLING คืออะไร? งาน LEVELLING เป็นการปรับระดับผิวทางเดิมให้ราบเรียบเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น ก่อนที่จะทำการฉาบผิวหรือเสริมผิว
  • ผิวทางแบบ CAPE SEAL คืออะไร? ผิวทาง CAPE SEAL คือการทำผิวทางโดยการฉาบผิวด้วยวัสดุสองชนิด คือ Slurry Seal หรือ Micro Surfacing ตามด้วยการโรยหิน
  • PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING คืออะไร? Pavement In-Place Recycling เป็นวิธีการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต โดยการนำวัสดุผิวทางเดิมมาปรับปรุงคุณภาพ แล้วนำกลับมาใช้ใหม่
  • SLURRY SEAL คืออะไร? Slurry Seal เป็นการฉาบผิวทางด้วยส่วนผสมของแอสฟัลต์อิมัลชัน, มวลรวม, วัสดุผสมแทรก (Mineral Filler) และสารผสมเพิ่ม (Additive)
  • พาราสเลอรี่ซีล (Para Slurry Seal) คืออะไร? พาราสเลอรี่ซีลเป็นวิธีการฉาบผิวทางชนิดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน (Para Asphalt Emulsion) มวลรวม (Aggregate) วัสดุผสมแทรก (Mineral Filler) และสารผสมเพิ่ม (Additive)
  • วัสดุที่ใช้ทำผิวทางแบบ CAPE SEAL ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร? ต้องเป็นหินโม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BAS) ตาม มท.223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความสึกหรอไม่มากกว่า 40% การบดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80% หรือเท่ากับที่แสดงในแบบรูปตัดโครงสร้างทาง
  • การทดสอบความแน่นของการบดอัดชั้นทาง ซึ่งได้จากการปรับปรุงขั้นทางเดิมโดยการผสมปูนซิเมนต์ มีวิธีการอย่างไร? จะต้องทําการบดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95 %MODIFIED PROCTOR DENSITY ที่ได้จากการทดลอง ตัวอย่าง วัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ในห้องทดลองโดยทําการทดสอบทุกระยะ ประมาณ100 เมตร ต่อ ความกว้าง 1 ช่องจราจร หรือ ประมาณพื้นที่ 500 ตารางเมตร ต่อ 1 หลุมตัวอย่าง หรือตามที่กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น
  • การทดสอบกําลังรับแรงอัดของชั้นทางที่ปรับปรุงด้วยปูนซีเมนต์ มีวิธีการอย่างไร? ให้เตรียมแท่งตัวอย่างทดสอบโดยการเก็บตัวอย่างตัวแทนจํานวนไม่น้อยกว่า 3 ตัวอย่างต่อช่วงความยาวของการขุดตัด ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ด้วยการ ผสมปูนซีเมนต์และให้ถือว่าตัวอย่างตัวแทน 3 ตัวอย่างนี้เป็น 1 ชุดทดสอบ ภายหลังการบดอัดด้วยวิธี การทดลอง COMPACTION TEST แบบสูงกว่ามาตรฐาน ให้ดันตัวอย่างวัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ออก จากแบบและบ่มไว้ในถุงพลาสติกเพื่อป้องกันมิให้ตัวอย่าง สูญเสียความชื้น เป็นระยะเวลานาน 7 วัน เมื่อครบ 7 วัน ให้นําตัวอย่างทดสอบแต่ละชุด (3 ตัวอย่าง) ออกจากถุงพลาสติกแช่น้ําไว้นาน 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงนําตัวอย่างวัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ไปทดสอบกําลังรับแรงอัดตามวิธีการทดลองที่ มทช.(ท) 303-2545 วิธีการทดลองเพื่อหาค่าแรงอัดแกนเดียว (UNCONFINED COMPRESSIVE TEST) โดยอนุโลม

เอกสารขอบเขตงาน (TOR) ฉบับเต็ม

DEPARTMEN
กรมทา
สางหลวง
1
ชนบท
OF RURAL ROADS
กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม
แบบงานบํารุงรักษาทาง
กก.4010
www–e
อน.3023
เมษายน ๒๕๕๖
งานฉาบผิว
งานเสริมผิว
งานซ่อมสร้าง
ลําดับที่
1
2
3
รายการแบบ
หมวดงานบํารุงรักษาทาง มี 4 หมวดย่อย
1 งานซ่อมจุดอ่อนตัวและรายการประกอบแบบ
สารบัญแบบงานบํารุงรักษาทาง
แบบเลขที่
รายละเอียดวิธีการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม
รายการประกอบแบบงานเสริมผิวและซ่อมสร้างผิวแอสฟัลติกคอนกรีต
ข้อกําหนดการก่อสร้างถนนลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
ปร-101/56
US-102/56
U-103/56
4
5
6
7
2 งานซ่อมสร้าง
งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง
งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง (ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ)
งานซ่อมสร้างผิวทางเคพซีล
งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
8 งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) (1/2)
u7-201/56
Uf-202/56
ut-203/56
17-204/56
Ur-205/56
รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) (2/2)
17-206/56
10
งานซ่อมสร้างผิวคอนกรีต
17-207/56
3 งานเสริมผิว/ฉาบผิว
11
งานเสริมผิวลูกรัง
12
งานฉาบผิวสเลอรีซีล
13
งานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรีซีล (1/3)
14
วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรีซีล (2/3)
15 วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรีซีล (3/3)
16
งานเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต
4 งานอื่นๆ
บร-301/56
uf-302/56
ปร-303/56
u7-304/56
u?-305/56
UT-306/56
17
การปรับปรุงทางเชื่อม
19-401/56
18
รางระบายน้ําแบบรางตื้น
ปร-402756
19
การตอกเสาเข็มหัวตัดขนาด 0.15×0.15 ม. ยาว 4.00 - 6.00 ม.
17-403/56
20 การตอกเสาเข็มหัวแหลมขนาด 0.15×0.15 ม. ยาว 4.00-6.00 ม.
บร-404/56
COLD MIX หรือ HOT MIX
PRIME COAT
ผิวทาง
คันทางเดิม
หินคลุกชั้นพื้นทาง
ลูกรังกรณีที่ชั้นเสียหายลึกเกินชั้นพื้นทาง ขุดรื้อคันทางเดิมถึงขั้นที่เสียหายแล้วบดทับ
DEEP PATCH
คันทางเดิม
ชุดรื้อผิวทางเดิมที่ชํารุด
PRIME COAT
COLD MIX หรือ HOT MIX
SKIN PATCH
ผิวทาง
LEVELLING
COLD MIX หรือ HOT MIX
TACK COAT
รายละเอียดวิธีการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม

