จ้างก่อสร้างระหว่างดำเนินการ

ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานบำรุงถนนสาย สข.1035 แยกทางหลวงหมายเลข 4 - แยกทางหลวงหมายเลข 4287 อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

กรมทางหลวงชนบท 68019544441
฿17,000,000 ปีงบ 2568 ประกาศ 20 ก.พ. 2568 กรุงเทพมหานคร
รายละเอียดการจ้าง

เอกสารนี้เป็นคู่มือแบบงานบำรุงรักษาทางของกรมทางหลวงชนบท ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ได้แก่:

  1. งานซ่อมจุดอ่อนตัวและรายการประกอบแบบ: หมวดนี้เน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดบนถนน รวมถึงการซ่อม DEEP PATCH, SKIN PATCH, และ LEVELLING โดยมีรายละเอียดวิธีการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม
  2. งานซ่อมสร้าง: หมวดนี้ครอบคลุมงานซ่อมสร้างผิวทางที่หลากหลาย เช่น ผิวลูกรัง, ผิวลูกรังผสมน้ำยาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ, ผิวทางเคพซีล, และผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต รวมถึงวิธี Pavement In-Place Recycling และงานซ่อมสร้างผิวคอนกรีต
  3. งานเสริมผิว/ฉาบผิว: หมวดนี้เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงผิวทางให้ดีขึ้น เช่น งานเสริมผิวลูกรัง, งานฉาบผิวสเลอรีซีล, และงานเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต
  4. งานอื่นๆ: หมวดนี้รวมถึงงานบำรุงรักษาทางอื่นๆ เช่น การปรับปรุงทางเชื่อม, รางระบายน้ำแบบรางตื้น, และการตอกเสาเข็ม

แต่ละหมวดมีแบบงานที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการก่อสร้าง, วัสดุที่ใช้, และข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้รับเหมาสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานของกรมทางหลวงชนบท

English summary

This document is a manual for road maintenance work by the Department of Rural Roads, divided into 4 main categories:

  1. Repair of Weak Points and Supporting Items: This section focuses on addressing specific issues on roads, including DEEP PATCH, SKIN PATCH, and LEVELING repairs, with detailed methods for repairing the road surface and base.
  2. Reconstruction Work: This section covers various road surface reconstruction works, such as lateritic surfaces, lateritic surfaces mixed with material property improvement agents, Cape seal surfaces, and asphalt concrete surfaces, including the Pavement In-Place Recycling method and concrete surface reconstruction work.
  3. Overlay/Surface Treatment Work: This section involves improving the road surface, such as lateritic surface overlay work, slurry seal surface treatment work, and asphalt concrete pavement overlay work.
  4. Other Works: This section includes other road maintenance works such as intersection improvements, shallow drainage ditches, and pile driving.

Each section provides detailed work instructions, materials used, and related requirements to enable contractors to carry out the work correctly according to the standards of the Department of Rural Roads.

สถานที่ดำเนินการ

ข้อมูลส่วนนี้ไม่ได้ระบุไว้ใน TOR

ข้อมูลเชิงลึกของโครงการ

AI วิเคราะห์ ปลดล็อกแล้ว

เป้าหมายโครงการ

  • แก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิมที่ชำรุด
  • เสริมผิวทางและซ่อมสร้างผิวแอสฟัลติกคอนกรีต
  • ซ่อมสร้างผิวลูกรังและผิวทางเคพซีล
  • ฉาบผิวทางด้วยสเลอรีซีลและพาราสเลอรีซีล
  • ปรับปรุงทางเชื่อมและรางระบายน้ำ
  • ตอกเสาเข็มเพื่อเสริมความแข็งแรง

ขอบเขตของงาน

  • งานซ่อมจุดอ่อนตัว:

    • DEEP PATCH: ขุดรื้อผิวทางและชั้นทางที่ชำรุดลึกถึงโครงสร้างทาง, ปิดทับคันทางเดิม, ลงวัสดุตามชั้นคันทางเดิมหรือดีกว่า, บดทับเป็นชั้นๆ หนาไม่เกิน 200 มม., และก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบ
    • SKIN PATCH: ขุดซ่อมผิวทางเดิมที่เสียหายไม่ลึกถึงโครงสร้างทาง, ปัดกวาดทำความสะอาด, ทำ PRIME COAT, ปูวัสดุ HOT MIX หรือ COLD MIX, บดทับ, และก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบ
    • LEVELLING: ปรับระดับผิวทางเดิมให้เรียบเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น, ปัดกวาดทำความสะอาด, ทำ TACK COAT, ปูวัสดุ HOT MIX หรือ COLD MIX, บดทับ, และก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบ
  • งานซ่อมสร้าง:

    • ซ่อมสร้างผิวลูกรัง: ขุดซ่อมผิวทางเดิมที่ชำรุด, ลงวัสดุคัดเลือกบดอัดแน่น, ลงลูกรังผิวทางบดอัดแน่น
    • ซ่อมสร้างผิวลูกรัง (ผสมน้ำยาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ): เหมือนซ่อมสร้างผิวลูกรัง แต่ผสมน้ำยาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุในอัตราส่วนที่กำหนด
    • ซ่อมสร้างผิวทางเคพซีล: ทำ DEEP PATCHING, ขุดรื้อผิวทางเดิม, ลงหินคลุกพื้นทางบดอัดแน่น, ทำ PRIME COAT, และทำผิวทางแบบ CAPE SEAL
    • ซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต: ทำ DEEP PATCHING, ขุดรื้อผิวทางเดิม, ลงหินคลุกพื้นทางบดอัดแน่น, ทำ PRIME COAT, และทำผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    • ซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING): ทำ DEEP PATCHING, ลงหินคลุกปรับระดับ, ขุดกัดผิวทางเดิมโดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING, ทำ PRIME COAT, และทำผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    • ซ่อมสร้างผิวคอนกรีต: ขุดรื้อผิวจราจรเดิม, เกลี่ยปรับไหล่ทางเดิม, รองพื้นทางด้วยทรายหยาบ, และทำผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก
  • งานเสริมผิว/ฉาบผิว:

    • เสริมผิวลูกรัง: ปาดแต่งผิวให้เรียบร้อยแล้วบดทับ, เสริมลูกรังบดอัดแน่น
    • ฉาบผิวสเลอรีซีล: ทำ DEEP PATCHING, SKIN PATCHING หรือ Levelling, และทำผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ SLURRY SEAL
    • ฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่ซีล: ทำ DEEP PATCHING, SKIN PATCHING หรือ Levelling, และทำผิวทางและผิวไหล่ทางแบบพาราสเลอรีซีล (TYPE 3)
    • เสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต: ทำ DEEP PATCHING, SKIN PATCHING หรือ Levling, ทำ TACK COAT, และทำผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
  • งานอื่นๆ:

    • ปรับปรุงทางเชื่อม
    • รางระบายน้ำแบบรางตื้น
    • การตอกเสาเข็ม

สิ่งที่ต้องส่งมอบ

  • ผิวทางและพื้นทางที่ได้รับการแก้ไขและปรับปรุง
  • ผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีตที่ได้รับการเสริมผิวและซ่อมสร้าง
  • ผิวลูกรังและผิวทางเคพซีลที่ได้รับการซ่อมสร้าง
  • ผิวทางที่ได้รับการฉาบผิวด้วยสเลอรีซีลและพาราสเลอรีซีล
  • ทางเชื่อมและรางระบายน้ำที่ได้รับการปรับปรุง
  • เสาเข็มที่ได้รับการตอกเพื่อเสริมความแข็งแรง
  • แผนการปฏิบัติงาน
  • การส่งวัสดุงานทาง
  • การอำนวยการและควบคุมการจราจรระหว่างการก่อสร้าง

ระยะเวลาดำเนินการ

  • ผู้รับจ้างจะต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา
  • ผู้รับจ้างจะต้องประสานกับผู้ควบคุมงานจัดส่งวัสดุงานทางภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา
  • เมื่อลาดยางแอสฟัลต์แล้วจะต้องทิ้งไว้ประมาณ 10-18 ชั่วโมง ก่อนที่จะทําผิวชั้นต่อไป
  • การบ่มและการเปิดการจราจร ในกรณีที่เป็นการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ ซึ่งมีการผสมปูนซีเมนต์ หลังการก่อสร้างให้บ่มชั้นทางนั้นโดยพ่นน้ําลงไปบนผิวหน้าของชั้นทางเพื่อให้ผิวหน้าชุ่มตามปกติตลอด ช่วงเวลาการบ่มขึ้นตลอดเวลาติดต่อกันนานอย่างน้อยที่สุด 3 วัน นับจากวันที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและอนุญาตให้เปิดการจราจรได้
  • โดยปกติจะใช้เวลาบ่มไม่เกิน 2 ชั่วโมง ระหว่างการบ่มตัวถ้าจําเป็นต้องเปิดให้การจราจรผ่าน อาจใช้หินฝุ่นหรือทรายสาดบิดเพื่อให้รถยนต์ผ่านได้

คุณสมบัติผู้เสนอราคา

  • Standards Compliance:

    • วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มท. 201-2545)
    • วัสดุที่ใช้ในงานรองพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มทช.202-2545)
    • วัสดุในงานพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุพื้นทาง ชนิดหินคลุก (มทช.203-2545)
    • ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด MC-70 หรือ CSS-1 ตาม มท .225-2545
    • ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด CRS-2 ตาม มท.. 227-2545
    • ผิวทาง และผิวไหล่ทาง CAPE SEAL ต้องเป็นไปตามมาตรฐานงานผิวจราจรแบบ CAPE SEAL มทช.233-2545
    • ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม มท..223-2545
    • ผิวทางและผิวไหล่ทาง ASPHALTIC CONCRETE ต้องเป็นไปตามมาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE มทช.230-2545
    • การขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหล่ทางเดิม โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING ต้องเป็นไปตามรายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) และมาตรฐานงานหมุนเวียนวัสดุชั้นทางเดิมมาใช้ใหม่แบบในที (PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) มท..242-2555
    • ผิวทาง * คอนกรีต ต้องเป็นไปตามมาตรฐานงานผิวจราจรแบบคอนกรีต มทช.231-2545
  • Technical Capabilities:

    • ต้องมีเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ ที่จําเป็นจะต้องใช้ในการดําเนินงานทางด้าน วัสดุ และการก่อสร้างไว้ให้พร้อมที่หน้างาน ทั้งนี้ต้องเป็นแบบ ขนาดอยู่ในสภาพที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • เครื่องจักรพาราสเตอรี่ไล ต้องเป็นเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ประกอบด้วย เครื่องผสม (Mixer), เครื่องฉีดนํ้า, เครื่องฉาย (Spreader), เครื่องบ่มพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน นํ้าและสารผสมเพิ่ม, สายพาน าเลียงมวลรวมและวัสดุผสมแทรกไปยังเครื่องผสม, ถังใส่มวลรวม (Aggregate Bin), ถังใส่วัสดุผสมแทรก (Filler Bin), ง ส าและ พาราแอสฟัลต์อิมัลชัน, ถังใส่สารผสมเพิ่ม (Additive Tank), อุปกรณ์ควบคุมอัตราส่วนผสมของวัสดุ
    • ต้องมีเครื่องกวาดฝุ่นเป็นแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองหรือแบบลากที่ติดตั้งที่รถไถนา (Farm Tractor) หรือรถอื่นใด
    • เครี่องเป่าลม (Blower) เป็นแบบติดตั้งที่รถไถนาหรือรถอื่นใด มีใบพัดขนาดใหญ่ให้กําลังลมแรงและมีประสิทธิภาพพอเพียงที่จะทําให้พ้น ที่จะก่อสร้างสะอาด
    • เครื่องจักรบดทับต้องเป็นรถบดล้อยางแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง มีน้ําหนักประมาณ 5 ตัน

เกณฑ์การพิจารณา

ข้อมูลส่วนนี้ไม่ได้ระบุไว้ใน TOR

ข้อกำหนดทางเทคนิค

  • วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มท. 201-2545)
  • วัสดุที่ใช้ในงานรองพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มทช.202-2545)
  • วัสดุในงานพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุพื้นทาง ชนิดหินคลุก (มทช.203-2545)
  • ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด MC-70 หรือ CSS-1 ปริมาณการใช้ 0.80-1.40 ลิตร/ตารางเมตร (มท .225-2545)
  • ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด CRS-2 ปริมาณการใช้ 0.10-0.30 ลิตร/ตารางเมตร (มท.. 227-2545)
  • ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม มท..223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความลึกหรอไม่มากกว่า 40% การบดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80% หรือเท่ากับที่แสดงในแบบรูปตัดโครงสร้างทาง
  • ลูกรังที่ใช้ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ ต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตราฐานลูกรังชนิดทําผิวจราจร (มทช.206-2545)
  • ต้องเป็นหินไม่รวม ( CRUSHED ROCK SOIL AGGREGATE TYPE BASE ) ตาม ม.203-2545 ค่า LL.ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า P1. ไม่มากกว่า 6% ค่าความลึกหรือไม่มากกว่า 40% มีค่า CBR ไม่น้อยกว่า 80%
  • ให้ใช้คอนกรีตชนิด ค.2 รูปลูกบาศก์ 15x15x15 ซม. อายุ 28 วัน ไม่น้อยกว่า 240 กก./ชม. ตาม มท.101-2545
  • ท่อระบายน้ํา คสล. ให้ใช้ท่อที่ได้มาตรฐาน มอก.128 คุณภาพชั้น 3 ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมท่อคอนกรีตเสริมเหล็กสําหรับงานระบายน้ํา
  • เหล็กรูปพรรณให้มีคุณภาพตาม มอก.116 ชั้นคุณภาพ Fe 24

เงื่อนไขสัญญา

  • ผู้รับจ้างจะต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาต่อสํานักผู้ว่าจ้าง เพื่อที่จะทําการตรวจสอบและอนุมัติให้ใช้แผนการปฏิบัติงาน
  • ผู้รับจ้างจะต้องประสานกับผู้ควบคุมงานจัดส่งวัสดุงานทางภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา เพื่อตรวจสอบหรือออกแบบผิวทาง ตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท
  • ค่าใช้จ่ายในการสํารวจ การตรวจสอบ การออกแบบส่วนผสมการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบส่วนผสมใหม่ ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบรวมถึงผลความเสียหายใดๆในสนาม ผู้รับจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • งาน DEEP PATCH คืออะไร และมีขั้นตอนการทำงานอย่างไร?

    • งาน DEEP PATCH เป็นการซ่อมเพื่อแก้ไขโครงสร้างทางที่ไม่แข็งแรง โดยมีขั้นตอนคือ ขุดรื้อผิวทางและชั้นทางที่ชำรุดลึกถึงโครงสร้างทาง, ปิดทับคันทางเดิม, ลงวัสดุตามชั้นคันทางเดิมหรือดีกว่า, บดทับเป็นชั้นๆ หนาไม่เกิน 200 มม., และก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบ
  • งาน SKIN PATCH ต่างจากงาน DEEP PATCH อย่างไร?

    • งาน SKIN PATCH เป็นงานซ่อมเพื่อแก้ไขเฉพาะผิวทางเดิมที่ชำรุดเสียหายเท่านั้น ความเสียหายไม่ลึกลงไปถึงโครงสร้างทาง
  • งาน LEVELLING มีความสำคัญอย่างไรในการบำรุงรักษาทาง?

