ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ถนนเกษม (ช่วงจากซอยส่งศรี 5 - ถนนราษฎร์บูรณะ)
มาตรฐานงานแอสฟัลต์คอนกรีตนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการก่อสร้าง, บูรณะ, และบำรุงรักษาทางด้วยแอสฟัลต์คอนกรีตผสมร้อน โดยครอบคลุมตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุที่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน (แอสฟัลต์ซีเมนต์ AC 60-70 ตาม มอก.851 และมวลรวมตาม บทช. 209) ไปจนถึงวิธีการออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท ผู้รับจ้างจะต้องเสนอเอกสารการออกแบบส่วนผสมต่อผู้ควบคุมงานเพื่อตรวจสอบและอนุมัติก่อนเริ่มงาน
นอกจากนี้ยังกำหนดข้อกำหนดด้านเครื่องจักรและเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง เช่น โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีต, รถบรรทุก, เครื่องปู, รถเกลี่ยปรับระดับ, เครื่องจักรบดทับ, และเครื่องพ่นแอสฟัลต์ รวมถึงวิธีการเตรียมการก่อนการก่อสร้าง เช่น การเตรียมสถานที่ตั้งโรงงานผสมและกองวัสดุ, การเตรียมมวลรวมและวัสดุผสมแทรก, การเตรียมแอสฟัลต์ซีเมนต์, การเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ, และการเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง
วิธีการก่อสร้างครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมการผลิตส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่โรงงานผสม, การขนส่งส่วนผสม, การปูส่วนผสม, และการบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับลำดับขั้นตอนและเทคนิคในการบดทับเพื่อให้ได้ชั้นทางที่มีคุณภาพตามที่กำหนด หลังการก่อสร้างเสร็จสิ้น จะต้องมีการตรวจสอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในด้านลักษณะผิว, ความเรียบที่ผิว, และความแน่น เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามมาตรฐาน
English summary
This standard covers hot-mix asphalt concrete used in road construction, rehabilitation, and maintenance. It specifies requirements for materials (AC 60-70 asphalt cement and aggregates), mix design, construction machinery and equipment, pre-construction preparation, construction methods (mix production control, transport, paving, compaction), and inspection of completed layers.
ข้อมูลเชิงลึกของโครงการ
AI วิเคราะห์ ปลดล็อกแล้วเป้าหมายโครงการ
- ใช้ในงานก่อสร้าง งานบูรณะและบํารุงทาง
- ให้ถูกต้องตามแนว ระดับ ความลาด ขนาด ตลอดจนรูปตัดตามที่ได้แสดงไว้ในแบบ
ขอบเขตของงาน
- การออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต: ผู้รับจ้างต้องเสนอเอกสารการออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตต่อผู้ควบคุมงาน
- การเตรียมวัสดุ: เตรียมแอสฟัลต์ซีเมนต์, มวลรวม, และวัสดุผสมแทรก
- การใช้เครื่องจักรและเครื่องมือ: จัดหาและใช้งานโรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีต, รถบรรทุก, เครื่องปู, รถเกลี่ยปรับระดับ, เครื่องจักรบดทับ, และเครื่องพ่นแอสฟัลต์
- การเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง: เตรียมพื้นผิวทาง, ไหล่ทาง, และผิวทางลาดยางเดิม
- การผลิตส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต: ควบคุมคุณภาพ, เวลาในการผสม, และอุณหภูมิของวัสดุ
- การขนส่งส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต: ขนส่งส่วนผสมจากโรงงานผสมไปยังสถานที่ก่อสร้าง
- การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต: ปูส่วนผสมด้วยเครื่องปู, รถเกลี่ยปรับระดับ, หรือแรงคน
- การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต: บดทับชั้นทางด้วยเครื่องจักรบดทับต่างๆ
- การตรวจสอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต: ตรวจสอบลักษณะผิว, ความเรียบที่ผิว, และความแน่น
- การอํานวยการและควบคุมการจราจร: จัดการจราจรระหว่างการก่อสร้าง
สิ่งที่ต้องส่งมอบ
- เอกสารการออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต (Job Mix Formula)
- ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนาแน่น, ความเรียบ, และระดับตามข้อกำหนด
- การควบคุมคุณภาพส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตให้สม่ำเสมอ
- บันทึกอุณหภูมิของมวลรวม, แอสฟัลต์ซีเมนต์, และส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
- การจัดการจราจรที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพระหว่างการก่อสร้าง
ระยะเวลาดำเนินการ
- ก่อนเริ่มงานไม่น้อยกว่า 30 วัน ผู้รับจ้างต้องเสนอเอกสารการออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
คุณสมบัติผู้เสนอราคา
- Standards Compliance: มอก.851: มาตรฐานแอสฟัลต์ซีเมนต์สําหรับงานทาง, บทช. 209 : มาตรฐานวัสดุมวลรวมสําหรับงานแอสฟัลต์คอนกรีต
- Technical Capabilities: โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete Mixing Plant ) ที่มีกําลังการผลิต (Rated Capacity ) ไม่น้อยกว่า 60 ตันต่อชั่วโมง
เกณฑ์การพิจารณา
ข้อกำหนดทางเทคนิค
- แอสฟัลต์ซีเมนต์: AC 60-70 ตาม มอก.851
- ขนาดคละของมวลรวมและปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์: เป็นไปตามตารางที่ 1 ใน TOR
- ข้อกําหนดในการออกแบบแอสฟัลต์คอนกรีต: เป็นไปตามตารางที่ 2 ใน TOR
- อุณหภูมิของมวลรวมก่อนการผสม: 163 +8 องศาเซลเซียส
- อุณหภูมิของแอสฟัลต์ซีเมนต์ขณะผสม: 159 + 8 องศาเซลเซียส
- อุณหภูมิของแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมเสร็จ: 121-168 องศาเซลเซียส
เงื่อนไขสัญญา
- ผู้รับจ้างต้องชําระค่าธรรมเนียมการทดสอบและตรวจสอบการออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตตามอัตราที่กรมทางหลวงชนบทกําหนด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- ถาม: แอสฟัลต์ซีเมนต์ชนิดใดที่ต้องใช้ตามมาตรฐานนี้?
-
ตอบ: ต้องใช้แอสฟัลต์ซีเมนต์ AC 60-70 ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.851
-
ถาม: ผู้รับจ้างต้องทำอย่างไรก่อนเริ่มงานก่อสร้าง?
-
ตอบ: ผู้รับจ้างต้องเสนอเอกสารการออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตของตนเองต่อผู้ควบคุมงาน
-
ถาม: โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีตต้องมีกำลังการผลิตเท่าใด?
-
ตอบ: โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีตควรมีกําลังการผลิตไม่น้อยกว่า 60 ตันต่อชั่วโมง
-
ถาม: อุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมเสร็จแล้วควรมีค่าเท่าใด?
-
ตอบ: ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมเสร็จแล้วจะต้องมีอุณหภูมิระหว่าง 121-168 องศาเซลเซียส
-
ถาม: จะต้องมีการควบคุมคุณภาพส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตอย่างไร?
-
ตอบ: มวลรวมและแอสฟัลต์ซีเมนต์ต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนด คุณภาพของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตต้องสม่ำเสมอตรงตามสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน
-
ถาม: รถบรรทุกที่ใช้ขนส่งส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?
-
ตอบ: รถบรรทุกที่นํามาใช้จะต้องมีจํานวนพอเพียงกับกําลังผลิตของโรงงานผสม และความสามารถในการปูของเครื่องปู กระบะรถบรรทุกจะต้องไม่รั่ว
-
ถาม: การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตต้องใช้เครื่องจักรชนิดใด?
-
ตอบ: การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตนั้น จะต้องใช้เครื่องจักรบดทับที่ถูกต้องตามที่กําหนดในข้อ 4.5
-
ถาม: จะตรวจสอบความเรียบของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตได้อย่างไร?
-
ตอบ: ใช้ไม้บรรทัดวัดความเรียบตามข้อ 4.8.5 วางทาบบนผิวของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต
-
ถาม: ค่าความแน่นของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในสนามต้องมีค่าเท่าใด?
-
ตอบ: สำหรับชั้นผิวทางชั้นรองผิวทาง และชั้นปรับระดับแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนาไม่น้อยกว่า 25 มิลลิเมตร ค่าความแน่นของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในสนามจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 98
-
ถาม: ต้องทำอย่างไรหากพบความเสียหายบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว?
-
ตอบ: หากตรวจสอบแล้วปรากฏความเสียหาย จะต้องดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยตามที่ผู้ควบคุมงานเห็นสมควร
-
เอกสารขอบเขตงาน (TOR) ฉบับเต็ม
57
มทช.230-2545
มาตรฐานงานแอสฟัลต์คอนกรีต
( ASPHALT CONCRETE)
- ขอบข่าย แอสฟัลต์คอนกรีต หมายถึงวัสดุที่ได้จากการผสมร้อนระหว่างมวลรวม (Aggregate) กับแอสฟัลต์ ซีเมนต์ (Asphalt Cerment) ที่โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete Mixing Plant ) โดยการ ควบคุมอัตราส่วนผสมและอุณหภูมิตามที่กําหนด มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในงานก่อสร้าง งานบูรณะและบํารุง ทาง โดยการปูหรือเกลี่ยแต่งและบดทับบนชั้นทางใดๆ ที่ได้เตรียมไว้ และผ่านการตรวจสอบแล้ว ให้ถูกต้อง ตามแนว ระดับ ความลาด ขนาด ตลอดจนรูปตัดตามที่ได้แสดงไว้ในแบบ
- วัสดุ
2.1 แอสฟัลต์ ในกรณีที่ไม่ได้ระบุชนิดของแอสฟัลต์ไว้เป็นอย่างอื่น ให้ใช้แอสฟัลต์ซีเมนต์ AC 60-70 ตาม
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.851: มาตรฐานแอสฟัลต์ซีเมนต์สําหรับงานทาง
การใช้แอสฟัลต์อื่น ๆ หรือแอสฟัลต์ที่ปรับปรุงคุณสมบัติด้วยสารใด ๆ นอกเหนือจากนี้ต้องมี คุณภาพเท่าหรือดีกว่า ทั้งนี้ต้องผ่านการทดสอบคุณภาพและพิจารณาความเหมาะสม รวมทั้งต้องได้รับ
อนุญาตให้ใช้ได้จากกรมทางหลวงชนบทเป็นกรณีไป สําหรับปริมาณการใช้แอสฟัลต์ซีเมนต์
โดยประมาณ ให้เป็นไปตามตารางที่ 1
2.2 มวลรวม ให้เป็นไปตาม บทช. 209 : มาตรฐานวัสดุมวลรวมสําหรับงานแอสฟัลต์คอนกรีต - การออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
3.1 ก่อนเริ่มงานไม่น้อยกว่า 30 วัน ผู้รับจ้างต้องเสนอเอกสารการออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
ของตนเองต่อผู้ควบคุมงาน แล้วให้ผู้ควบคุมงานเก็บตัวอย่างวัสดุที่จะใช้จากแหล่งที่ระบุในเอกสารการ ออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ส่งให้กรมทางหลวงชนบท
ค
รวมทั้งส่งเอกสารการออกแบบ
ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต มาพร้อมกันเพื่อทําการตรวจสอบด้วย หรือผู้รับจ้างอาจร้องขอให้กรมทาง หลวงชนบท เป็นผู้ออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตให้ก็ได้ ค่าใช้จ่ายในการนี้ผู้รับจ้างต้องเป็นผู้ รับ ผิดชอบทั้งสิ้น
3.2 คุณภาพทั่วไปของวัสดุที่จะใช้ทําแอสฟัลต์คอนกรีตให้เป็นไปตามข้อ 2 ส่วนขนาดคละและปริมาณ
แอสฟัลต์ซีเมนต์ให้เป็นไปตามตารางที่ 1
3.3 ข้อกําหนดในการออกแบบแอสฟัลต์คอนกรีต ให้เป็นไปตามตารางที่ 2
3.4 กรมทางหลวงชนบท จะเป็นผู้ตรวจสอบเอกสา การออกแบบ หรือทําการออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์
คอนกรีต พร้อมทั้งพิจารณากําหนดสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน (Job Mix Formula ) ซึ่งมีขอบเขตต่างๆ ตามตารางที่ 2 เพื่อใช้ควบคุมงานนั้นๆ กรณีที่กรมทางหลวงชนบท เห็นควรให้กําหนดขอบเขตของสูตร ส่วนผสมเฉพาะงานแตกต่างไปจากตารางที่ 2 ก็สามารถดําเนินการได้ตามความในการต้อง 3.5 ในการผสมแอสฟัลต์คอนกรีตในสนาม ถ้ามวลรวมขนาดหนึ่งขนาดใด หรือปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ หรื คุณสมบัติอื่นใด คลาดเคลื่อนเกินกว่าขอบเขตที่กําหนดไว้ในสูตรส่วนผสมเฉพาะตอนพรัตน์สม
ผู้อํานวยการกองช่าง
:
58
ของแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมไว้ในแต่ละครั้งนั้น มีคุณภาพไม่ถูกต้องตามที่กําหนด ผู้รับจ้างจะต้องทํา
การปรับปรุงแก้ใข ค่าใช้จ่ายในการนี้ผู้รับจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น
3.6 ผู้รับจ้างอาจขอเปลี่ยนสูตรส่วนผสมเฉพาะงานใหม่ได้ ถ้าวัสดุที่ใช้ผสมแอสฟัลต์คอนกรีต เกิดการ
เปลี่ยนแปลงไปด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม การเปลี่ยนสูตรส่วนผสมเฉพาะงานทุกครั้งต้องได้รับความเห็นชอบ
จากกรมทางหลวงชนบทก่อน
3.7 กรมทางหลวงชนบท อาจตรวจสอบ แก้ไข เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือกําหนดสูตรส่วนผสมเฉพาะงานใหม่
ลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน
ได้ ตามความเหมาะสมตลอดเวล
3.8 การทดสอบและตรวจสอบการออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตทุกครั้งหรือทุกสัญญาจ้าง ผู้รับจ้าง
ต้องชําระค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กรมทางหลวงชนบทกําหนด
ตารางที่ 1 ขนาดคละของมวลรวมและปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ใช้
มิลลิเมตร
9.5
12.5
19.0
25.0
ขนาดที่ใช้เรียก
(นิ้ว)
(3/8)
(1/2)
(3/4)
(1)
Wearing
Wearing
Binder
Base
ความหน
สําหรับชั้นทาง
ขนาดตะแกรง มิลลิเมตร (นิ้ว)
Course
Course
Course
Course
มีสติเมตร
25-35
40-70
40-80
70-100
ปริมาณผ่านตะแกรง ร้อยละโดยมวล
37.5
(1 1/2)
100
25.0
(1)
100
90-100
19.0
(3/4)
100
90-100
4 + 1-94177
12.5
(1/2)
100
80-100
56-80
9.5
(3/8)
90-100
56-80
4.75
(เบอร์ 4)
55-85
44-74
35-65
29-59
2.36
(เบอร์ 3)
32-67
28-58
23-49
19-45
1.18
(เบอร์ 16)
0.600
(เบอร์ 30)
0.300
(เบอร์ 50)
7-23
5-21
5-19
5-17
0.150
(เบอร์ 100)
0.075
(เบอร์ 200)
2-10
2-10
2-8
1-7
ปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ ร้อยละโดยมวล
4.0-8.0
3.0-7.0
3.0-6.5
3.0-6.0
สําเนาถูกต้อง
หมายเหตุ
A
59
กรมทางหลวงชนบท อาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงขนาดคละของมวลรวม และปริมาณแอสฟัลต์ ซีเมนต์ที่ใช้ แตกต่างจากตารางที่ 1 ก็ได้ ทั้งนี้แอสฟัลต์คอนกรีตที่ได้ ต้องมีคุณสมบัติและความ แข็งแรงถูกต้องตามตารางที่ 2
ตารางที่ 2 ข้อกําหนดในการออกแบบแอสฟัลต์คอนกรีต
หนทาง
รายการ
Wearing
Wearing
Binder
Base
Shoulder
Course
Course
Course
Course
Aggregate Size
9.5 mm.