  1. งานชุดซ่อมผิวทางเดิม (DEEP PATCH) เป็นการซ่อมเพื่อแก้ไขโครงสร้างทางที่ไม่แข็งแรง (SOFT) หมายถึง งานขุดชั้นคันทางในบริเวณที่คันทางเดิมชํารุดเสียหาย (SOFT SPOT) และไม่สามารถรับน้ําหนักบรรทุกได้ ต้องทําการขุดรื้อลึกถึงชั้นที่เสียหาย แล้วเปลี่ยนวัสดุใหม่ที่มีคุณภาพมาแทนที่ แล้วทําการบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่นตามที่กําหนด 1.1 วิธีการก่อสร้าง
    1.) ทําเครื่องหมายเพื่อแสดงขอบเขตบริเวณที่จะทําการซ่อมเป็นรูปเหลี่ยมทางเรขาคณิตตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  2. ชุดซื้อผิวทางและชั้นทางที่ชํารุดออกจนถึงชั้นโครงสร้างทางที่เสียหาย ตลอดความกว้างของชั้นทางหรือตามพื้นที่ที่เสียหายตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  1. ทําการปิดทับคันทางเดิมให้แน่นตามมาตรฐานของกรมทางหลวงชนบทของวัสดุคันทางนั้นๆ
  1. ลงวัสดุตามชั้นคันทางเดิมหรือดีกว่า แล้วใช้เครื่องจักรกลที่เหมาะสม ตีแผ่ เกลี่ยวัสดุ คลุกเคล้า ผสมน้ําโดยที่ประมาณว่าให้ปริมาณน้ําที่ OPTIMUM MOISTURE CONTENT + 3%
  2. เกลี่ยปรับแต่งวัสดุจนได้ที่ แล้วทําการบดทับด้วยเครื่องมือบดทับที่เหมาะสม บดทับจนสม่ําเสมอจนได้ความแน่นตามข้อกําหนด การก่อสร้างชั้นคันทางต้องก่อสร้างเป็นชั้นๆ โดยให้มีความหนาหลังบดทับชั้นละไม่เกิน 200 มิลลิเมตร และทดสอบความแน่นของการบดทับ
  1. เกลี่ยปรับแต่งวัสดุให้ได้แนว ระดับ ความลาด ขนาดและรูปตัดตามแบบสายทางจนไม่มีหลุมบ่อ หรือวัสดุหลุดหลวมไม่แน่นอยู่บนผิว
  1. ทําการก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบที่กําหนด
  2. งานปะซ่อมผิวทางเดิม (SKIN PATCH) เป็นงานซ่อมเพื่อแก้ไขเฉพาะผิวทางเดิมที่ชํารุดเสียหายเท่านั้น ความเสียหายไม่ลึกลงไปถึงโครงสร้างทาง ผิวทางที่มีลักษณะความเสียหาย ที่จะต้องทําการปะซ่อม (SKIN PATCH) ได้แก่ผิวทางที่มีรอยแตกร้าวแบบหนังจรเข้ (ALLIGATOR CRACKS) ที่มีรอยแตกร้าวกว้างไม่เกิน 3 มิลลิเมตร ผิวทางที่มีรอยแตกร้าว จากการกดไถ (SLIPPAGE CRACKS) เป็นต้น
    2.1 วิธีการก่อสร้าง
    1.) ทําเครื่องหมายเพื่อแสดงขอบเขตบริเวณที่จะทําการซ่อมเป็นรูปเหลี่ยมทางเรขาคณิตตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  1. ขุดรื้อผิวทางเดิมที่เสียหาย ปัดกวาดบริเวณที่จะทําการซ่อมให้สะอาดและแห้งด้วยไม้กวาดหรือเครื่องเป่าลม
  2. in PRIME COAT
  1. กรณีต้องทําผิวทางให้ปูวัสดุ HOT MIX หรือ COLD MIX หรือวัสดุผิวทางชนิดเดิม แล้วเกลี่ยให้ได้ระดับ
  2. บดทับด้วยเครื่องบดอัดสั่นสะเทือน (VIBRATING ROLLER) หรือเครื่องจักรที่เหมาะสมจนราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น
  3. ทําการก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบที่กําหนด
  4. งานปรับระดับผิวทางเดิม (LEVELLING) เป็นงานซ่อมเพื่อปรับระดับผิวทางเดิมให้ราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่นก่อนที่จะทําการฉาบผิวหรือเสริมผิว (OVERLAY) เป็นการปรับระดับผิวทางเท่านั้น ไม่ลึกลงไปถึงโครงสร้างทางหรือชั้นผิวทาง ผิวทางที่มีลักษณะความเสียหายที่จะต้องทําการปรับระดับ (LEVELLING) ได้แก่ ผิวทางที่ทรุดตัว
    ตามแนวขุดฝังท่อ (UTILITY CUT DEPRESSION) ผิวทางที่ยุบลงไปตามแนวร่องล้อ (RUT) ผิวทางที่ยุบเป็นแอ่งมีระดับต่ํากว่าบริเวณอื่น (DEPRESSION) เป็นต้น
    3.1 วิธีการก่อสร้าง
    รื่องหมายเพื่อแสดงขอบเขตบริเวณที่จะทําการซ่อมเป็นรูปเหลี่ยมทางเรขาคณิต
    ตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  1. ปัดกวาดบริเวณที่จะทําการซ่อมให้สะอาดและแห้งด้วยไม้กวาดหรือเครื่องเป่าลม
  2. ทํา TACK COAT
  3. ปูวัสดุ HOT MIX หรือ COLD MIX แล้วเกลี่ยให้ได้ระดับ
  4. ปิดทับด้วยเครื่องบดอัดสั่นสะเทือน (VIBRATING ROLLER)
    หรือเครื่องจักรที่เหมาะสมจนราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น
  1. ทําการก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบที่กําหนด
    กรมทางหลวงชนบท
    สํานัก ารุงทาง
    แบบมาตรฐาน รายละเอียดวิธูการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม
    1
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-101/56
    ผู้อ้านวยการสํานักฯ
    อธิบดี
    en w 9.
    the
    แผ่นที่
    รายการประกอบแบบงานเสริมผิวและซ่อมสร้างผิวแอสฟัลติกคอนกรีต
  2. ผู้รับจ้างจะต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาต่อสํานักผู้ว่าจ้าง เพื่อที่จะทําการตรวจสอบและอนุมัติให้ใช้
    แผนการปฏิบัติงาน
  3. ผู้รับจ้างจะต้องประสานกับผู้ควบคุมงานจัดส่งวัสดุงานทางภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา เพื่อตรวจสอบหรือออกแบบผิวทาง
    ตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท
  4. งานดินถมคันทาง
    3.1 วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มท. 201-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรองให้
    ใช้ได้แล้ว
    3.2 วัสดุที่จะทําการบดอัดแต่ละชั้นต้องผสมให้เข้ากันก่อน แล้วพรมน้ําตามจํานวนที่ต้องการ ใช้รถเกรดปาดเกลี่ยให้วัสดุมีความชื้นสม่ําเสมอ
    ก่อนทําการบดอัดแน่น
    3.3 การถมคันทางให้ถมเป็นชั้นๆ ชั้นหนึ่งๆ หนาไม่เกิน 20 เซนติเมตร ทุกชั้นต้องบดอัดแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Standard Proctor Density 4. งานชั้นรองพื้นทาง
    4.1 วัสดุที่ใช้ในงานรองพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มท.202-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรอง ให้ใช้ได้แล้ว
    4.2 บนผิวจราจรเดิม หรือคันทางใหม่ ถ้ามีหลุมจะต้องกลบและบดอัดให้แน่นก่อน แล้วจึงนําวัสดุรองพื้นทางมาเกลี่ยแผ่บดอัดเป็นชิ้นๆ ชั้นหนึ่ง หนาไม่เกิน 20 ซม. และให้มีความหนาแน่นแต่ละชั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Modified Proctor Density
  5. งานชั้นพื้นทาง
    5.1 วัสดุในงานพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุพื้นทาง ชนิดหินคลุก (มท.203-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรอง ให้ใช้ได้แล้ว
    5.2 บริเวณใดหรือช่วงใดพบว่าวัสดุพื้นทางเกิดการแยกตัว (Segregation) จากการเกลี่ยแผ่บดอัดจะต้องขุดคุ้ย (Scarify) ออกและผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันใหม่หากวัสดุที่ทําการคลุกเคล้าใหม่นั้นตรวจพบว่าคุณสมบัติไม่ถูกต้องตามข้อกําหนด จะต้องนําวัสดุนั้นออกและ
    5.3
    นําวัสดุที่มีคุณสมบัติที่ถูกต้องมาใส่แทน
    Control Test จะเก็บตัวอย่างทดสอบทุกๆ ระยะ 1,000 เมตร และทุกตําแหน่งที่วัสดุแปรเปลี่ยนการทดสอบเพียง Sieve Analysis และ Compaction เท่านั้น แต่ทั้งนี้ หากเกิดความสงสัยวัสดุตําแหน่งใด ผู้ควบคุมงานสามารถทดสอบทั้งหมดเหมือน General Test ได้ 5.4 ทดสอบความแน่นในสนาม (Field Density) จะทดสอบทุกๆระยะ 50 เมตรต่อ 1 หลุมตัวอย่าง หรือตามที่กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น
  6. งาน Prime Coat มท .225-2545
    6.1
    ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด MC-70 หรือ CSS-1 ปริมาณการใช้ 0.80-1.40 ลิตร/ตารางเมตร
    6.2 ผิวหน้าพื้นทางจะต้องสะอาดปราศจากฝุ่นและหินที่หลุดหรือวัสดุอื่นใด โดยการกวาดและเป่าเศษวัสดุออก
  7. งาน Tack Coat มทร. 227-2545
    7.1 ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด CRS-2 ปริมาณการใช้ 0.10-0.30 ลิตร/ตารางเมตร
    ก่อนที่จะทําการ Tack Coat จะต้องทําการกวาดฝุ่นและหินที่หลุดออกให้หมดแล้วใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นออกให้หมด 7.3 เมื่อลาดยางแอสฟัลต์แล้วจะต้องทิ้งไว้ประมาณ 10-18 ชั่วโมง ก่อนที่จะทําผิวชั้นต่อไป
  8. งานแอสฟัลติกคอนกรีต
    8.1 พื้นผิวที่จะปูแอสฟัลติกคอนกรีตจะต้องทําการ Prime Coat ตาม ม.ช.225-2545 หรือ Tock Coat ตาม มทช.227-2545 ก่อน 8.2 พื้นทางจะต้องสะอาดปราศจากฝุ่น หรือวัสดุไม่พึงประสงค์อื่นปะปน
    8.3 พื้นทางเดิมที่เกิดการยุบตัว (Depression) หรือเป็นแอ่งเฉพาะแห่ง แต่ไม่ใช่จุดอ่อนตัว (Soft Spot) ถ้าแอ่งลึกไม่เกิน 30 มิลลิเมตร อาจแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัวหรือแองก่อน หรือจะปูรวมไปพร้อมกันกับ การปูชั้นทางแอสฟัลติกคอนกรีตก็ได้ โดยให้อยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมงาน แต่ทั้งนี้ความหนารวมที่จะปูจะต้องไม่เกิน 80 มิลลิเมตร หากความหนาเกิน 80 มิลลิเมตร จะต้องแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่งก่อน ถ้าแอ่งลึกเกิน 50 มิลลิเมตร จะต้องปูเสริมปรับระดับเฉพาะส่วน ที่ยุบตัวก่อน โดยให้ปูเป็นชั้นๆ หนาไม่เกินชั้นละ 50 มิลลิเมตร
    8.4 ผิวพื้นสะพานคอนกรีตที่จะต้องปูแอสฟัลติกคอนกรีต จะต้องขุดวัสดุยาแนวรอยแตก และรอยต่อส่วนเกินที่ติดอยู่ที่ผิว คอนกรีตออกให้หมดล้างทําความสะอาดทิ้งไว้ให้แห้งแล้วใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นออกให้หมดแล้วก็ทํา Tack Coat ก่อน
    ปูแอสฟัลติกคอนกรีต
    8.5 อุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลติกคอนกรีตขณะปูไม่ควรคลาดเคลื่อนไปจากอุณหภูมิ เมื่อออกจากโรงงาน ผสมที่กําหนดเกินกว่า 14 % แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ต่ํากว่า 120 c
    8.6 ทําการเก็บวัสดุแอสฟัลติกคอนกรีตหน้างาน พื้นที่ 9,000 ตารางเมตร ต่อ 1ตัวอย่าง ทดสอบตาม มทช.(1)607-2545 เพื่อหาขนาดคละของมวลรวม และปริมาณแอสฟัลต์ซิเมนต์ที่ใช้
    8.7 การปูแอสฟัลติกคอนกรีตจะต้องได้ความหนาตามข้อกําหนด และผิวหน้าจะต้องมีความเรียบ ความแน่น สม่ําเสมอ ทั้งทางด้านตามขวามและตามยาว โดยไม่มีรอยฉีก (Tearing) รอยเคลื่อนตัวเป็นแอ่ง (Shaving) การแยกตัวของส่วนผสมหรือความเสียหายอื่นๆ เกิดขึ้น หากปรากฏว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นให้รีบแก้ไข
    ทันที ส่วนผสมที่มีลักษณะจับตัวกันเป็นก้อนแข็งห้ามนํามาใช้
    8.8 การบดอัดทับภายหลังจากที่ได้ปูแอสฟัลติกคอนกรีตลงบนผิวทางแล้ว ให้ปิดทับครั้งแรกด้วยรถบดล้อเหล็ก 2 ล้อ หรือ 3 ล้อ ที่มีน้ําหนักประมาณ 8-10 ต้น จํานวน 2 เที่ยว แล้วจึงตามด้วยรถบดล้อยางที่น้ําหนัก ประมาณ 10-12 ต้น ทันที เมื่อได้ความหนาแน่นตามที่ต้องการแล้ว ลบรอยร่องล้อด้วยรถบด ล้อเหล็ก 2 ล้อ อีกครั้งหนึ่ง
    9 การตรวจสอบแอสฟัลติกคอนกรีตที่ก่อสร้างแล้ว
    9.1 ลักษณะผิว (Surface Texture) จะต้องมีระดับความลาดตามแบบ มีลักษณะผิวและลักษณะการบดอัดที่ สม่ําเสมอ ไม่ปรากฏความเสียหาย เช่น ผิวหน้าหลุด (Pull) รอยฉีก (Tear) ผิวหน้าหลวมหรือแยกตัว (Segregation) เป็นคลื่น (Ripple) หรือความเสียหายอื่นๆ หากตรวจสอบแล้วปรากฏว่ามีความเสียหาย ดังกล่าวจะต้องดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยตามผู้ควบคุมงานเห็นสมควร ความหนาของผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีตให้เจาะตัวอย่างความหนาทุกๆ ระยะไม่เกิน 250 เมตร จํานวน 1 ก้อน ตัวอย่าง ความหนาไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ หากความหนาต่ํากว่าที่กําหนดให้เจาะตัวอย่าง จํานวน 3 ก้อน ตัวอย่างในแนวตั้งฉากกับถนน และก้อนตัวอย่างจะต้องห่างกันไม่น้อยกว่า 2.00 ม. ทั้งนี้ อนุญาตให้มีความหนาก้อนตัวอย่างต่ําสุดไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของความหนาที่กําหนดและนํามาหา ค่าเฉลี่ยความหนาจะต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ
    9.3 ความแน่น (Density) หลังจากที่ได้ทําการบดอัดแอสฟัลติกคอนกรีตบนผิวทางเรียบร้อยแล้วให้ทําการเจาะ
    ก้อนตัวอย่างเป็นตัวแทนของชั้นทางแอสฟัลติกคอนกรีตในสนามที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยเครื่องเจาะ เก็บตัวอย่างจํานวน 1 ก้อนตัวอย่าง ทุกๆ ระยะ 250 เมตร แล้วนํามาทดลองหาความหนาแน่น ซึ่ง จะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 ของค่า Marshall Density
    9.4 การซ่อมหลุมที่เจาะก้อนตัวอย่าง จะต้องทําความสะอาดหลุมให้เรียบร้อย และทําการ Tack Coat ก่อน ที่จะปะซ่อมด้วยแอสฟัลติกคอนกรีตที่มีอุณหภูมิไม่น้อยกว่า 120 6 ให้ผิวเรียบเสมอผิวทาง และ
    ได้ความหนาแน่นตามแบบกําหนด
    10 การอํานวยการและควบคุมการจราจรระหว่างก่อสร้าง ในระหว่างการก่อสร้างผิวจราจรแอสฟัลติกคอนกรีต ให้การจราจรผ่านแล้วจะไม่ทําให้เกิดรอยรอยบนผิวทางนั้น โดยต้องติดตั้งป้ายจราจรพร้อมอุปกรณ์ควบคุม ที่จําเป็นตามที่กรมทางหลวงชนบทกําหนดพร้อมจัดหาบุคลากร เพื่ออํานวยการจราจรให้ผ่าน จะต้องจัดและควบคุมการจราจรไม่ให้ผ่านผิวทางที่ก่อสร้างใหม่ จนกว่าผิวทางจะเย็นตัวลงมากพอที่จะเปิด
    การจราจรอื่นๆ
    พื้นที่ก่อสร้างได้โดยสะดวกปลอดภัย และไม่ทําให้ผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีตเสียหาย
    ระยะเวลาในการปิดจราจรให้อยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมงาน
    แผ่นที่
    กรมทางหลวงชนบท สํานักข่ารุงทาง
    im
    แบบมาครงาน
    รายการประกอบแบบงานเสริมผิวและซ่อมสร้าง
    2
    ผิวแอสฟัลติกคอนกรีต
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ บร-102/56 แพ
    อ่านวยการสํานักๆ
    อธิบดี
  9. ขอบข่าย
    ข้อกําหนดการก่อสร้างผิวลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    (Soil Stabilizing Agent)
    ผิวจราจรลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ (Soil Stabilizing Agent) หมายถึง การก่อสร้างขึ้นโครงสร้าง ทางโดยใช้ลูกรังผสมน้ํายาเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพวัสดุเป็นผิวจราจร ซึ่งจะก่อสร้างเป็นชั้นเดียวหรือหลายชั้น บนชั้นรองพื้นทาง หรือชั้นอื่นใดที่ได้เตรียมไว้ให้ถูกต้องตามข้อกําหนด และมีแนว ระดับ ความลาด ขนาด
    ตลอดจนรูปตัดตามที่ได้แสดงไว้ในแบบ
  10. วัสดุ 2.1 ลูกรัง
    ลูกรังที่ใช้ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ ต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตราฐานลูกรังชนิดทําผิวจราจร
    มทช.206-2545)
    2.2 น้ํา
    น้ําที่จะนํามาใช้ผสมหรือบ่มชั้นผิวจราจรลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ จะต้องสะอาด ปราศจาก สารต่างๆ เช่น น้ํามัน กรด ด่าง และอินทรียวัตถุหรือสารอื่นใด ที่จะเป็นอันตรายแก่ชั้นผิวจราจร ทั้งนี้จะต้อง ได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงานก่อนนําน้ํามาใช้งาน ห้ามใช้น้ําทะเลในการผสมหรือบ่มพื้นผิวจราจร 3. นํ้ายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    3.1 น้ํายาผสมลูกรังชนิดทําผิวจราจรเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติ จะต้องมีคุณสมบัติทางเคมีตามที่ผู้ผลิตกําหนด ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องส่งผลทดสอบที่รับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ พร้อมใบแสดงคุณสมบัติสินค้าต้นฉบับจากผู้ผลิต
    และปริมาณที่สั่งซื้อ ส่งให้ผู้ว่าจ้างพิจารณาอนุมัติก่อนนํามาใช้งาน
    3.2 อัตราส่วนผสมระหว่างน้ํายากับลูกรังเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุที่ใช้ให้เป็นไปตามที่ผู้ผลิตแนะนํา และให้ อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    3.3 รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะน้ํายาเคมี Soil Stabilizing Agent ที่ใช้ผสมวัสดุต้องเป็นชนิดที่ใช้ Stabilize
    วัสดุงานทางโดยเฉพาะและมีคุณสมบัติดังนี้
    3.3.1 ต้องเป็นสารละลายน้ําและสามารถละลายได้ทั้งหมด ไม่มีกากในลักษณะแข็งเป็นก้อน
    3.3.2
    มีความหนืดอยู่เหนือเกณฑ์ที่สามารถจะเทจากภาชนะได้สะดวกในอุณหภูมิปกติ
    3.3.3 ไม่เป็นสารติดไฟ
    3.3.4 ไม่เป็นสารอันตราย
    3.3.5 ไม่เป็นสารพิษต่อร่างกาย
    3.3.6 ปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม
    3.3.7 มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ข้างต้นอย่างสม่ําเสมอเหมือนกันหมดทุกๆถัง
  11. เครื่องจักรเครื่องมือ
    ก่อนเริ่มงานผู้รับจ้างจะต้องเตรียมเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ ที่จําเป็นจะต้องใช้ในการดําเนินงานทางด้าน
    วัสดุ และการก่อสร้างไว้ให้พร้อมที่หน้างาน ทั้งนี้ต้องเป็นแบบ ขนาดอยู่ในสภาพที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ตามที่ผู้คุมงานเห็นสมควร
    ถ้าเครื่องจักรและเครื่องมือขึ้นใดทํางานไม่เต็มที่ หรือทํางานไม่ได้ผลตามวัตถุประสงค์ ผู้รับจ้างจะต้องทําการ แก้ไข หรือจัดหาเครื่องจักรและเครื่องมืออื่นใดมาใช้แทนหรือเพิ่มเติมก่อนที่จะดําเนินการชั้นผิวจราจร ทั้งนี้ให้อยู่ ใน ดุลยพินิจของผู้คุมงาน
  12. วิธีการก่อสร้าง
    การเตรียมงานและการก่อสร้าง
    5.1 หลังการบดอัดขึ้นดินถมคันทาง และ/หรือชั้นอื่นใด ได้ตามกําหนดแล้ว ให้นําวัสดุ ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่ ระบุเกลี่ยแผ่ออกอย่างสม่ําเสมอ แล้วบดอัดโดยใช้น้ําผสมน้ํายา Soil Stabilizing Agent ผสมรวมให้เข้ากันตามจํานวน ที่คํานวณได้จากปริมาณน้ําที่เหมาะสมที่สุด(OMC) หรือมากกว่าประมาณร้อยละ 1-2 แล้วจึงใช้รถเกรดปรับเกลี่ยแต่ง พร้อมบดอัดแน่นให้ได้ตามข้อกําหนด
    5.2 การบดอัดวัสดุผิวจราจรลูกรังให้บดอัดเป็นชั้นๆหนาชั้นละไม่เกิน 20 เซนติเมตร และแต่ละชิ้นให้มีความ แน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Modified proctor Density
    5.3 ในระหว่างการบดอัดหากระดับความชื่นต่ํากว่า OMC. สามารถผสมน้ําเพิ่มได้โดยไม่ต้องเพิ่มน้ํายา ปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    5.4 หากมีฝนตกระหว่างการก่อสร้างชั้นผิวจราจร จะต้องหยุดการก่อสร้างแล้วรอจนกว่าระดับความชื้นของ วัสดุอยู่สูงกว่า OMC ประมาณร้อยละ 1-2 หากจําเป็นอาจต้องมีการกลับหน้าดินเพื่อตากให้แห้งเร็วขึ้น
    5.5 เมื่อทําการก่อสร้างผิวจราจรเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องมีหน้าเรียบสม่ําเสมอและมีระดับถูกต้องตามแบบ 5.6 ทําการบ่มให้มีความชื้นอยู่ตลอดเวลาโดยใช้วิธีการราดน้ําอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลา 7 วัน 6. การทดสอบวัสดุ
    ก่อสร้าง
    6.1 คุณสมบัติทั่วไปของลูกรัง ให้เป็นไปตามวิธีการทดสอบเพื่อให้ได้คุณสมบัติวัสดุตามมาตรฐานลูกรังชนิด
    ท่าผิวจราจร (มทช.206-2545)
    6.2 ให้ทดสอบเปรียบเทียบการตกตะกอน(Sedimentation) ของวัสดุตัวอย่างที่ได้ปรับปรุงคุณภาพด้วยน้ํายาฯ กับวัสดุตัวอย่างที่ไม่ได้ปรับปรุงคุณภาพด้วยน้ํายาฯ โดยต้องเสนอผลการทดสอบให้ผู้ควบคุมงานเห็นชอบก่อนนํามาใช้งาน ให้ทดสอบการเปรียบเทียบความหนาแน่นของการบดอัด (Compaction)ของวัสดุตัวอย่างที่ได้ปรับปรุง
    6.3
    คุณภาพด้วยน้ํายากับวัสดุตัวอย่างที่ไม่ได้ปรับปรุงคุณภาพด้วยน้ํายาฯโดยต้องเสนอผลงานการทดสอบให้ผู้ควบคุมงาน
    เห็นชอบก่อนนํามาใช้
    กรมทางหลวงชนบท สํานักข่ารุงทาง
    2m
    แผ่นที่
    3
    แบบแนะนําา
    ข้อกําหนดการก่อสร้าง ผิวลูกรังผสมน้ํายาปรังปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่บ9-103/56 แ
    อนุมัติ
    อ่านวยการสานัก
    อธิบดี
    ผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    ระดับดินเดิม
    SIDE SLOPE
    4.0%
    ลําดับที่
    1
    ผิวทางลูกรัง
    2 วัสดุคัดเลือก
    รายการ
    لى
    4.0%
    SIDE SLOPE
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวลูกรัง
  13. ชุดซ่อมผิวทางเดิมหรือโครงสร้างทางเดิมที่ชํารุดเสียหาย ปาดแต่งให้เรียบร้อยแล้ว
    ทําการปิดทับ
  14. ลงวัสดุคัดเลือกบดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY เป็นช่วงๆ ตามตําแหน่งและปริมาณงานที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  15. ลงลูกรังผิวทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    ลูกรังเสริมใหม่ CBR. + 30% หรือที่กําหนดไว้ในแบบ บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    วัสดุคัดเลือกเสริมใหม่ C.B.R. : 8% หรือที่กําหนดไว้ในแบบหรือไม่น้อยกว่าวัสดุคันทาง ณ บริเวณนั้น บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY นคันทางเดิม
    .
    มทช.206-2545
    หมายเหตุ
    1.รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิตและ ด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจ
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
    2.ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    3.ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
    5.ความหนาของผิวจราจรลูกรัง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
    6.งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวลูกรัง
    ข้อกําหนด
    มาตรฐานวัสดุลูกรังชนิดทําผิวจราจร
    อ้างถึง
    อ้างถึง
    มาตรฐานวัสดุคัดเลือก มท .204-2545
    กรมทางหลวงชนบท สํานักน่ารุงทาง
    hr Sunbur
    2m