    • งาน LEVELLING เป็นงานซ่อมเพื่อปรับระดับผิวทางเดิมให้ราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่นก่อนที่จะทำการฉาบผิวหรือเสริมผิว
  • น้ำยาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุที่ใช้ในงานซ่อมสร้างผิวลูกรังต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?

    • น้ํายาผสมลูกรังชนิดทําผิวจราจรเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติ จะต้องมีคุณสมบัติทางเคมีตามที่ผู้ผลิตกําหนด ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องส่งผลทดสอบที่รับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ พร้อมใบแสดงคุณสมบัติสินค้าต้นฉบับจากผู้ผลิต
  • CAPE SEAL คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร?

    • CAPE SEAL เป็นมาตรฐานงานผิวจราจรแบบ CAPE SEAL มทช.233-2545 ใช้สำหรับซ่อมสร้างผิวทาง
  • PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING คืออะไร และมีขั้นตอนการทำงานอย่างไร?

    • Pavement In-Place Recycling คือการขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหล่ทางเดิม โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING
  • SLURRY SEAL คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร?

    • SLURRY SEAL เป็นมาตรฐานการฉาบผิวทางแบบ SLURRY SEAL มทช.232-2545 ใช้สำหรับทำผิวทางและผิวไหล่ทาง
  • ข้อควรระวังในการขนส่งพาราแอสฟัลต์อิมัลชันคืออะไร?

    • การขนส่งพาราแอสฟัลต่อมัลชันในกรณีเป็นถัง Drum โดยเฉพาะการขนขึ้นหรือลง ต้องระมัดระวังไม่ให้ถึง บรรจุพาราแอสฟัลตอิมัลชันได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงมาก เพราะอาจทําให้พาราแอสฟัลต มัลชันแตกตัว ได้
  • ในการก่อสร้างผิวทางคอนกรีตเสริมเหล็ก ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

    • ให้ใช้คอนกรีตชนิด ค.2 รูปลูกบาศก์ 15x15x15 ซม. อายุ 28 วัน ไม่น้อยกว่า 240 กก./ชม. ตาม มท.101-2545 และต้องทำการเกลี่ยปรับไหล่ทางเดิม แล้วบดทับ
  • ผู้รับจ้างต้องดำเนินการอย่างไรหากไม่สามารถดำเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กำหนดไว้ในแบบ?

    • ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง

เอกสารขอบเขตงาน (TOR) ฉบับเต็ม

DEPARTMEN
กรมทา
ทางหลวง
1
ชนบท
OF RURAL ROADS
กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม
แบบงานบํารุงรักษาทาง
}
ภก.4010
อน.3023
เมษายน ๒๕๕๖
งานฉาบผิว
งานเสริมผิว
งานซ่อมสร้าง
ลําดับที่
1
2
3
รายการแบบ
หมวดงานบํารุงรักษาทาง มี 4 หมวดย่อย
1 งานซ่อมจุดอ่อนตัวและรายการประกอบแบบ
สารบัญแบบงานบํารุงรักษาทาง
แบบเลขที่
รายละเอียดวิธีการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม
รายการประกอบแบบงานเสริมผิวและซ่อมสร้างผิวแอสฟัลติกคอนกรีต
ข้อกําหนดการก่อสร้างถนนลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
17-101/56
บร-102/56
ut-103/56
4
5
6
7
2 งานซ่อมสร้าง
งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง
งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง (ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ)
งานซ่อมสร้างผิวทางเคพซีล
งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
ut-201/56
พระ-202/56
u7-203/56
พร-204/56
8 งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) (1/2)
U7-205/56
0)
รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) (2/2)
U7-206/56
10
งานซ่อมสร้างผิวคอนกรีต
บร-207/56
3 งานเสริมผิว/ฉาบผิว
11
งานเสริมผิวลูกรัง
12
งานฉาบผิวสเลอรีซีล
13
งานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรีซีล (1/3)
14
วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรีซีล (2/3)
15 วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรีซีล (3/3)
16
งานเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต
4 งานอื่นๆ
17-301/56
17-302/56
ปร-303/56
u7-304/56
พร-305/56
u7-306/56
17
การปรับปรุงทางเชื่อม
18
รางระบายน้ําแบบรางตื้น
19 การตอกเสาเข็มหัวตัดขนาด 0.15x0.15 ม. ยาว 4.00 - 6.00 ม.
20 การตอกเสาเข็มหัวแหลมขนาด 0.15x0.15 ม. ยาว 4.00 - 6.00 ม.
15-401/56
17-402/56
บร-403/56
Ut-404/56
COLD MIX หรือ HOT MIX
PRIME COAT
ผิวทาง
คันทางเดิม
หินคลุกชั้นพื้นทาง
ลูกรังกร ที่ชั้นเสียหายลึกเกินชั้นพื้นทาง ขุดรื้อคันทางเดิมถึงขั้นที่เสียหายแล้วบดทับ
DEEP PATCH
คันทางเดิม
ชุดรื้อผิวทางเดิมที่ชํารุด
PRIME COAT
COLD MIX หรือ HOT MIX
SKIN PATCH
ผิวทาง
LEVELLING
COLD MIX หรือ HOT MIX
TACK COAT
รายละเอียดวิธีการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม

  1. งานชุดซ่อมผิวทางเดิม (DEEP PATCH) เป็นการซ่อมเพื่อแก้ไขโครงสร้างทางที่ไม่แข็งแรง (SOFT) หมายถึง งานชุดชั้นคันทางในบริเวณที่คันทางเดิมชํารุดเสียหาย (SOFT SPOT) และไม่สามารถรับน้ําหนักบรรทุกได้ ต้องทําการขุดรื้อลึกถึงชั้นที่เสียหาย แล้วเปลี่ยนวัสดุใหม่ที่มีคุณภาพมาแทนที่ แล้วทําการบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่นตามที่กําหนด 11 วิธีการก่อสร้าง
  1. ทําเครื่องหมายเพื่อแสดงขอบเขตบริเวณที่จะทําการซ่อมเป็นรูปเหลี่ยมทางเรขาคณิตตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  2. ชุดซื้อผิวทางและชั้นทางที่ชํารุดออกจนถึงขั้นโครงสร้างทางที่เสียหาย ตลอดความกว้างของชั้นทางหรือตามพื้นที่ที่เสียหายตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  3. ทําการปิดทับคันทางเดิมให้แน่นตามมาตรฐานของกรมทางหลวงชนบทของวัสดุคันทางนั้นๆ
  1. ลงวัสดุตามชั้นคันทางเดิมหรือดีกว่า แล้วใช้เครื่องจักรกลที่เหมาะสม ตีแผ่ เกลี่ยวัสดุ คลุกเคล้า ผสมน้ําโดยที่ประมาณว่าให้ปริมาณน้ําที่ OPTIMUM MOISTURE CONTENT + 3%
  2. เกลี่ยปรับแต่งวัสดุจนได้ที่ แล้วทําการบดทับด้วยเครื่องมือบดทับที่เหมาะสม บดทับจนสม่ําเสมอจนได้ความแน่นตามข้อกําหนด การก่อสร้างขึ้นคันทางต้องก่อสร้างเป็นชั้นๆ โดยให้มีความหนาหลังบดทับชั้นละไม่เกิน 200 มิลลิเมตร และทดสอบความแน่นของการบดทับ
  1. เกลี่ยปรับแต่งวัสดุให้ได้แนว ระดับ ความลาด ขนาดและรูปตัดตามแบบสายทางจนไม่มีหลุมบ่อ หรือวัสดุหลุดหลวมไม่แน่นอยู่บนผิว
  1. ทําการก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบที่กําหนด
  2. งานปะซ่อมผิวทางเดิม (SKIN PATCH) เป็นงานซ่อมเพื่อแก้ไขเฉพาะผิวทางเดิมที่ชํารุดเสียหายเท่านั้น ความเสียหายไม่ลึกลงไปถึงโครงสร้างทาง ผิวทางที่มีลักษณะความเสียหาย ที่จะต้องทําการปะซ่อม (SKIN PATCH) ได้แก่ผิวทางที่มีรอยแตกร้าวแบบหนังจรเข้ (ALLIGATOR CRACKS) ที่มีรอยแตกร้าวกว้างไม่เกิน 3 มิลลิเมตร ผิวทางที่มีรอยแตกร้าว จากการกดไถ (SLIPPAGE CRACKS) เป็นตน
    2.1 วิธีการก่อสร้าง
    1.) ทําเครื่องหมายเพื่อแสดงขอบเขตบริเวณที่จะทําการซ่อมเป็นรูปเหลี่ยมทางเรขาคณิตตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  3. ชุดซื้อผิวทางเดิมที่เสียหาย ปัดกวาดบริเวณที่จะทําการซ่อมให้สะอาดและแห้งด้วยไม้กวาดหรือเครื่องเป่าลม
  4. Wh PRIME COAT
  5. กรณีต้องทําผิวทางให้ปูวัสดุ HOT MIX หรือ COLD MIX หรือวัสดุผิวทางชนิดเดิม แล้วเกลี่ยให้ได้ระดับ
  6. บดทับด้วยเครื่องบดอัดสั่นสะเทือน (VIBRATING ROLLER) หรือเครื่องจักรที่เหมาะสมจนราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น
  7. ทําการก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบที่กําหนด
  8. งานปรับระดับผิวทางเดิม (LEVELLING) เป็นงานซ่อมเพื่อปรับระดับผิวทางเดิมให้ราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่นก่อนที่จะทําการฉาบผิวหรือเสริมผิว (OVERLAY) เป็นการปรับระดับผิวทางเท่านั้น ไม่ลึกลงไปถึงโครงสร้างทางหรือชั้นผิวทาง ผิวทางที่มีลักษณะความเสียหายที่จะต้องทําการปรับระดับ (LEVELLING) ได้แก่ ผิวทางที่ทรุดตัว ตามแนวขุดฝังท่อ (UTILITY CUT DEPRESSION) ผิวทางที่ยุบลงไปตามแนวร่องล้อ (RUT) ผิวทางที่ยุบเป็นแอ่งมีระดับต่ํากว่าบริเวณอื่น (DEPRESSION) เป็นต้น
    3.1 วิธีการก่อสราง
    1.) ทําเครื่องหมายเพื่อแสดงขอบเขตบริเวณที่จะทําการซ่อมเป็นรูปเหลี่ยมทางเรขาคณิต
    ตามที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  1. ปัดกวาดบริเวณที่จะทําการซ่อมให้สะอาดและแห้งด้วยไม้กวาดหรือเครื่องเป่าลม
  1. ทํา TACK COAT
  1. ปูวัสดุ HOT MIX หรือ COLD MIX แล้วเกลี่ยให้ได้ระดับ
  1. บดทับด้วยเครื่องบดอัดสั่นสะเทือน (VIBRATING ROLLER)
    หรือเครื่องจักรที่เหมาะสมจนราบเรียบมีระดับเสมอกับผิวทางบริเวณอื่น
  2. ทําการก่อสร้างชั้นผิวทางตามแบบที่กําหนด
    กรมทางหลวงชนบท
    th
    สํานักทํารถทาง
    แบบมาตรฐาน รายละเอียดวิธีการแก้ไขผิวทางและพื้นทางเดิม
    Tur Stover 9.
    the
    แผ่นที่
    1
    เขียนแบบ
    อนุมัติ
    วิศวกร/นายช่าง ผู้อ้านวยการสํานักฯ หัวหน้ากลุ่มงาน ผู้อําานวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ บร-101/56 49%
    อธิบดี
    รายการประกอบแบบงานเสริมผิวและซ่อมสร้างผิวแอสฟัลติกคอนกรีต
  3. ผู้รับจ้างจะต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาต่อสํานักผู้ว่าจ้าง เพื่อที่จะทําการตรวจสอบและอนุมัติให้ใช้
    แผนการปฏิบัติงาน
  4. ผู้รับจ้างจะต้องประสานกับผู้ควบคุมงานจัดส่งวัสดุงานทางภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา เพื่อตรวจสอบหรือออกแบบผิวทาง
    ตามมาตรฐานกรมทางหลวงชนบท
  5. งานดินถมคันทาง
    3.1 วัสดุที่ใช้ในงานดินถมคันทางต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุถมคันทาง (มท. 201-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรองให้
    ใช้ได้แล้ว
    3.2 วัสดุที่จะทําการบดอัดแต่ละชั้นต้องผสมให้เข้ากันก่อน แล้วพรมน้ําตามจํานวนที่ต้องการ ใช้รถเกรดปาดเกลี่ยให้วัสดุมีความชื้นสม่ําเสมอ
    ก่อนทําการบดอัดแน่น
    3.3 การถมคันทางให้ถมเป็นชั้นๆ ชั้นหนึ่งๆ หนาไม่เกิน 20 เซนติเมตร ทุกชั้นต้องบดอัดแน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Standard Proctor Density 4. งานชั้นรองพื้นทาง
    4.1 วัสดุที่ใช้ในงานรองพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุรองพื้นทาง (มทช.202-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรอง ให้ใช้ได้แล้ว
    4.2 บนผิวจราจรเดิม หรือคันทางใหม่ ถ้ามีหลุมจะต้องกลบและบดอัดให้แน่นก่อน แล้วจึงนําวัสดุรองพื้นทางมาเกลี่ยแผ่บดอัดเป็นชั้นๆ ชั้นหนึ่ง หนาไม่เกิน 20 ชม. และให้มีความหนาแน่นแต่ละชั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Modified Proctor Density
  6. งานชั้นพื้นทาง
    5.1 วัสดุในงานพื้นทาง ต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวัสดุพื้นทาง ชนิดหินคลุก (มทช.203-2545) ซึ่งได้ผ่านการทดสอบและรับรอง ให้ใช้ได้แล้ว
    5.2 บริเวณใดหรือช่วงใดพบว่าวัสดุพื้นทางเกิดการแยกตัว (Segregation) จากการเกลี่ยแผ่บดอัดจะต้องขุดคุ้ย (Scarify) ออกและผสม คลุกเคล้าให้เข้ากันใหม่หากวัสดุที่ทําการคลุกเคล้าใหม่นั้นตรวจพบว่าคุณสมบัติไม่ถูกต้องตามข้อกําหนด จะต้องนําวัสดุนั้นออกและ
    5.3
    นําวัสดุที่มีคุณสมบัติที่ถูกต้องมาใส่แทน
    Control Test จะเก็บตัวอย่างทดสอบทุกๆ ระยะ 1,000 เมตร และทุกตําแหน่งที่วัสดุแปรเปลี่ยนการทดสอบเพียง Sieve Analysis และ Compaction เท่านั้น แต่ทั้งนี้ หากเกิดความสงสัยวัสดุตําแหน่งใด ผู้ควบคุมงานสามารถทดสอบทั้งหมดเหมือน General Test ได้ 5.4 ทดสอบความแน่นในสนาม (Field Density) จะทดสอบทุกระยะ 50 เมตรต่อ 1 หลุมตัวอย่าง หรือตามที่กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น
  7. งาน Prime Coat มท .225-2545
    6.1
    ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด MC-70 หรือ CSS-1 ปริมาณการใช้ 0.80-1.40 ลิตร/ตารางเมตร
    6.2 ผิวหน้าพื้นทางจะต้องสะอาดปราศจากฝุ่นและหินที่หลุดหรือวัสดุอื่นใด โดยการกวาดและเป่าเศษวัสดุออก
  8. งาน Tack Coat มท.. 227-2545
    7.1 ยางแอสฟัลต์ เป็นชนิด CRS-2 ปริมาณการใช้ 0.10-0.30 ลิตร/ตารางเมตร
    ก่อนที่จะทําการ Tack Coat จะต้องทําการกวาดฝุ่นและหินที่หลุดออกให้หมดแล้วใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นออกให้หมด 7.3 เมื่อลาดยางแอสฟัลต์แล้วจะต้องทิ้งไว้ประมาณ 10-18 ชั่วโมง ก่อนที่จะทําผิวชั้นต่อไป
  9. งานแอสฟัลติกคอนกรีต
    8.1 พื้นผิวที่จะปูแอสฟัลติกคอนกรีตจะต้องทําการ Prime Coat ตาม มทช.225-2545 หรือ Tack Coat ตาม มทช.227-2545 ก่อน 8.2 พื้นทางจะต้องสะอาดปราศจากฝุ่น หรือวัสดุไม่พึงประสงค์อื่นปะปน
    8.3 พื้นทางเดิมที่เกิดการยุบตัว (Depression) หรือเป็นแอ่งเฉพาะแห่ง แต่ไม่ใช่จุดอ่อนตัว (Soft Spot) ถ้าแอ่งลึกไม่เกิน 30 มิลลิเมตร อาจแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัวหรือแอ่งก่อน หรือจะปูรวมไปพร้อมกันกับ การปูชั้นทางแอสฟัลติกคอนกรีตก็ได้ โดยให้อยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมงาน แต่ทั้งนี้ความหนารวมที่จะปูจะต้องไม่เกิน 80 มิลลิเมตร หากความหนาเกิน 80 มิลลิเมตร จะต้องแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่งก่อน ถ้าแอ่งลึกเกิน 50 มิลลิเมตร จะต้องปูเสริมปรับระดับเฉพาะส่วน ที่ยุบตัวก่อน โดยให้ปูเป็นชั้นๆ หนาไม่เกินชั้นละ 50 มิลลิเมตร
    8.4 ผิวพื้นสะพานคอนกรีตที่จะต้องปูแอสฟัลติกคอนกรีต จะต้องขุดวัสดุยาแนวรอยแตก และรอยต่อส่วนเกินที่ติดอยู่ที่ผิวพื้น คอนกรีตออกให้หมดล้างทําความสะอาดทิ้งไว้ให้แห้งแล้วใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นออกให้หมดแล้วก็ทํา Tack Coat
    ปูแอสฟัลติกคอนกรีต
    กอน
    8.5 อุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลติกคอนกรีตขณะปูไม่ควรคลาดเคลื่อนไปจากอุณหภูมิ เมื่อออกจากโรงงาน ผสมที่กําหนดเกินกว่า 14 % แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ต่ํากว่า 120 c
    8.6 ทําการเก็บวัสดุแอสฟัลติกคอนกรีตหน้างาน พื้นที่ 9,000 ตารางเมตร ต่อ 1ตัวอย่าง ทดสอบตาม มทช.(ท)607-2545 เพื่อหาขนาดคละของมวลรวม และปริมาณแอสฟัลต์ซิเมนต์ที่ใช้
    8.7 การปูแอสฟัลติกคอนกรีตจะต้องได้ความหนาตามข้อกําหนด และผิวหน้าจะต้องมีความเรียบ ความแน่น สม่ําเสมอ ทั้งทางด้านตามขวามและตามยาว โดยไม่มีรอยฉีก (Tearing) รอยเคลื่อนตัวเป็นแอ่ง (Shaving) การแยกตัวของส่วนผสมหรือความเสียหายอื่นๆ เกิดขึ้น หากปรากฏว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นให้รีบแก้ไข
    ทันที ส่วนผสมที่มีลักษณะจับตัวกันเป็นก้อนแข็งห้ามนํามาใช้
    8.8 การบดอัดทับภายหลังจากที่ได้ปูแอสฟัลติกคอนกรีตลงบนผิวทางแล้ว ให้ปิดทับครั้งแรกด้วยรถบดล้อเหล็ก 2 ล้อ หรือ 3 ล้อ ที่มีน้ําหนักประมาณ 8-10 ตัน จํานวน 2 เที่ยว แล้วจึงตามด้วยรถบดล้อยางที่น้ําหนัก ประมาณ 10-12 ตัน ทันที เมื่อได้ความหนาแน่นตามที่ต้องการแล้ว ลบรอยร่องล้อด้วยรถบด ล้อเหล็ก 2 ล้อ อีกครั้งหนึ่ง
    9 การตรวจสอบแอสฟัลติกคอนกรีตที่ก่อสร้างแล้ว
    9.1 ลักษณะผิว (Surface Texture) จะต้องมีระดับความลาดตามแบบ มีลักษณะผิวและลักษณะการบดอัดที่ สม่ําเสมอ ไม่ปรากฏความเสียหาย เช่น ผิวหน้าหลุด (Pull) รอยฉีก (Tear) ผิวหน้าหลวมหรือแยกตัว (Segregation) เป็นคลื่น (Ripple) หรือความเสียหายอื่นๆ หากตรวจสอบแล้วปรากฏว่ามีความเสียหาย ดังกล่าวจะต้องดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยตามผู้ควบคุมงานเห็นสมควร ความหนาของผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีตให้เจาะตัวอย่างความหนาทุกๆ ระยะไม่เกิน 250 เมตร จํานวน 1 ก้อน ตัวอย่าง ความหนาไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ หากความหนาต่ํากว่าที่กําหนดให้เจาะตัวอย่าง จํานวน 3 ก้อน ตัวอย่างในแนวตั้งฉากกับถนน และก้อนตัวอย่างจะต้องห่างกันไม่น้อยกว่า 2.00 ม. ทั้งนี้ อนุญาตให้มีความหนาก้อนตัวอย่างต่ําสุดไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของความหนาที่กําหนดและนํามาหา ค่าเฉลี่ยความหนาจะต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ
    9.3 ความแน่น (Density) หลังจากที่ได้ทําการบดอัดแอสฟัลติกคอนกรีตบนผิวทางเรียบร้อยแล้วให้ทําการเจาะ
    ก้อนตัวอย่างเป็นตัวแทนของชั้นทางแอสฟัลติกคอนกรีตในสนามที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยเครื่องเจาะ เก็บตัวอย่างจํานวน 1 ก้อนตัวอย่าง ทุกๆ ระยะ 250 เมตร แล้วนํามาทดลองหาความหนาแน่น ซึ่ง จะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 ของค่า Marshall Density
    9.4 การซ่อมหลุมที่เจาะก้อนตัวอย่าง จะต้องทําความสะอาดหลุมให้เรียบร้อย และทําการ Tack Coat ก่อน ที่จะปะซ่อมด้วยแอสฟัลติกคอนกรีตที่มีอุณหภูมิไม่น้อยกว่า 120 °C ให้ผิวเรียบเสมอผิวทาง และ
    ได้ความหนาแน่นตามแบบกําหนด
    10 การอํานวยการและควบคุมการจราจรระหว่างก่อสร้าง ในระหว่างการก่อสร้างผิวจราจรแอสฟัลติกคอนกรีต ให้การจราจรผ่านแล้วจะไม่ทําให้เกิดรอยรอยบนผิวทางนั้น โดยต้องติดตั้งป้ายจราจรพร้อมอุปกรณ์ควบคุม
    การจราจรอื่นๆ ที่จําเป็นตามที่กรมทางหลวงชนบทกําหนดพร้อมจัดหาบุคลากร เพื่ออํานวยการจราจรให้ผ่าน จะต้องจัดและควบคุมการจราจรไม่ให้ผ่านผิวทางที่ก่อสร้างใหม่ จนกว่าผิวทางจะเย็นตัวลงมากพอที่จะเปิด
    พื้นที่ก่อสร้างได้โดยสะดวกปลอดภัย และไม่ทําให้ผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีตเสียหาย
    ระยะเวลาในการปิดจราจรให้อยู่ในดุลพินิจของผู้ควบคุมงาน
    สํานักน่ารุงทาง
    กรมทางหลวงชนบท
    แบบมา รถน รายการประกอบแบบงานเสริมผิวและซ่อมสร้าง ผิวแอสฟัลตึกคอนกรีต
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ บร-102/56 )
    Em
    แผ่นที่
    2
    ผู้อ้านวยการสํานัก
    อธิบดี
  10. ขอบข่าย
    ข้อกําหนดการก่อสร้างผิวลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    (Soil Stabilizing Agent)
    ผิวจราจรลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ (Soil Stabilizing Agent) หมายถึง การก่อสร้างชั้นโครงสร้าง ทางโดยใช้ลูกรังผสมน้ํายาเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพวัสดุเป็นผิวจราจร ซึ่งจะก่อสร้างเป็นชั้นเดียวหรือหลายชั้น บนชั้นรองพื้นทาง หรือชั้นอื่นใดที่ได้เตรียมไว้ให้ถูกต้องตามข้อกําหนด และมีแนว ระดับ ความลาด ขนาด
    ตลอดจนรูปตัดตามที่ได้แสดงไว้ในแบบ
  11. วัสดุ 2.1 ลูกรัง
    ลูกรังที่ใช้ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ ต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตราฐานลูกรังชนิดทําผิวจราจร
    เมท .206-2545) 2.2 น้ํา
    น้ําที่จะนํามาใช้ผสมหรือบ่มชั้นผิวจราจรลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ จะต้องสะอาด ปราศจาก สารต่างๆ เช่น น้ํามัน กรด ด่าง และอินทรียวัตถุหรือสารอื่นใด ที่จะเป็นอันตรายแก่ชั้นผิวจราจร ทั้งนี้จะต้อง ได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงานก่อนนําน้ํามาใช้งาน ห้ามใช้น้ําทะเลในการผสมหรือบ่มพื้นผิวจราจร 3. นํ้ายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    3.1 น้ํายาผสมลูกรังชนิดทําผิวจราจรเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติ จะต้องมีคุณสมบัติทางเคมีตามที่ผู้ผลิตกําหนด ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องส่งผลทดสอบที่รับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ พร้อมใบแสดงคุณสมบัติสินค้าต้นฉบับจากผู้ผลิต
    และปริมาณที่สั่งซื้อ ส่งให้ผู้ว่าจ้างพิจารณาอนุมัติก่อนนํามาใช้งาน
    3.2 อัตราส่วนผสมระหว่างน้ํายากับลูกรังเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุที่ใช้ให้เป็นไปตามที่ผู้ผลิตแนะนํา และให้ อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    3.3 รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะน้ํายาเคมี Soil Stabilizing Agent ที่ใช้ผสมวัสดุต้องเป็นชนิดที่ใช้ Stabilize
    วัสดุงานทางโดยเฉพาะและมีคุณสมบัติดังนี้
    3.3.1 ต้องเป็นสารละลายน้ําและสามารถละลายได้ทั้งหมด ไม่มีกากในลักษณะแข็งเป็นก้อน
    3.3.2
    มีความหนืดอยู่เหนือเกณฑ์ที่สามารถจะเทจากภาชนะได้สะดวกในอุณหภูมิปกติ
    3.3.3 ไม่เป็นสารติดไฟ
    3.3.4 ไม่เป็นสารอันตราย
    3.3.5 ไม่เป็นสารพิษต่อร่างกาย
    3.3.6 ปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม
    3.3.7 มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ข้างต้นอย่างสม่ําเสมอเหมือนกันหมดทุกๆถัง
  12. เครื่องจักรเครื่องมือ
    ก่อนเริ่มงานผู้รับจ้างจะต้องเตรียมเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ ที่จําเป็นจะต้องใช้ในการดําเนินงานทางด้าน วัสดุ และการก่อสร้างไว้ให้พร้อมที่หน้างาน ทั้งนี้ต้องเป็นแบบ ขนาดอยู่ในสภาพที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ตามที่ผู้คุมงานเห็นสมควร
    ถ้าเครื่องจักรและเครื่องมือขึ้นใดทํางานไม่เต็มที่ หรือทํางานไม่ได้ผลตามวัตถุประสงค์ ผู้รับจ้างจะต้องทําการ แก้ไข หรือจัดหาเครื่องจักรและเครื่องมืออื่นใดมาใช้แทนหรือเพิ่มเติมก่อนที่จะดําเนินการชั้นผิวจราจร ทั้งนี้ให้อยู่ ใน ดุลยพินิจของผู้คุมงาน
  13. วิธีการก่อสร้าง
    การเตรียมงานและการก่อสร้าง
    5.1 หลังการบดอัดชิ้นดินถมคันทาง และ/หรือชั้นอื่นใด ได้ตามกําหนดแล้ว ให้นําวัสดุ ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่ ระบุเกลี่ยแผ่ออกอย่างสม่ําเสมอ แล้วบดอัดโดยใช้น้ําผสมน้ํายา Soil Stabilizing Agent ผสมรวมให้เข้ากันตามจํานวน ที่คํานวณได้จากปริมาณน้ําที่เหมาะสมที่สุด(OMG) หรือมากกว่าประมาณร้อยละ 1-2 แล้วจึงใช้รถเกรดปรับเกลี่ยแต่ง พร้อมบดอัดแน่นให้ได้ตามข้อกําหนด
    5.2 การบดอัดวัสดุผิวจราจรลูกรังให้บดอัดเป็นชั้นๆหนาชั้นละไม่เกิน 20 เซนติเมตร และแต่ละชั้นให้มีความ แน่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 Modified proctor Density
    5.3 ในระหว่างการบดอัดหากระดับความชื่นต่ํากว่า OMC. สามารถผสมน้ําเพิ่มได้โดยไม่ต้องเพิ่มน้ํายา ปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    5.4 หากมีฝนตกระหว่างการก่อสร้างชั้นผิวจราจร จะต้องหยุดการก่อสร้างแล้วรอจนกว่าระดับความชื้นของ วัสดุอยู่สูงกว่า OMC.ประมาณร้อยละ 1-2 หากจําเป็นอาจต้องมีการกลับหน้าดินเพื่อตากให้แห้งเร็วขึ้น
    5.5 เมื่อทําการก่อสร้างผิวจราจรเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องมีหน้าเรียบสม่ําเสมอและมีระดับถูกต้องตามแบบ 5.6 ทําการบ่มให้มีความชื้นอยู่ตลอดเวลาโดยใช้วิธีการราดน้ําอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลา 7 วัน 6. การทดสอบวัสดุ
    ก่อสร้าง
    6.1 คุณสมบัติทั่วไปของลูกรัง ให้เป็นไปตามวิธีการทดสอบเพื่อให้ได้คุณสมบัติวัสดุตามมาตรฐานลูกรังชนิด
    ทําผิวจราจร (มทช.206-2545)
    6.2 ให้ทดสอบเปรียบเทียบการตกตะกอน(Sedimentation) ของวัสดุตัวอย่างที่ได้ปรับปรุงคุณภาพด้วยน้ํายา กับวัสดุตัวอย่างที่ไม่ได้ปรับปรุงคุณภาพด้วยน้ํายาฯ โดยต้องเสนอผลการทดสอบให้ผู้ควบคุมงานเห็นชอบก่อนนํามาใช้งาน ให้ทดสอบการเปรียบเทียบความหนาแน่นของการบดอัด (Compaction)ของวัสดุตัวอย่างที่ได้ปรับปรุง
    6.3
    คุณภาพด้วยน้ํายากับวัสดุตัวอย่างที่ไม่ได้ปรับปรุงคุณภาพด้วยน้ํายาฯโดยต้องเสนอผลงานการทดสอบให้ผู้ควบคุมงาน
    เห็นชอบก่อนนํามาใช้
    กรมทางหลวงชนบท สํานักน่ารุงทาง
    Ca 201
    แผนที่
    3
    แบบแนะน่า ข้อกําหนดการก่อสร้าง มิวลูกรังผสมนํ้ายาปรังปรุงคุณสมบัติวัสดุ
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    อนุมัติ
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่19-103/56 แพ
    ผู้อ้านวยการสานัก
    อธิบดี
    ผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    ระดับดินเดิม
    SIDE SLOPE
    4.0%
    ลําดับที่
    1
    ผิวทางลูกรัง
    2 วัสดุคัดเลือก
    รายการ
    4.0%
    SIDE SLOPE
    ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวลูกรัง
  14. ชุดซ่อมผิวทางเดิมหรือโครงสร้างทางเดิมที่ชํารุดเสียหาย ปาดแต่งให้เรียบร้อยแล้ว
    ทําการปิดทับ
  15. ลงวัสดุคัดเลือกบดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY เป็นช่วงๆ ตามตําแหน่งและปริมาณงานที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  16. ลงลูกรังผิวทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ลูกรังเสริมใหม่ CBR. + 30% หรือที่กําหนดไว้ในแบบ บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    วัสดุคัดเลือกเสริมใหม่ CBR. > 8% หรือที่กําหนดไว้ในแบบหรือไม่น้อยกว่าวัสดุคันทาง ณ บริเวณนั้น บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY นคันทางเดิม
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวลูกรัง
    อ้างถึง