12.5 mm.
19.0 mm.
25.0 mm.
25.0 mm.
Blows
75
75
76
TE
76
Stability Min.
N
8.006
8,006
8,006
7,117
7,117
1,800
1,800
1,800
1,600
1,600
Flow 0.25 mm.(0.01 in)
8-16
6-16
8-16
8-16
8-16
Percent Air Volds
3-5
3-5
3-6
3-6
3.5
Percent Volds in Mineral Aggregate(VMA) Min.
15
14
13
12
12
Stability/Flow Min.
N/0,25 mm.
712
712
A
645
646
lb./0.01 in.
160
160
160
145
145
Percent Strength Index Min.
76
76
หมายเหตุ (1) การทดสอบเพื่อออกแบบส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
4
มาตรฐานการทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีต โดยวิธีมาร์แชลล์
ให้ดําเนินการตาม ม. (1) 507 :
(2) การออกแบบไหล่ทางแอสฟัลต์คอนกรีต ตามข้อกําหนดในตารางที่
12.5 มิลลิเมตร ยกเว้นกรณีที่แบบกําหนดให้ชั้น
2 ให้ใช้มวลรวมขนาด
Binder Course
เป็นไหล่ทางด้วยให้ใช้
ข้อกาหนดในการออกแบบแอสฟัลต์คอนกรีตของชั้น Binder Course เป็นข้อกาหนดในการ
ออกแบบแอสฟัลต์คอนกรีตของไหล่ทาง
Grenad
(3) managauwih Percent Strength Index 1500 Ontario Vacuum Immersion Marshal I Test หรือวิธีอื่นที่เทียบเท่า การทดสอบรายการนี้กรมทางหลวงชนบท จะพิจารณาทําการทดสอบใหม่ได้ตาม ความเหมาะสมตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน
นาถูกต้อง
พระทัย วรพิมพ์รัตน์)
ประการกองง
60
ตารางที่ 3 เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้สําหรับสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน
ผ่านตะแกรงขนาด
2.36 มม.(เบอร์ 3) และขนาดใหญ่กว่า
1.18 มม. (เบอร์ 18) 0.600 มม. เบอร์ 30) และ 0.300 มม. (เบอร์ 0)
0.150 มม.(เบอร์ 100)
0.075 มม.(เบอร์ 200)
รายละ
±5
+4
+3
+2
ปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ - เครื่องจักรและเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้าง
เครื่องจักรและเครื่องมือทุกชนิดที่จะนํามาใช้งาน จะต้องมีสภาพใช้งานได้ดี
±0.3
โดยจะต้องผ่านการ
ตรวจสอบและหรือตรวจปรับ และผู้ควบคุมงานอนุญาตให้ใช้ได้ ในระหว่างการก่อสร้างผู้รับจ้างจะต้อง บํารุงรักษาเครื่องจักรและเครื่องมือทุกชนิด ให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ
4.1 โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete Mixing Plant)
ผู้รับจ้างควรมีโรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ซึ่งตั้งอยู่ในสายทางที่ก่อสร้าง หากจําเป็นอาจตั้งอยู่ นอกสายทางภายในระยะขนส่งเฉลี่ย 80 กิโลเมตร หรือใช้ระยะเวลาขนส่งไม่เกิน 2 ชั่วโมง หรือตามที่ กรมทางหลวงชนบทเห็นชอบ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถควบคุมอุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตได้ ตามที่กําหนด โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีตนี้ควรมีกําลังการผลิต (Rated Capacity ) ไม่น้อยกว่า 60 ตันต่อชั่วโมง โดยจะเป็นแบบชุด (Batch Type) หรือแบบผสมต่อเนื่อง (Continuous Type) ก็ได้ และ สามารถผลิตส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต เพื่อป้อนเครื่องปู (Paver) ให้สามารถปูได้อย่างต่อเนื่อง และ เป็นส่วนผสมที่มีคุณภาพสม่ําเสมอตรงตามสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน โดยมีอุณหภูมิถูกต้องตาม
ข้อกําหนดด้วย
โรงงานผสมต้องมีห้องปฏิบัติการทดสอบ ให้อยู่ในบริเวณที่สามารถมองเห็นการทํางานของ โรงงานผสมแอสฟัลต์คอนกรีตจากห้องนั้นได้ และต้องจัดหาเครื่องมือทดสอบที่ได้มาตรฐานและมีสภาพ
ดี และจะต้องอนุญาตให้ผู้ควบคุมงานใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพแอสฟัลต์คอนกรีต ระหว่างการ ก่อสร้างได้
โรงงานผสมนี้จะต้องมีสภาพใช้งานได้ดี และอย่างน้อยต้องมีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ 4.1.1 อุปกรณ์สําหรับการเตรียมแอสฟัลต์ (Equipment for Preparation of Asphalt โรงงานผสมต้องมีถัง เก็บแอสฟัลต์ซีเมนต์ (Storage Tank) ซึ่งมีอุปกรณ์ให้ความร้อนประเภทท่อเรียนไอน้ําร้อนหรือน้ํามัน ร้อน (Steam or Oil Coil ) หรือประเภทใช้ไฟฟ้า (Electricity) หรือประเภทอื่นใดที่ไม่มีเปลวไฟสัมผัส กับถังเก็บแอสฟัลต์ซีเมนต์โดยตรง อุปกรณ์ทุกประเภทต้องสามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มี
เครื่องควบคุมให้อุณหภูมิของแอสฟัลต์ซีเมนต์ได้ตรงตามข้อกําหนด และต้องมีระบบทําให้แอสฟัลต์ ซีเมนต์ไหลเวียน (Circulating System ) ที่เหมาะสม ที่ทําให้แอสฟัลต์ซีเมน ให้ลูกได้อย่าง
61
ต่อเนื่องตลอดเวลาขณะทํางาน พร้อมกันนี้ต้องมีอุปกรณ์ให้หรือรักษาความร้อนที่ระบบท่อ ไหลเวียน โดยอาจเป็นประเภทใช้ไอน้ํา (Stearn Jac tket) หรือน้ํามันร้อน (Hot Oil Jacket ) หรือ ประเภทฉนวนรักษาความร้อน (Insulation) เพื่อรักษาอุณหภูมิของแอสฟัลต์ซีเมนต์ในท่อส่ง แอสฟัลต์ มาตรวัดแอสฟัลต์ ท่อพ่นแอสฟัลต์ ถังบรรจุแอสฟัลต์ และอื่นๆ
ให้มีอุณหภูมิตามที่
กําหนด ปลายท่อไหลเวียนแอสฟัลต์ต้องอยู่ที่ใต้ระดับแอสฟัลต์ในถังเก็บแอสฟัลต์ขณะปั๊มแอสฟัลต์
ได้
งาน
4.1.2 ยังหินเย็น (Cold Bin) และเครื่องป้อนหินเย็น (Aggregate Feeder) โรงงานผสมต้องมีกุ้งหินเย็นไม่ น้อยกว่า 4 กุ้ง สําหรับแยกใส่วัสดุหินหรือวัสดุอื่นๆ แต่ละขนาด ช่องเปิดปากยังจะต้องเป็นแบบปรับ
กุ้งหินเย็นต้องประกอบด้วยเครื่องป้อนหินเย็นแบบที่เหม
แบบที่เหมาะสมสามารถป้อนหินเย็นได้อย่าง สม่ําเสมอไปยังหม้อเผา (Dryer) ได้ถูกต้องตามอัตราส่วนที่ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องป้อน หินเย็นสําหรับกุ้งมวลละเอียด เช่น หินฝุ่น หรือทราย จะต้องเป็นแบบสายพานยางต่อเนื่อง หรือ สายพานอื่นใดที่ให้ผลเทียบเท่า
4.1.3 หม้อเผา (Dryer) โรงงานผสมต้องมีหม้อเผาอยู่ในสภาพดี มีประสิทธิภาพในการทํางานดีพอที่จะทํา ให้มวลรวมแห้งและมีอุณหภูมิตามที่กําหนด โดยต้องมีเครื่องวัดอุณหภูมิที่เหมาะสม เช่น เครื่องวัด อุณหภูมิแบบแปรความร้อนเป็นค่าไฟฟ้า (Electric Pyrometer) ที่อ่านอุณหภูมิได้ละเอียดถึง 2.5 องศาเซลเซียส ติดตั้งอยู่ที่ปากทางที่มวลรวมเคลื่อนตัวออก และจะต้องมีเครื่องบันทึกอุณหภูมิของ มวลรวมที่วัดได้โดยอัตโนมัติ
4.1.4 ชุดตะแกรงร่อน (Screening Unit ) โรงงานผสมต้องมีชุดตะแกรงร่อนมวลรวมที่ผ่านมาจากหม้อ เผา เพื่อแยกมวลรวมเป็นขนาดต่างๆ ตามที่ต้องการ โดยในชุดตะแกรงร่อนนี้ต้องประกอบด้วย ตะแกรงคัด (Scalping Screen) สําหรับคัดมวลรวมก้อนโตเกินขนาดที่กําหนด (Oversize) ออกทิ้ง ตะแกรงทุกขนาดต้องอยู่ในสภาพดี เหล็กตะแกรงไม่ขาดหรือสึกหรอมากเกินไป อันจะให้มวลรวมที่ ร่อนออกมาผิดขนาดไปจากที่ต้องการ
4.1.5 ยังหินร้อน (Hot Bin) โรงงานผสมต้องมีกุ้งหินร้อนอย่างน้อย 4 กุ้ง ทั้งนี้ไม่รวมยังวัสดุผสมแทรก
สําหรับเก็บมวลรวมร้อนที่ผ่านตะแกรงแยกขนาดแล้ว ยังหินร้อนนี้ต้องมีผนังแข็งแรงไม่มีรอยรั่ว มี ความสูงพอที่จะป้องกันไม่ให้มวลรวมไหลข้ามกุ้งไปปะปนกันได้
และต้องมีความจุมากพอที่จะ ป้อนมวลรวมร้อนให้กับห้องผสม (Pugmill Mixer ) ได้อย่างสม่ําเสมอเมื่อโรงงานผสมทําการผสม เต็มกําลังผลิต ในแต่ละยังต้องมีท่อสําหรับให้มวลรวมไหลออกไปข้างนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ไปผสม กับมวลรวมที่อยู่ในยุ้งอื่นๆ ในกรณีที่มีมวลรวมในยุ้งนั้นๆ มากเกินไป
4.1.6 ยังเก็บวัสดุผสมแทรก (Mineral Filler Storage Bin ) โรงงานผสมต้องมียังเก็บวัสดุผสมแทรก ต่างหาก พร้อมกับมีเครื่องชั่ง หรือเครื่องป้อนวัสดุผสมแทรกซึ่งสามารถควบคุมปริมาณวัสดุเข้าสู่ ห้องผสมอย่างถูกต้อง และสามารถปรับเทียบ (Calibrate) ได้
4.1.7 เครื่องเก็บฝุ่น (Dust Collector) โรงงานผสมต้องมีเครื่องเก็บฝุ่น สําหรับเก็บวัสดุส่วนละเอียดหรือ
ฝุ่น ที่มีประสิทธิภาพดีและเหมาะสมที่สามารถเก็บฝุ่นกลับไปใช้ได้อย่างสม่ําเสมอหรือทําเพื่อให้
62
ฟังหมด หรือบางส่วน และเครื่องเก็บฝุ่นดังกล่าวต้องสามารถควบคุมฝุ่นไม่ให้มีฝุ่นเหลือออกสู่ อากาศภายนอกมากจนทําให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม
โรงงานผสมต้องมีเครื่องเก็บฝุ่นทั้งชุดหลัก (Primary) และชุดรอง (Secondary) ชุดหลักให้เป็นแบบ แห้ง (Dry Type) และชุดรองเป็นแบบเปียก (Wet Type) หรือแบบอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน 4.1.8 เครื่องวัดอุณหภูมิ (Thermometric Equipment) โรงงานผสมต้องมีเทอร์โมมิเตอร์แบบแท่งแก้วหุ้ม ด้วยปลอกโลหะ (Armoured Thermometer) หรือแบบอื่นใดซึ่งวัดอุณหภูมิได้ระหว่าง 90-200 องศาเซลเซียส ติดตั้งไว้ที่ท่อส่งแอสฟัลต์ ที่ตําแหน่งที่เหมาะส มใกล้ทางออกของแอสฟัสต์ที่ห้อง
นอกจากนี้จะต้องมีเครื่องวัดอุณหภูมิ เช่น เทอร์โมมิเตอร์แบบใช้ปรอท ชนิดมี หน้าปัทม์ (Dial Scale Mercury Activated Thermometer) เครื่องวัดอุณหภูมิแบบแปรความร้อน เป็นค่าไฟฟ้า (Electric Pyrometer) หรือแบบอื่นๆ ที่เหมาะสม ที่กรมทางหลวงชนบทอนุญาตให้ ใช้ได้ ติดตั้งที่ปลายทางออกของมวลรวม เพื่อใช้วัดอุณหภูมิของมวลรวมร้อนที่ออกจากหม้อเผา เครื่องวัดอุณหภูมิชนิดใดๆ ที่ใช้ต้องมีความสามารถแสดงอุณหภูมิได้อย่างถูกต้อง เมื่อมีอัตราการ เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเร็วกว่า 5 องศาเซลเซียสต่อนาที
4.1.9 ชุดอุปกรณ์ควบคุมปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ (Asphalt Control Unit ) โรงงานผสมต้องมีชุดอุปกรณ์ ควบคุมปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ ซึ่งอาจใช้วิธีชั่งน้ําหนักหรือวิธีวัดปริมาตรก็ได้ แต่ต้องสามารถ
ควบคุมปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ใช้ให้อยู่ในช่วงที่กําหนดไว้ในสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน กรณีใช้วิธี ชั่งน้ําหนัก เครื่องชั่งที่ใช้ต้องมีความละเอียดไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 ของน้ําหนักแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ ต้องการใช้ผสม กรณีที่ใช้วิธีวัดปริมาตร มาตรที่ใช้วัดอัตราการไหลของแอสฟัลต์ซีเมนต์ ที่ปล่อยเข้า สู่ห้องผสมจะต้องเที่ยงตรง โดยยอมให้คลาดเคลื่อนจากปริ มาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ต้องการใช้เมื่อ เทียบเป็นน้ําหนักไม่เกินร้อยละ 2