แผนที่
..
4
แบบแนะนํา งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง
เขียนแบบ
วิศวกร นายช่าง
หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ
แบบเลขที่ บร-201/56 49%
ผู้อ้านวยการสํานัก
อธิบดี
ระดับดินเดิม
SIDE SLOPE
ครึ่งผิวจราจร
ผิวจราจร
ครึ่งผิวจราจร
4.0%
4.0%
SIDE SLOPE
ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวลูกรัง

  1. ชุดซ่อมผิวทางเดิมหรือโครงสร้างทางเดิมที่ชํารุดเสียหาย ปาดแต่งให้เรียบร้อย
    แล้วทําการบดทับ
  2. ลงวัสดุคัดเลือก บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY เป็นช่วงๆ ตามตําแหน่งและปริมาณงานที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  3. ลงลูกรังผิวทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    ลูกรังเสริมใหม่ CBR. + 30% หรือที่กําหนดไว้ในแบบ ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติ Soil Stabilizing Agent ในอัตราไม่น้อยกว่า 0.02 ลิตร/ตร.ม. หรือตามที่ระบุไว้ในแบบ บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    วัสดุคัดเลือกเสริมใหม่ CB.R. > 8% หรือที่กําหนดไว้ในแบบหรือไม่น้อยกว่าวัสดุคันทาง ณ บริเวณนั้น บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY นคันทางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ขอกําหนด
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวลูกรัง (ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ)
    มาตรฐานวัสดุลูกรังชนิดทําผิวจราจร มทช.206-2545
    ลําดับที่
    รายการ
    1
    ผิวทางลูกรัง
    อ้างถึง
    2
    นํ้ายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ อ้างถึง
    3
    วัสดุคัดเลือก
    อ้างถึง
    มาตรฐานวัสดุคัดเลือก
    ข้อกําหนดการก่อสร้างถนนลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    US-103/56
    มทช.204-2545
    หมายเหตุ
  4. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  5. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  6. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน
    สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
  7. ความหนาของผิวจราจรลูกรัง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
  8. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  9. น้ํายาเคมีที่ใช้ผสมวัสดุต้องเป็นน้ํายาเคมีเพื่อใช้ Stabilize ในวัสดุงานทาง และต้องได้รับการยอมรับว่าเคยใช้ก่อสร้างถนนของหน่วยงานของรัฐ
    กรมทางหลวงชนบท ล่านักบ่ารุงทาง
    แบบแนะนําา
    งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง (ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ)

เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
อนุมัติ
อ้านวยการสานัก
แผ่นที่
5
หัวหน้ากลุ่มงานร ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-202/56 แน
อธิบดี
ระดับดินเดิม
SIDE SLOPE
ไหล่ทาง
ผิวจราจร
ไหล่ทาง
3.5 %
3.5 %
ทําผิวทาง และผิวไหล่ทางแบบ CAPE SEAL
ทํา PRIME COAT พื้นทาง และพื้นไหลทาง
SIDE SLOPE
พื้นทาง และพื้นไหล่ทาง CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE C.B.R. ≥80% บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY ขุดรื้อผิวทาง และผิวไหล่ทางเดิม ขนทิ้งแล้วบดทับ
โครงสร้างทางเดิม
รูปตัดโครงสร้างทาง
NOT TO SCALE
ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวทางเคฟล

  1. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครงสร้าง ไม่แข็งแรงทําการเกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่น
    ตามที่กําหนด
  2. ทําการขุดรื้อผิวทางและผิวไหล่ทางเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ
  3. ลงหินคลุกพื้นทางและพื้นไหล่ทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95%
    MODIFIED PROCTOR DENSITY
  4. PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
  5. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ CAPE SEAL และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    รายการ
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางเคพซีล
    ลําดับที
    1
    ผิวทาง และผิวไหล่ทาง CAPE SEAL อ้าง
    2
    PRIME COAT
    3 พื้นทาง BASE และพื้นไหลทาง
    4
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ข้อกําหนด
    มาตรฐานงานผิวจราจรแบบ CAPE SEAL มทช.233-2545
    อ้างถึง มาตรฐานงานไพร์มโคท (PRIME COAT)
    มทช.225-2545
    ต้องเป็นหินโม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BAS) ตาม มท.223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความสึกหรอไม่มากกว่า 40% การบดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80% หรือเท่ากับที่แสดงในแบบรูปตัดโครงสร้างทาง
    อ้างถึง
    มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
    หมายเหตุ
  6. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  7. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  8. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1,2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่
    กําหนดไว้ในแบบ
  9. ความหนาของหินคลุกพื้นทางและพื้นไหล่ทาง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 6. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    กรมทางหลวงชนบท สํานักทํารุงทาง

the
แผ่นที่
6
แบบแนะนําา งานซ่อมสร้างผิวทางเคฟ ล
เขียนแบบ
วิศวกร/นายช่าง
หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ
แบบเลขที่ บร-203/56 แทน
ผู้อ่านวยการสํานัก
อธิบดี
ไหล่ทาง
ผิวจราจร
ไหล่ทาง
ระดับดินเดิม
SIDE SLOPE
2.5%
2.5%
I
2.5%
2.5%
ทําผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
ทํา PRIME COAT พื้นไหลทาง พื้นไหล่ทาง CRUSHED STONE SOIL
AGGREGATE TYPE BASE, C.B.R. >80%
บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED
PROCTOR DENSITY
SIDE SLOPE
ทําผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
ท่า PRIME COAT พื้นทาง
พื้นทาง CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE C.B.R. 80% บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR
DENSITY
ชุดซื้อผิวทางและไหล่ทางเดิม ขนทิ้งแล้วบดทับ โครงสร้างทางเดิม
รูปตัดโครงสร้างทาง
NOT TO SCALE
ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
ลําดับที่
รายการ
1
ผิวทางและผิวไหล่ทาง ASPHALTIC CONCRETE อ้างถึง
2
PRIME COAT
อ้างถึง
3
ยม
พื้นทาง BASE และพื้น BASE และพื้นไหลทาง
4 เสนแบงทิศทางจราจร
ข้อกําหนด
มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE
มาตรฐานงานไพร์มโคท (PRIME COAT)
มทช.225-2545
มทช.230-2545
ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม มทช.223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความลึกหรือไม่มากกว่า 40% การปิดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80% หรือเท่ากับที่แสดงในแบบรูปตัดโครงสร้างทาง
อ้างถึง
*
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต

  1. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครง สร้างไม่แข็งแรงทําการเกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่น
    ตามที่กําหนด
  2. ทําการขุดรื้อผิวทางและผิวไหล่ทางเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ
  3. ลงหินคลุกพื้นทางและพื้นไหล่ทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95%
    MODIFIED PROCTOR DENSITY
  4. PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
  5. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    หมายเหตุ
  6. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  7. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  8. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    กําหนดไว้ในแบบ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1,2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ 5. ความหนาของหินคลุกพื้นทางและพื้นไหล่ทาง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 6. ความหนาของผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 7. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  9. แบบ ใช้ร่วมกับแบบเลขที่ บร-102
    กรมทางหลวงชนบท สํานักทํารุงทาน
    แบบแนะนํา งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
    Cur Schive
    แม่นที่
    SMA
    7
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ 17-204/56 89
    ผ านวยการสํานัก
    อธิบดี
    ระดับในเม
    ไหล่ทาง
    slope
    SIDE SLOPE
    slope
    ຜ່າກາງ
    ไหล่ทาง
    slope
    slope
    ทาผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    ทํา PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหล่ทาง
    SIDE SLOPE
    ทําการขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหล่ทางเดิม โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING โดยผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง ตามที่กําหนดไว้ในแบบ
    บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่ารับแรงอัด (UNCONFINED COMPRESSIVE STRENGTH) ไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ หินคลุกปรับระดับพื้นทางและพื้นไหลทาง
    โครงสร้างทางเดิม
    รายการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
    ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครงสร้าง ไม่แข็งแรงทําการเกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่นตาม
    ที่กําหนด
  10. ลงหินคลุกปรับระดับพื้นทางและพื้นไหล่ทาง บดอัดแน่นตามที่กําหนดไว้
    ในแบบ
  11. แบบทําการขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหลทางเดิม โดย วิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING
    PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
    ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศ
    ทางจราจร
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING )
    ลําดับที่
    1
    รายการ
    หินคลุก
    น้ํา
    3
    ปูนซีเมนต์
    5
    ขอกําหนด
    ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม บทช.223-2545
    ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความสึกหรอไม่มากกว่า 40% การปิดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80%
    ต้องสะอาดปราศจากสารต่างๆ เช่น เกลือ น้ํามัน กรด ด่าง และอินทรีย์วัตถุ หรือ สารอื่นใด ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อคุณภาพของวัสดุที่ผสม
    มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.15 : มาตรฐานปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์

    การขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหลทางเดิม อ้างถึง รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT
    โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING
    ผิวทางและผิวไหล่ทาง

อ้างถึง

6
PRIME COAT
อ้างถึง
เส้นแบ่งทิศทางจราจร
อ้างถึง

.
IN-PLACE RECYCLING) และมาตรฐานงานหมุนเวียนวัสดุชั้นทางเดิมมาใช้ใหม่
แบบในที (PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) มทช.242-2555
มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE
มาตรฐานงานไพร์มโคท (PRIME COAT) มทช.225-2545
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
1
มท..230-2545
กรมทางหลวงชนบท
แบบแนะนํา
สํานักข่ารุงทาง
งานซ่อมสร้างผิวทางแอส ฟลิกคอนกรีต
( โดยSB PAVEMENT IN PLACE RECYCLING ) (12)
9.
แผ่นที
8
เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
หัวหน้ากลุ่มงานฯ
อนุมัติ
อํานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-205/56 59
ผู้อ้านวยการสานัก
ola
อธิบดี
รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING)

  1. ผู้รับจ้างจะต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาต่อสํานักผู้ว่าจ้าง เพื่อทําการตรวจสอบและอนุมัติให้ใช้แผนปฏิบัติงาน
  2. ผู้รับจ้างจะต้องประสานงานกับผู้ควบคุมงานเก็บตัวอย่างวัสดุส่งสํานักวิเคราะห์วิจัยและพัฒนา กรมทางหลวง ชนบทหรือหน่วยงานของทางราชการภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาเพื่อทําการออกแบบส่วน ผสมการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ เสนอต่อสํานักบํารุงทาง เพื่อทําการตรวจสอบ และผู้รับจ้างจะต้องให้ ข้อมูลในการสํารวจออกแบบ และรายละเอียดใดๆ ตามที่สํานักบํารุงทางกําหนด
  3. ทําการขุดซ่อม (DEEP PATCH) เพื่อการแก้ไขโครงสร้างชั้นทางเดิมที่ไม่แข็งแรง (SOFT SPOT) 4. กรณีที่โครงสร้างทางเสียรูป ทรุด หรือเป็นแอ่ง และแบบกําหนดให้ทําการเสริมหินคลุกปรับระดับให้ทํา การเสริมหินคลุกปรับระดับและบดทับให้เรียบร้อยก่อนที่จะทําการปรับปรุงขั้นทางเดิมในที่
  4. ทําการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING โดยใช้เครื่องจักรขุดตัดรื้อขึ้น ทางเดิมทําให้ร่วนซุยพร้อมกับคลุกเคล้าให้เข้ากับวัสดุที่ผสมเพิ่ม เช่น ปูนซีเมนต์หรือแอสฟัลต์หรือสารผสม เพิ่มอื่นใด แล้วบดทับให้ได้ความแน่นและมีค่ากําลังรับแรงอัด (UNCONFINED COMPRESSIVE STRENGTH) ตามที่กําหนด ในกรณีที่ใช้ปูนซีเมนต์ผสมเข้าไปในส่วนผสมจะต้องทําการบดทับให้แล้วเสร็จภายใน เวลา 2 ชั่วโมงนับจากเริ่มปูรีดออกมา
    5.1 การทดสอบความแน่นของการบดอัดชั้นทาง ซึ่งได้จากการปรับปรุงขั้นทางเดิมโดยการผสมปูนซิเมนต์ นั้น จะต้องทําการบดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95 %MODIFIED PROCTOR DENSITY ที่ได้จากการทดลอง ตัวอย่าง วัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ในห้องทดลองโดยทําการทดสอบทุกระยะ ประมาณ100 เมตร ต่อ ความกว้าง
    1 ช่องจราจร หรือ ประมาณพื้นที่ 500 ตารางเมตร ต่อ 1 หลุมตัวอย่าง หรือตามที่
    กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น 5.2 การทดสอบกําลังรับแรงอัด ให้เตรียมแท่งตัวอย่างทดสอบโดยการเก็บตัวอย่างตัวแทนจํานวนไม่น้อยกว่า 3 ตัวอย่างต่อช่วงความยาวของการขุดตัด ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ด้วยการ ผสมปูนซีเมนต์และให้ถือว่าตัวอย่างตัวแทน 3 ตัวอย่างนี้เป็น 1 ชุดทดสอบ ภายหลังการบดอัดด้วยวิธี การทดลอง COMPACTION TEST แบบสูงกว่ามาตรฐาน ให้ดันตัวอย่างวัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ออก จากแบบและบ่มไว้ในถุงพลาสติกเพื่อป้องกันมิให้ตัวอย่าง สูญเสียความชื้น เป็นระยะเวลานาน 7 วัน เมื่อครบ 7 วัน ให้นําตัวอย่างทดสอบแต่ละชุด (3 ตัวอย่าง) ออกจากถุงพลาสติกแช่น้ําไว้นาน 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงนําตัวอย่างวัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ไปทดสอบกําลังรับแรงอัดตามวิธีการทดลองที่ มทช.(ท) 303-2545 วิธีการทดลองเพื่อหาค่าแรงอัดแกนเดียว (UNCONFINED COMPRESSIVE TEST) โดยอนุโลม
    (ค่ากําลังรับแรงอัดเฉลี่ยของวัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ในช่วงงานก่อสร้างของแต่ละช่วง ต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ ทั้งนี้อนุญาตให้มีแท่งตัวอย่างที่มีกําลังรับแรงอัดต่ํากว่าที่ กําหนดไว้ในแบบได้ไม่เกิน 1 ก้อนแต่ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของค่าที่กําหนด)
    5.3 การทดสอบช้ําหากค่ากําลังแรงอัดตามข้อ 5.2 ต่ํากว่าที่กําหนด ผู้รับจ้างอาจขอให้เจาะเก็บแท่งตัวอย่าง ช่วงที่เป็นปัญหาเพื่อนําตัวอย่างไปทดสอบกําลังรับแรงอัดใหม่ ผลการทดสอบกําลังรับแรงอัดโดยเฉลี่ย ของตัวอย่างทดสอบที่เจาะจากสนามจํานวน 3 ก้อน ที่อายุไม่เกิน 28 วัน จะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของกําลังรับแรงอัดที่กําหนดไว้ในแบบ จึงจะถือว่าการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ ซึ่งผสมปูนซีเมนต์ในช่วง นั้นใช้ได้ ทั้งนี้อนุญาตให้มีแท่งตัวอย่างที่มีกําลังรับแรงอัดต่ํากว่าร้อยละ 85 ของกําลังรับแรงอัดที่ กําหนดได้ไม่เกิน 1 ก้อน แต่ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของค่าที่กําหนดถ้าผล 70
    การทดสอบไม่ได้ ตามที่กําหนดนี้ ถือว่าการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ซึ่งผสมปูนซีเมนต์ใช้ไม่ได้ ผู้รับจ้างจะต้องทําการก่อ สร้างโดยทําการปรับปรุงขั้นทางเดิม ในที่ซึ่งผสมปูนซีเมนต์อีกครั้งให้ได้มาตรฐานตามข้อกําหนด ผู้รับ จ้างจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการทดสอบช้ํา และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ใหม่ให้
    ได้ตามข้อกําหนด
    5.4 ค่าใช้จ่ายในการสํารวจ การตรวจสอบ การออกแบบส่วนผสมการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบส่วนผสมใหม่ ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบรวมถึงผลความเสียหายใดๆในสนาม ผู้รับจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น 5.5 การบ่มและการเปิดการจราจร ในกรณีที่เป็นการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ ซึ่งมีการผสมปูนซีเมนต์ หลังการก่อสร้างให้บ่มชั้นทางนั้นโดยพ่นน้ําลงไปบนผิวหน้าของชั้นทางเพื่อให้ผิวหน้าชุ่มตามปกติตลอด ช่วงเวลาการบ่มขึ้นตลอดเวลาติดต่อกันนานอย่างน้อยที่สุด 3 วัน นับจากวันที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและอนุญาต
    ให้เปิดการจราจรได้
    ลําดับ
    รายการ
    1
    หินคลุก
    2
    นา
    3
    ปูนซิเมนต์
    4
    PRIME COAT
    5
    6
    ผิวทางและใหล่ทาง
    ASPHALTIC CONCRETE
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
    ขอกําหนด
    ต้องเป็นหินโม่รวม ( CRUSHED ROCK SOIL AGGREGATE TYPE BASE ) ตาม ม.203-2545 ค่า LL..ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PI. ไม่มากกว่า 6% ค่าความลึกหรอไม่มากกว่า 40% มีค่า CBR. ไม่น้อยกว่า 80%
    ต้องสะอาดปราศจากสารต่างๆ เช่น เกลือ น้ํามัน กรด ด่าง และอินทรีย์วัตถุ หรือสารอื่นใดที่อาจ จะเป็นอันตรายต่อคุณภาพของวัสดุที่ผสม
    มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 15 : มาตรฐานปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
    อ้างถึง " มาตรฐานงานไพร์มโค้ท ( PRIME COAT ) : มทช.225-2545
    "
    อ้างถึง " มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE * มท.230-2545
    อ้างถึง " มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
  5. PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
  6. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศทาง
    จราจร
  7. คุณสมบัติของวัสดุ และ วิธีการก่อสร้างนอกเหนือจากที่ระบุให้เป็นไปตาม มาตรฐานงานก่อสร้าง มทร. 242-2555งานหมุนเวียนวัสดุชั้นทางเดิมมาใช้ใหม่
    แบบในที (PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING)
    หมายเหตุ
  8. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิตและด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับ
    สภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  9. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการ เพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้าสถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่เกินเขตทางหลวง โดยการ ดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความหนา เฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  10. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนิน การในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายในสายทาง ตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  11. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่กําหนดไว้ในแบบ
  12. ความลึกของการขุดกัด จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง
  13. ค่ารับแรงอัด (UNCONFINED COMPRESSIVE STRENGTH) จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
  14. ความหนาของผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
  15. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทําติดตั้งเครื่องหมายจราจรหลักกันโค้งหลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ใน
    แบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทําให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    แผ่นที่
    กรมทางหลวงชนบท
    านักบําารุงทาง
    แบบมา งาน รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยว PAVEMENT N-PLACE RECYCLING) (2/2)
    9m
    6
    เขียนแบบ วิศวกร นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ 3
    แบบเลขที่ บร-206/56 แน
    ผู้อําานวยการสํานักฯ
    อธิบดี
    ไหล่ทาง
    ผิวจราจร
    ไหล่ทาง
    ระดับดินเดิน
    SIDE SLOPE
    ลําดับที่
    รายการ
    รายการประกอบแบบ
    1
    2
    ไหล่ทาง
    4.0%
    2.0%
    เกลี่ยปรับไหล่ทางเดิมแล้วบดทับ ประเภทวัสดุ และชนิดผิวไหล่ทาง ให้เป็นไปตามที่ผู้ออกแบบกําหนด ไว้ในแบบแต่ละสาย
    2.0%
    4.0%
    SIDE SLOPE
    ผิวทางคอนกรีตเสริมเหล็ก
    ( ความหนากําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง )
    ทรายหยาบรองพื้น
    ชุดซื้อผิวจราจรเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ โครงสร้างทางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวคอนกรีต
    อ้างถึง
    ข้อกําหนด
    แบบมาตรฐานการเสริมเหล็กและรอยต่อถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก
    แบบเลขที่ ถน-203
    มาตรฐานของประเภทวัสดุ และชนิดผิวไหล่ทาง ( ตามที่ผู้ออกแบบกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง )
    โดยใช้
    ไม่
    3
    ผิวทาง * คอนกรีต