    อ้างถึง
    ข้อกําหนด
    มาตรฐานวัสดุลูกรังชนิดทําผิวจราจร
    มาตรฐานวัสดุคัดเลือก มทช.204-2545
    มทช.206-2545
    หมายเหตุ
    1.รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิตและ ด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจ
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
    2.ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    3.ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
    5.ความหนาของผิวจราจรลูกรัง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
    6.งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    กรมทางหลวงชนบท สํานักทํารุงทาง
    201
    .
    แผนที่
    4
    แบบแนะนําา
    งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ 19-201/56 เ
    ผู้อ้านวยการสํานัก
    อธิบดี
    ระดับดินเดิม
    SIDE SLOPE
    ครึ่งผิวจราจร
    ผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    4.0%
    4.0%
    SIDE SLOPE
    ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวลูกรัง
  17. ชุดซ่อมผิวทางเดิมหรือโครงสร้างทางเดิมที่ชํารุดเสียหาย ปาดแต่งให้เรียบร้อย
    แล้วทําการปิดทับ
  18. ลงวัสดุคัดเลือก บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY เป็นช่วงๆ ตามตําแหน่งและปริมาณงานที่ผู้ควบคุมงานกําหนด
  19. ลงลูกรังผิวทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY
    ลูกรังเสริมใหม่ CB.R. + 30% หรือที่กําหนดไว้ในแบบ ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติ Soil Stabilizing Agent ในอัตราไม่น้อยกว่า 0.02 ลิตร/ตร.ม. หรือตามที่ระบุไว้ในแบบ บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY

วัสดุคัดเลือกเสริมใหม่ CB.R. > 8% หรือที่กําหนดไว้ในแบบหรือไม่น้อยกว่าวัสดุคันทาง ณ บริเวณนั้น บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY
นคันทางเดิม
รูปตัดโครงสร้างทาง
NOT TO SCALE
ข้อกําหนด
ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวลูกรัง (ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ)
มาตรฐานวัสดุลูกรังชนิดทําผิวจราจร มท..206-2545
ลําดับที่
รายการ
1
ผิวทางลูกรัง
อ้างถึง
2
นํ้ายาปรับปรุงคุณสมบัติ วัสดุ
อ้างถึง
3
CA
วัสดุคัดเลือก
อ้างอิง
มาตรฐานวัสดุคัดเลือก
ข้อกําหนดการก่อสร้างถนนลูกรังผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ
U9-103/56
มทช.204-2545
หมายเหตุ

  1. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  2. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  3. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน
    สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1,2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
  4. ความหนาของผิวจราจรลูกรัง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
  5. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  6. น้ํายาเคมีที่ใช้ผสมวัสดุต้องเป็นน้ํายาเคมีเพื่อใช้ Stabilize ในวัสดุงานทาง และต้องได้รับการยอมรับว่าเคยใช้ก่อสร้างถนนของหน่วยงานของรัฐ
    กรมทางหลวงชนบท สํานักน่ารุงทาง
    แบบแนะป่า
    งานซ่อมสร้างผิวลูกรัง (ผสมน้ํายาปรับปรุงคุณสมบัติวัสดุ)
    2m 9N.
    แผ่นที่
    5
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ
    ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-202/56 4,9
    ผู้อ้านวยการสานัก
    อธิบดี
    ระดับต้นเดิม
    SIDE SLOPE
    ไหล่ทาง
    ผิวจราจร
    ไหล่ทาง
    3.5 1
    3.5 %
    ทําผิวทาง และผิวไหล่ทางแบบ CAPE SEAL
    ทํา PRIME COAT พื้นทาง และพื้นไหล่ทาง
    SIDE SLOPE
    พื้นทาง และพื้นไหล่ทาง CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE C.B.R. 80% บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY ขุดรื้อผิวทาง และผิวไหล่ทางเดิม ขนทิ้งแล้วบดทับ โครงสร้างทางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวทางเคฟล
  7. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครงสร้าง ไม่แข็งแรงทําการเกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่น ตามที่กําหนด
  8. ทําการขุดรื้อผิวทางและผิวไหล่ทางเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ
  9. ลงหินคลุกพื้นทางและพื้นไหลทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95%
    MODIFIED PROCTOR DENSITY
  10. PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
  11. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ CAPE SEAL และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ลําดับที
    รายการ
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางเคพซีล
    ผิวทาง และผิวไหล่ทาง CAPE SEAL
    1
    2
    PRIME COAT
    3 พื้นทาง BASE และพื้นไหลทาง
    4
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ข้อกําหนด
    อ้างถึง

มาตรฐานงานผิวจราจรแบบ CAPE SEAL
มทช.233-2545
อ้างถึง มาตรฐานงานไพร์มโคท (PRIME COAT) มท .225-2545
ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BAS) ตาม มท..223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความลึกหรอไม่มากกว่า 40% การปิดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80% หรือเท่ากับที่แสดงในแบบรูปตัดโครงสร้างทาง
อาง ง
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
หมายเหตุ

  1. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  2. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  3. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่
    กําหนดไว้ในแบบ
  5. ความหนาของหินคลุกพื้นทางและพื้นไหล่ทาง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 6. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    แผ่นที่
    กรมทางหลวงชนบท สํานักทํารุงทาน
    2m
    6
    แบบแนะป่า งานซ่อมสร้างผิวทางเคฟล
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ
    ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ บร-203/56 แทน
    ผู้อ้านวยการสํานักฯ
    อธิบดี
    ไหล่ทาง
    ผิวจราจร
    &
    ไหล่ทาง
    ระดับฝัน คน
    SIDE SLOPE
    ลําดับที่
    1
    รายการ
    2.5%
    2.5%
    1
    2.5%
    2.5%
    ทําผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    ทํา PRIME COAT พื้นไหลทาง พื้นไหล่ทาง CRUSHED STONE SOL
    AGGREGATE TYPE BASE. C.B.R. >80%
    บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED
    PROCTOR DENSITY
    SIDE SLOPE
    ทําผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    ท่า PRIME COAT พื้นทาง
    พื้นทาง CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE C.B.R. 80% บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR
    DENSITY
    ขุดรื้อผิวทางและไหล่ทางเดิม ขนทิ้งแล้วบดทับ โครงสร้างทางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
    ผิวทางและผิวไหล่ทาง ASPHALTIC CONCRETE อ้างถึง
    2
    PRIME COAT
    3
    พื้นทาง BASE และพื้น
    BASE และพื้นไหลทาง
    4
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ข้อกําหนด

    มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE มทช.230-2545 อ้างถึง มาตรฐานงานไพรัมโคท (PRIME COAT) มทช.225-2545
    ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม มทช.223-2545 ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความลึกหรือไม่มากกว่า 40% การบดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 35% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80% หรือเท่ากับที่แสดงในแบบรูปตัดโครงสร้างทาง
    อ้างอิง
    H
    มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
    ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
  6. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครง สร้างไม่แข็งแรงทําการเกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่น ตามที่กําหนด
  7. ทําการขุดรื้อผิวทางและผิวไหล่ทางเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ
  8. ลงหินคลุกพื้นทางและพื้นไหลทาง บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95%
    MODIFIED PROCTOR DENSITY
  9. PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหล่ทาง
  10. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    หมายเหตุ
  11. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  12. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  13. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
  14. ความหนาของหินคลุกพื้นทางและพื้นไหลทาง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 6. ความหนาของผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 7. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  15. แบบนี้ใช้ร่วมกับแบบเลขที่ บร-102
    กรมทางหลวงชนบท
    2m1
    7
    แบบแนะนําา
    สํานักข่ารุปทาน
    งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัล กลอนกรีต
    เขียนแบบ
    วิศวกร นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ 17-204/56 แ
    อ้านวยการสํานัก
    อธิบดี
    ระดับดินเน
    ไหล่ทาง
    slope
    SIDE SLOPE
    slope
    ຜ່າກາງ
    ไหล่ทาง
    slope
    slope
    ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    ทํา PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
    SIDE SLOPE
    ทําการขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหล่ทางเดิม โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING
    โดยผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง ตามที่กําหนดไว้ในแบบ
    บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่ารับแรงอัด (UNCONFINED COMPRESSIVE STRENGTH) ไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ หินคลุกปรับระดับพื้นทางและพื้นไหลทาง
    โครงสร้างทางเดิม

รายการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต
ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครงสร้าง ไม่แข็งแรงทําการเกลี่ยปรับ แล้วบดทับให้ได้รูปร่างและความแน่นตาม
ที่กําหนด
2. ลงหินคลุกปรับระดับพื้นทางและพื้นไหล่ทาง บดอัดแน่นตามที่กําหนดไว้
ในแบบ
3. แบบทําการขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหลทางเดิม โดย วิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING
4. PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
5. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศ
ทางจราจร
รูปตัดโครงสร้างทาง
NOT TO SCALE
ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING )
ลําดับที่
1
3
รายการ
หินคลุก
น้ํา
ปูนซิเมนต์
ขอกําหนด
ต้องเป็นหินไม่รวม (CRUSHED STONE SOIL AGGREGATE TYPE BASE) ตาม มทร. 223-2545
ค่า LL. ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า PL. ไม่มากกว่า 6% ค่าความสึกหรอไม่มากกว่า 40% การบดทับต้องบดทับให้มีความหนาแน่นไม่น้อยกว่า 95% MODIFIED PROCTOR DENSITY และมีค่า C.B.R. ไม่น้อยกว่า 80%
ต้องสะอาดปราศจากสารต่างๆ เช่น เกลือ น้ํามัน กรด ด่าง และอินทรีย์วัตถุ หรือ สารอื่นใด ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อคุณภาพของวัสดุที่ผสม
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.15 : มาตรฐานปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
การขุดกัดผิวทางเดิม, พื้นทางและพื้นไหลทางเดิม อ้างถึง
โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING
ผิวทางและผิวไหล่ทาง
5
6
PRIME COAT
7
อ้างถึง
A

เส้นแบ่งทิศทางจราจร
อ้างถึง
อ้างถึง

รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT
IN-PLACE RECYCLING) และมาตรฐานงานหมุนเวียนวัสดุชั้นทางเดิมมาใช้ใหม่
แบบในที (PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) มท..242-2555
มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE
มาตรฐานงานไพร์มโคท (PRIME COAT)
มท..225-2545
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร

มท..230-2545
A
แผ่นที่
กรมทางหลวงชนบท
สํานัก ารุงทาง
แบบเมะน่า งานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัล กคอนกรีต
(To PAVEMENT IN PLACE RECYCLING ) (1/2)
8
09
เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ อํานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-205/56
ผ านวยการสานัก
ole
อธิบดี

รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING)