4.1.10 ข้อกําหนดพิเศษสําหรับโรงงานผสมแบบชุด
(1) ถังซึ่งมวลรวม (Weigh Box or Hopper ) โรงงานผสมแบบชุดต้องมีอุปกรณ์สําหรับซึ่งมวลรวมที่
ปล่อยออกมาแต่ละกุ้งได้อย่างละเอียดถูกต้อง ถังชั่งน้ําหนัก ต้องแขวนอยู่กับเครื่องชั่ง และต้องมี ขนาดใหญ่พอที่จะบรรจุมวลรวมได้เต็มชุด (Batch) โดยมวลรวมไม่ล้นถัง ถังชั่งน้ําหนักจะต้องวาง บนพลครัม (Fulcrum) ซึ่งวางอยู่บนขอบใบมีด (Knife Edge) อย่างแน่นหนาอีกที่หนึ่ง ซึ่งเมื่อขณะ ทํางานฟิลครัมและขอบใบมีดต้องไม่เคลื่อนตัวออกจากแนวเดิม ประตูยังหินร้อนและถังชั่งน้ําหนัก
ต้องแข็งแรงและไม่รั่ว
(2) ห้องผสม (Pugmill Mixer ) ห้องผสมของโรงงานผสมแบบชุดนี้จะต้องเป็นชนิดมีเพลาผสมคู่ มี อุปกรณ์ให้ความร้อนห้องผสม และสามารถผลิตแอสฟัลต์ได้ส่วนผสมที่สม่ําเสมอ ประตูปล่อย ส่วนผสมเมื่อปิดจะต้องปิดสนิทโดยไม่มีวัสดุรั่วไหล ต้องมีเครื่องตั้งเวลาและควบคุมเวลาการผสม
เป็นแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะควบคุมไม่ให้ประตูห้องผสมเปิดจนกว่าจะได้เวลาตามที่กําหนดไว้
สําเนาถูกต้อง
:
63
ภายในห้องผสมประกอบด้วยใบพาย (Paddle Tip ) จํานวนเพียงพอจัดเรียงตัวกันอย่าง เหมาะสมที่จะผสมส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตได้อย่างถูกต้องสม่ําเสมอระยะห่างระหว่างปลายใบ พายและผนังห้องผสม จะต้องน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดมวลรวมก้อนโตสุด
(3) เครื่องชั่ง (Piant Scale) เครื่องชั่งต้องมีความละเอียด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของมวลรวมสูงสุดที่ ต้องการชั่ง หน้าปัทม์เครื่องชั่งต้องมีขนาดใหญ่พอ ซึ่งสามารถอ่านน้ําหนักได้ในระยะห่างอย่าง น้อย 7 เมตร และต้องอยู่ในตําแหน่งที่พนักงานควบคุมเครื่องมองเห็นได้ชัดเจน หน้าปัทม์เครื่องชั่ง มวลรวมจะต้องมีเข็มชี้น้ําหนักแต่ละกุ้ง สําหรับเครื่องชั่งต้องมีตุ้มน้ําหนักมาตรฐานหนักคุ้มละ 25 กิโลกรัม ไม่น้อยกว่า 10 ตุ้ม หรือมีจํานวนเพียงพอที่จะใช้ตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องชั่ง (4) การควบคุมปริมาณมวลรวม และแอสฟัลต์ที่ใช้ผสมในแต่ละชุด จะต้องเป็นแบบอัตโนมัติ 4.1.11 ข้อกําหนดพิเศษสําหรับโรงงานผสมแบบต่อเนื่อง
(1) ชุดอุปกรณ์ควบคุมมวลรวม (Gradation Control Unit ) โรงงานผสมแบบนี้ต้องมีอุปกรณ์ควบคุม ปริมาณมวลรวมที่ไหลออกมาจากกุ้งหินร้อนแต่ละกุ้งได้อย่างถูกต้องแน่นอน ประกอบด้วยเครื่อง ป้อนหิน (Feeder) อยู่ภายใต้ยังหินร้อน สําหรับการป้อนวัสดุผสมแทรกจะต้องมีอุปกรณ์ควบคุม ปริมาณต่างหาก ติดตั้งในตําแหน่งที่ทําให้ควบคุมการป้อนวัสดุผสมแทรกลงในห้องผสมเพื่อผสม กับมวลรวมในจังหวะของการผสมแห้ง (Dry Mixing) ก่อนที่จะไปผสมกับแอสฟัลต์ซีเมนต์ ที่จ่าย เข้ามาภายหลังในจังหวะของการผสมเปียก (Wet Mixing)
(2) จังหวะสัมพันธ์ของการควบคุมการป้อนมวลรวม และแอสฟัลต์ซีเมนต์
(Synchronization
of
Aggregate and Asphalt Cement Feed) โรงงานผสมแบบนี้ต้องมีอุปกรณ์ควบคุมการป้อนมวล รวมแต่ละขนาดและแอสฟัลต์ ซีเมนต์เข้าสู่ห้องผสม เป็นแบบขับเคลื่อนที่สัมพันธ์กัน เพื่อให้ได้อัตรา ส่วนผสมที่คงที่ตลอดเวลา
)
(3) ชุดห้องผสม (Pugmii Mixer Unit ) ห้องผสมของโรงงานผสมแบบต่อเนื่องนี้ต้องเป็นแบบทํางาน ต่อเนื่อง (Continuous Mixer) เป็นชนิดมีเพลาผสมคู่ มีอุปกรณ์ให้ความร้อนห้องผสม และสามารถ ผลิตแอสฟัลต์คอนกรีตได้ส่วนผสมที่สม่ําเสมอ ใบพายจะต้องเป็นชนิดปรับมุมให้ไปในทางเดียวกัน เพื่อให้ส่วนผสมเคลื่อนตัวได้เร็ว หรือให้กลับทางกัน เพื่อถ่วงเว
ลาให้ส่วนผสมเคลื่อนตัวช้าลงได้
และห้องผสมจะต้องมีอุปกรณ์ควบคุมระดับของส่วนผสมด้วย ระยะห่างระหว่างปลายใบพายและ ผนังห้องผสมจะต้องน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดมวลรวมก้อนโตสุด ที่ห้องผสมจะต้องมีแผ่นแสดง ปริมาตรของห้องผสม เมื่อมีส่วนผสมบรรจุในห้องผสมที่ความสูงต่างๆ ติ ตั้งไว้อย่างถาวร นอกจากนั้นจะต้องมีตารางแสดงอัตราการป้อนวัสดุมวลรวมต่อนาที เมื่อโรงงานผสมทํางานใน
อัตราเร็วปกติ
การคํานวณเวลาในการผสม ให้กําหนดโดยใช้น้ําหนักตามสูตรดังนี้ คือ
เวลาในการผสม (วินาที) A/B สําเนาถูกต้อง
(นายสิทธิชัย วรพิมพ์รัตน์)
. - 14
64
เมื่อ
A = ปริมาณของส่วนผสมทั้งหมดในห้องผสม (Pigrill Dead Capacity) มีหน่วยเป็นกิโลกรัม
E - ส่วนผสมที่ออกจากห้องผสม (Pugril; Output) มีหน่วยเป็นกิโลกรัมต่อวินาที
B
(4) ยังพักส่วนผสม (Discharge Hopper) โรงงานผสมแบบนี้ต้องประกอบด้วยกุ้งสําหรับพักส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีตที่ออกมาจากห้องผสม ยังพักส่วนผสมนี้มีประตูเปิดที่ด้านล่างของกุ้งและจะ ปล่อยส่วนผสมได้เมื่อส่วนผสมเต็มกุ้งแล้ว
(5) สัญญาณแจ้งปริมาณมวลรวมในยุ้งหินร้อนโรงงานผสมต้องมีสัญญาณซึ่งจะแจ้งให้ทราบว่า
ปริมาณมวลรวมในยุ้งหินร้อน ยังมีปริมาณเพียงพอที่จะดําเนินการต่อไปได้หรือไม่ ถ้าปริมาณมวล รวมกุ้งใดขาดหรือน้อยไป สัญญาณดังกล่าวจะทําให้ผู้ควบคุมทราบทันที ผู้รับจ้างต้องหยุดการ ดําเนินการและทําการแก้ไข จนกว่าผู้ควบคุมจะเห็นสมควร จึงจะอนุญาตให้ดําเนินการต่อไปได้
4.2 รถบรรทุก (Haul Truck)
รถบรรทุกที่นํามาใช้จะต้องมีจํานวนพอเพียงกับกําลังผลิตของโรงงานผสม และความสามารถ
ในการปูของเครื่องปู ทั้งนี้เพื่อให้การก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตดําเนินไปได้อย่างต่อเนื่องมาก ที่สุดในแต่ละวันที่ปฏิบัติงาน จํานวนรถบรรทุกที่ใช้ ให้คํานวณให้เหมาะสมกั บกําลังผลิตของโรงงาน ผสม ความจุของรถบรรทุก เวลาในการบรรจุส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตลงรถบรรทุก ระยะทางและ ระยะเวลาในการขนส่ง เวลาในการรอและการเทส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตลงในเครื่องปู ความสามารถ ในการปูของเครื่องปู และอื่นๆ
กระบะรถบรรทุกจะต้องไม่รั่ว พื้นกระ บะจะต้องเป็นแผ่นโลหะเรียบ ภายในกระบะจะต้อง สะอาดปราศจากวัสดุที่ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ตกค้างอยู่
ก่อนใช้ขนส่งส่วนผสมแอสฟัลต
คอนกรีต จะต้องพ่นหรือเคลือบภายในกระบะด้วยน้ําสบู่ น้ําปูนขาว หรือสารเคมีเคลือบชนิดใดๆ ที่มี น้ําหนักผสมไม่เกินร้อยละ 5 โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงาน ห้ามใช้น้ํามันเบนซิน
น้ํามันก๊าด น้ํามันดีเซล หรือน้ํามันประเภทเดียวกัน การพ่นหรือเคลือบภายในกระบะให้ทําเพียงบางๆ เท่านั้น และก่อนบรรจุส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตลงกระบะ ให้ยกกระบะเทวัสดุหรือสารเคลือบที่อาจมี มากเกินความจําเป็นออกให้หมด ในก ารขนส่งจะต้องมีผ้าใบหรือแผ่นวัสดุอื่นใดที่ใช้ได้อย่างเหมาะสม คลุมส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต เพื่อรักษาอุณหภูมิและป้องกันน้ําฝนหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ด้วย 4.3 เครื่องปู (Paver or Finisher)
เครื่องปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตจะต้องเป็นแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองโดยจะเป็นชนิดล้อ
เหล็กตีนตะขาบ หรือชนิดล้อยางที่มีคุณภาพเทียบเท่า มีกําลังมากพอและสามารถควบคุมความเร็วใน การเคลื่อนที่ได้อย่างสม่ําเสมอ ทั้งในขณะที่เคลื่อนไปพร้อมกับรถบรรทุกส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต และในขณะเคลื่อนตัวไปตามลําพัง เครื่องปูจะต้องสามารถปรับความเร็วก ารปูได้หลายอัตรา และปู
ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตได้ความลาดถูกต้องตามแบบ
4.3.1 ส่วนขับเคลื่อน (Tractor Unit ) ประกอบด้วยเครื่องยนต์ต้นกําลังมีอุปกรณ์ควบคุมความเร็วรอบ เครื่องยนต์ (Governor) ให้คงที่ระหว่างทํางาน กระบะบรรจุส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกนกต้อopper)
65
จะต้องเป็นแบบข้างกระบะหุบได้ สายพานป้อนส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต (Slat Conveyor) เกลียว เกลี่ยจ่ายส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต (Auger หรือ Screw Conveyor) แยกเป็น 2 ข้าง ซ้ายและ ขวา ซึ่งสามารถแยกทํางานเป็นอิสระแก่กันได้ ประตูควบคุมการไหล (Flow Gate ) ของส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีตสามารถปรับระดับความสูงของช่องประตูได้
4.3.2 ส่วนเตารีด (Automatic Screed Unit ) ประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุมความหนา (Thickness Control) อุปกรณ์ควบคุมความลาดเอียงที่ผิว (Crown Control ) อุปกรณ์ให้ความร้อนแผ่นเตารีด (Screed Heater) แผ่นเตารีด (Screed Plate) และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ ที่จําเป็น ระบบการควบคุม ความลาดชัน (Grade Control ) และระดับแอสฟัลต์คอนกรีตควรเป็นแบบอัตโนมัติ โดยอาจเป็น
#uu (1) Erected Grade Line (2) Mobile String Line (3) Ski (4) Floating Beam via (5) Joint-
Fr
matching Shoe สําหรับแบบที่ (2) แบบที่ (3) และแบบที่ (4) ต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 9 เมตร แผ่นเตารีดจะต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร และสามารถขยายได้ยาวไม่น้อยกว่า
3.5
เมตร แผ่นเตารีดจะต้องตรงแนวและได้ระดับ ไม่บิดงอหรือสึกหรอมากเกินสมควร ไม่สึกเป็นหลุม มี ระบบการอัดแอสฟัลต์คอนกรีตขั้นต้นเป็นแบบสั่นสะเทือน (Vibratory Screed ) หรือแบบคาน กระแทก (Tamper Bar) หรือเป็นทั้ง 2 แบบ ประกอบกัน ซึ่งสามารถปรับความถี่ของการสั่นสะเทือน หรือการกระแทกได้ตามต้องการ สําหรับแบบคานกระแทกจะต้องมีระยะห่างระหว่างแผ่นเตารีดกับ
คานกระแทก 0.25-0.50 มิลลิเมตร ผิวของคานกระแทกด้านล่างที่ใช้อัดแอสฟัลต์คอนกรีตต้องอยู่ใน สภาพดี และไม่สึกหรอมากกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดความหนาของใหม่