    อ้างอิง
    4
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    อ้างถึง
    มาตรฐานงานทาง (มท.) ฉบับปัจจุบัน

มาตรฐานงานผิวจราจรแบบคอนกรีต มทช.231-2545
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวคอนกรีต

  1. ทําการขุดรื้อผิวจราจรเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ
  2. ทําการเกลี่ยปรับไหล่ทางเดิม แล้วบดทับ
  3. รองพื้นทางด้วยทรายหยาบ
  4. ทําผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก
  5. ประเภทวัสดุ และชนิดผิวไหล่ทางให้เป็นไปตามที่ผู้ออกแบบกําหนดไว้ในแบบ แต่ละสายทาง
    หมายเหตุ
  6. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  7. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  8. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1,2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่
    กําหนดไว้ในแบบ
  9. ความหนาของผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็กและไหล่ทาง จะกําหนดในแบบ
    แต่ละสายทาง
    1
  10. กรณีผิวจราจรกว้างตั้งแต่ 5.00 ม. ให้ดําเนินการก่อสร้างงาน
    LONGITUDINAL JOINT ในตําแหน่งกึ่งกลางผิว
  11. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง
    หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    แผ่นที่
    กรมทางหลวงชนบท สํานักข่ารุณทาง
    ..
    10
    แบบแนะนําา งานซ่อมสร้างผิวคอนกรีต
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงาน ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-207/56
    ผ านวยการสํานัก อนุมัติ
    อธิบดี
    ครึ่งผิวจราจร
    ระดับคนเดิม
    SIDE SLOPE
    4.0%
    ลําดับที่ 1 ผิวทางลูกรัง
    รายการ
    ผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    4.0%
    SIDE SLOPE
    ลูกรังเสริมใหม่ C.B.R. 2 30% หรือที่กําหนดไว้ในแบบ บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95%MODIFIED PROCTOR DENSITY ผิวจราจรลูกรังเดิม อินคันทางเดิม
    ขั้นตอนเสริมผิวลูกรัง
  12. ก่อนดําเนินการ ผู้รับจ้างจะต้องปาดแต่งผิวให้เรียบร้อยแล้วทําการบดทับ 2. เมื่อดําเนินการตามข้อ 1. แล้วให้เสริมลูกรังบดอัดแน่นให้มีความกว้าง ตามแบบที่กําหนด
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ข้อกําหนดในการเสริมผิวลูกรัง
    ข้อกําหนด
    อ้างถึง มาตรฐานวัสดุลูกรังชนิดทําผิวจราจร มทส.206-2545
    หมายเหตุ
  13. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  14. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เกินเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  15. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ

เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ขอ 1,2 และขอ 3 จะตองใหไดปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
5. ความหนาของผิวจราจรลูกรัง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง 6. หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
กรมทางหลวงชนบท สํานักทํารุงทาง
on the
แผ่นที่
in
11
แบบแนะนํา งานเสริมผิวลูกรัง
เขียนแบบ
ผู้อ้านวยการสํานักฯ
วิศวกร นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ རིག་
แบบเลขที่ บร-301/56 เทพ
อธิบดี
ระดับดินเดิม
SIDE SLOPE
ไหล่ทาง
Slope
ผิวจราจร
Q
Slope
ไหล่ทาง
SIDE SLOPE
ขั้นตอนฉาบผิวสเลอรี่ชิล

  1. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางที่ชํารุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง และถ้าระดับผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางไม่ดี ให้ทํา SKIN PATCHING หรือ Levelling
    ให้เรียบร้อยเสียก่อน
  2. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ SLURRY SEAL
    (ชนิดจะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง) และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ทําผิวไหล่ทางแบบ SLURRY SEAL (ชนิดจะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง)
    ไหล่ทางลาดยางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ลําดับที่
    รายการ
    ข้อกําหนดในการฉาบผิวสเลอ ปล
    1 ผิวทางและฉาบไหล่ทาง SLURRY SEAL อ้างถึง
    2
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ทําผิวทางแบบ SLURRY SEAL (ชนิดจะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง)
    โครงสร้างทางเดิม
    ขอกําหนด
    มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบ SLURRY SEAL
    มทช.232-2545
    อาง ง
    มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
    หมายเหตุ
  3. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  4. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  5. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
  6. ชนิดของผิวทาง SLURRY SEAL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง 6.งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    กรมทางหลวงชนบท

12
แบบแนะนํา งานฉาบผิวสเลอ ล
เขียนแบบ
วิศวกร นายช่าง
สํานัก ารุงทาง
หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ
แบบเลขที่ บร-302/56 แ
ผู้อ้านวยการสํานักฯ
อธิบดี
แผ่นที่
ไหล่ทาง
Slope
ผิวจราจร
Slope,
ไหล่ทาง
ระดับดินเดิม
SIDE SLOPE
ทําผิวไหล่ทางแบบพาราสเลอรี่ซิล (TYPE 3)
ไหล่ทางลาดยางเดิม
รูปตัดโครงสร้างทาง
NOT TO SCALE
SIDE SLOPE
ทําผิวทางแบบพาราสเลอรีซีล (TYPE 3) โครงสร้างทางเดิม
ข้อกําหนดในการฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่ชิล
ลําดับที่
รายการ
1
ผิวทาง และผิวไหลทาง แบบพารา สเลอรี่ปีล
อ้างถึง
2
เส้นแบ่งทิศทางจราจร
อาจริง
ขอกําหนด
วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรีซีล แบบเลขที่ บร-304 และ บร-305
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
1
ขั้นตอนฉาบผิวสเลอรี่ปีล

  1. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางที่ชํารุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง และถ้าระดับผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางไม่ดี ให้ทํา SKIN PATCHING หรือ Levelling
    ให้เรียบร้อยเสียก่อน
  2. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบพาราสเลอรีซีล (TYPE 3) และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    หมายเหตุ
  3. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  4. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    คอนโดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นต องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  5. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    กําหนดไว้ในแบบ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ 5. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  6. แบบนี้ใช้ร่วมกับแบบเลขที่ บร-304 และ บร-305
    กรมทางหลวงชนบท
    สํานักทํารุงทาน
    แบบแนะนํา งานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่ได
    The Einr
    แผ่นที่
    2m
    13
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ
    ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-303/56 4
    อ่านวยการสํานัก
    อธิบดี
    วิธีการฉาบผิวทางแบบพาราสเตอรี่แล (Para Slurry Seal)
    พาราสเลอรี่ชิลเป็นวิธีการฉาบผิวทางชนิดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน (Para Asphalt Emulsion) มวลรวม (Aggregate) วัสดุผสมแทรก (Mineral Filler) และสารผสมเพิ่ม (Additive) ลักษณะผิวหน้า ไม่ลื่น ทนต่อการแปรเปลี่ยนของดินฟ้าอากาศและป้องกันน้ําซึม ในการก่อสร้างสามารถเปิดการจราจรได้ รวดเร็ว จึงเหมาะสําหรับพื้นที่ก่อสร้างทั่วไปและย่านชุมชน ใช้สําหรับฉาบเป็นชั้นผิวทาง ผิวไหล่ทาง ด้วย จุดประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดของส่วนผสมที่นํามาใช้
  7. วัสดุ
    1.1 แอสฟัลต์
    วัสดุที่ใช้ทําชั้นพาราสเลอรี่ชลประกอบด้วย
    แอสฟัลต์ที่ใช้คือพาราแอสฟัลต์อิมัลชันเป็น Polymer Modified Asphalt Emulsion ชนิด Quick Set ซึ่งผลิตขึ้นมาจากแอสฟัลต์อิมัลชัน ชนิด css หรือ CSS! - ผสมกับยางธรรมชาติ (Natural Rubber) โดยมี คุณลักษณะ ดังนี้
    Item
    No.
    Specification For Elastomeric Modified Asphalt Emulsion
    Propertice
    Minimum
    Elastomeric Modified CSS-1 or CSS-H (Quick Setting) Minimum
    Test Method
    Maximum
    ASTM D 244
    ASTM D 244
    Certificate
    ASTM D 36
    NLT 329/91
  8. การใช้งาน
    พาราสเลอรี่บิลใช้สําหรับฉาบผิวทางแบ่งเป็น 3 ชนิด มีลักษณะแตกต่างกัน ตามที่กําหนดในตารางที่ 1 ซึ่งจะแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ขนาดคละของมวลรวม ปริมาณเนื้อยางที่ใช้และอัตราการ ใช้วัสดุการที่จะกําหนดให้ฉาบผิวพาราสเลอรี่ชิลชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพผิวทางเดิม ปริมาณการจราจร และ
    วัตถุประสงค์ในการใช้งาน
    การฉาบผิวพาราสเลอรี่ จะต้องเลือกชนิดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามความต้องการ ซึ่งได้แบ่งดังต่อไปนี้ 2.1 พาราสเลอรี่ชนิดที่ 1 เป็นชนิดที่มีความสามารถแทรกทีมรอยแตกได้ ใช้สําหรับฉาบผิวทางโดยมี วัตถุประสงค์ดังนี้
    2.4. ยาซอยแตก
    2.1.2 ฉาบเป็นผิวทาง กรณีต้องการปรับปรุง Texture ของผิวทางเดิมเล็กน้อย 2.1.3 ฉาบป้องกันการเกิด Oxidation หรือ Weathering ของผิวทางเดิม
    2.2 พาราสเลอรี่ ลชนิดที่ 2 เ นชนิด มิผิวหน้าหยาบกว่าชนิด : ใช่ าหรับฉาบผิวทางหรือผิวไหล่
    ทาง โดยมีประสงค์ดังนี้
    2.2.1 เพิ่ม Skid Resistance ของผิวทางเดิม
    2.2.2 ให้ผิวทางระบายน้ําออกไปได้รวดเร็ว
    2.2.3 ฉาบป้องกันการเกิด Oxidation หรือ Weathering ของผิวทางเดิม
    2.3 พาราสเลอ ชลชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่มีผิวหน้าหยาบที่สุด ใช้สําหรับฉาบผิวทาง ผิวไหล่ทาง โดยมี
    วัตถุประสงค์ดังนี้
    2.3.1 เพิ่ม Skid Resistance ของผิวทางเดิม
    2.3.2 ให้ผิวทางระบายนํ้าออกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
    2.3.3 ฉาบป้องกันการเกิด Oxidation หรือ weathering บนผิวทางเดิม
    2.3.4 ฉายปรับระดับได้เล็กน้อย
    2.3.5 ปรับแก้ Crown Slope ได้เล็กน้อย
    2.3.6 ฉาบปิดผิวทางเดิมทีหลุด (Raveling)
    ตารางที่ 1 ขนาดคละของมวลรวม ปริมาณเนื้อยางแอสฟัลต์และอัตราการฉาบพาราสเลอรี่ ล
    กาย แกรงจน
    ชนิดของพาราสเลอร์ จ ชนิตที่ 1 ชนิดที่ 2 ชนิดที่ 3
    ปริมาณผ่านตะแกรง ร้อยละโดยมวล
    Test on Emulsion