  1. ผู้รับจ้างจะต้องส่งแผนการปฏิบัติงานภายใน 7 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาต่อสํานักผู้ว่าจ้าง เพื่อทําการตรวจสอบและอนุมัติให้ใช้แผนปฏิบัติงาน
  2. ผู้รับจ้างจะต้องประสานงานกับผู้ควบคุมงานเก็บตัวอย่างวัสดุส่งสํานักวิเคราะห์วิจัยและพัฒนา กรมทางหลวง ชนบทหรือหน่วยงานของทางราชการภายใน 15 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาเพื่อทําการออกแบบส่วน ผสมการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ เสนอต่อสํานักบํารุงทาง เพื่อทําการตรวจสอบ และผู้รับจ้างจะต้องให้ ข้อมูลในการสํารวจออกแบบ และรายละเอียดใดๆ ตามที่สํานักบํารุงทางกําหนด
  3. ทําการขุดซ่อม (DEEP PATCH) เพื่อการแก้ไขโครงสร้างขึ้นทางเดิมที่ไม่แข็งแรง (SOFT SPOT) 4. กรณีที่โครงสร้างทางเสียรูป ทรุด หรือเป็นแอ่ง และแบบกําหนดให้ทําการเสริมหินคลุกปรับระดับให้ทํา การเสริมหินคลุกปรับระดับและปิดทับให้เรียบร้อยก่อนที่จะทําการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่
  4. ทําการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING โดยใช้เครื่องจักรขุดตัดรื้อชั้น ทางเดิมทําให้ร่วนซุยพร้อมกับคลุกเคล้าให้เข้ากับวัสดุที่ผสมเพิ่ม เช่น ปูนซีเมนต์หรือแอสฟัลต์หรือสารผสม เพิ่มอื่นใด แล้วบดทับให้ได้ความแน่นและมีค่ากําลังรับแรงอัด (UNCONFINED COMPRESSIVE STRENGTH) ตามที่กําหนด ในกรณีที่ใช้ปูนซีเมนต์ผสมเข้าไปในส่วนผสมจะต้องทําการบดทับให้แล้วเสร็จภายใน เวลา 2 ชั่วโมงนับจากเริ่มปูริดออกมา
    5.1 การทดสอบความแน่นของการบดอัดชั้นทาง ซึ่งได้จากการปรับปรุงขั้นทางเดิมโดยการผสมปูนซีเมนต์ นั้น จะต้องทําการบดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95 MODIFIED PROCTOR DENSITY ที่ได้จากการทดลอง ตัวอย่าง วัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ในห้องทดลองโดยทําการทดสอบทุกระยะ ประมาณ100 เมตร ตอ ความกวาง 1 ช่องจราจร หรือ ประมาณพื้นที่ 500 ตารางเมตร ต่อ 1 หลุมตัวอย่าง หรือตามที่ กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น
    5.2 การทดสอบกําลังรับแรงอัด ให้เตรียมแท่งตัวอย่างทดสอบโดยการเก็บตัวอย่างตัวแทนจํานวนไม่น้อยกว่า 3 ตัวอย่างต่อช่วงความยาวของการขุดตัด ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ด้วยการ ผสมปูนซีเมนต์และให้ถือว่าตัวอย่างตัวแทน 3 ตัวอย่างนี้เป็น 1 ชุดทดสอบ ภายหลังการบดอัดด้วยวิธี การทดลอง COMPACTION TEST แบบสูงกว่ามาตรฐาน ให้ดันตัวอย่างวัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ออก จากแบบและบ่มไว้ในถุงพลาสติกเพื่อป้องกันมิให้ตัวอย่าง สูญเสียความชื้น เป็นระยะเวลานาน 7 วัน เมื่อครบ 7 วัน ให้นําตัวอย่างทดสอบแต่ละชุด (3 ตัวอย่าง) ออกจากถุงพลาสติกแช่น้ําไว้นาน 2 ชั่วโมง จากนั้นจึงนําตัวอย่างวัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ไปทดสอบกําลังรับแรงอัดตามวิธีการทดลองที่ มทช.(ท) 303-2545 วิธีการทดลองเพื่อหาค่าแรงอัดแกนเดียว (UNCONFINED COMPRESSIVE TEST) โดยอนุโลม
    (ค่ากําลังรับแรงอัดเฉลี่ยของวัสดุมวลรวมผสมปูนซีเมนต์ในช่วงงานก่อสร้างของแต่ละช่วง ต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ ทั้งนี้อนุญาตให้มีแท่งตัวอย่างที่มีกําลังรับแรงอัดต่ํากว่าที่ กําหนดไว้ในแบบได้ไม่เกิน 1 ก้อนแต่ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของค่าที่กําหนด)
    5.3 การทดสอบช้ําหากค่ากําลังแรงอัดตามข้อ 5.2 ต่ํากว่าที่กําหนด ผู้รับจ้างอาจขอให้เจาะเก็บแต่งตัวอย่าง ช่วงที่เป็นปัญหาเพื่อนําตัวอย่างไปทดสอบกําลังรับแรงอัดใหม่ ผลการทดสอบกําลังรับแรงอัดโดยเฉลี่ย ของตัวอย่างทดสอบที่เจาะจากสนามจํานวน 3 ก้อน ที่อายุไม่เกิน 28 วัน จะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของกําลังรับแรงอัดที่กําหนดไว้ในแบบ จึงจะถือว่าการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ ซึ่งผสมปูนซีเมนต์ในช่วง นั้นใช้ได้ ทั้งนี้อนุญาตให้มีแท่งตัวอย่างที่มีกําลังรับแรงอัดต่ํากว่าร้อยละ 85 ของกําลังรับแรงอัดที่ กําหนดได้ไม่เกิน 1 ก้อน แต่ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของค่าที่กําหนดถ้าผล ตามที่กําหนดนี้ ถือว่าการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ซึ่งผสมปูนซีเมนต์ใช้ไม่ได้ ผู้รับจ้างจะต้องทําการก่อ สร้างโดยทําการปรับปรุงชั้นทางเดิม ในที่ซึ่งผสมปูนซิเมนต์อีกครั้งให้ได้มาตรฐานตามข้อกําหนด ผู้รับ จ้างจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการทดสอบช้ํา และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ใหม่ให้
    ได้ตามข้อกําหนด
    การทดสอบไม่ได้
    5.4 ค่าใช้จ่ายในการสํารวจ การตรวจสอบ การออกแบบส่วนผสมการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบส่วนผสมใหม่ ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบรวมถึงผลความเสียหายใดๆในสนาม ผู้รับจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น 5.5 การบ่มและการเปิดการจราจร ในกรณีที่เป็นการปรับปรุงชั้นทางเดิมในที่ ซึ่งมีการผสมปูนซีเมนต์ หลังการก่อสร้างให้บ่มชั้นทางนั้นโดยพ่นน้ําลงไปบนผิวหน้าของชั้นทางเพื่อให้ผิวหน้าชุ่มตามปกติตลอด ช่วงเวลาการบ่มขึ้นตลอดเวลาติดต่อกันนานอย่างน้อยที่สุด 3 วัน นับจากวันที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและอนุญาต
    ให้เปิดการจราจรได้
    ลําดับ
    รายการ
    1
    หินคลุก
    2
    นๆ
    3
    ไม่
    4
    5
    6
    ปูนซิเมนต์
    PRIME COAT
    ผิวทางและใหล่ทาง
    ASPHALTIC CONCRETE
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลติกคอนกรีต

    ขอกําหนด
    ต้องเป็นหินไม่รวม ( CRUSHED ROCK SOIL AGGREGATE TYPE BASE ) ตาม ม.203-2545 ค่า LL.ต้องไม่มากกว่า 25% ค่า P1. ไม่มากกว่า 6% ค่าความลึกหรือไม่มากกว่า 40% มีค่า CBR ไม่น้อยกว่า 80%
    ต้องสะอาดปราศจากสารต่างๆ เช่น เกลือ น้ํามัน กรด ด่าง และอินทรีย์วัตถุ หรือสารอื่นใดที่อาจ จะเป็นอันตรายต่อคุณภาพของวัสดุที่ผสม
    มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 15 : มาตรฐานปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์
    อ้างถึง " มาตรฐานงานไพร์มโค้ท ( PRIME COAT ) : มทช.225-2545
    อ้างถึง " มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE
    อ้างถึง " มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
  5. PRIME COAT พื้นทางและพื้นไหลทาง
  6. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศทาง
    จราจร
  7. คุณสมบัติของวัสดุ และ วิธีการก่อสร้างนอกเหนือจากที่ระบุให้เป็นไปตาม มาตรฐานงานก่อสร้าง มทร. 242-2555งานหมุนเวียนวัสดุชั้นทางเดิมมาใช้ใหม่
    แบบในที (PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING)
    หมายเหตุ
    มทช.230-2545
  8. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิตและด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับ
    สภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  9. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการ เพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้าสถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่เกินเขตทางหลวง โดยการ ดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความหนา เฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  10. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนิน การในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายในสายทาง ตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  11. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่กําหนดไว้ในแบบ
  12. ความลึกของการขุดกัด จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง
  13. ค่ารับแรงอัด (UNCONFINED COMPRESSIVE STRENGTH) จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
  14. ความหนาของผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
  15. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทําติดตั้งเครื่องหมายจราจรหลักกันโค้งหลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ใน
    แบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทําให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    กรมทางหลวงชนบท
    สํานักบําารุงทาง
    แบบมาตรงาน รายการประกอบแบบงานซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลคิกคอนกรีต (โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING) (2/2)
    แผ่นที่
    9
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ 19-20656 แทน
  16. Smil
    ผู้อ้านวยการสํานักฯ
    3
    อธิบดี
    ไหล่ทาง
    ผิวจราจร
    ไหล่ทาง
    ระดับวินเติม
    SIDE SLOPE
    ลําดับที่
    รายการ
    รายการประกอบแบบ
    1
    2
    ไหล่ทาง
    G
    4.0%
    2.0%
    2.0%
    เกลี่ยปรับไหล่ทางเดิมแล้วบดทับ ประเภทวัสดุ และชนิดผิวไหล่ทาง ให้เป็นไปตามที่ผู้ออกแบบกําหนด ไว้ในแบบแต่ละสาย
    4.0%
    ผิวทางคอนกรีตเสริมเหล็ก
    SIDE SLOPE
    ( ความหนากําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง )
    ทรายหยาบรองพื้น
    ชุดซื้อผิวจราจรเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ โครงสร้างทางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ข้อกําหนดในการซ่อมสร้างผิวคอนกรีต
    อ้างถึง
    ข้อกําหนด
    แบบมาตรฐานการเสริมเหล็กและรอยต่อถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก
    แบบเลขที่ ถน-203
    มาตรฐานของประเภทวัสดุ และชนิดผิวไหล่ทาง ( ตามที่ผู้ออกแบบกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง ) โดยใช้ มาตรฐานงานทาง (มท.) ฉบับปัจจุบัน

อ้างถึง มาตรฐานงานผิวจราจรแบบคอนกรีต มทช.231-2545
3
ผิวทาง * คอนกรีต
4
อ้างถึง
เส้นแบ่งทิศทางจราจร
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
ขั้นตอนซ่อมสร้างผิวคอนกรีต

  1. ทําการขุดรื้อผิวจราจรเดิม (ขนทิ้ง) แล้วบดทับ
  2. ทําการเกลี่ยปรับไหล่ทางเดิม แล้วบดทับ
  3. รองพื้นทางด้วยทรายหยาบ
  4. ทําผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก
  5. ประเภทวัสดุ และชนิดผิวไหล่ทางให้เป็นไปตามที่ผู้ออกแบบกําหนดไว้ในแบบ แต่ละสายทาง
    หมายเหตุ
  6. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  7. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  8. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1,2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่
    กําหนดไวในแบบ
  9. ความหนาของผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็กและไหล่ทาง จะกําหนดในแบบ
    แตละสายทาง
  10. กรณีผิวจราจรกว้างตั้งแต่ 5.00 ม. ให้ดําเนินการก่อสร้างงาน
    LONGITUDINAL JOINT ในตําแหน่งกึ่งกลางผิว
  11. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง
    หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    กรมทางหลวงชนบท สานักบ่ารุงทาง
    en he 9. unit
    G
    แผ่นที่ 10
    แบบแนะนําา งานซ่อมสร้างผิวคอนกรีต
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงาน อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-207/56 แ
    อ่านวยการสํานัก
    อ บ
    ครึ่งผิวจราจร
    ระดับต้นเดิม
    SIDE SLOPE
    4.0%
    ลําาดับที
    1 ผิวทางลูกรัง
    รายการ
    ผิวจราจร
    ครึ่งผิวจราจร
    4.0%
    SIDE SLOPE
    ขั้นตอนเสริมผิวลูกรัง
  12. ก่อนดําเนินการ ผู้รับจ้างจะต้องปาดแต่งผิวให้เรียบร้อยแล้วทําการบดทับ 2. เมื่อดําเนินการตามข้อ 1. แล้วให้เสริมลูกรังบดอัดแน่นให้มีความกว้าง ตามแบบที่กําหนด
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ลูกรังเสริมใหม่ CB.R. + 30% หรือที่กําหนดไว้ในแบบ บดอัดแน่นไม่น้อยกว่า 95%MODIFIED PROCTOR DENSITY ผิวจราจรลูกรังเดิม นคันทางเดิม
    ข้อกําหนดในการเสริมผิวลูกรัง
    อ้างถึง
    ข้อกําหนด
    มาตรฐานวัสดุลูกรังชนิดทําผิวจราจร มท .206-2545
    หมายเหตุ
  13. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  14. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้น
    ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  15. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ

เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ขอ 1 2 และ ขอ 3 จะตองใหไดปริมาณงานตามที กําหนดไว้ในแบบ
5. ความหนาของผิวจราจรลูกรัง จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง
งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง 6. หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา
ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
แผ่นที่
กรมทางหลวงชนบท
2m
11
แบบแนะนํา งานเสริมผิวลูกรัง
เขียนแบบ
สํานักน่ารุงทาง
วิศวกร นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ
แบบเลขที่ 17-301/56 49%
རི
ผู้อําานวยการสํานักฯ
อธิบดี
ระดับต้น น
SIDE SLOPE
ไหล่ทาง
Slope
ผิวจราจร
Q
(
Slope
ไหล่ทาง
SIDE SLOPE
ขั้นตอนฉาบผิวสเลอรี่ ล

  1. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางที่ชํารุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง และถ้าระดับผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางไม่ดี ให้ทํา SKIN PATCHING หรือ Levelling
    ให้เรียบร้อยเสียก่อน
  2. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ SLURRY SEAL
    (ชนิดจะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง) และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ทําผิวไหล่ทางแบบ SLURRY SEAL
    (ชนิดจะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง)
    ไหล่ทางลาดยางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    ข้อกําหนดในการฉาบผิวสเลอ ปล
    ทําผิวทางแบบ SLURRY SEAL (ชนิดจะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง)
    -โครงสร้างทางเดิม
    ลําดับที่
    รายการ
    ขอกําหนด
    1
    ผิวทางและฉาบไหล่ทาง SLURRY SEAL อ้างถึง
    มาตรฐานการฉาบผิวทางแบบ SLURRY SEAL

มทช.232-2545
2
เส้นแบ่งทิศทางจราจร
อ้างถึง
มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
หมายเหตุ

  1. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  2. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  3. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
  4. ชนิดของผิวทาง SLURRY SEAL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทาง 6.งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
    กรมทางหลวงชนบท
    ปิด โ 9.
    แผ่นรี่
    12
    แบบแนะนําา งานฉาบผิวสเลอ บิล
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    สํานักบําารุงทาง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อํานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-302/56 เ
    ผู้อ้านวยการสํานักฯ
    อธิบดี
    ระดับดินเดิม
    SIDE SLOPE
    ลําดับที่
    รายการ
    ไหล่ทาง
    ผิวจราจร
    0
    Slope
    Slope.
    ไหล่ทาง
    ทําผิวไหล่ทางแบบพาราสเลอรีซีล (TYPE 3)
    ไหล่ทางลาดยางเดิม
    รูปตัดโครงสร้างทาง
    NOT TO SCALE
    SIDE SLOPE
    ทําผิวทางแบบพาราสเลอรี่บิล (TYPE 3) โครงสร้างทางเดิม
    ข้อกําหนดในการฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรีซีล
    ขอกําหนด
    อ้างถึง
    วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรีซีล แบบเลขที่ บร-304 และ บร-305

    อ้างถึง
    มาตรฐานงานดีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
    ขั้นตอนฉาบผิวสเลอรี่ชิล
  5. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางที่ชํารุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง และถ้าระดับผิวทางเดิมและผิวไหล่ทางไม่ดี ให้ทํา SKIN PATCHING หรือ Leveling
    ให้เรียบร้อยเสียก่อน
  6. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบพาราสเลอรีซีล (TYPE 3) และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    หมายเหตุ
  7. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  8. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนการ ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  9. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
  10. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  11. แบบนี้ใช้ร่วมกับแบบเลขที่ บร-304 และ บร-305
    1 ผิวทาง และผิวไหล่ทาง แบบพารา -
    สเลอรี่ปีล
    2
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    กรมทางหลวงชนบท สานักบําารุงทาง
    แบบแนะปา งานฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่เล
    Leaw 9.
    the
    แผ่นที่
    13
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ
    ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ 19-303/56 1
    อ่านวยการสํานัก
    อธิบดี
    วิธีการฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรี่แล (Para Slurry Seal)
    พาราสเลอรี่บิลเป็นวิธีการฉาบผิวทางชนิดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน (Para Asphalt Emulsion) มวลรวม (Aggregate) วัสดุผสมแทรก (Mineral Filler) และสารผสมเพิ่ม (Additive) ลักษณะผิวหน้า ไม่ลื่น ทนต่อการแปรเปลี่ยนของดินฟ้าอากาศและป้องกันน้ําซึม ในการก่อสร้างสามารถเปิดการจราจรไ รวดเร็ว จึงเหมาะสําหรับพื้นที่ก่อสร้างทั่วไปและย่านชุมชน ใช้สําหรับฉาบเป็นชั้นผิวทาง ผิวไหล่ทาง ด้วย จุดประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดของส่วนผสมที่นํามาใช้
  12. วัสดุ
    1.1 แอสฟัลต์
    วัสดุที่ใช้ทําชั้นพาราสเลอรี่ชิลประกอบด้วย
    แอสฟัลต์ที่ใช้คือพาราแอสฟัลต์อิมัลชันเป็น Polymer Modified Asphalt Emulsion ชนิด Quick Set ซึ่งผลิตขึ้นมาจากแอสฟัลต์อิมัลชัน ชนิด css หรือ CSS! - ผสมกับยางธรรมชาติ (Natural Rubber) โดยมี คุณลักษณะ ดังนี้
    Item
    No.
    Specification For Elastomeric Modified Asphalt Emulsion
    Propertice
    Minimum
    Elastomeric Modified CSS-1 or CSS-IH (Quick Setting) Minimum
    Test Method
    Maximum
    ASTM D 244
    ASTM D 244
    Test on Emulsion

Viscosity,Saybolt Furol at 25 C
Sec.
20
100
มท.. (m604-2545
2.
Settlement 7 Days
2 พ.
15
ASTM D 244
3.
Storage Stability Test,24hrs.