4.4 รถเกลี่ยปรับระดับ (Motor Grader)
ลด
รถเกลี่ยปรับระดับนี้ถ้าจําเป็นต้องนํามาใช้งาน จะต้องเป็นชนิดขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ยางผิวเรียบ มีใบมีดยาวไม่น้อยกว่า 3.6 เมตร และมีความยาวของช่วงเพลา (Wheel Base) ไม่น้อยกว่า 4.8 เมตร การใช้งานให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
4.5 เครื่องจักรบดทับ
เครื่องจักรปิดทับทุกชนิดจะต้องเป็นแบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ต้องมีน้ําหนักและคุณสมบัติ อื่นๆ ถูกต้องตามที่ได้ระบุไว้ในรายละเอียดที่กําหนดสําหรับเครื่องจักรบดทับแต่ละชนิด น้ําหนักในการ บดทับของเครื่องจักรบดทับแต่ละชนิดจะต้องเหมาะสมกับชนิดและลักษณะของส่วนผสมความหนาของ
ชั้นที่ ขั้นตอนการบดทับและอื่นๆ เครื่องจักรปิดทับต้องมีจํานวนเพียงพอที่จะอํานวยให้การก่อสร้างชั้น
ทางแอสฟัลต์คอนกรีตดําเนินไปได้โดยปกติไม่ติดขัดหรือหยุดชะงัก เพื่อให้ได้ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ มีความแน่น ความเรียบ และคุณสมบัติอื่นๆ ตามกําหนด การกําหนดน้ําหนักเครื่องจักรปิดทับ น้ําหนักใน การปิดทับของเครื่องจักรแต่ละต้น ตลอดจนการเพิ่มจํานวนเครื่องจักรปิดทับจากจํานวนขั้นต่ําที่ กําหนด ไว้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน เครื่องจักรบดทับจะต้องประกอบด้วยเครื่องจักรชนิดต่างๆ ซึ่ง ต้องได้รับการตรวจสอบและอนุมัติให้ใช้ได้จากผู้ควบคุมงานก่อน โดยมีจํานวนอย่างน้อยดังต่อไปนี้
{
66
ก. รถบดล้อเหล็กชนิด 2 ล้อ ไม่น้อยกว่า 1 คัน และรถบดสั่นสะเทือน 1 คัน หรือรถบดล้อเหล็ก
ชนิด 2 ล้อ ไม่น้อยกว่า 2 คัน ในกรณีที่ไม่มีรถบดสั่นสะเทือน
ข. รถบดล้อยาง ไม่น้อยกว่า 3 คัน
รายละเอียดของเครื่องจักรชนิดต่างๆ เป็นดังนี้
4.5.1 รถบดล้อเหล็ก 2 ล้อ (Steel Tired Tandem Roller ) ต้องมีขนาดน้ําหนักไม่น้อยกว่า 8 ต้น และ สามารถเพิ่มน้ําหนักได้จนมีน้ําหนักไม่น้อยกว่า 10 ตัน จะต้องมีน้ําหนักต่อความกว้างของล้อรถบด ไม่น้อยกว่า 37.9 กิโลกรัมต่อเซนติเมตร รถบดจะต้องอยู่ในสภาพดี สามารถขับเคลื่อนเดินหน้า และถอยหลังได้ การขับเคลื่อนไปข้างหน้า การหยุด และการถอยหลังจะต้องเรียบสม่ําเสมอ ล้อ เหล็กทั้ง 2 ล้อ จะต้องตรงตามแนว ที่ผิวล้อเหล็กจะต้องเรียบไม่เป็นร่อง (Groove) อีกเป็นหลุม หรือเป็นรอยปุ่ม (Pit) สลักยึดซื้อ (King Pin) และลูกปืนล้อ (Wheel Bearing) ต้องไม่สึกหรอมาก เกินไปจนทําให้ล้อหลวม ต้องมีถังน้ํา มีระบบฉีดน้ํา (Sprinkler System ) มีอุปกรณ์ตราดผิวสอ เหล็ก (Scraper) และแผ่นวัสดุสําหรับซึมซับน้ําและเกลี่ยกระจายน้ําสําหรับเลี้ยงล้อรถบดที่ใช้การ ได้ดี และถูกต้องตามที่ต้องการ เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตติดล้อขณะปิดทับ 4.5.2 รถบดล้อยาง (Pneumatic Tired Roller) ต้องมีขนาดน้ําหนักไม่น้อยกว่า 10 ตัน และสามารถเพิ่ม น้ําหนักได้ มีล้อยางไม่น้อยกว่า 9 ล้อ ล้อรถบดต้องเป็นชนิดผิวหน้าเรียบ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ของล้อ (Rim Diameter ) ไม่น้อยกว่า 500 มิลลิเมตร มีผิวหน้าล้อยางกว้างไม่น้อยกว่า 225 มิลลิเมตร มีขนาดและจํานวนชั้นผ้าใบเท่ากันทุกล้อ ส่วนล้อและเพลาเคลื่อนตัวขึ้นลงได้อิสระอย่าง น้อย 1 แถว มีแรงอัดที่ผิวหน้าสัมผัสของล้อรถบดขณะบดอัดไม่มากกว่า 620 กิโลปาสกาล (9) ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) และต้องมีถังน้ํา มีระบบฉีดน้ํา มีอุปกรณ์ตราดผิวล้อยาง และแผ่นวัสดุสําหรับ ซึมซับน้ําและเกลี่ยกระจายน้ําสําหรับเลี้ยงล้อรถบดที่ใช้ได้ดีและถูกต้องตามที่ต้องการ เพื่อป้องกัน
ณ
ไม่ให้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตติดล้อขณะบดทับ รถบดล้อยางขณะใช้งานจะต้องมีความดันลม
ยางเท่ากันทุกล้อ โดยอนุญาตให้มีความดันลมยางแต่ละล้อแตกต่างกันได้ไม่เกิน 35 กิโลปาสกาล (5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว)
4.5.3 รถบดสั่นสะเทือน (Vibratory Roller) ต้องมีขนาดน้ําหนักไม่น้อยกว่า 4 ตัน สําหรับชั้นทางแอสฟัลต์ คอนกรีตที่มีความหนาไม่เกิน 35 มิลลิเมตร และต้องมีขนาดน้ําหนักไม่น้อยกว่า 6 ตัน สําหรับชั้น ทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนาตั้งแต่ 40 มิลลิเมตรขึ้นไป โดยอาจเป็นแบบสั่นสะเทือนล้อเดียว หรือสองล้อก็ได้ ต้องมีความถี่การสั่นสะเทือน (frequency) ไม่น้อยกว่า 33 เฮิรตซ์ (2,000 รอบต่อ นาที) และมีระยะเต้น (Amplitude) ระหว่าง 0.20-0.80 มิลลิเมตร มีน้ําหนักต่อความกว้างของรถ บดไม่น้อยกว่า 22 กิโลกรัมต่อเซนติเมตร รถบดจะต้องอยู่ในสภาพดี สามารถบดทับโดยการ เดินหน้าและถอยหลังได้ การขับเคลื่อนไปข้างหน้า การหยุดและการถอยหลังจะต้องเรียบ สม่ําเสมอ ล้อทั้ง 2 ล้อ จะต้องตรงแนว ที่ผิวล้อเหล็กจะต้องเรียบ ไม่ลึกเป็นหลุมหรือเป็นรอยปุ่ม สลักล้อและลูกปืนล้อต้องไม่สึกหรอมากเกินไป จนทําให้ล้อหลวม ต้องมีถังน้ํา มีระบบฉีดน้ํา
แน ถูกต้อง
L
:
67
อุปกรณ์ควาดผิวล้อ และแผ่นวัสดุสําหรับซึมซับน้ําและเกลี่ยกระจายน้ําเลี้ยงล้อรถบด เพื่อป้องกัน
ไม่ให้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตติดล้อขณะปิดทับ มีระบบการสั่นสะเทือนที่อยู่ในสภาพดี
4.6 เครื่องพ่นแอสฟัลต์ (Asphalt Distributor)
ต้องเป็นชนิดขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองมีถังบรรจุแอสฟัลต์ติดตั้งบนรถบรรทุกหรือรถพ่วง และ ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่จําเป็นในการใช้งาน ดังนี้
4.6.1 ไม้วัด (Dipstick) หรือเครื่องวัดปริมาณแอสฟัสต์ในถัง
4.6.2 หัวเผาให้ความร้อนแอสฟัลต์ (Burner)
4.6.3 เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิแอสฟัลต์ (Thermometer 4.6.4 ปั๊มแอสฟัลต์ (Asphalt Pump)
4.6.5 เครื่องต้นกําาลังหรือเครื่องท้าย (Power Unit)
4.6.6 ท่อพ่นแอสฟัลต์ (Spray Bar) พร้อมหัวฉีด (Nozzle) 4.6.7 ท่อพ่นแอสฟัสต์แบบมือถือ (Hand Spray)
4.6.8 อุปกรณ์วัดปริมาณการพ่นแอสฟัลต์ (Bitumeter)
4.6.9 ถังบรรจุแอสฟัลต์บนรถ (Asphalt Tank)
เครื่องพ่นแอสฟัลต์ต้องมีระบบหมุนเวียน (Circulating System) มีปั๊มแอสฟัลต์ที่สามารถใช้ได้
ดี ตั้งแต่กับแอสฟัลต์เหลวจนถึงแอสฟัลต์ซีเมนต์ และต้องทํางานได้ดังนี้
(1) ดูดแอสฟัลต์เข้าถึงได้
(2) หมุนเวียนแอสฟัลต์ในท่อพ่นแอสฟัลต์ และในถังบรรจุแอสฟัลต์ได้
(3) พ่นแอสฟัลต์ผ่านทางท่อพ่นแอสฟัลต์ หรือผ่านท่อพ่นแอสฟัลต์แบบมือถือได้
(4) ดูดแอสฟัลต์จากถังบรรจุหรือท่อพ่นแอสฟัลต์แบบมือถือเข้าสู่ถังได้
(5) ปั๊มแอสฟัลต์จากถังบรรจุประจํารถพ่นแอสฟัลต์ไปยังถังเก็บแอสฟัลต์ภายนอกได้ (6) เครื่องต้นกําลังหรือเครื่องท้าย ต้องมีมาตรบอกความดัน หรืออื่นๆ
เครื่องปั๊มแอสฟัลต์ ต้องติดเครื่องวัดปริมาณแอสฟัลต์ที่ผ่านปั๊ม
ความตัน หรืออื่นๆ
โดยวัดเป็นรอบหรือวัดเป็น
ท่อพ่นแอสฟัลต์ อาจประกอบด้ วยท่อหลายท่อนต่อกัน มีหัวฉีดติดตั้งโดยมีระยะห่างระหว่าง หัวฉีดเท่าๆ กัน หัวฉีดปรับทํามุมกับท่อพ่นแอสฟัลต์ได้ และต้องมีอุปกรณ์ปิดเปิดได้ ท่อพ่นแอสฟัลต์ต้อง เป็นแบบที่แอสฟัลต์หมุนเวียนผ่านได้ เมื่อใช้งานต้องมีความดันสม่ําเสมอตลอดความยาวของท่อและ
สามารถปรับความสูงและความกว้างในการพ่นแอสฟัลต์ได้
ท่อพ่นแอสฟัลต์แบบมือถือที่เคลื่อนที่ได้อิสระ ต้องเป็นแบบใช้หัวฉีด ใช้พ่นแอสฟัลต์บนพื้นที่ที่
รถพ่นแอสฟัลต์เข้าไปไม่ได้
อุปกรณ์วัดปริมาณการพ่นแอสฟัสต์ ประกอบด้วยล้อวัดความเร็ว (ล้อที่ห้า) ต่อสายเชื่อมไปยัง
มาตรวัดความเร็วในเก๋งรถ มาตรวัดความเร็วนี้ต้องวัดความเร็วเป็นเมตรต่อนาที หรือฟุตต่อนาที
พร้อมทั้งนี้มีตัวเลขบอกระยะทางรวมที่รถวิ่ง
สาเนาถูกต้อง
i
68
ถังบรรจุแอสฟัลต์บนรถ เป็นชนิดมีฉนวนหุ้มป้องกันความร้อน ภายในถังประกอบด้วยท่อนํา ความร้อนจากหัวเผา (หนึ่งหัวเผาหรือมากกว่า) มีแผ่นโลหะช่วยกระจายความร้อน มีท่อระบาย แอสฟัลต์ ที่ถัง
ที่ยังต้องมีเครื่องวัดปริมาณแอสฟัลต์เป็นแบบไม้วัด หรือเข็มวัดบอกปริมาณหรือทั้งสอง
ชนิด มีเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิเป็นแบบหน้าปัทม์ (Dial) หรือแบบแห่งแก้วหุ้มด้วยปลอกโลหะ (Armoured Thermometer) หรือทั้งสองชนิด ที่อ่านได้ละเอียดถึง 1 องศาเซลเซียส
อุปกรณ์สําหรับเครื่องพ่นแอสฟัลต์ต่างๆ เหล่านี้ ก่อนนําไปใช้งานต้องตรวจสอบให้อยู่ในสภาพ ใช้งานได้ดี การตรวจสอบและตรวจปรับอุปกรณ์ต้องดําเนินการตามวิธีที่กําหนด ซึ่งแอสฟัลต์ที่พ่น ออกมาจะต้องมีปริมาณสม่ําเสมอตลอดความกว้างและความยาวและเมื่อตรวจสอบโดยวิธีทดสอบหา
ปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ลาดตามขวางและตามยาว จะต้องถูกต้องตามข้อกําหนดกล่าวคือปริมาณ แอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ลาดตามขวางคลาดเคลื่อนได้ไม่
งคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ 17 และปริมาณแอสฟัลต์ซีเมนต์ที่สาด
ตามยาวคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ 15 ตามลําดับ
4.7 ครื่องจักรและเครื่องมือทําความสะอาดพื้นที่ที่จะก่อสร้าง
4.7.1 รถบรรทุกน้ํา (Water Truck) ต้องอยู่ในสภาพดี มีท่อพ่นน้ําและอุปกรณ์ฉีดน้ําที่ใช้การได้ดี 4.7.2 เครื่องกวาดฝุ่น (Rotary Broom) อาจเป็นแบบลาก แบบขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองหรือแบบติดตั้งที่รถ
ไถนา (Farm Tractor) หรือรถอื่นใด แต่ต้องเป็นแบบไม้กวาดหมุน โดยเครื่องกล ขนไม้กวาดอาจทํา ด้วยไฟเบอร์ ลวดเหล็ก ไนล่อน หวาย หรือวัสดุอื่นๆ ที่เหมาะสมโดยความเห็นชอบของผู้ควบคุมงาน ทั้งนี้ต้องมีประสิทธิภาพพอที่จะทําให้พื้นที่ที่จะก่อสร้างสะอาด
4.7.3 เครื่องเป่าลม (Blower) เป็นแบบติดตั้งที่รถไถนาหรือรถอื่นใด มีใบพัดขนาดใหญ่ ให้กําลังลมแรงและ
มีประสิทธิภาพพอเพียงที่จะทําให้พื้นที่ที่จะก่อสร้างสะอาด
4.8 เครื่องมือประกอบ
4.8.1 เครื่องมือปิดทับแบบสั่นสะเทือนขนาดเล็ก (Small Vibratory Compactor) ต้องมีขนาดน้ําหนัก
เหมาะสมที่จะใช้บดทับแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณที่รถบดไม่สามารถเข้าไปดําเนินการได้ หรือใช้ใน งานซ่อมขนาดเล็ก การใช้งานให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