Viscosity,Saybolt Furol at 25 C
Sec.
20
100
มท… m604-2545
2.
Settlement 7 Days

  • Wt.
    15
    ASTM D 244
    3
    Storage Stability Test, 24hrs.
    A Wt.
    1.5
    ASTM D 244

Sieve Test (Retained on 20 Mesh)
X WI
0.1
ASTM D 244
5.
Particle Charge Test

  • Wi.
    Positive

Asphalt Content by Evaporation
X Wt.
60
7.
Solid Polymer Content
% W1.
3.5
Test on Residue
8.
Softening Point
e
60
9.
Elastic Recovery
30
10.
Penetration.25 °C,100g,5 sec.
O.4 mm.
40
100
มท.. (1) 609-2545
11
Ductility at 25 °C,2 cm/mim.
Cm.
40
มท . m.610-2545
12.
Solubility in Trichloroethylene

  • Wt.
    97.5
    ASTM D 2042
    9.500 121 (3/8 Ď
    100
    100
    4,750 มม. เบอร์ 4)
    100
    90-100
    70-90
    2.360 มม. (เบอร์ 5)
    90-100
    65-90
    45-70
    1.180 มม. (เบอร์ 163
    65-90 45-70
    28-50
    0.600 มม. เบอร์ 30
    40-60
    30-50
    19-34
    0.300 W. (Luas 50)
    25-42 18-30
    12-25
    0.150 มม. เบอร์ 100)
    15-30
    10-21
    7-18
    10-20
    5-15
    5-15
    Residue ของแอส ลดรอยละ โดยมวลของมวลรวมแห่ง
    .
    10.0-16.0 7.5-13.5 6.5-12.0
    3.0-5.5 5.5-10.0 10.0-16.0
    Note* The test requirement for settlement may be waived when the material is use in less
    than 7 days time.
    ** This test requirement on representative samples is waived if successful application of the material has been achieved m the field (From ASTM D 2397-94) The material will be considered acceptable if it passes ASTM D 16645tandard Test Method Coating and Stripping-misture
  • Refer to the National Laboratory of Transportation Madrid. Spain.
    1.2 สารผสมเพิ่ม (Additives)
    สารผสมเพิ่มใช้ เพื่อทําให้พาราแอสฟัลต์อิมัลชันแตกตัวเร็วขึ้นหรือช้าลง หรือใช้เพื่อให้พารา แอสฟัลต์อิมัลชันเคลือบมวลรวมได้ดียิ่งขึ้น ปริมาณที่ใช้ต้องพอเหมาะสม เพื่อให้สามารถเปิดการจราจรได้ ภายในเวลาที่ต้องการ สารผสมที่เพิ่มนี้จะใช้หรือไม่ก็ได้แล้วแต่การออกแบบซึ่งจะต้องได้รับการเห็นชอบ จากกรมทางหลวงชนบทก่อน
    1.3 น้ํา
    นํ้าที่ใช้ต้องใสสะอาดปราศจากสิ่งที่เจือปนที่จะก่อให้เกิดผลเสียต่อพาราสเลอรี่ ล
    1.4 มวลรวม (Aggregate)
    มวลรวมต้องเป็นหินไม่วิ่งแข็ง คงทน สะอาด ปราศจากดินหรือวัสดุไม่พึงประสงค์อื่นใดอาจมี วัสดุผสมแทรกด้วยก็ได้ ในกรณีที่ไม่ได้ระบุคุณสมบัติไว้เป็นอย่างอื่น มวลรวมต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1.4.1 มีค่า Sand Equivalent ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60
    1.4.2 มีค่าความลึกหรอ เมื่อทดลองตาม มทส. (1) 5019-2545 วิธีการทดลองหาความลึกหรอ ของวัสดุเม็ดหยาบโดยใช้เครื่อง Los Angeles Abrasion ไม่น้อยกว่าร้อยละ 35
    1.4.3 มีค่าส่วนที่ไม่คงทน (Loss) เมื่อทดสอบหาค่าความคงทน (Soundness) ของมวลรวม โดย ใช้โซเดียมซัลเฟต จํานวน 5 รอบไม่มากกว่าร้อยละ 9
    1.5 วัสดุผสมแทรก (Mineral Filler)
    วัสดุผสมแทรก เช่น ปูนซีเมนต์ ปูนขาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมวลรวมต้องใช้ในปริมาณน้อยที่สุด เท่าที่จําเป็น จะใช้เมื่อต้องการปรับปรุงความสะดวกในการทํางาน (Workability) หรือปรับปรุงขนาด
    Aar (Gradation)
    0.075 มม. เบอร์ 200
    อัตราการฉายเป็น กก./ตร.ม.
  1. ข้อกําหนดในการออกแบบส่วนผสมพาราสเลอรี่บิล
    3.1 ก่อนเริ่มงานให้ผู้รับจ้างทําการออกแบบส่วนผสม แล้วให้นายช่างผู้ควบคุมงานเก็บตัวอย่างวัสดุ ส่วนผสมที่ใช้ในการผสมพร้อมทั้งเอกสารการออกแบบส่งให้กรมทางหลวงชนบทตรวจสอบ โดยผู้รับจ้างต้อง เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการนี้ทั้งสิ้น
    การออกแบบส่วนผสมนี้ ผู้รับจ้างต้องใช้วิธีของ The Asphalt institute Manual Serise No.19 โดยวิธี หาค่า C.KE. และ ตามมาตรฐาน ASTM Designation : D3910 Standard Practices for Design, Testing, and Construction of Sturry Sea” หรือใช้มาตรฐาน และวิธีทดลองของ International Slurry Surfacing Association (ISSA) หรือวิธีอื่นใดที่กรมทางหลวงชนบทเห็นชอบ
    3.2 คุณภาพของวัสดุที่ใช้ออกแบบจะต้องผ่านการทดลองคุณภาพให ไ แล้ว การออกแบบส่วนผสมจะ
    ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งาน
    3.3 ส่วนผสมพาราสเลอรี่ชิดต้องมีคุณสมบัติดังนี้
    3.3.1 เวลาในการผสม (Mix Time) ที่ 25 องศาเซลเซียลไม่น้อยกว่า 120 วินาที 3.3.2 ค่า Flow อยู่ระหว่าง 10-20 มิลลิเมตร
    3.3.3 Initial Set ไม่น้อยกว่า 30 นาที
    3.3.4 เวลาในการใช้ยม (Cure time) ไม่มากกว่า 2 ชั่วโมง
    3.3.5 ค่า Wet Track Abrasion Loss ไม่มากกว่า 500 กรัมต่อตารางเมตร
    3.3.6 ค่า Hubbord Field Stability ที่ 25 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 11.6
    กิโลนิวตัน (1,200 กิโลกรัมแรง)
    3.4 กรมทางหลวงชนบทอาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงขนาดคละของมวลรวม ปริมาณเนื้อยางแอสฟัลต์ และ อัตราการฉาบแตกต่างไปจากตารางที่ 1 ก็ได้ตามความเหมาะสม แต่คุณสมบัติของส่วนผสมต้องถูกต้องตาม
    ยก 3.3
    3.5 หากวัสดุผสมมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมวลรวมก็ดี หรือเนื่องจากเหตุอื่นใดก็ดี ผู้รับจ้างต้องเปลี่ยน สูตรสวนผสมเฉพาะง และค่าใช้จ่ายในการนี้ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น
    3.6 ระหว่างการฉาบผิวพาราสเลอรีซีล ถ้านายช่างผู้ควบคุมงานเห็นว่าส่วนผสมของพาราสเลอรีซีลที่ออก แบบไว้ไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงในสนาม มวลรวมหรือวัสดุผสมแอสฟัลต์ผิดพลาดจากข้อกําหนด จะถือว่าส่วนผสมที่กําหนดไว้ในแต่ละครั้งนั้นไม่ถูกต้องตามคุณภาพที่ต้องการ ผู้รับจ้างต้องทําการปรับปรุง
    แก้ไขแล้วออกแบบใหม่ ค่าใช้จ่ายในการนี้ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น
    3.7 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของสูตรส่วนผสมเฉพาะงานให้เป็นไปตามตารางที่ 2
    ตารางที่ 2 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน ที่ยอมให้สําหรับสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน
    ผ่านตะแกรงขนาด
    2,360 มม. เบอร์) และใหญ่กว่า
    1.180 มม. เบอร์16) 2,600 มม. เบอร์30)และ 0.300 มม. (เบอร์ 5)
    0.150 มม. เบอร์100)
    0.075 มม. บอร200)
    Residue ของแอสฟัลต์ โดยมวลของมวลรวมแห่ง
    2
    รอยละ
    +5
  • 4
    +3
    ± 2
    4 0.5
    หมายเหตุ กรณีกรมทางหลวงชนบทเห็นควรให้กําหนดขอบเขตของสูตรส่วนผสมเฉพาะงานแตกต่างไปจากตารางที่ 2
    สามารถ คําเนินการได้ตามความเหมาะสม
    3.8 การทดลองและการตรวจสอบการออกแบบการฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรีซีลครั้ง ผู้รับจ้างต้อง ชาระค่าธรรมเนียมตามอัตรา กรมทางหลวงชนบท าหนด
  1. เครื่องจักรและเครื่องมือ
    เครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ ที่จะนํามาใช้จะต้องได้รับการดูและรักษาให้อยู่ในสภาพที่ใช้การ ได้ดีตลอดระยะเวลาของการดําเนินงาน หากอุปกรณ์เครื่องมือนั้นไม่สามารถทํางานได้ได้ผลตามต้อง การ ผู้รับจ้างจะต้องแก้ไปให้ดีก่อนนําไปใช้งาน
    4.1 เครื่องจักรพาราชเลอรี่แล
    เครื่องจักรพาราสเลอรี่ ลต้องเป็นเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ประกอบด้วย
    -เครื่องผสม (Mixer)
    -เครื่องฉีดนํ้า
    -เครื่องฉาย (Spreader)
    -เครื่อง มหาราแอสฟัลตอิมัลชั่น น้ําและสารผสมเพิ่ม
    -สายพานล่าเลียงมวลรวมและวัสดุผสมแทรกไปยังเครื่องผสม -ถังใส่มวลรวม (Aggregate Bin)
    -ถังใส่วัสดุผสมแทรก (Filler Bin)
    -ถังใส่น้าและใส่พาราแอสฟัลต์อิมัลชัน
    -ถังใส่สารผสมเพิ่ม (Additive Tank)
    -อุปกรณ์ควบคุมอัตราส่วนผสมของวัสดุ
    ส่วนประกอบของเครื่องจักรดังกล่าวข้างต้นสําหรับรายการซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สําคัญ มีรายละเอียด
    ดังนี้
    กรมทางหลวงชนบท
    แบบมาตรฐาน
    สํานัก ารุงทาน
    วิธีการจาบผิวทางพาราสเลอรีล (Para Slurry Seal)
    en
    2m
    the
    แผ่นที่
    14
    เขียนแบบ རིག་
    วิศวกร นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ 19-304/56 เ
    ผู้อ่านวยการสํานัก
    อธิบดี
    4.1.1 เครื่องผสม
    เครื่องผสมจะต้องเป็นเครื่องชนิดที่ผลิตส่วนผสมของพาราสเลอรี่ชิลได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอนมีเครื่อง ลําเลียงวัสดุต่างๆ พร้อมมาตรวัดปริมาณ สามารถลําเลียงมวลรวม วัสดุผสมแทรก น้ําพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน และ สารผสมเพิ่มลงสู่ถังผสมตามอัตรา ส่วนที่กําหนดได้อย่างถูกต้อง มวลรวม และวัสดุผสมแทรกถูกลําเลียงลงสู่ถังผสม ในตําแหน่งเดียวกัน เครื่องผสมสามารถลําเลียงวัสดุ ที่ผสมเข้ากันอย่างดีแล้วลงเครื่องฉายได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาด 4.1.2 เครื่องฉีด
    ตอน
    เครื่องฉีดน้ําติดอยู่หน้าเครื่องฉาบ เช่น Fog Spray Bar สามารถฉีดน้ําให้เป็นฝอยหรือละอองใช้ สําหรับ ด าให้ผิวเปียกได้อย่างทั่วถึง 4.1.3 เครื่องฉาบ
    เครื่องฉายติดตั้งอยู่ด้านท้ายของเครื่องผสม ต้องสามารถปรับอัตราการฉาบได้ตามที่กําหนดปรับความ กว้างไม่น้อยกว่า 1 ช่องจราจรจาบได้เรียบและสม่ําเสมอ
    4.1.4 เครื่องปั๊มแอสฟัลต์อิมัลชัน นํ้าและสารเพิ่ม
    เครื่อง มแอสฟัลต์ มัลชัน น้ําและสารเพิ่ม ต้องมีมาตรวัดปริมาณ และสามารถอ่านมาตรได้ตลอดเวลา ในการทําพาราเตอรี่ ส
    4.1.5 สายพานส่าเสียงมวลรวม และวัสดุผสมแทรกไปยังเครื่องผสม
    สายพานลําเลียงมวลรวม และวัสดุผสมแทรกไปยังเครื่องผสม ต้องมีมาตรวัดปริมาณและสามารถอ่าน มาตรได้ตลอด เวลาในการทําพาราสเลอรี่ ส
    4.2 เครื่องกวาดฝุ่น
    เครื่องกวาดฝุ่นเป็นแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองหรือแบบลากที่ติดตั้งที่รถไถนา (Farm Tractor) หรือรถอื่นใด ซึ่งเป็น ชนิดไม้กวาดหมุนโดยเครื่องกล ชนไม้กวาดอาจทําด้วยไฟเบอร์ ลวดเหล็กไนลอน หวายหรือวัสดุอื่นที เหมาะสม ทั้งนี้ต้องมีประสิทธิภาพพอที่จะทําให้พื้นที่ที่จะก่อสร้างสะอาด อาจใช้ร่วมกับเครื่องเป่าฝุ่น และไม้ กวาดมือ งสามารถทําความสะอาดผิวทาง และรายแตกได้
    4.3 เครื่องเป่าลม (Blower)
    เครื่องเป่าลมเป็นแบบติดตั้ง รถไถนาหรือรถอื่นใด มีใบพัดขนาดใหญ่ให้กําลังลมแรงและมีประสิทธิภาพพอ