  • Wt.
    1.5
    ASTM D 244

Sieve Test (Retained on 20 Mesh)

  • Wt.
    0.1
    ASTM D 244

Particle Charge Test
KC Wt.
Positive
6.
Asphalt Content by Evaporation

  • Ws.
    60

Solid Polymer Content
A Wt.
3.5
Test on Residue
8.
Softening Point
*C
60
9.
Elastic Recovery
30
10%
Penetration.25 °C,100g,5 sec.
0.1 mm.
40
100
11.
Ductility at 25 °C.2 cm/mim.
40
12.
Solubility in Trichloroethylene

  • พ.
    97.5
    Certificate
  1. การใช้งาน
    พาราสเลอรี่ ใช่ าหรับฉาบผิวทางแบ่งเป็น 3 ชนิด มีลักษณะแตกต่างกัน ตามที่กําาหนดในตารางที่ 1 ซึ่งจะแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ขนาดคละของมวลรวม ปริมาณเนื้อยางที่ใช้และอัตราการ ใช้วัสดุการที่จะกําหนดให้ฉาบผิวพาราสเลอรี่ชิลชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพผิวทางเดิม ปริมาณการจราจร และ
    วัตถุประสงค์ในการใช้งาน
    การฉาบผิวพาราสเลอรี่ จะต้องเลือกชนิดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามความต้องการ ซึ่งได้แบ่งดังต่อไปนี้ 2.1 พาราสเคอรี่ชนิดที่ 1 เป็นชนิดที่มีความสามารถแทรกทีมรอยแตกได้ ใช้สําหรับฉาบผิวทางโดยมี วัตถุประสงค์ดังนี้
    2.1.1 มารอยแตก
    2.1.2 ฉาบเป็นผิวทาง กรณีต้องการปรับปรุง Texture ของผิวทางเดิมเล็กน้อย 2.1.3 ฉาบป้องกันการเกิด Oxidation หรือ weathering ของผิวทางเดิม
    2.2 พาราสเลอรี่ชีลชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่มีผิวหน้าหยาบกว่าชนิด : ใช้สําหรับฉาบผิวทางหรือผิวไหล่
    ทาง โดยมีประสงค์ดังนี้
    2.2.1 เพิ่ม Skid Resistance ของผิวทางเดิม
    2.2.2 ให้ผิวทางระบายน้ําออกไปได้รวดเร็ว
    2.2.3 งานป้องกันการเกิด Oxidation หรือ Weathering ของผิวทางเดิม
    2.3 พาราสเลอรี่ ลชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่มีผิวหน้าหยาบที่สุด ใช้สําหรับฉาบผิวทาง ผิวไหล่ทาง โดยมี
    วัตถุประสงค์ดังนี้
    2.3.1 เพิ่ม Skid Resistance ของผิวทางเดิม
    2.3.2 ให้ผิวทางระบายนํ้าออกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
    2.3.3 ฉาบป้องกันการเกิด Oxidation หรือ Weathering บนผิวทางเดิม
    2.3.4 ฉายปรับระดับได้เล็กน้อย
    2.3.5 ปรับแก้ Crown Slope ได้เล็กน้อย
    2.3.6 ฉาบปิดผิวทางเดิมที่หลุด (Roveling)
    ตารางที่ 1 ขนาดคละของมวลรวม ปริมาณเนื้อยางแอสฟัลต์และอัตราการฉาบพาราสเคอรี่บิล
    ชนิดของพาราสเลอรี่เล ชนิดที่ 2 ชนิดที่ 2 ปริมาณผ่านตะแกรง ร้อยละโดยมาต
    ชนิดที่ 3
    9.500 มม. (3/8 นิ้ว
    100
    100
    4.750 มม. เบอร์ 4)
    100
    90-100
    70-90
    2.380 มม. (เบอร์ 2)
    90-100
    45-70
    1.180 WW (109 16)
    65-90
    45-70
    28-50
    0.500 มม. (เบอร์ 30
    40-60
    30-50
    19-34
    0.300 มม. เบอร์ 50
    25-42
    18-30
    12-25
    0.150 มม. เบอร์ 100)
    15-30
    10-21
    7-18
    0.075 มม. (เบอร์ 200
    10-20
    5-15
    5-15
    Residue ของแอส และ โดยมวลของมวลรวมแห่ง อัตราการฉาบเป็น กก/ตร.ม.
    10.0-16.0 7.5-13.5 6.5-12.0
    3.4 กรมทางหลวงชนบทอาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงขนาดคละของมวลรวม ปริมาณเนื้อยางแอสฟัลต์ และ อัตราการฉาบแตกต่างไปจากตารางที่ 1 ก็ได้ตามความเหมาะสม แต่คุณสมบัติของส่วนผสมต้องถูกต้องตาม
    30 3.3