4.8.2 เครื่องมือกระทั่งแอสฟัลต์คอนกรีต (Hand Tamper) ต้องเป็นแบบและมีขนาดน้ําหนักเหมาะสม ที่จะ
ใช้กระทั่งอัดแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณที่เครื่องบดทับขนาดเล็กเข้าไปบดทับไม่ได้ หรือใช้งานซ่อม
ขนาดย่อย การใช้งานให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
4.3.3 เครื่องมือตัดรอยต่อ อาจเป็นแบบติดกับรถบดล้อเหล็กหรือเป็นแบบรถเข็นขนาดเล็ก หรือจะมีทั้ง 2
แบบก็ได้ หรือมีแบบอื่นๆ ซึ่งสามารถตัดแนวรอยต่อได้เรียบร้อย ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพิ
ควบคุมงาน
นิจของผู้
4.8.4 เครื่องมือเจาะตัวอย่าง อาจเป็นชนิดใช้เครื่องยนต์หรือใช้ไฟฟ้าที่สามารถใช้เจาะตัวอย่างที่มีขนาด
เส้นผ่านศูนย์กลาง 100 มิลลิเมตร ได้อย่างเรียบร้อย
น
4.8.5 ไม้บรรทัดวัดความเรียบ (Straight-edge) ต้องเป็นไม้บรรทัดวัดความเรียบที่มีขนาดเหมาะสม มี
ความยาว 3.00 4449)
สาเนาถูกต้อง/
2
E
69
เครื่องจักร เครื่องมือ หรืออุปกรณ์อื่นใด นอกเหนือจากที่กําหนดไว้แล้วข้างต้น การนํามาใช้งานและการใช้
งานให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
5. การเตรียมการก่อนการก่อสร้าง
5.1 การเตรียมสถานที่ตั้งโรงงานผสมและกองวัสดุ
สถานที่ตั้งโรงงานผสมและกองวัสดุจะต้องเหมาะสม มีบริเวณกว้างพอที่จะดําเนินการได้ โดยสะดวก นอกจากนั้นจะต้องจัดให้มีการระบายน้ําที่ดี อันจะเป็นการป้องกันมิให้มีน้ําท่วมกองวัสดุได้ พื้นที่สําหรับกองวัสดุที่นํามาใช้งานจะต้องสะอาดปราศจากวัสดุไม่พึงประสงค์ เช่น วัชพืช สิ่งสกปรก อื่นๆ ควรรองพื้นด้วยวัสดุหินหรือปูด้วยแผ่นวัสดุที่เหมาะสม สถานที่กองวัสดุจะต้องราบเรียบได้ระดับ
พอควร การกองวัสดุแต่ละขนาด จะต้องกองแยกไว้อย่างชัดเจน โดยการกองแยกให้ห่างกันตามสมควร หรือทํายังกั้นไว้เพื่อป้องกันวัสดุที่จะใช้แต่ละชนิด แต่ละขนาด ไม่ให้ปะปนกัน หรื อปะปนกับวัสดุไม่พึง ประสงค์อื่นๆ การกองวัสดุต้องดําเนินการให้ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้วัสดุเกิดการแยกตัวโดยการกอง วัสดุเป็นชั้นๆ สูงชั้นละไม่เกินความสูงของกองวัสดุกลงเดี่ยวๆ เมื่อเทจากรถบรรทุกเทท้ายคันหนึ่งๆ ถ้า จะกองวัสดุชั้นต่อไปจะต้องแต่งระดับยอดกองให้เสมอ และไม่ควรกองวัสดุสูงเป็นรูปกรวย 5.2 การเตรียมมวลรวมและวัสดุผสมแทรก
ถ้า
กองวัสดุที่ใช้ทุกชนิด จะต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้วัสดุเปียกน้ําฝน โดยการกองวัสดุในโรงที่มี หลังคาคลุม หรือคลุมด้วยผ้าใบหรือแผ่นวัสดุอื่นๆ ที่เหมาะสม หรือโดยวิธีอื่นใดที่ได้รับความเห็นชอบจาก ผู้ควบคุมงาน
วัสดุที่ใช้ทุกชนิดเมื่อป้อนเข้าโรงงานผสม ต้องไม่มีความชื้นเกินกําหนด ตามข้อแนะนําของบริษัทผู้ผลิต โรงงานผสมที่ใช้งานนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อให้โรงงานผสมทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มวลรวมที่ใช้แต่ละชนิด ก่อนนําไปใช้งานจะต้องบรรจุอยู่ในกุ้งหินเย็น แยกกันแต่ละยัง และการ ผสมมวลรวมแต่ละชนิดจะต้องดําเนินการโดยผ่านกุ้งหินเย็นเท่านั้น ห้ามนํามาผสมกันภายนอกยังหินเย็น
ในทุกกรณี
วัสดุผสมแทรก หากนํามาใช้จะต้องแยกใส่กุ้งวัสดุผสมแทรกโดยเฉพาะ การป้อนวัสดุผสมแทรก จะต้องแยกต่างหากโดยไม่ปะปนกับวัสดุอื่นๆ และจะต้องป้อนเข้าห้องผสมโดยตรง
5.3 การเตรียมแอสฟัลต์ซีเมนต์
แอสฟัลต์ซีเมนต์ในถังเก็บแอสฟัลต์ซีเมนต์ต้องมีอุณหภูมิไม่สูงกว่า 100 องศาเซลเซียส เมื่อผสม กับมวลรวมที่โรงงานผสมจะต้องให้ความร้อนจนได้อุณหภูมิ 159 + 8 องศาเซลเซียส หรือมีอุณหภูมิที่ แอสฟัลต์ซีเมนต์ มีความหนืด 170 + 20 เซนติสโตกส์ (Centistokes) หรือมีอุณหภูมิตรงตามที่ระบุไว้ใน สูตรส่วนผสมเฉพาะงาน การจ่ายแอสฟัลต์ซีเมนต์ไปยังห้องผสม จะต้องเป็นไปโดยต่อเนื่องและมี อุณหภูมิตามที่กําหนดสม่ําเสมอตลอดเวลา
5.4 การเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง
เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ทุกชนิดตามที่ระบุไว้ในข้อ 4 ที่นํามาใช้งานต้องมีสภาพใช้งานได้ดี โดย จะต้องผ่านการตรวจสอบและหรือตรวจปรับ ตามรายการและวิธีการที่กรมทางหลวงชนบทกําหนด และ
สแน่ ถูกต้อง
:
70
ผู้ควบคุมงานอนุญาตให้ใช้ได้ก่อน เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ทุกชนิดต้องมีจํานวนพอเพียงที่จะ อํานวยให้การก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ดําเนินไปโดยต่อเนื่อง ไม่ติดขัดหรือหยุดชะงัก และใน
ระหว่างการก่อสร้างจะต้องบํารุงรักษาให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอตลอดระยะเวลาทํางาน
5.5 การเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง
5.5.1 รองพื้นทาง พื้นทาง หรือไหล่ทาง จะต้องเรียบสม่ําเสมอ ได้ระดับและความลาดตามรูปแบบก่อน
ทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับ กรณีรองพื้นทางหรือพื้นทางหรือไหล่ทางมีความเสียหายเป็นคลื่น เป็นหลุมบ่อ มีจุดอ่อนตัว (Soft Spot) หรือไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ให้แก้ไขให้ถูกต้องก่อนโดยได้รับ ความเห็นชอบจากผู้ควบคุมงาน
5.5.2 ผิวทางลาดยางเดิม ที่จะทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับมีผิวหน้าไม่สม่ําเสมอ หรือเป็นคลื่น และ
ไม่มีการทําชั้นปรับระดับ ให้ปรับแต่งให้สม่ําเสมอ ถ้ามีหลุมบ่อ รอยแตก
จุดอ่อนตัวหรือความ เสียหายของชั้นทางใดๆ จะต้องตัด หรือขุดออก แล้วปะซ่อม หรือขุดซ่อมแล้วแต่กรณี แล้วบดทับให้ แน่นและมีผิวหน้าที่เรียบสม่ําเสมอ โดยให้มีระดับและความลาดถูกต้องตามแบบ วัสดุที่นํามาใช้ จะต้องมีคุณภาพดี ขนาดและปริมาณวัสดุที่ใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะความเสียหายและพื้นที่ที่จะ
ซ่อม
5.5.3 พื้นทางหรือไหล่ทาง ที่มี ไพรมโคท (Prime Coat หลุดหรือเสียหาย ต้องแก้ไขใหม่ให้เรียบร้อยตาม วิธีการที่ผู้ควบคุมงานกําหนด แล้วทิ้งไว้จนครบกําหนดเวลาบ่มตัวของแอสฟัลต์ที่ใช้ซ่อมก่อน ท่าชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับได้
จึง
5.5.4 พื้นทางหรือไหล่ทางที่ทํา ไพรมโคท ทิ้งไว้ มีผิวหลุดเสียหายเป็นพื้นที่ต่อเนื่ องมากเกินกว่าที่จะซ่อม ตามข้อ 5.5.3 ให้ได้ผลดี ให้พิจารณาคราย (Scarify) พื้นทางหรือไหล่ทางนั้น แล้วบดทับใหม่ให้ได้ ความแน่นตามที่กําหนด แล้วทําไพรมโคทใหม่ทิ้งไว้จนครบกําหนดเวลาบ่มตัวของแอสฟัลต์ที่ใช้ทํา ไพรมโคทก่อน จึงทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับได้
5.5.5 พื้นทางหรือไหล่ทางที่ทําไพรมโคททิ้งไว้นาน โดยไม่ได้ทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตตามขั้นตอนการ
ก่อสร้างปกติ แต่ไพรมโดยไม่หลุดเสียหายก่อนทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับอาจพิจารณาให้ ทาแท โคท (Tack Coat) โดยให้ดําเนินการตาม มทร. 227 : มาตรฐานงานแทคโดย (Tack Coat) ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
5.5.6 ในงานเสริมผิวทาง (Overlay) ด้วยแอสฟัลต์คอนกรีตบนผิวทางเดิมซึ่งเกิดการยุบตัว Sag and
Depression) หรือเป็นแอ่งเฉพาะแห่ง แต่ไม่ใช่จุดอ่อนตัว ให้ดําเนินการดังนี้
(1) กรณียุบตัวหรือเป็นแอ่งลึกไม่เกิน 30 มิลลิเมตร อาจแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัว หรือเป็นแอ่งก่อน หรือจะปูรวมไปพร้อมกับการปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตก็ได้ โดยให้อยู่ในดุลย พินิจของผู้ควบคุมงาน แต่ทั้งนี้ความหนารวมที่จะต้องไม่เกิน 80 มิลลิเมตร หากความหนารวม เกิน 80 มิลลิเมตร จะต้องแยกปูเสริมเพื่อปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบด้วยหรือเป็นแอ่งก่อน (2) กรณียุบตัวหรือเป็นแอ่งลึกเกิน 50 มิลลิเมตร จะต้องแยกปูเสริมปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัวหรือ
เป็นแอ่งก่อน โดยให้ปูเป็นชั้นๆ หนาไม่เกินชั้นละ 50 มิลลิเมตร
สาเนาถูกต้อง
71
การแยกปูเสริมปรับระดับเฉพาะส่วนที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่งด้วยแอสฟัลต์คอนกรีต นี้ให้บด
5.5.7 รองพื้นทาง พื้น
ทับด้วยรถบดล้อยางจนได้ความแน่นตามที่กําหนด แล้วจึงปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตต่อไป รองพื้นทาง พื้นทาง ไหล่ทาง หรือผิวทางลาดยางเดิมที่จะทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับ ต้อง สะอาดปราศจากฝุ่น วัสดุสกปรก หรือวัสดุไม่พึงประสงค์อื่นๆ ปะปน
5.5.8 การทําความสะอาดรองพื้นทาง พื้นทาง ไหล่ทาง หรือผิวทางลาดยางเดิม ที่จะทําชั้นทางแอสฟัลต์
คอนกรีตทับ โดยการกวาดฝุ่น วัสดุหลุดหลวม ทรายที่สาดทับไพรมโคท สําหรับพื้นทางหรือไหล่ ทางออกจนหมดด้วยเครื่องกวาดฝุ่น ต้องปรับอัตราเร็วการหมุนและน้ําหนักกดที่กดลงบนรองพื้น ทาง พื้นทาง ไหล่ทางหรือผิวทางลาดยางเดิมให้พอดี โดยไม่ทําให้รองพื้นทาง พื้นทาง ไหล่ทาง หรือ ผิวทางเดิมเสียหาย เสร็จแล้วให้ใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นหรือวัสดุที่หลุดหลวมออกจนหมด 5.5.9 กรณีที่มีคราบฝุ่นหรือวัสดุจับตัวแข็งอยู่ที่พื้นทาง ไหล่ทาง หรือผิวทางลาด ยางเดิมที่จะทําชั้นทาง
แอสฟัลต์คอนกรีตทับ ให้กําจัดคราบแข็งดังกล่าวออกโดยการใช้เครื่องมือใดๆ ที่เหมาะสมตามที่ผู้ ควบคุมงานกําหนดหรือเห็นชอบ ขูดออก ล้างให้สะอาด ทิ้งไว้ให้แห้ง ใช้เครื่องกวาดฝุ่นกวาด แล้ว ใช้เครื่องเป่าลมเป่าฝุ่นหรือวัสดุที่หลุดหลวมออกให้หมด
5.5.10 ผิวทางลาดยางเดิมที่มีแอสฟัลต์เยิ้ม ก่อนทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับจะต้องแก้ไขให้เรียบร้อย ก่อน โดยการปาดแอสฟัลต์ที่เยิ้มออก หรือโดยวิธีการอื่นใดที่เหมาะสมที่ผู้ควบคุมงานกําหนดหรือ
5.5.11 ผิวทางลาดยางเดิมหรือชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตใดๆ ที่จะทําชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับ จะต้อง