    เพียงที่จะทําใหัฟัน ที่จะก่อสร้างสะอาด 4.4 เครื่องจักรบคที
    เครื่องจักร คบต้องเป็นรถบดล้อยางแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง มีน้ําหนักประมาณ 5 นล้อยางต้องเป็น ผิวหน้ายางเรียบมีขนาดและ จํานวนชั้นผ้าใบเท่ากันทุกล้อ ความดันลมยางประมาณ 345 กิโลปาสกาล (50 ปอน แรงต่อตารางนิ้ว)
    4.5 อุปกรณ์อื่นๆ
    อุปกรณ์อื่นๆ ที่จําเป็นในการดําเนินงาน เช่น เครื่องจาบด้วยมือ พลั่ว
  2. การเตรียมการก่อสร้าง
    การทําการก่อสร้างให้ดําเนินการดังนี้
    5.1 ให้กองมวลรวมเป็นระเบียบ
    โดยกองในบริเวณที่น้ําไม่ขังหรือบริเวณที่จะไม่ทําให้มวลรวมมีคุณสมบัติเปลี่ยน
    แปลงไป ก่อนนํามวลรวมไปใช้งานจะต้องได้รับการตรวจสอบ และได้รับการอนุญาตจากนายช่างผู้ควบคุมงาน
    ก่อน
    5.2 กรณีผิวทางเดิมเป็นผิวทางแอสฟัล
    ให้ทําการตรวจสอบพื้นที่ที่จะทําการก่อสร้าง และแก้ไขความบกพร่องต่าง ๆ ก่อนฉาบผิว เช่น ถ้าผิวเดิมมี ความเสียหายหรือระดับไม่ดี ให้ทํา Deep Patching หรือ Skin Patching แล้วแต่กรณี
    5.3 กรณีผิวทางเดิมเป็นผิวทางคอนกรีต
    ให้ทําการตรวจสอบรอยต่อรอยแยกต่างๆ แล้วทําการแก้ไขซ่อมแซมตามความเหมาะสมทําความสะอาดให้ เรียบร้อยแล้วทาการ Tack Coat ก่อนท่าการฉาบผิวพาราสเลอรี่ ส
    5.4 ตรวจสอบอุปกรณ์ เครื่องจักร และเครื่องมือ
    ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะนําออกใช้งานและผลิตส่วนผสมพาราสเลอรี่ ได้ตามที่ออกแบบไว้
    5.5 ท้าการตรวจสอบและตรวจปรับมาตรวัดต่างๆ
    เพื่อให้ใช้วัสดุได้ตามอัตราส่วนที่ต้องการ
    5.6 ในกรณีที่จําเป็นต้องกวาดฝุ่น
    ให้ใช้เครื่องกวาดฝุ่นกวาดวัสดุที่ไม่พึงประสงค์ออกจากผิวทางจนสะอาดถ้าจําเป็นให้ใช้น้ําล้างด้วย
    5.7 ต้องพิจารณาสภาวะอากาศให้เหมาะสม
    ห้ามทําการฉาบผิวในระหว่างฝนตกและอุณหภูมิขณะฉาบต้องไม่ต่ํากว่า 10 องศาเซลเซียส
  3. การก่อสร้าง
    วัสดุต่างๆ ที่จะนํามาผสมเป็นพาราสเลอรีซีลต้องเป็นวัสดุที่ผ่านการทดลอง และมีคุณภาพใช้ได้แล้ว 6.1 ข้อกําหนดในการก่อสร้างทั่วไป
    6.1.1 ให้ลาดยางแอสฟัลต์อิมัลชัน ชนิด CSS-1 หรือ CSS-1 1. ที่ผสมในอัตราส่วน 1:1 ลงบนผิวทางชั้นแรก ด้วยอัตราไม่น้อยกว่า 0.6 ลิตรต่อตารางเมตร โดยใช้ฟอกสเปร์ย (Fogspray) หลังจากนั้น จึงดําเนินการฉาบผิว พาราสเลอรี่ชีสต่อไป
    6.1.2 ดําเนินการฉาบผิวพาราสเลอรี่ชิลกับผิวทางชั้นแรก สําหรับผิวทางชั้นแรกที่ก่อสร้างใหม่การฉาบพารา สเลอรีซีลทับควรดําเนินการภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 4 วัน และไม่มากกว่า 4 สัปดาห์ ฉะนั้นการการสาด แอสฟัลต์อิมัลชัน ตาม ข้อ 6.1.3 ควรดําเนินการภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
    6.1.3 ก่อนที่จะฉาบผิวพาราสเลอรี่ชิล ให้ทําความสะอาดผิวทางที่จะฉาบพาราสเลอรีซีลทับด้วยเครื่องดูดฝุ่น และถ้าจําเป็นให้ใช้น้ําล้าง เพื่อกําจัดวัสดุที่หลุดหลวม สิ่งสกปรกต่างๆ ออกให้หมด
    6.1.4 ในกรณีที่ผิวทางเดิมเป็นผิวทางแอสฟัลต์ที่มีผิวแห้ง ต้องทําให้เปียกสม่ําเสมอด้วยเครื่องฉีด าเป็นฝอย
    หรือเป็นละอองทันทีก่อนจาบผิว
    6.1.5 กรณีที่ผิวทางเดิมเป็นผิวคอนกรีตให้ทําการ Tack Coat ด้วยแอสฟัลต์อิมัลชันชนิด CSS-16 ใน อัตรา 0.1-0.3 ลิตรต่อตารางเมตร หรือจะผสมน้ําในอัตราส่วน 1:1 แล้ว Tack Coat ใน อัตรา 0.2-0.6 ลิตรต่อตารางเมตร ก่อนท่าการฉาบผิว
    6.1.6 พวกแอสฟัลคอิมัลชันในส่วนผสมต้องไม่แตกตัวในเครื่องจาบก่อนที่จะฉาบ
    6.1.7 พาราสเตอรี่บิลที่ผสมแล้วต้องสามารถกระจายได้อย่างสม่ําเสมอในเครื่องฉาบ ต้องมีปริมาณมากพอ ตลอดเวลาเพื่อให้การฉาบสามารถฉาบไค้เต็มความต้องการ
    6.2 การวาน
    6.2.1 ส่วนผสมพาราสเลอรีซีล เมื่อฉาบผิวทางแล้วต้องมีส่วนผสมคงที่ถูกต้องตามสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน 6.2.2 ส่วนผสมพาราสเลอรี่ชิลต้องไม่จับกันเป็นก้อนหรือแตกตัวในเครื่องฉาบ ไม่มีมวลรวมใดที่ไม่ถูกเคลือบ ด้วยพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน ไม่เกิดการแยกตัวระหว่างพาราแอสฟัลต่อมัลชันกับมวลรวมละเอียดออกจากมวลรวม หยาบหรือมีมวลรวมหยาบตกลงสู่ส่วนล่างของวัสดุผสม ถ้ามีกรณีดังกล่าว เกินขึ้นจะต้องตกวัสดุผสมนี้ออกไปจากผิว 6.2.3 ต้องไม่มีรอยครูดซึ่งอาจเกิดจากหินก้อนใหญ่เกินไป ปรากฏให้เห็นบนผิวทางที่ฉาบเรียบร้อยแล้วถ้าเกิด กรณีเช่นนี้ต้องทําการตกแต่งและแก้ไขให้เรียบร้อย นายช่างผู้ควบคุมงานอาจให้ใช้ตะแกรงอ่อนร่อนมวลรวมก่อน
    ทาง
    ามา สม
    6.2.4 กรณีที่ไม่สามารถใช้เครื่องจาบทําการฉาบได้เพราะสถานที่จํากัด การฉาบด้วยมือต้องได้รับความเห็น
    ชอบจากนายช่างผู้ควบคุมงานก่อน
    6.3 รอย
    รอยต่อตามยาวหรือตามขวางต้องไม่เป็นสันนูนหรือมองเห็นชัดเจนไม่เรียบร้อย ถ้าเกิดกรณีเช่นนี้ต้องทําการ ตกแต่ง และแก้ไขให้เรียบร้อยโดยวิธีที่นายช่างผู้ควบคุมงานเห็นชอบ
    6.4 การบดทัน
    6.4.1 พาราสเลอ ชลชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ไม่ต้องทําการปิดทับ
    6.4.2 พาราสเลอรีซีลชนิดที่ 3 อาจจะทําการปิดทับหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายช่างผู้ควบคุมงาน หากต้องการทําการบิดทับขณะที่ส่วนผสมกําลังแข็งตัว (ขณะบ่ม โดยใช้รถบดล้อยางตามข้อ 4.4 บดทับด้วยความ เร็วประมาณ 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จํานวนไม่น้อยกว่า 5 เที่ยว
    6.5 การบบ
    เมื่อฉาบเสร็จแล้วต้องปล่อยให้บ่มตัวระยะเวลาหนึ่งก่อนการจราจร การบ่มตัวจะนานเท่าไรให้ตรวจสอบการ แตกตัวของพาราแอสฟัลต์อิมัลชันในส่วนผสมพาราสเตอร์ โดยดูการเปลี่ยนสีของส่วนผสมจากสีน้ําตาลเป็นสีดํา และปราศจากน้ําในส่วนผสม ซึ่งสามารถจะทําการตรวจสอบได้โดยใช้กระดาษ บ าบนผิวพาราสเลอรีซีล ถ้าไม่ มีน้ําปรากฏบนผิว และผิวนั้นเป็น แล้วก็สามารถเปิดการจราจรได้ โดยปกติจะใช้เวลาบ่มไม่เกิน 2 ชั่วโมง ระหว่างการบ่มตัวถ้าจําเป็นต้องเปิดให้การจราจรผ่าน อาจใช้หินฝุ่นหรือทรายสาดบิดเพื่อให้รถยนต์ผ่านได้ 7. การอ้านวยการและการเปิดการจราจร
    ผู้รับจ้างจะต้องอํานวยความสะดวกและความปลอดภัยในระหว่างการก่อสร้าง โดยจัดหาติดตั้งอุปกรณ์ป้ายเครื่อง หมายและสัญญาณจราจรเตือนล่วงหน้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ระยะเวลาที่จะเปิดการจราจรควรพิจารณาตามความจําเป็น ในสนาม ควรเปิดจราจรได้เมื่อบ่มตัวครบ 2 ชั่วโมง แล้วนายช่างผู้ควบคุมงานจะเป็นผู้กําหนดระยะเวลาในการเปิด 8. ข้อควรระวัง
    การจราจรตามความเหมาะสม
    ได้
  4. การขนส่งพาราแอสฟัล อิมัลชั่นในกรณีเป็นถัง Drum โดยเฉพาะการชนขึ้นหรือลง ต้องระมัดระวังไม่ให้ถึง บรรจุพาราแอสฟัลต่อิมัลชั่นได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงมาก เพราะอาจทําให้พาราแอสฟัลติ มิลชันแตกตัว 8.2 ก่อนใช้พาราแอสฟัลต์อิมัลชันที่บรรจุถังเก็บไว้เป็นเวลานาน ๆ ควรกลิ้งถังไปมาอย่างน้อยด้านละ 5 ครั้ง ก่อนบรรจุในเครื่องผสมพาราสเลอรี่ชิล ทั้งนี้เพื่อให้พาราแอสฟัลต์อิมัลชันมีลักษณะเดียวกันทั่วถึง 8.3 ทุกครั้งที่ทําการผสมหาราชเลอรี่ชิลเสร็จแล้วควรล้างเครื่องผสมให้สะอาด มิฉะนั้นจะมีแอสฟัลต์เกาะติดใน เครื่อง ทําให้ไม่สะดวกในการ ทํางานในครั้งต่อไป
    8.4 เมื่อเปิดถังบรรจุพาราแอสฟัลต์อิมัลชันออกให้ ควรใช้ให้หมดถังหรือต้องมีฝาปิดมิฉะนั้นจะทําให้น้ําในถัง ระเหยได้ ซึ่งจะทําใหพาราแอลฟัลมัลชันเสื่อมสภาพ
    แผ่นที่
    กรมทางหลวงชนบท
    แบบมาตราน
    สํานักบําารุงทาง
    วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอร์ไล (Para Slurry Seal)
    But Tour ZMA
    15
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ 37-305/56
    ผู้อ่านวยการสานัก
    อธิบดี
    ระดับคนเด
    SIDE SLOPE
    ลําดับที่
    1
    รายการ
    ผิวทางและผิวไหลทาง
    ไหล่ทาง
    ผิวจราจร
    q
    Slope
    Slope
    ไหล่ทาง
    ขั้นตอนเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต
  5. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง
  6. ถ้าระดับผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมไม่ดีให้ทํา SKIN PATCHING หรือ Levling ให้เรียบร้อยเสียก่อน
  7. ทํา TACK COAT ผิวทางและผิวไหล่ทาง
  8. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ทําผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC
    CONCRETE
    ทํา TACK COAT ผิวไหล่ทางเดิม โครงสร้างไหล่ทางเดิม
    SIDE SLOPE
    ท่าผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    ทํา TACK COAT ผิวทางเดิม โครงสร้างทางเดิม
    ข้อกําหนดในการเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต

    ขอกําาหนด
    อ้างอิง มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE
    มทช.230-2545
    หมายเหตุ
  9. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  10. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เกินเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  11. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่
    กําหนดไว้ในแบบ
  12. ความหนาของผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 6. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  13. แบบนี้ใช้ร่วมกับแบบเลขที่ บร-102
    ASPHALTIC CONCRETE
    2
    TACK COAT
    อ้างถึง
    3
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    อ้างถึง
    มาตรฐานงานแทคโค้ท (TACK COAT) มทช.227-2545 มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
    กรมทางหลวงชนบท

แผ่นที่
16
สํานัก ารุงทาง
แบบแนะน่า งานเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต
เขียนแบบ
วิศวกร/นายช่าง
หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บ7-306/56 6
ผู้อ้านวยการสานักฯ
อธิบดี
Varies
0.075
0.05-
0.85
0.60
0.25
0.05
0.075
1.10
0.05
0.05
0.075
0.85
0.075
แปลนบ่อพักน้ํา
0.125
1.10 0.85
0.125
0.20

  • 0.20
    ….
    0.15
    0.101
    0.25
    รูปตัด ก

    0.85
    0.125
    0.60
    0.125
    Slope
    0.30
    -เหล็กฉาก 50x50x4 มม. ท่อ pvc 2%
    T
    0.25
    เหล็กฉาก 50x50x4 มม.
    Ø 9 มม. 0.20 ม.
    เหล็กฉาก 50x50x4 ม.
    0.95
    0.175
    0.60
    0.175
    แบบขยายฝาบ่อพัก
    คอนกรีตหยาบ 1:3:5 ทรายหยาบบดอัดแน่น
    รางคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรายหยาบบคอัดแน่น
    SLOPE 5 : 1 (97u:Ã0)
    ผิวทาง
    ชั้นพื้นทาง
    ชั้นรองพื้นทา
    วัสดุคัดเลือก
    ทรายบดอัดแน่นหนา 5 ชม.
    5–09มม.
    Ø 9 มม. C0.20 ม.
    ขยายรางระบายน้ํา
    0.15
    0.05 0.05
    Ø 0.60
    1.05
    รูปตัดตามขวาง
    ระดับดินเดิม
    ขยาย
    ใหล่ทาง
    SLOPE
    ความกว้างคันทาง
    ผิวจราจร
    SLOPE
    รูปตัดตามขวางโครงสร้างทาง
    ใหล่ทาง
    ดุขยาย
    ระดับดินเดิม
    SLOPE 5 : 1 (ราบดิ่ง)
    Slope
    6 G 9 มม.
    8 9 มม. 0.15 ม.
    Ø 3 มม.
    ท่อ pvc 2
    วทาง
    ชั้นพื้นทาง ชั้นรองพื้นทาง
    ทรายถมหลังท่อบดอัดแน่น
    ทา ค.ส.ล.ขนาด Ø 0.60 ม
    หมายเหตุ
  1. ความกว้างและความลึกของรางระบายน้ําสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยให้ถือเอาตามที่ระบุ
    ในแบบแปลนเป็นหลัก
  2. ตําแหน่งในการก่อสร้างสามารถเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายได้ตามความเหมาะสมโดยให้ขึ้นอยู่ กับดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน แต่ปริมาณงานโดยรวมต้องเท่าเดิม
  3. ให้ผู้รับจ้างปรับระดับดินที่ท้องรางระบายน้ํา เพื่อรางระบายน้ําสามารถระบายน้ําได้ และ กําหนดจุดเปิดช่องให้มีการระบายน้ําออกจากรางน้ําตามความเหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้องได้รับ
    ความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงานด้วย
  4. วัสดุที่ใช้ผสมคอนกรีตส่วนผสมของคอนกรีตและเหล็กเสริมคอนกรีตให้ใช้ตามมาตรฐาน
    กรมทางหลวงชนบท มท. 101-2545 และ มท.102-2545 ตามลําาดับ
  5. ให้เว้นช่องว่างของรางน้ํากว้าง 1 ซม. ต่อความยาวรางน้ําทุกระยะ 10-15 ม. แล้วให้ใช้ MASTIC JOINT SEALER ยาแนวรอยต่อนี้ตลอดแนว
  6. งานคอนกรีตให้เป็นไปตาม มท.101-2545 โดยใช้คอนกรีตชนิด 2.2
    รูปลูกบาศก์ 15x15x15 ซม. อายุ 28 วัน ไม่น้อยกว่า 240 กก./ชม. 7. ท่อระบายน้ํา คสล. ให้ใช้ท่อที่ได้มาตรฐาน มอก.128 คุณภาพชั้น 3 ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมท่อคอนกรีตเสริมเหล็กสําหรับงานระบายน้ํา
  7. ในกรณีที่เกิดปัญหาหรือมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดใด ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบ คุมงานและได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าจ้าง
  8. มิติต่าง ๆ ให้มีหน่วยเป็นเมตร นอกจากได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น 10. เหล็กรูปพรรณให้มีคุณภาพตาม มอก.116 ชั้นคุณภาพ Fe 24
  9. บ่อพักน้ํา ค.ส.ล. ทุกระยะไม่เกิน 15 เมตร
    คอนกรีตหยาบ 1:3:5 ทรายหยาบบดอัดแน่น
    กรมทางหลวงชนบท
    แบบมาตรฐาน
    สํานักข่ารุงทาง
    รางระบายน้ําแบบรางด้น (RC. GUTTER)
    Let h Summar 9.
    แผ่นที่ 18
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-402/56 4
    อ่านวยการสํานัก
    อธิบดี
    0.15
    RB 6 @ 0.025
    0.30
    RB 6 @ 0.05
    TIP END OR DRIVING END
    0.025
    0.025
    0.15
    1
    4
    0.15
    0.025
    0.025
    รูปตัด
    1
    1
    L
    0.707 L
    4
    08 12
    แสดงตําแหน่งยกเสาเข็ม 1 จุด
    0.10
    10.05
    DETAIL
    0.10
    A
    RB 9
    RADIUS 0.025
    L
    RB 6 @ 0.10 VARIES
    DB 12
    (
    รูปตัดแสดงเหล็กเสริมเสาเข็ม (หัวตัด)
    ( สําหรับเสาเข็มความยาว 4.00 - 6.00 ม. )
    0.293 L.
    จุดยกดู DETAIL
    RB 6
    0.30
    @ 0.05
    0.15
    RB 6 0.025
    -2
    DB 12 U
    รายการประกอบแบบ
  10. มิติต่างๆ มีหน่วยเป็นเมตรเว้นแต่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น
  11. กําลังอัดคอนกรีตสูงสุด ( ULTIMATE COMPRESSIVE STRENGTH ) ของแท่งคอนกรีตทดลอง
    ขนาด 15 x 15 x 15 ซม. เมื่ออายุครบ 28 วัน
    สําหรับเสาเข็ม คสล. ไม่น้อยกว่า 240 กก./ตร.ซม. ( ตาม มท. 101-2545 )
  12. งานคอนกรีตให้ใช้ 22 ตาม มท. 101-2545
    3.1 ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง หรือประเภทสาม ตาม มอก. 15-2532
    3.2 ในกรณีที่บริเวณก่อสร้างเป็นน้ําเค็มหรือน้ํากร่อย ให้ใช้ปูนซิเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทห้า ตาม มอก. 15-2532 ซึ่งมีความต้านทานซัลเฟตสูง
    3.3 ส่วนยุบตัวของคอนกรีต ( SLUMP ) ไม่เกิน 10 เซนติเมตร
  13. งานเหล็กเสริมให้เป็นไปตาม มท.. 103-2545 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    4.1 เหล็กเสริมขนาด RB 6 มม. ให้ใช้เหล็กเส้นกลม SR 24
    4.2 เหล็กเสริมขนาด DB 12 มม. ขึ้นไปให้ใช้เหล็กข้ออ้อย SD 30
  14. ในกรณีใช้เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ต้องเป็นไปตาม มอก. 396-2524 พื้นที่หน้าตัดและ เส้นรอบรูปจะต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    แผ่นที่
    กรมทางหลวงชนบท
    2m
    สํานักน่ารุงทาง
    แบบมาตรฐาน การตอกเสาเข็มหัวตัด
    ขนาด 0.15 x 0.15 ม. ยาว 4.00
    19
    เขียนแบบ วิศวกร นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ บร-403/56 41
    6.00 ม.
    ผู้อ้านวยการสํานักฯ
    อธิบดี
    0.10, 0.15
    0.30
    RB
    @ 0.025
    RB 6
    0.05
    RB 6 @ 0.025
    1
    TIP END OR DRIVING END
    L
    RB 6 @ 0.10 VARIES
    4 - DB 12
    0.30 RB 6 0.05
    0.15
    RB 6 @ 0.025
    (
    รูปตัดแสดงเหล็กเสริมเสาเข็ม (หัวแหลม)
    ( สําหรับเสาเข็มความยาว 4.00 - 6.00 ม. )
    )
    0.15
    0.15
    0.04
    0.07
    0.04
    0.025
    0.025
    0.04
    0.15 0.07
    0.04
    รูปด้าน
    0.707 L
    L
    10.025
    0.15
    0.025
    รูปตัด 1
    1
    0.203 L.
    4
    DB 12
    จุดยก DETAIL
    (A)
    แสดงตําแหน่งยกเสาเข็ม 1 จุด
    0.10
    0.05
    RB 9
    RADIUS 0.025
    0.10
    DETAIL
    A
    -2
    N
    }
    DB 12 U
    รายการประกอบแบบ
  15. มิติต่างๆ มีหน่วยเป็นเมตรเว้นแต่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น
  16. กําลังอัดคอนกรีตสูงสุด ( ULTIMATE COMPRESSIVE STRENGTH ) ของแท่งคอนกรีตทดลอง
    ขนาด 15 x 15 x 15 ซม. เมื่ออายุครบ 28 วัน
    สําหรับเสาเข็ม คสล. ไม่น้อยกว่า 240 กก./ตร.ซม. ( ตาม มท. 101-2545 )
  17. งานคอนกรีตให้ใช้ 22 ตาม มทร. 101-2545
    3.1 ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง หรือประเภทสาม ตาม มอก. 15-2532 3.2 ในกรณีที่บริเวณก่อสร้างเป็นน้ําเค็มหรือน้ํากร่อย ให้ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทห้า ตาม มอก. 15-2532 ซึ่งมีความต้านทานซัลเฟตสูง
    3.3 ส่วนยุบตัวของคอนกรีต ( SLUMP ) ไม่เกิน 10 เซนติเมตร
  18. งานเหล็กเสริมให้เป็นไปตาม มท.. 103-2545 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    4.1 เหล็กเสริมขนาด RB 6 มม. ให้ใช้เหล็กเส้นกลม SR 24
    4.2 เหล็กเสริมขนาด DB 12 มม. ขึ้นไปให้ใช้เหล็กข้ออ้อย SD 30
  19. ในกรณีใช้เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ต้องเป็นไปตาม มอก. 396-2524 พื้นที่หน้าตัดและ
    เส้นรอบรูปจะต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    แผ่นที่
    กรมทางหลวงชนบท
    2m
    สํานักบําารุงทาน
    แบบมาตรงาน การตอกเสาเข็มหัวแหลม
    ขนาด 0.15 x 0.15 ม. ยาว 4.00 6.00 ม.
    20
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ 39-404/56 แทน
    น านวยการสํานัก
    อธิบดี