    3.5 หากวัสดุผสมมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมวลรวมก็ดี หรือเนื่องจากเหตุอื่นใดก็ดี ผู้รับจ้างต้องเปลี่ยน สูตรส่วนผสมเฉพาะ และค่าใช้จ่ายในการนี้ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น
    3.6 ระหว่างการฉาบผิวพาราสเลอรีซีล ถ้านายช่างผู้ควบคุมงานเห็นว่าส่วนผสมของพาราสเลอรี่ชิลที่ออก แบบไว้ไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงในสนาม มวลรวมหรือวัสดุผสมแอสฟัลต์ผิดพลาดจากข้อกําหนด จะถือว่าส่วนผสมที่กําหนดไว้ในแต่ละครั้งนั้นไม่ถูกต้องตามคุณภาพที่ต้องการ ผู้รับจ้างต้องทําการปรับปรุง
    แก้ไขแล้วออกแบบใหม่ ค่าใช้จ่ายในการนี้ผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น
    3.7 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของสูตรส่วนผสมเฉพาะงานให้เป็นไปตามตารางที่ 2
    ตารางที่ 2 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อน ที่ยอมให้สําหรับสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน
    ผ่านตะแกรงขนาด
    2,360 มม.(เบอร์) และใหญ่กว่า
    1,180 มม. เบอร์16) 0.600 มม. เบอร์30และ 0.300 มม. เบอร์50)
    0.150 มม.เบอร์100)
    0.075 มม. บอร200)
    Residue ของเอสพัล โดยมวลของมวลรวมแห่ง
    รายละ
  • 5
    +4
  • 3
  • 2
    ± 0.5
    เหตุ กรณีกรมทางหลวงชนบทเห็นควรให้กําหนดขอบเขตของสูตรส่วนผสมเฉพาะงานแตกต่างไปจากตารางที่ 2
    สามารถ ดาเนินการได้ตามความเหมาะสม
    3.8 การทดลองและการตรวจสอบการออกแบบการฉาบผิวทางแบบพาราสเลอรีซีลครั้ง ผู้รับจ้างต้อง ชาระค่าธรรมเนียมตามอัตรา กรมทางหลวงชนบทกําหนด
  1. เครื่องจักรและเครื่องมือ
    เครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ ที่จะนํามาใช้จะต้องได้รับการดูและรักษาให้อยู่ในสภาพที่ใช้การ ได้ดีตลอดระยะเวลาของการดําเนินงาน หากอุปกรณ์เครื่องมือนั้นไม่สามารถทํางานได้ได้ผลตามต้อง การ ผู้รับจ้างจะต้องแก้ไปให้ดีก่อนนําไปใช้งาน
    4.1 เครื่องจักรพาราสเตอรี่ไล
    เครื่องจักรพาราสเลอรี่ ลต้องเป็นเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ประกอบด้วย
    -เครื่องผสม (Mixer)
    -เครื่องฉีดนํ้า
    -เครื่องฉาย (Spreader)
    -เครื่องบ่มพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน นํ้าและสารผสมเพิ่ม
    -สายพาน าเลียงมวลรวมและวัสดุผสมแทรกไปยังเครื่องผสม -ถังใส่มวลรวม (Aggregate Bin)
    -ถังใส่วัสดุผสมแทรก (Filler Bin)
  • ง ส าและ พาราแอสฟัลต์อิมัลชัน
    -ถังใส่สารผสมเพิ่ม (Additive Tank) -อุปกรณ์ควบคุมอัตราส่วนผสมของวัสดุ
    ส่วนประกอบของเครื่องจักรดังกล่าวข้างต้นสําหรับรายการซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สําคัญ มีรายละเอียด
    ดังนี้
    ASTM D 36
    NLT 329/91
    und.zkm0609-2545
    มท.. ne10–2545
    ASTM D 2042
    Note* The test requirement for settlement may be waived when the material is use in less
    than 7 days time.
    ** This test requirement on representative samples is waived if successful application of the material has been achieved in the field (From ASTM D 2397-94) The material will be considered acceptable if it passes ASTM D 1664 Standard Test Method Coating and Stripping-misture
  • Refer to the National Laboratory of Transportation Madrid. Spain.
    1.2 สารผสมเพิ่ม (Additives)
    สารผสมเพิ่มใช้ เพื่อทําให้พาราแอสฟัลตอิมัลชันแตกตัวเร็วขึ้นหรือช้าลง หรือใช้เพื่อให้พารา แอสฟัล อิมัลชันเคลือบมวลรวมได้ดียิ่งขึ้น ปริมาณที่ใช้ต้องพอเหมาะสม เพื่อให้สามารถเปิดการจราจรได้ ภายในเวลาที่ต้องการ สารผสมที่เพิ่มนี้จะใช้หรือไม่ก็ได้แล้วแต่การออกแบบซึ่งจะต้องได้รับการเห็นชอบ จากกรมทางหลวงชนบทก่อน
    1.3 น้ํา
    น้าที่ใช้ต้องใสสะอาดปราศจากสิ่งที่เจือปนที่จะก่อให้เกิดผลเสียต่อพาราสเลอรี่ปีล
    1.4 มวลรวม (Aggregate)
    มวลรวมต้องเป็นหินไม่ถึงแข็ง คงทน สะอาด ปราศจากดินหรือวัสดุไม่พึงประสงค์อื่นใดอาจมี วัสดุผสมแทรกด้วยก็ได้ ในกรณีที่ไม่ได้ระบุคุณสมบัติไว้เป็นอย่างอื่น มวลรวมต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1.4.1 มีค่า Sand Equivalent ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60
    1.4.2 มีค่าความลึกหรอ เมื่อทดลองตาม มทส. (1) 5019-2545 วิธีการทดลองหาความลึกหรอ ของวัสดุเม็ดหยาบโดยใช้เครื่อง Los Angeles Abrasion ไม่น้อยกว่าร้อยละ 35
    1.4.3 มีค่าส่วนที่ไม่คงทน (Loss) เมื่อทดสอบหาค่าความคงทน (Soundness) ของมวลรวม โดย ใช้โซเดียมซัลเฟต จํานวน 5 รอบไม่มากกว่าร้อยละ 9
    1.5 วัสดุผสมแทรก (Mineral Filter)
    วัสดุผสมแทรก เช่น ปูนซีเมนต์ ปูนขาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมวลรวมต้องใช้ในปริมาณน้อยที่สุด เท่าที่จําเป็น จะใช้เมื่อต้องการปรับปรุงความสะดวกในการทํางาน (Workability) หรือปรับปรุงขนาด
    คละ (Gradation)
    มาหากศาลขนาด
    65-90
    3.0-5.5 5.5-10.0 10.0-16.0
  1. ข้อกาหนดในการออกแบบส่วนผสมพาราสเลอรี่ ล
    3.1 ก่อนเริ่มงานให้ผู้รับจ้างทําการออกแบบส่วนผสม แล้วให้นายช่างผู้ควบคุมงานเก็บตัวอย่างวัสดุ ส่วนผสมที่ใช้ในการผสมพร้อมทั้งเอกสารการออกแบบส่งให้กรมทางหลวงชนบทตรวจสอบ โดยผู้รับจ้างต้อง เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการนี้ทั้งสิ้น
    การออกแบบส่วนผสมนี้ รับจางตอง ใช้วิธีของ The Asphalt institute Manual Serise No.19 โดยวิธี
    ทาดา C.KE. และ ตามมาตรฐาน ASTM Designation : D3910) Standard Practices for Design,
    Testing, and Construction of Slurry Seal” หรือใช้มาตรฐาน และวิธีทดลองของ International Shurry Surfacing Association (ISSA) หรือวิธีอื่นใดที่กรมทางหลวงชนบทเห็นชอบ
    3.2 คุณภาพของวัสดุที่ใช้ออกแบบจะต้องผ่านการทดลองคุณภาพใหใช้ได้แล้ว การออกแบบส่วนผสมจะ
    ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งาน
    3.3 ส่วนผสมพาราสเลอรี่ชิดต้องมีคุณสมบัติดังนี้
    3.3.1 เวลาในการผสม (Mix Time) ที่ 25 องศาเซลเซียลไม่น้อยกว่า 120 วินาที
    3.3.2 ค่า Flow อยู่ระหว่าง 10-20 มิลลิเมตร
    3.3.3 initial Set ไม่น้อยกว่า 30 นาที
    3.3.4 เวลาในการใช้บ่ม (Cure time) ไม่มากกว่า 2 ชั่วโมง
    I
    3.3.5 ค่า Wet Track Abrasion Loss ไม่มากกว่า 500 กรัมต่อตารางเมตร
    3.3.6 ค่า Hubbard Field Stability ที่ 25 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 11.8 กิโลนิวตัน (1,200 กิโลกรัมแรง)
    กรมทางหลวงชนบท
    แบบมาตรฐาน
    สานัก ารุงทาง
    วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรีซีล (Para Slurry Seal)
    vt Schenver 9. C
    แผ่นที่
    14
    เขียนแบบ วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ
    แบบเลขที่ 19-304/56 แน
    ผู้อ้านวยการสํานัก
    อธิบดี
    4.1.1 เครื่องผสม
    เครื่องผสมจะต้องเป็นเครื่องชนิดที่ผลิตส่วนผสมของพาราสเตอร์ซิลได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอนมีเครื่อง ลําเลียงวัสดุต่างๆ พร้อมมาตรวัดปริมาณ สามารถลําเลียงมวลรวม วัสดุผสมแทรก น้ําพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน และ สารผสมเพิ่มลงสู่ถังผสมตามอัตรา ส่วนที่กําหนดได้อย่างถูกต้อง มวลรวม และวัสดุผสมแทรกถูกล่าเสียงลงสู่ถังผสม ในตําแหน่งเดียวกัน เครื่องผสมสามารถลําเลียงวัสดุ ที่ผสมเข้ากันอย่างดีแล้วลงเครื่องฉายได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาด
    คอน
    4.1.2 เครื่องอืด
    เครื่องฉีดน้ําติดอยู่หน้าเครื่องฉาบ เช่น Fog Spray Bar สามารถฉีดน้ําให้เป็นฝอยหรือละอองใช้ สําหรับ ค าให้ผิวเปียกได้อย่างทั่วถึง 4.1.3 เครื่องฉาบ
    เครื่องฉายติดตั้งอยู่ด้านท้ายของเครื่องผสม ต้องสามารถปรับอัตราการฉาบได้ตามที่กําหนดปรับความ กว้างไม่น้อยกว่า 1 ช่องจราจรฉาบได้เรียบและสม่ําเสมอ
    1
    4.1.4 เครื่อง มแอสฟัลต์อิมัลชัน นํ้าและสารเพิ่ม
    เครื่อง มแอสฟัล อิมัลชัน น้ําและสารเพิ่ม ต้องมีมาตรวัดปริมาณ และสามารถอ่านมาตรได้ตลอดเวลา ในการทําพาราเลอรี่ปีล
    4.4.5 สายพานลําเลียงมวลรวม และวัสดุผสมแทรกไปยังเครื่องผสม
    สายพานลําเลียงมวลรวม และวัสดุผสมแทรกไปยังเครื่องผสม ต้องมีมาตรวัดปริมาณและสามารถอ่าน มาตรได้ตลอด เวลาในการท่าพาราสเลอรี่ ล
    4.2 เครื่องกวาดฝุ่น
    เครื่องกวาดฝุ่นเป็นแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองหรือแบบลากที่ติดตั้งที่รถไถนา (Farm Tractor) หรือรถอื่นใด ซึ่งเป็น ชนิดไม้กวาดหมุนโดยเครื่องกล ขนไม้กวาดอาจทําด้วยไฟเบอร์ ลวดเหล็กไนลอน หวายหรือวัสดุอื่นที เหมาะสม ทั้งนี้ต้องมีประสิทธิภาพพอที่จะทําให้พื้นที่ที่จะก่อสร้างสะอาด อาจใช้ร่วมกับเครื่องเป่าฝุ่น และไม้
    กวาดมือซึ่งสามารถทําความสะอาดผิวทาง และรายแตกได้
    4.3 เครื่องเป่าลม (Blower)
    เครี่องเป่าลมเป็นแบบติดตั้งที่รถไถนาหรือรถอื่นใด มีใบพัดขนาดใหญ่ให้กําลังลมแรงและมีประสิทธิภาพพอ เพียงที่จะทําให้พ้น ที่จะก่อสร้างสะอาด
    4.4 เครื่องจักรบคน
    เครื่องจักรบดทับต้องเป็นรถบดล้อยางแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง มีน้ําหนักประมาณ 5 นล้อยางต้องเป็น ผิวหน้ายางเรียบมีขนาดและ จํานวนชั้นผ้าใบเท่ากันทุกล้อ ความดันลมยางประมาณ 345 กิโลปาสกาล (50 ปอนต์แรงต่อตารางนิ้ว)
    4.5 อุปกรณ์อื่นๆ
    อุปกรณ์อื่นๆ ที่จําเป็นในการดําเนินงาน เช่น เครื่องฉาบด้วยมือ พลั่ว
  2. การเตรียมการก่อสร้าง
    การทําการก่อสร้างให้ดําเนินการดังนี้
    5.1 ให้กองมวลรวมเป็นระเบียบ
    โดยกองในบริเวณที่น้ําไม่ขังหรือบริเวณที่จะไม่ทําให้มวลรวมมีคุณสมบัติเปลี่ยน
    แปลงไป ก่อนนํามวลรวมไปใช้งานจะต้องได้รับการตรวจสอบ และได้รับการอนุญาตจากนายช่างผู้ควบคุมงาน
    ก่อน
    5.2 กรณีผิวทางเดิมเป็นผิวทางแอสฟัลต์
    ให้ทําการตรวจสอบพื้นที่ที่จะทําการก่อสร้าง และแก้ไขความบกพร่องต่าง ๆ ก่อนฉาบผิว เช่น ถ้าผิวเดิมมี ความเสียหายหรือระดับไม่ดี ให้ทํา Deep Patching หรือ Skin Patching แล้วแต่กรณี
    5.3 กรณีผิวทางเดิมเป็นผิวทางคอนกรีต
    ให้ทําการตรวจสอบรอยต่อรอยแยกต่างๆ แล้วทําการแก้ไขซ่อมแซมตามความเหมาะสมทําความสะอาดให้ เรียบร้อยแล้วทําการ Tack Coat ก่อนท่าการฉาบผิวพาราสเลอรี่ ล
    5.4 ตรวจสอบอุปกรณ์ เครื่องจักร และเครื่องมือ
    ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะนําออกใช้งานและผลิตส่วนผสมพาราสเลอรี่ ได้ตามที่ออกแบบไว้
    5.5 ทําการตรวจสอบและตรวจปรับมาตรวัดต่างๆ
    เพื่อให้ใช้วัสดุได้ตามอัตราส่วนที่ต้องการ
    5.6 ในกรณีที่จําเป็นต้องกวาดฝน
    ให้ใช้เครื่องกวาดฝุ่นกวาดวัสดุที่ไม่พึงประสงค์ออกจากผิวทางจนสะอาดถ้าจําเป็นให้ใช้น้ําล้างด้วย
    5.7 ต้องพิจารณาสภาวะอากาศให้เหมาะสม
    ห้ามทําการฉาบผิวในระหว่างฝนตกและอุณหภูมิขณะฉาบต้องไม่ต่ํากว่า 10 องศาเซลเซียส
  3. การก่อสร้าง
    วัสดุต่างๆ ที่จะนํามาผสมเป็นพาราสเลอรี่ชิลต้องเป็นวัสดุที่ผ่านการทดลอง และมีคุณภาพใช้ได้แล้ว 6.1 ข้อกาหนดในการก่อสร้างทั่วไป
    6.1.1 ให้ลาดยางแอสฟัลต์อิมัลชัน ชนิด CSS-1 หรือ CSS-1 6. ที่ผสมในอัตราส่วน 1:1 ลงบนผิวทางชั้นแรก ด้วยอัตราไม่น้อยกว่า 0.6 ลิตรต่อตารางเมตร โดยใช้ฟอกสเปร์ย (Fogspray) หลังจากนั้น จึงดําเนินการฉาบผิว พาราสเลอรี่ ลต่อไป
    .
    6.1.2 ดําเนินการฉาบผิวพาราสเลอรี่ชิลกับผิวทางชั้นแรก สําหรับผิวทางชั้นแรกที่ก่อสร้างใหม่การฉาบพารา สเลอรี่บิลทับควรดาเนินการภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 4 วัน และไม่มากกว่า 4 สัปดาห์ ฉะนั้นการการลาด แอสฟัลต์อิมัลชัน ตาม ข้อ 6.1.3 ควรดําเนินการภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
    6.1.3 ก่อนที่จะฉาบผิวพาราสเลอรี่ชิล ให้ทําความสะอาดผิวทางที่จะฉาบพาราสเลอรี่ชิลทับด้วยเครื่องดูดฝุ่น และถ้าจําเป็นให้ใช้น้ําล้าง เพื่อกําจัดวัสดุที่หลุดหลวม สิ่งสกปรกต่างๆ ออกให้หมด
    6.1.4 ในกรณีที่ผิวทางเดิมเป็นผิวทางแอสฟัลต์ที่มีผิวแห้ง ต้องทําให้เปียกสม่ําเสมอด้วยเครื่องฉีด าเป็นฝอย
    หรือเป็นละอองทันทีก่อนจาบผิว
    6.1.5 กรณีที่ผิวทางเดิมเป็นผิวคอนกรีตให้ทําการ Tack Coat ด้วยแอสฟัลต์อิมัลชันชนิด css-in ใน อัตรา 0.1-0.3 ลิตรต่อตารางเมตร หรือจะผสมน้ําในอัตราส่วน 1:1 แล้ว Tack Coat ใน อัตรา 0.2-0.8 ลิตรต่อตารางเมตร ก่อนท่าการฉาบผิว
    6.1.6 พวกแอสฟัลครีมัลชันในส่วนผสมต้องไม่แตกตัวในเครื่องจาบก่อนที่จะฉาบ
    6.1.7 พาราสเลอรี่ชิลที่ผสมแล้วต้องสามารถกระจายได้อย่างสม่ําเสมอในเครื่องฉาบ ต้องมีปริมาณมากพอ ตลอดเวลาเพื่อให้การฉาบสามารถฉาบได้เต็มความต้องการ
    6.2 การฉาย
    6.2.1 ส่วนผสมพาราสเลอรีซีล เมื่อฉาบผิวทางแล้วต้องมีส่วนผสมคงที่ถูกต้องตามสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน 6.2.2 ส่วนผสมพาราสเลอรี่ชิลต้องไม่จับกันเป็นก้อนหรือแตกตัวในเครื่องฉาบ ไม่มีมวลรวมใดที่ไม่ถูกเคลือบ ด้วยพาราแอสฟัลต์อิมัลชัน ไม่เกิดการแยกตัวระหว่างพาราแอสฟัลต์อิมัลชันกับมวลรวมละเอียดออกจากมวลรวม หยาบหรือมีมวลรวมหยาบตกลงสู่ส่วนล่างของวัสดุผสม ถ้ามีกรณีดังกล่าว เกินขึ้นจะต้องตักวัสดุผสมนี้ออกไปจากผิว 6.2.3 ต้องไม่มีรอยครูดซึ่งอาจเกิดจากหินก้อนใหญ่เกินไป ปรากฏให้เห็นบนผิวทางที่ฉาบเรียบร้อยแล้วถ้าเกิด กรณีเช่นนี้ต้องทําการตกแต่งและแก้ไขให้เรียบร้อย นายช่างผู้ควบคุมงานอาจให้ใช้ตะแกรงอ่อนร่อนมวลรวมก่อน
    ทาง
    บ้ามาผสม
    6.2.4 กรณีที่ไม่สามารถใช้เครื่องจานทําการฉาบได้เพราะสถานที่จํากัด การฉาบด้วยมือต้องได้รับความเห็น ชอบจากนายช่างผู้ควบคุมงานก่อน
    6.3 รอยตล
    รอยต่อตามยาวหรือตามขวางต้องไม่เป็นสันนูนหรือมองเห็นชัดเจนไม่เรียบร้อย ถ้าเกิดกรณีเช่นนี้ต้องทําการ ตกแต่ง และแก้ไขให้เรียบร้อยโดยวิธีที่นายช่างผู้ควบคุมงานเห็นชอบ
    6.4 การบดทับ
    6.4.1 พาราสเลอรี่ชิลชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ไม่ต้องทําการบดทับ
    6.4.2 พาราสเลอรี่ชิลชนิดที่ 3 อาจจะทําการบดทับหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายช่างผู้ควบคุมงาน
    หากต้องการทําการบดทับขณะที่ส่วนผสมกําลังแข็งตัว (ขณะบ่ม) โดยใช้รถบดล้อยางตามข้อ 4.4 บดทับด้วยความ เร็วประมาณ 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จํานวนไม่น้อยกว่า 5 เที่ยว
    6.5 การบบ
    เมื่อฉาบเสร็จแล้วต้องปล่อยให้บ่มตัวระยะเวลาหนึ่งก่อนการจราจร การบ่มตัวจะนานเท่าไรให้ตรวจสอบการ
    แตกตัวของพาราแอสฟัลต์อิมัลชันในส่วนผสมพาราสเตอร์ซิลโดยดูการเปลี่ยนสีของส่วนผสมจากสีน้ําตาลเป็นสีดํา
    และปราศจาก ในส่วนผสม ซึ่งสามารถจะทําการตรวจสอบได้โดยใช้กระดาษซับน้ําบนผิวพาราสเลอรี่ชิล ถ้าไม่ มีน้ําปรากฏบนผิว และผิวนั้นเป็นสีดําแล้วก็สามารถเปิดการจราจรได้ โดยปกติจะใช้เวลาบ่มไม่เกิน 2 ชั่วโมง ระหว่างการบ่มตัวถ้าจําเป็นต้องเปิดให้การจราจรผ่าน อาจใช้หินฝุ่นหรือทรายสาดบิดเพื่อให้รถยนต์ผ่านได้ 7. การอํานวยการและการเปิดการจราจร
    ผู้รับจ้างจะต้องอํานวยความสะดวกและความปลอดภัยในระหว่างการก่อสร้าง โดยจัดหาติดตั้งอุปกรณ์ป้ายเครื่อง หมายและสัญญาณจราจรเตือนล่วงหน้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ระยะเวลาที่จะเปิดการจราจรควรพิจารณาตามความจําเป็น ในสนาม ควรเปิดจราจรได้เมื่อบ่มตัวครบ 2 ชั่วโมง แล้วนายช่างผู้ควบคุมงานจะเป็นผู้กําหนดระยะเวลาในการเปิด
    การจราจรตามความเหมาะสม
  4. ข้อควรระวัง
    8.1 การขนส่งพาราแอสฟัลต่อมัลชันในกรณีเป็นถัง Drum โดยเฉพาะการขนขึ้นหรือลง ต้องระมัดระวังไม่ให้ถึง บรรจุพาราแอสฟัลตอิมัลชันได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงมาก เพราะอาจทําให้พาราแอสฟัลต มัลชันแตกตัว
    1
    ได้
    8.2 ก่อนใช้พาราแอสฟัลต์อิมัลชันที่บรรจุถังเก็บไว้เป็นเวลานาน ๆ ควรกลิ้งถังไปมาอย่างน้อยด้านละ 5 ครั้ง ก่อนบรรจุในเครื่องผสมพาราสเลอรีซีล ทั้งนี้เพื่อให้พาราแอสฟัลต์อิมัลชันมีลักษณะเดียวกันทั่วถึง 8.3 ทุกครั้งที่ทําการผสมพาราสเลอร์ซิลเสร็จแล้วควรล้างเครื่องผสมให้สะอาด มิฉะนั้นจะมีแอสฟัลต์เกาะติดใน เครื่อง ทําให้ไม่สะดวกในการ ทางานในครั้งต่อไป
    8.4 เมื่อเปิดถังบรรจุพาราแอสฟัลต์อิมัลชันออกให้ ควรใช้ให้หมดถังหรือต้องมีฝาปิดมิฉะนั้นจะทําให้น้ําในถัง ระเหยได้ ซึ่งจะทําให้พาราแอลฟัส อีมัลชั่นเสื่อมสภาพ
    กรมทางหลวงชนบท
    แบบมาตรฐาน
    สํานักทํารุงทาง
    วิธีการฉาบผิวทางพาราสเลอรี่บิล (Para Slurry Seal)
    en how
    in.
    แผ่นที่
    15
    เขียนแบบ วิศวกร นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงาน ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-305/56
    ผู้อ้านวยการสานัก
    อนุมัติ
    อธิบดี
    ไหล่ทาง
    Slope
    ผิวจราจร
    Slope.
    ไหลทาง
    ขั้นตอนเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต
  5. ทํา DEEP PATCHING ผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมที่ชํารุดและโครงสร้างไม่แข็งแรง
  6. ถ้าระดับผิวทางและผิวไหล่ทางเดิมไม่ดีให้ทํา SKIN PATCHING หรือ Levling ให้เรียบร้อยเสียก่อน
  7. ทํา TACK COAT ผิวทางและผิวไหล่ทาง
  8. ทําผิวทางและผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE และตีเส้นแบ่งทิศทางจราจร
    ระดับคนเดิม
    SIDE SLOPE
    ทําผิวไหล่ทางแบบ ASPHALTIC
  • CONCRETE
    ทํา TACK COAT ผิวไหล่ทางเดิม โครงสร้างไหล่ทางเดิม
    SIDE SLOPE
    หาผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE
    ทํา TACK COAT ผิวทางเดิม โครงสร้างทางเดิม
    ลําาดับที
    1
    รายการ
    ผิวทางและผิวไหลทาง
    ASPHALTIC CONCRETE
    ข้อกําหนดในการเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต
    ข้อกําหนด
    อ้างอิง มาตรฐานงานแอสฟัลติกคอนกรีต ASPHALTIC CONCRETE
    มทช.230-2545
    หมายเหตุ
  1. รายละเอียดตามรูปตัดโครงสร้างทางสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขในด้านเรขาคณิต และด้านโครงสร้างได้ตามความเหมาะสมกับสภาพทางที่จะดําเนินการทั้งนี้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง
  2. ภายในช่วงหลักกิโลเมตรตามที่กําหนดไว้ในแบบ อาจจะกําหนดให้ทําการ
    ตอนใดก็ได้ตามความเหมาะสม และอาจให้ทําการเพิ่มบริเวณทางเชื่อมเข้า สถานที่ราชการ อาคารสาธารณะและบริเวณทางแยกสาธารณะ ในระยะไม่ เป็นเขตทางหลวง โดยการดําเนินการบริเวณดังกล่าวจะต้องมีขั้นต ดําเนินงาน และคุณสมบัติของวัสดุเช่นเดียวกับทางสายหลัก พร้อมทั้งมีความ หนาเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหรือเท่ากับทางสายหลักที่กําหนดไว้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน
    ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
  3. ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามช่วงหลักกิโลเมตรที่กําหนดไว้ในแบบ สามารถ
    เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ โดยพิจารณาดําเนินการในช่วงหลักกิโลเมตรอื่นภายใน สายทางตามความเหมาะสมทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อํานวยการสํานักผู้ว่าจ้าง 4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขตาม ข้อ 1 2 และ ข้อ 3 จะต้องให้ได้ปริมาณงานตามที่ กําหนดไว้ในแบบ
  4. ความหนาของผิวทางแบบ ASPHALTIC CONCRETE จะกําหนดในแบบแต่ละสายทาง 6. งานซ่อมแซมและทาสีใหม่ หรืองานจัดทํา ติดตั้งเครื่องหมายจราจร, หลักกันโค้ง หลักกิโลเมตรและ GUARD RAIL จะกําหนดไว้ในแบบแต่ละสายทางซึ่งต้องจัดทํา ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
  5. แบบนี้ใช้ร่วมกับแบบเลขที่ บร-102
    2
    TACK COAT
    3
    เส้นแบ่งทิศทางจราจร
    อ้างถึง
    มาตรฐานงานแทคโค้ท (TACK COAT) มทช.227-2545
    อ้างถึง
    มาตรฐานงานตีเส้นจราจรและเครื่องหมายจราจร
    กรมทางหลวงชนบท
    Zon
    แผ่นที่
    16
    สํานักข่ารุงทาง
    แบบแนะนํา งานเสริมผิวลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง ผู้อ้านวยการสํานักฯ หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-306/56
    อธิบดี
    Varies
    0.075
    0.05
    0.85
    0.60
    0.25
    0.05-
    0.075
    1.10
    0.05
    0.05
    0.075
    0.85
    0.075
    «
    แปลนบ่อพักน้ํา
    0.125
    1.10 0.85
    0.125
    0.20
  • 0.20
    0.05
    0.15
    0.101
    0.25
    0.125
    0.30
    รูปตัด ก
    0.85 0.60
    0.125
    เหล็กฉาก 50x50x4 มม.
    ท่อ pvc 2
    0.25
    เหล็กฉาก 50x50x4 มม.
    Ø 3 มม. 0.20 ม.
    เหล็กฉาก 50x50x4 มม.
    0.95
    0.175
    0.60
    0.175
    แบบขยายฝาบ่อพัก
    คอนกรีตหยาบ 1:3:5 ทรายหยาบบดอัดแน่น
    รางคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรายหยาบบดอัดแน่น
    Slope
    SLOPE 5 : 1 (ราบะดิ่ง)
    ผิวทาง
    ชั้นพื้นทาง
    0.15
    ชั้นรองพื้นท
    0.05 0.05
    วัสดุคัดเลือก
    ทรายบดอัดแน่นหนา 5 ชม.
    5-29มม.
    8 9 มม. 00.20 ม.
    ขยายรางระบายน้ํา
    Ø 0.60
    1.05
    รูปตัดตามขวาง
    ระดับดินเดิม
    ขยาย
    ใหล่ทาง
    SLOPE
    ความกว้างคันทาง ผิวจราจร
    SLOPE
    รูปตัดตามขวางโครงสร้างทาง
    ไหล่ทาง
    ขยาย
    ระดับดินเดิม
    SLOPE 5 : 1 (ราบะดิ่ง)
    Slope
    6 Ø 9 มม.
    8 9 มม. 0.15 น.
    8
    G 3 มม.
    ท่อ pvc 2
    วทาง
    ชั้นพื้นทาง ชั้นรองพื้นทาง
    ทรายถมหลังท่อบคอัดแน่น
    ทอ ค.ส.ล.ขนาด Ø 0.60 ม.
    หมายเหตุ
  1. ความกว้างและความลึกของรางระบายน้ําสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยให้ถือเอาตามที่ระบุ
    ในแบบแปลนเป็นหลัก
  2. ตําแหน่งในการก่อสร้างสามารถเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายได้ตามความเหมาะสมโดยให้ขึ้นอยู่ กับดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน แต่ปริมาณงานโดยรวมต้องเท่าเดิม
  3. ให้ผู้รับจ้างปรับระดับดินที่ท้องรางระบายน้ํา เพื่อรางระบายน้ําสามารถระบายน้ําได้ และ กําหนดจุดเปิดช่องให้มีการระบายน้ําออกจากรางน้ําตามความเหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้องได้รับ
    ความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงานด้วย
  4. วัสดุที่ใช้ผสมคอนกรีตส่วนผสมของคอนกรีตและเหล็กเสริมคอนกรีตให้ใช้ตามมาตรฐาน กรมทางหลวงชนบท มทช. 101-2545 และ มทร. 02-2545 ตามลําาดับ
  5. ให้เว้นช่องว่างของรางน้ํากว้าง 1 ซม. ต่อความยาวรางน้ําทุกระยะ 10-15 ม. แล้วให้ใช้ MASTIC JOINT SEALER ยาแนวรอยต่อนี้ตลอดแนว
  6. งานคอนกรีตให้เป็นไปตาม มท.101-2545 โดยใช้คอนกรีตชนิด ค.2 รูปลูกบาศก์ 15x15x15 ซม. อายุ 28 วัน ไม่น้อยกว่า 240 กก./ชม. 7. ท่อระบายน้ํา คสล. ให้ใช้ท่อที่ได้มาตรฐาน มอก.128 คุณภาพชั้น 3 ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมท่อคอนกรีตเสริมเหล็กสําหรับงานระบายน้ํา
  7. ในกรณีที่เกิดปัญหาหรือมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดใด ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบ คุมงานและได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าจ้าง
  8. มิติต่าง ๆ ให้มีหน่วยเป็นเมตร นอกจากได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น
  9. เหล็กรูปพรรณให้มีคุณภาพตาม มอก.116 ชั้นคุณภาพ Fe 24
  10. บ่อพักน้ํา ค.ส.ล.ทุกระยะไม่เกิน 15 เมตร
    คอนกรีตหยาบ 1:3:5 ทรายหยาบบดอัดแน่น
    กรมทางหลวงชนบท
    Sm