ทาแทคโดทก่อน โดยให้ดําเนินการตาม บทช.227 : มาตรฐานงานแทคโคท (Tack Coat) 5.5.12 ขอบของโครงสร้างคอนกรีตใดๆ หรือผิวหน้าตัดชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตเดิมที่ต่อเชื่อมกับ
แอสฟัลต์คอนกรีตที่จะก่อสร้างใหม่ จะต้องทําแทคโคทก่อน โดยให้ดําเนิ
มาตรฐานงานแทคโคท (Tack Coat)
5.5.13 ผิวพื้นสะพานคอนกรีตที่จะต้องปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต
นการตามบทช.277:
จะต้องขูดวัสดุยาแนวรอยแตกและ
รอยต่อส่วนเกินที่ติดอยู่ที่ผิวพื้นคอนกรีตให้หมด ล้างทําความสะอาดทิ้งไว้ให้แห้งแล้วใช้เครื่องเป่า ลมเป่าฝุ่นออกให้หมด แล้วทํา แทคโคท โดยให้ดําเนินการตาม มทร 227 : มาตรฐานงานเทคโคท
:
(Tack Coat)
6. วิธีการก่อสร้าง
6.1
การควบคุมการผลิตส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่โรงงานผสม
ดังต่อไปนี้
การดําเนินการควบคุมการผลิตส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่โรงงานผสม
มีรายละเอียด
5.1.1 การควบคุมคุณภาพส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต มวลรวมและแอสฟัลต์ซีเมนต์ต้องมีคุณสมบัติ
ตามข้อ 1 คุณภาพของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตต้องสม่ําเสมอตรงตามสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน
ที่ได้กําหนดขึ้นสําหรับแอสฟัลต์คอนกรีตนั้นๆ สูตรส่วนผสมเฉพาะงานอาจเปลี่ยนแปลงได้ตาม
เหตุผลในข้อ 3.5 และ ข้อ 3.6
สาวนาถูกต้องได้ตาม
!
72
6.1.2 การควบคุมเวลาในการผสมส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
ควบคุมเวลาแบบอัตโนมัติ
โรงงานผสมต้องมีเครื่องตั้งเวลาแ
0.
ที่สามารถตั้งและปรับเวลาในการผสมแห้งและผสมเปียกได้ตามต้องการ สําหรับโรงงานผสมแบบชุด ระยะเวลาในการผสมแห้งและผสมเปียกควรใช้ประมาณ 15 วินาที และ 30 วินาที ตามลําดับ
สําหรับโรงงานผสมแบบต่อเนื่อง ระยะเวลาในการผสมให้คํานวณจากสูตรตามข้อ 4.1.11 (3) ในการผสมส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตโดยโรงงานผสมทั้ง 2 แบบ ต้องได้ส่วนผสมแอสฟัลต์ รีดที่สม่ําเสมอ ในกรณีที่ผสมกันตามเวลาที่กําหนดไว้แล้ว แต่ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตยัง ผสมกันได้ไม่สม่ําเสมอตามต้องการ ก็ให้เพิ่มเวลาในการผสมขึ้นอีกก็ได้ แต่เวลาที่ใช้ในการผสม ทั้งหมดต้องไม่เกิน 60 วินาที ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน การกําหนดเวลาในการผสม ของโรงงานผสมใดๆให้กําหนดโดยการทดสอบหาปริมาณที่แอสฟัลต์เคลือบผิวมวลรวม ตามวิธีการ
#@#@U AASHTO T 195 “Determining Degree of Particle Coating of Bituminous- Aggregate Mixtures” โดยให้ถือหลักเกณฑ์กําหนดตามตารางที่ 5
ตารางที่ 5 ปริมาณที่แอสฟัลต์เคลือบผิวมวลรวม
ชั้นทาง แอสฟัลต์คอนกรีต
พื้นทาง
ผิวทาง รองผิวทาง ไหล่ทาง ปรับระดับ
ปริมาณที่แอสฟัลต์เคลือบผิวมวลรวมร้อยละโดยพื้นที่
ไม่น้อยกว่า 90
ไม่น้อยกว่า 95
- 6.1.3 การควบคุมอุณหภูมิของวัสดุก่อนการผสมและอุณหภูมิของส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีต
(1) มวลรวม ก่อนการผสมต้องให้ความร้อนจนได้อุณหภูมิ 163 +8 องศาเซลเซียส และมีความชื้นไม่เกิน
ร้อยละ 1 โดยมวล และขณะผสมกับแอสฟัลต์ซีเมนต์ จะต้องมีอุณหภูมิตรงตามที่ระบุไว้ในสูตร
ส่วนผสมเฉพาะงาน
(2) แอสฟัลต์ซีเมนต์ ขณะเก็บในถังเก็บรอใช้งานต้องมีอุณหภูมิไม่สูงกว่า 100 องศาเซลเซียส เมื่อจะ ผสมกับมวลรวมต้องให้ความร้อนเพิ่มจนได้อุณหภูมิ 159 18 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิที่ แอสฟัลด์ซีเมนต์ มีความหนืด 170 +20 เซนติสโตกส์ (Centistokes) หรืออุณหภูมิตรงตามที่ระบุไว้ ในสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน
(3) แอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมเสร็จ ก่อนออกจากห้องผสมจะต้องมีอุณหภูมิระหว่าง 121-168 องศา
เซลเซียส หรือตามที่ระบุไว้ในสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน ถ้ามีอุณหภูมิแตกต่างไปกว่าที่กําหนดนี้ ห้าม
น่าส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตดังกล่าวไปใช้งาน
(4) ต้องมีการบันทึกอุณหภูมิของมวลรวมที่ผ่านหม้อเผา อุณหภูมิของแอสฟัลต์ซีเมนต์ขณะก่อนผสม
กับมวลรวม และอุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน โดยใช้เครื่อ บันทึกอุณหภูมิแบบอัตโนมัติ พร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ตลอดเวลา และผู้รับจ้างจะต้องส่งบันทึก รายการอุณหภูมิดังกล่าวประจําวัน แก่ผู้ควบคุมงานทุกวันที่ปฏิบัติงาน สําเนาถูกต้อง
73
(5) การวัดอุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่อยู่ในรถบรรทุก ต้องใช้เครื่องวัดอุณหภูมิที่อ่าน
อุณหภูมิได้อย่างรวดเร็ว การวัดอุณหภูมิให้วัดผ่านรูที่เจาะไว้ข้างกระบะรถบรรทุกทั้ง 2 ด้านที่ ประมาณกึ่งกลางความยาวของกระบะ และสูงจากพื้นกระบะประมาณ 150 มิลลิเมตร การวัด อุณหภูมิให้วัดจากรถบรรทุกทุกคันแล้วจดบันทึกอุณหภูมิไว้
6.2 การขนส่งส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
การขนส่งส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตจากโรงงานผสมไปยังสถานที่ก่อสร้าง ต้องใช้รถบรรทุกที่ เตรียมไว้แล้วโดยถูกต้องตามข้อ 4.2 ในการขนส่งจะต้องมีผ้าใบ หรือแผ่นวัสดุอื่นใดที่ใช้ได้อย่าง เหมาะสมคลุมส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต เพื่อรักษาอุณหภูมิและป้องกันน้ําฝนหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ 6.3 การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต จะต้องใช้เครื่องปูที่ถูกต้องตามที่กําหนดในข้อ 4.3 โดยต้องผ่าน การตรวจสอบ ตรวจปรับ และอนุญาตให้ใช้ได้แล้วจากผู้ควบคุมงาน การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต จะต้องคํานวณความเร็วของเครื่องปูให้เหมาะสมกับกําลังผลิตของโรงงานผสม และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง อื่นๆ การปูจะต้องดําเนินการไปโดยต่อเนื่องมากที่สุด ด้วยความเร็วการปูที่สม่ําเสมอ ปริมาณส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีตที่ออกจากเตารีดของเครื่องปู จะต้องมีปริมาณสม่ําเสมอตลอดความกว้างของพื้นที่ที่ปู
โดยขณะปูควรป้อนส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตจากกระบะบรรจุผ่านไปยังเกลียวเกลี่ยจ่ายทั้ง 2 ข้าง จนถึงส่วนเตารีดโดยสม่ําเสมอ มีระดับส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตคงที่ และในการปฏิบัตินี้ให้เป็นไป โดยต่อเนื่องมากที่สุด ในส่วนของเตารีดอัตราเร็วการกระแทกของคานกระแทก และจํานวนรอบการ สั่นสะเทือนของเตารีดแบบสั่นสะเทือนตลอดจนระยะเต้นจะต้องคงที่ และใช้ให้เหมาะสมกับชนิด ลักษณะของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตความหนาของชั้นทาง และอื่นๆ ในการปูส่วนผสมแอสฟัลต์ คอนกรีต ผิวหน้าของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ขณะยังไม่ได้บดทับ จะต้องมีลักษณะผิวหน้าที่มีความ เรียบ ความแน่น สม่ําเสมอทั้งทางด้านตามขวางและตามยาว โดยไม่มีรอยฉีก (Tearing) ร้อยเคลื่อนตัว เป็นแอ่ง (Shaving) การแยกตัวของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตหรือลักษณะความเสียหายอื่นๆ ขณะ หากปรากฏว่ามีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นให้รีบแก้ไขในทันที ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีลักษณะจับ
ตัวเป็นก้อนแข็ง ห้ามนํามาใช้
6.3.1 สภาพผิวชั้นทางก่อนการปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต จะต้องแห้ง ห้ามปูส่วนผสมแอสฟัลต์
คอนกรีตขณะฝนตกหรือเมื่อผิวชั้นทางที่จะปูเปียกชื้น
6.3.2 อุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตขณะปู ไม่ควรคลาดเคลื่อนไปจากอุณหภูมิเมื่อออกจาก
โรงงานผสมที่กําหนดให้โดยผู้ควบคุมงาน เกินกว่า 14 องศาเซลเซียส แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ต่ํากว่า 120 องศาเซลเซียส การตรวจวัดอุณหภูมิแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปูแล้วบนถนน จะต้องดําเนินการเป็น ระยะๆ ตลอดเวลาของการปูหากปรากฏว่าอุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตไม่ถูกต้องตามที่ กําหนด ให้ตรวจสอบหาสาเหตุและแก้ไขโดยทันที
6.3.3 การวางแนวก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ก่อนการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทุกชั้น
จะต้องวางแนวขอบชั้นทางที่จะปูก่อน โดยการใช้เชือกขึงวางแนว และได้ติดกับผู้ที่จะปู
}
{
}
74
ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตให้แน่น หรือวิธีการกําหนดแนวอี้ นใดที่เหมาะสมตามที่ผู้ควบคุมงาน เห็นชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจะปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตช่องจราจรแรกของชั้นทางแต่ละชั้น ทั้งนี้เพื่อให้ได้ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ตรงแนวเรียบร้อยตามแบบการดําเนินการนี้ไม่รวมถึงการ ปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตติดกับคันหิน (Curb) และร่องระบายน้ํา (Gutter) หรือส่วนของโครงสร้าง ใดๆ ที่มีแนวถูกต้องตามแบบอยู่แล้ว
6.3.4 ลําดับการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต การก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตนั้น จะต้อง
ดําเนินการปูช่องจราจรหลักหรือทางตรงก่อน ส่วนช่องจราจรหรือบริเวณอื่นๆ เช่นทางแยก ทาง เชื่อม ส่วนขยาย หรือบริเวณย่อยอื่นๆ ให้ดําเนินการภายหลัง
6.3.5 การก่อสร้างรอยต่อตามขวาง รอยต่อตามขวางหมายถึง แนวก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตตาม
ขวางที่ปลายแปลงก่อสร้างที่สิ้นสุดการก่อสร้างประจําวัน
การก่อสร้างรอยต่อตามขวาง อาจดําเนินการได้ 2 วิธี คือ
(1) การใช้ไม้แบบ โดยใช้ไม้แบบที่มีความหนาเท่ากับความหนาของชั้นทางที่ปู วางที่จุดสิ้นสุดของการปู แต่ละแปลงให้ตั้งฉากกับแนวการปู เมื่อปูแอสฟัลต์คอนกรีตถึงไม้แบบนี้ให้ปูเลยไปเป็นทางลาดที่มี