    แนนมาตรฐาน
    สํานักน่ารุปทาน
    รางระบายน้ําแบบรางต้น (RC. GUTTER)
    แผ่นที่
    18
    เขียนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงาน อนุมัติ ผู้อ้านวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-402/56 4.
    อ่านวยการสํานัก
    อธิบดี
    L
    0.15
    RB 6 0.025
    0.30
    RB 6 @ 0.05
    RB 6 0 0.10 VARIES
    4 DB 12
    TIP END OR DRIVING END
    0.025
    10.025
    0.15
    0.15
    0.025
    0.025
    รูปตัด (1)
    1
    L
    0.707 L.
    4
    DB 12
    รูปตัดแสดงเหล็กเสริมเสาเข็ม (หัวตัด)
    ( สําหรับเสาเข็มความยาว 4.00 - 6.00 ม. )
    0.293 L
    จุดยกดู DETAIL
    (A)
    แสดงตําแหน่งยกเสาเข็ม 1 จุด
    0.10 0.10
    RB 9
    RADIUS 0.025
    DETAIL A
    0.30
    RB 6
    0.05
    -2
    }
    0.15
    RB 6 @ 0.025
    DB 12 U
    รายการประกอบแบบ
  11. มิติต่างๆ มีหน่วยเป็นเมตรเว้นแต่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น
  12. กําลังอัดคอนกรีตสูงสุด ( ULTIMATE COMPRESSIVE STRENGTH ) ของแท่งคอนกรีดทดลอง
    ขนาด 15 x 15 x 15 ซม. เมื่ออายุครบ 28 วัน
    สําหรับเสาเข็ม คสล. ไม่น้อยกว่า 240 กก./ตร.ซม. ( ตาม บทช. 101-2545 )
  13. งานคอนกรีตให้ใช้ 22 ตาม มท. 101-2545
    3.1 ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง หรือประเภทสาม ตาม มอก. 15-2532
    3.2 ในกรณีที่บริเวณก่อสร้างเป็นน้ําเค็มหรือน้ํากร่อย ให้ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทห้า ตาม มอก. 15-2532 ซึ่งมีความต้านทานซัลเฟตสูง
    3.3 ส่วนยุบตัวของคอนกรีต ( SLUMP ) ไม่เกิน 10 เซนติเมตร
  14. งานเหล็กเสริมให้เป็นไปตาม มท.. 103-2545 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    4.1 เหล็กเสริมขนาด RB 6 มม. ให้ใช้เหล็กเส้นกลม SR 24
    4.2 เหล็กเสริมขนาด DB 12 มม. ขึ้นไปให้ใช้เหล็กข้ออ้อย SD 30
  15. ในกรณีใช้เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ต้องเป็นไปตาม มอก. 396-2524 พื้นที่หน้าตัดและ เส้นรอบรูปจะต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    แผ่นที่
    กรมทางหลวงชนบท
    สํานักทํารุงทาง
    แบบมาตรฐาน การตอกเสาเข็มหัวตัด
    ขนาด 0.15 x 0.15 ม. ยาว 4.00

19
เขียนแบบ
วิศวกร นายช่าง
หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ แบบเลขที่ บร-403/564
6.00 ม.
ནིག་ ผู้อ่านวยการสานักฯ
อธิบดี
0.10, 0.15
RB
@ 0,025
RB 6 @ 0,025
RB 6
0.30
L
RB 6 @ 0.10 VARIES
0.05
1
4 DB 12
TIP END OR DRIVING END
รูปตัดแสดงเหล็กเสริมเสาเข็ม (หัวแหลม)
( สําหรับเสาเข็มความยาว 4,00 6.00 ม. )
0.04
0.15 0.07
0.15
0.04
0.025
0.025
0.04
0.15 0.07
0.04
รูปด้าน
0.707 L
L
10.025
0.15
0.025
รูปตัด
1
1
0.293 L
4
DB 12
จุดยก DETAIL
A
แสดงตําแหน่งยกเสาเข็ม 1 จุด
RB 9
RADIUS 0.025
0.10 0.10
DETAIL A
0.30
RB
0.05
-2
1
0.15
RB 6 @ 0.025
DB 12 U
รายการประกอบแบบ

  1. มิติต่างๆ มีหน่วยเป็นเมตรเว้นแต่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น
  2. กําลังอัดคอนกรีตสูงสุด ( ULTIMATE COMPRESSIVE STRENGTH ) ของแท่งคอนกรีตทดลอง ขนาด 15 x 15 x 15 ซม. เมื่ออายุครบ 28 วัน
    สําหรับเสาเข็ม คสล. ไม่น้อยกว่า 240 กก./ตร.ซม. ( ตาม มท. 101-2545 )
  3. งานคอนกรีตให้ใช้ 22 ตาม มท. 101-2545
    3.1 ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทหนึ่ง หรือประเภทสาม ตาม มอก. 15-2532 3.2 ในกรณีที่บริเวณก่อสร้างเป็นน้ําเค็มหรือน้ํากร่อย ให้ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทห้า ตาม มอก. 15-2532 ซึ่งมีความต้านทานซัลเฟตสูง
    3.3 ส่วนยุบตัวของคอนกรีต ( SLUMP) ไม่เกิน 10 เซนติเมตร
  4. งานเหล็กเสริมให้เป็นไปตาม มทร. 103-2545 โดยมีรายละเอียดดังนี้
    4.1 เหล็กเสริมขนาด RB 6 มม. ให้ใช้เหล็กเส้นกลม SR 24
    4.2 เหล็กเสริมขนาด DB 12 มม. ขึ้นไปให้ใช้เหล็กข้ออ้อย SD 30
  5. ในกรณีใช้เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ต้องเป็นไปตาม มอก. 396-2524 พื้นที่หน้าตัดและ
    เส้นรอบรูปจะต้องไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในแบบ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
    แผ่นที่
    กรมทางหลวงชนบท
    สํานักทํารุงทาง
    แบบมาตรฐาน การตอกเสาเข็มหัวแหลม
    ขนาด 0.15 x 0.15 ม. ยาว 4.00
    2m
    ..
    20
    เยนแบบ
    วิศวกร/นายช่าง
    หัวหน้ากลุ่มงานฯ อนุมัติ ผู้อําานวยการกลุ่มฯ
    6.00 ม.
    อ้านวยการสํานัก
    แบบเลขที่ 39-404/56 แท
    อธิบดี