ความยาวเพียงพอที่จะไม่ทําให้ยวดยานสะดุดเมื่อแล่นผ่านและอาจอนุญาตให้ใช้ทรายรองพื้นส่วน ลาดได้เพื่อความสะดวกในการลอกแอสฟัลต์คอนกรีตส่วนที่เป็นทางลาดออก โดยให้อยู่ในดุลย
พินิจของผู้ควบคุมงาน
(2) การใช้กระดาษแข็งสําเร็จรูปหรือแผ่นวัสดุสําเร็จรูปใดๆ ที่ใช้สําหรับทํารอยต่อตามขวางโดยเฉพาะ
ซึ่งใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์และผู้ควบคุมงานเห็นชอบ โดยนํามา วางที่จุดสิ้นสุดของการปูแต่ละ แปลงให้ตั้งฉากกับแนวการปู แล้วปูแอสฟัลต์คอนกรีตทับเป็นทางลาดที่มีความยาวเพียงพอที่จะไม่ ทําให้ยวดยานสะดุดเมื่อแล่นผ่าน
เมื่อจะปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตต่อจากรอยต่อตามขวางนั้น ก็ให้ยกไม้แบบ แผ่นกระดาษ แข็ง หรือแผ่นวัสดุสําเร็จรูปนั้น รวมทั้งชั้นทางส่วนที่เป็นทางลาดออกไป ตรวจสอบระดับด้วยไม้บรรทัด วัดความเรียบ หากระดับหรือความหนาของชั้นทางส่วนใดไม่ถูกต้องตามแบบ ให้ตัดชั้นทางแอสฟัลต์ คอนกรีตส่วนนั้นออกไปจนถึงชั้นทางส่วนที่มีระดับและความหนาถูกต้องตามแบบด้วยเครื่องตัดรอยต่อ
แอสฟัลต์คอนกรีตให้ได้แนวตรงและตั้งฉากโดยเรียบร้อย ก่อนที่จะปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตต่อไป ให้ ทารอยต่อตามขวางนั้นด้วยแอสฟัลต์บางๆ เพื่อให้รอยต่อต่อเชื่อมกับชั้นทางที่จะใหม่ได้ดี การหา รอยต่อด้วยแอสฟัลต์นี้ให้ดําเนินการตาม ม.ช.227: มาตรฐานงานแทคโคท (Tack Coat)
ในกรณีที่การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตหยุดชะงักด้วยเหตุใดก็ตามในระหว่างการ ก่อสร้างประจําวัน จนทําให้อุณหภูมิของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณหน้าเตารีดลดลงต่ํากว่าที่ กําหนด ก็ให้ทํารอยต่อตามขวางที่บริเวณนั้นด้วย โดยให้ตัดรอยต่อถึงบริเวณที่มีความหนาตามแบบ และได้ปิดทับเรียบร้อยแล้ว โดยตัดให้ตั้งฉากพร้อมกับตักส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตส่วนที่ตัดออกทิ้งไป ให้ทารอยต่อตามขวางนั้นด้วยแอสฟัลต์บางๆ เพื่อให้รอยต่อ ต่อเชื่อมกับชั้นทางที่จะปูใหม่ได้ดี การทา ถนน ถูกต้อง รอยต่อด้วยแอสฟัลต์ให้ดําเนินการตาม มทช.227 : มาตรฐานงานแทคโคท (Tack Coat)
!
76
การปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตต่อเชื่อมกับรอยต่อตามขวางในครั้งใดๆ เมื่อเริ่มปูส่วนผสม
แอสฟัลต์คอนกรีตไปได้กระบะแรก
ให้ใช้ไม้บรรทัดวัดความเรียบตรวจสอบระดับที่รอยต่อ หากไม่ได้
ระดับตามที่กําหนด ให้ดําเนินการแก้ไขโดยด่วนขณะที่ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปูใหม่นั้นยังร้อนอยู่
ในการปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตแต่ละช่องจราจร รอยต่อตามขวางของการก่อสร้างชั้น ทางที่ช่องจราจรข้างเคียงต้องไม่อยู่ในแนวเดียวกัน โดยต้องก่อสร้างให้มีระยะห่างกันไม่น้อยกว่า 5 เมตร ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดเป็นจุดอ่อนทําให้เกิดความเสียหายภายหลังได้
ในกรณีที่ปูแอสฟัลต์คอนกรีตหลายชั้น รอยต่อตามขวางของแต่ละชั้นจะต้องห่างกันไม่
น้อยกว่า 5 เมตร และจะต้องห่างจากรอยต่อตามขวางของช่องจราจรข้างเคียงไม่น้อยกว่า 5 เมตร ด้วย 6.3.6 การก่อสร้างรอยต่อตามยาว ในการปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตประกอบกับชั้นทางช่องจราจร
ข้างเคียงที่ได้ดําเนินการเรียบร้อยแล้วนั้น อาจทําได้ 2 วิธี คือ
(1) การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ให้เหลื่อมเข้าไปในชั้นทางช่องจราจรข้างเคียงที่ได้ดําเนินการ
เรียบร้อยแล้ว 25-50 มิลลิเมตร แล้วต้นส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตส่วนที่เหลื่อมเข้าไปนี้ให้ชนแนว รอยต่อ โดยให้สูงกว่าระดับที่ด้าน นอกถัดไปให้มากพอที่เมื่อบดทับแล้ว รถบดจะไปอัดส่วนผสม แอสฟัลต์ติกคอนกรีตตรงรอยต่อนั้นแน่นและเรียบได้ระดับสม่ําเสมอกับผิวชั้นทางที่ก่อสร้างประกบ
นั้น
(2) การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ให้เหลื่อมเข้าไปในชั้นทางช่องจราจรข้างเคียงที่ได้ดําเนินการ
เรียบร้อยแล้ว 25-50 มิลลิเมตร คัดเม็ดวัสดุก้อนโตบริเวณที่เหลื่อมกันตรงรอยต่อนั้นออกทิ้งไป ซึ่ง เมื่อบดทับจะได้รอยต่อตามยาวที่แน่น ไม่ขรุขระ และเรียบได้ระดับสม่ําเสมอกับผิวทางที่ก่อสร้าง
ประกบนั้น
ก่อนจะปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตใหม่ประกบกับชั้นทางของช่องจราจรที่ได้ดําเนินการ เรียบร้อยแล้ว ให้ตัดแต่งรอยต่อตามยาวนั้นด้วยเครื่องมือตัดรอยต่อตามที่ระบุไว้ในข้อ 4.8.3 โดยตัดให้ ตั้งฉากกับชั้นทางที่ปูทับ และรอยต่อนั้นจะต้องตรงแนว เรียบร้อย คม ไม่ฉีกขาด เสร็จแล้วให้ทารอยต่อ นั้นด้วยแอสฟัลต์บางๆ เพื่อให้รอยต่อ ต่อเชื่อมกันได้ดีกับชั้นทางที่ประกบ การทารอยต่อด้วยแอสฟัลต์นี้ ให้ดําเนินการตาม มทช.227 : มาตรฐานงานแทคโคท (Tack Coat)
ในการปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตหลายชั้น แต่ละชั้นให้ก่อสร้างให้มีรอยต่อตามยาวเหลื่อม กันไม่น้อยกว่า 150 มิลลิเมตร ถ้าเป็นชั้นทาง 2 ช่องจราจร รอยต่อตามยาวของชั้นทางชั้นบนสุดให้อยู่ใน
แนวขอบช่องจราจรตามแบบ
การปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตหลายช่องจราจรพร้อมกัน โดยใช้เครื่องปูหลายเครื่อง การปูชั้น
ทางโดยเครื่องที่ตามหลัง ให้ปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตเหลื่อมเข้าไปในชั้นทางที่กําลังปูโดยเครื่อง เครื่องหน้า 25-50 มิลลิเมตร ในกรณีเช่นนี้ไม่จําเป็นต้องตัดรอยต่อตามยาว และไม่ต้องทําแทคโคท 6.3.7 การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตในทางโค้ง ให้ปูช่องจราจรด้านโค้งในก่อนไปตามลําดับจนถึงโค้ง
นอก แต่ถ้าก่อสร้างในฤดูฝนจะต้องดําเนินการก่อสร้างให้เสร็จเต็มโค้งโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันน้ําขัง บนชั้นทาง
สําเนาถูกต้อง
76
6.3.8 การตรวจวัดความหนาของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ให้ตรวจวัดความหนาของชั้นทางแอสฟัลต์
คอนกรีตที่ปูแล้วแต่ยังไม่ได้บดทับเป็นระยะๆ ช่วงละไม่เกิน 3 เมตร โดยให้ตรวจวัดความหนา ตลอดความกว้างของชั้นทาง
นทาง หากปรากฏว่าความหนาของชั้นทางคลาดเคลื่อนไปจากความหนาที่ กําหนด ให้แก้ไขโดย ทันทีขณะที่ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตยังมีอุณหภูมิตามที่กําหนด กรณีที่มี ความหนาน้อยกว่าที่กําหนด ให้คราดผิวแล้วนําส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีคุณภาพถูกต้องมาปู
เสริม เกลี่ยให้ได้ระดับสม่ําเสมอแล้วตรวจสอบระดับให้ถูกต้อง
6.3.3 การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตด้วยรถเกลี่ยปรับระดับ การปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณที่ เครื่องปูไม่สามารถเข้าไปดําเนินการได้หรือไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปดําเนินการ อาจพิจารณาให้ใช้รถ เกลี่ยปรับระดับที่ถูกต้องตามที่ระบุไว้ในข้อ 4.4 ดําเนินการได้แล้วตรวจสอบด้วยไม้บรรทัดวัดความ เรียบให้ได้ระดับถูกต้อง ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
6.3.10 การปูด้วยแรงคน กรณีที่เป็นพื้นที่จํากัด หรือพื้นที่ที่ต้องการปรับระดับพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง และอื่นๆ
ที่เครื่องปูและรถเกลี่ยปรับระดับเข้าไปดําเนินการไม่ได้ ไม่เหมาะสมหรือไม่สะดวกที่จะเข้าไป ดําเนินการ อาจพิจารณาใช้ คนปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตในบริเวณดังกล่าวได้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน ในการใช้คนดําเนินการนี้ ให้ใช้พลั่วตักส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตไป กองเรียงกันบนพื้นที่ที่ต้องการปู แต่ละกองเป็นกองเดี่ยวๆ ห้ามกองทับกันเป็นกองสูง เกลี่ยแต่งให้ เรียบสม่ําเสมอ แล้วตรวจสอบด้วยไม้บรรทัดวัดความเรียบให้ได้ระดับถูกต้อง
6.3.11 การตรวจสอบความเรียบในการปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ให้ดําเนินการตรวจสอบภายหลังจาก
การบดทับเที่ยวแรก โดยใช้ไม้บรรทัดวัดความเรียบวางทาบไปบนผิวหน้าชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต
หากต้องเสริมแต่งปรับระดับใหม่
ตามที่กําหนด
6.4 การปิดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต
4.5
ให้ดําเนินการขณะที่ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตยังมีอุณหภูมิ
การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตนั้น จะต้องใช้เครื่องจักรบดทับที่ถูกต้องตามที่กําหนดในข้อ และจะต้องมีจํานวนเพียงพอที่
เพียงพอที่จะอํานวยให้การก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตดําเนินไปได้โดย ปกติ ไม่ติดขัดหรือหยุดชะงัก เครื่องจักรบดทับต่างๆ ดังกล่าว ก่อนนําไปใช้งานจะต้องผ่านการตรวจสอบ ตรวจปรับ ให้เหมาะสมตามรายการและวิธีการตามที่กรมทางหลวงชนบทกําหนด และอนุญาตให้ใช้ได้ จากผู้ควบคุมงาน
การปิดทับจะต้องกระทําทันทีหลังจากการปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต และเริ่มบดทับขณะที่ ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตยังร้อนอยู่ โดยมีอุณหภูมิระหว่าง 120-150 องศาเซลเซียส เมื่อปิดทับแล้ว จะต้องได้ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความแน่น ความเรียบสม่ําเสมอ ได้ระดับและความลาดตามแบบ ไม่มีรอยแตก รอยเคลื่อนตัวเป็นแอ่ง รอยคลื่น รอยล้อรถบด หรือความเสียหายของผิวชั้นทางแอสฟัลต์ คอนกรีตอื่นๆ
6.4.1 หลักการปิดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทั่วๆไป ในกรณีที่ข้อกําหนดไม่ได้ระบุวิธีการบดทับเป็น
อย่างอื่น การปิดทับให้พิจารณาดําเนินการตามหลักการปิดทับดังนี้
สําเนาถูกต้อง
77
ในเบื้องต้นให้บดทับรอยต่อต่างๆ ก่อนโดยทันที ต่อจากนั้นก็ให้บดทับขั้นต้น (Initial or Breakdown Rolling ) โดยให้รถบดทับตามหลังเครื่องปูให้ใกล้ชิดเครื่องปูมากที่สุดเท่าที่จะมากได้
และในการบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่กําลังบดทับต้องไม่มีรอยแตก ไม่มีส่วนผสมแอสฟัลต์ คอนกรีตติดล้อรถบด ต่อไปเป็นการบด ทับชั้นกลาง (Intermediate Rolling) โดยให้ปิดทับตามติด การบดทับในขั้นต้นให้ใกล้ชิดที่สุดเท่าที่สามารถจะทําได้ และต้องดําเนินการขณะที่ส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีตยังมีอุณหภูมิเหมาะสมที่จะทําให้ได้ความแน่นตามที่กําหนด ต่อจากนั้นเป็นการ บดทับขั้นสุดท้าย (Finish Rolling ) ซึ่งจะต้องดําเนินการขณะที่ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตยังมี อุณหภูมิที่รถบดจะสามารถลบรอยล้อรถบดทับที่ผ่านมาได้เรียบร้อย
ในการปิดทับจะต้องเริ่มปิดทับที่ชอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตด้านต่ําหรือด้านขอบ
นอกก่อน แล้วจึงค่อยๆ บดทับเหลื่อมเข้าไปสู่ด้านเส้นแบ่งกึ่งกลางถนน เว้น แต่การบดทับช่วงการ ยกโค้ง ซึ่งจะต้องบดทับทางด้านต่ําก่อน แล้วจึงปิดทับเหลื่อมไปทางด้านสูง การปิดทับแต่ละเที่ยว ให้บดทับขนานไปกับเส้นแบ่งกึ่งกลางถนน และให้แนวบดทับเหลื่อมกัน (Overlap) ประมาณ 150 มิลลิเมตร แต่ถ้าปิดทับแล้วเกิดเป็นคลื่นตามขวางหรือส่วนผสมเคลื่อนตัวเ ป็นแอ่งก็ให้เปลี่ยนเป็น
บดทับเหลื่อมกันครึ่งหนึ่งของความกว้างของล้อรถบด การหยุดรถบดแต่ละเที่ยวของการปิดทับ ต้องไม่หยุดที่แนวเดียวกับรอยหยุดของรถบดเดี่ยวก่อน แต่ควรหยุดรถบดให้เหลื่อมกันเป็น
ระยะห่างพอสมควร
ในระหว่างการปิดทับ หากมีส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตติดล อรถบด ควรใช้น้ําหรือ สารสําหรับเคลือบล้อรถบดใดๆ ที่เหมาะสมที่ผู้ควบคุมงานเห็นชอบ พ่นล้อรถบดบางๆ เพียงเพื่อ เคลือบผิวหน้าล้อรถบดให้เปียกชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตติดล้อรถบด หาก หมดความจําเป็นแล้วให้เลิกใช้ การปิดทับรถบดจะต้องวิ่งด้วยความเร็วต่ํา และสม่ําเสมอ โดยใช้ล้อ ขับ (Drive Wheel ) นําหน้าให้ใกล้ชิดเครื่องปูมากที่สุด หากมีการเปลี่ยนความเร็วรถบดขณะปิดทับ จะต้องค่อยๆ เปลี่ยนความเร็วที่ละน้อย ในช่องทางการปิดทับช่องทางใดๆ การปิดทับเดินหน้าและ ถอยหลังให้อยู่ในแนวช่องทางการปิดทับเดียวกัน ก่อนเดินหน้าและถอยห ลังรถบดจะต้องหยุดนิ่ง ก่อน ถ้าเป็นรถบดสั่นสะเทือนจะต้องหยุดการสั่นสะเทือนก่อนด้วย การเปลี่ยนแนวช่องทางบดทัน จะต้องค่อยๆ เปลี่ยน โดยให้ไปเปลี่ยนบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณที่ได้บดทับและเย็นตัว แล้ว ห้ามเปลี่ยนบนผิวชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่กําลังบดทับหรือที่ยังร้อนอยู่ การปิดทับช่องทาง บดทับถัดไปจะต้องขนานกับช่องทางเดิม การจอดรถบิดขณะปิดทับหรือปิดทับเสร็จแล้ว ให้จอด บนผิวชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณที่เย็นตัวแล้ว ห้ามจอดบนผิวชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ยัง ร้อนอยู่ ถ้าในการบดทับทําให้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตเกิดการเค ลื่อนตัวออกไปต้องแก้ไขโดย ด่วน โดยการคราดส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณดังกล่าวให้หลวม แล้วนําส่วนผสมแอสฟัลต์
คอนกรีตที่มีคุณภาพและอุณหภูมิถูกต้องมาเพิ่ม พร้อมกับแต่งระดับให้สม่ําเสมอได้ระดับถูกต้อง
แล้วดึงบดทับใหม่
สําเนาถูกต้อง
{
78
6.4.2. ความเร็วของรถบดในการบดทับ ในการบดทับโด ยทั่วๆ ไป รถบดจะต้องวิ่งด้วยความเร็วต่ําและ สม่ําเสมอ ความเร็วสูงสุดที่ใช้ในการปิดทับขึ้นอยู่กับชนิดของรถบด อุณหภูมิ ชนิด ลักษณะ และ ความหนาของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ขั้นตอนการบดทับ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ความเร็ว สูงสุดในการบดทับสําหรับรถบดล้อเหล็กแบบไม่สั่นสะเทือน รถบดล้อเหล็กแบบสั่นสะเทือนซึ่งบด ทับโดยไม่สั่นสะเทือน และรถบดล้อยาง ในการบดทับขั้นตอนต่างๆ ควรจะเป็นไปตามตารางที่ 6
ตารางที่ 6 ความเร็วของรถบดในการปิดทับ
ความเร็วของการบดในการบดทับ
การบดทับขั้นกลาง การปิดทับขั้นสุดท้าย
ชนิดของรถบด
การบดกับขั้นต้น
ไมล์ ซม.
MH/IN. ไมล์ ซม.
กม./ชม
ไมล์/ชม.
รถบดล้อเหล็กชนิด 2 ล้อ
3
2
5
3
5*
3*
รถบดล้อยาง รถบดสั่นสะเทือน**
5
3
5
3
5
4-5
2.5-3
4-5
2.5-3
**
หมายเหตุ
รวมถึงรถบดสั่นสะเทือนบดทับโดยไม่สั่นสะเทือน 1 ดูตารางที่ 7 ประกอบ
ความเร็วสูงสุดของการบดทับสําหรับรถบดสั่นสะเทือนที่มีความถี่ในการสั่นสะเทือนใดๆ
ขึ้นอยู่กับระยะกระแทกของล้อรถบด (Impact Spacing ) ซึ่งตามปกติระยะการกระแทกของล้อรถบด จะน้อยกว่าความหนาของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปิดทับแล้ว ในการปิดทับระยะกระแทกของล้อ รถบดไม่ควรน้อยกว่า 10 ครั้งต่อระยะทาง 300 มิลลิเมตร (หรือ33 ครั้งต่อระยะทาง 1 เมตร) ที่รถบด เคลื่อนตัวไป สําหรับความเร็วที่เหมาะสมในการปิดทับของรถบดสั่นสะเทือนที่ความถี่การสั่นสะเทือน ใดๆที่ใช้และระยะกระแทกของล้อรถบดที่กําหนด ควรจะเป็นไปตามตารางที่ 7
สําเนาถูกต้อง /
ความ การสั่นสะเทือน
เฮิรตซ์ (รอบต่อนาที)
79
ตารางที่ 7 ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็ว ความถี่ และจํานวนครั้งการกระแทก
(ช่วงที่ควรใช้อยู่ในกรอบเส้นทึบ)
จํานวนครั้งการกระแทกต่อระยะ 1 เมตร (จํานวนครั้งการกระแทกต่อระยะ 1 ฟุต)
30 (1,600)
45.0
33.8
27.0
22.6
19.3
(13.6)
(10.2)
(8.2)
(6.8)
(5.8)
33 (2,000)
50.0
37.5
30.0
25.0
21.4
(15.2)
(11.4)
(9.1)
(7.6)
(6.5)
37 (2,200)
65.0
41.3
33.0
27.5
23.6
(16.7)
(12.6)
(10.0)
(8.3)
(7.1)
40 (2,400)
60.0
45.0
36.0
30.0
25.7
(18.2)
(13.6)
(10.9)
(9.1)
(7.8)
43 (2,600)
65.0
48.8
39.0
32.5
27.9
(19.7)
(14.8)
(11.8)
(9.8)
(8.4)
47 (2,800)
70.0
52.5
42.0
35.0
30.0
(21.2)
(15.9)
(12.7)
(10.6)
(9.1)
50 (3,000)
75.0
56.3
45.0
37.6
32.1
(22.7)
(17.0)
(13.0)
(11.4)
(9.7)
กม./ชม.
2.4
3.2
4,0
4.8
5.6
ความเร็ว
ไมล์/ชม.
1.5
2.0
2.5
3.0
3.5
รถบ
ม./นาที
40.0
63.3
66.7
80.0
93.3
ฟุต/นาที
132
176
220
ค
308
6.4.3 การทําแปลงทดลองเพื่อกําหนดรูปแบบของการปิดทับ ก่อนเริ่มการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์
คอนกรีต เพื่อให้ใช้เครื่องจักรบ ดทับที่มีอยู่ได้ถูกต้องเหมาะสมต่องานและเกิดประโยชน์สูงสุด ควร ทําแปลงทดลองในสนามยาวประมาณ 100-150 เมตร เพื่อกําหนดรูปแบบของการปิดทับ (Pattern of Rolling ) ที่เหมาะสมกับชนิด จํานวน สภาพเครื่องจักรที่นํามาใช้งาน โดยเมื่อบดทับเสร็จแล้ว จะต้องได้ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความเรียบ ความแน่นสม่ําเสมอ ได้ระดับความลาดตาม แบบ และมีคุณสมบัติอื่นๆ ถูกต้องตามที่กําหนด การทําแปลงทดลองบดทับนี้ให้ดําเนินการแก้ไข ปรับการใช้งาน หรือเพิ่มจํานวนเครื่องจักรบดทับได้แล้วแต่กรณี จนกว่าจะสามารถบดทับได้ถูกต้อง ตามที่กําหนด และผู้ควบคุมงานเห็นซอ บแล้ว จึงนําไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการก่อสร้างชั้นทาง แอสฟัลต์คอนกรีตในงานนั้นๆ ต่อไป ในระหว่างการก่อสร้าง หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกี่ยวกับ ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต หรือเครื่องจักรบดทับที่ใช้งานและอื่นๆ ผู้ควบคุมงานอาจพิจารณาให้ ปรับปรุงแก้ไขหรือทําแปลงทดลองในสนาม เพื่อทดลองหาความเหมาะสมใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ใน ดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
สําเนาถูกต้อง
80
การกําหนดรูปแบบการบดทับที่เหมาะสมสําหรับเครื่องจักรบดทับชุดใด ที่ใช้งานนั้น ให้
ผู้รับจ้างดําเนินการทดลองบดทับ เพื่อกําหนดขนาดพื้นที่บดทับที่สัมพันธ์กับกําลังผลิตส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีตของโรงงานผสม อัตราการปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต และเพื่อทราบจํานวน เที่ยวการปิดทับเต็มผิวหน้าชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต (Coverage) จํานวนเที่ยวการปิดทับซ้ําที่ ช่องทางบดทับแต่ละช่อง (Pass) ความเร็วของรถบดแต่ละชนิดในการปิดทับและอื่นๆ
6.4.4 ลําดับขั้นตอนการบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต
(1) เมื่อปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตช่องจราจรแรก หรือเต็มผิวจราจรในคราวเดียว การปิดทับจะต้อง
ดําเนินการตามลําดับดังนี้
ก. บดทับรอยต่อตามขวาง
ข. บดทับขอบผิวชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตด้านนอก
บดทับขั้นต้น
3. บดทับบนกลาง
จ. บดทับชั้นสุดท้าย
(2) เมื่อปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตหลายช่องจราจรพร้อมกัน หรือปูชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตใหม่
ประกบกับช่องจราจรเดิมที่ได้ดําเนินการเรียบร้อยแล้ว หรือประกบกับแนวโครงสร้างใดที่มีอยู่แล้ว การปิดทับจะต้องดําเนินการตามลําดับดังนี้
ก. บดทับรอยต่อตามขวาง
บทับรอยต่อตามยาว
ค. บดทับขอบผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตด้านนอก
ง. บดทับขั้นต้น
จ. บดทับขั้นกลาง
- บดทับขั้นสุดท้าย
6.4.5 การบดทับรอยต่อตามขวาง ให้ใช้รถบดล้อเหล็ก 2 ล้อ หรือรถบดสั่นสะเทือน แต่ให้บดทับโดยไม่
สําหรับการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตช่องจราจรแรก ก่อนการปิดทับรอยต่อ
ตามขวาง ควรใช้แผ่นไม้ที่มีความหนาเหมาะสม วางรองขีดชอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณ รอยต่อตามขวางทั้ง 2 ด้าน เพื่อรองรับล้อรถบดเวลาบดทับเลยชอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ออกไป เป็นการป้องกันมิให้ขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปลาย รอยต่อตามขวางเสียหาย เสร็จ
จึงปิดทับรอยต่อตามขวาง โดยในการปิดทับเที่ยวแรกให้รถบดวิ่งบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และให้ล้อรถบดเหลื่อมเข้าไปในบริเวณชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปู ใหม่ ประมาณ 150 มิลลิเมตร ใช้ไม้บรรทัดวัดความเรียบตรวจสอบความเงียบของรอยต่อ หากไม่ ถูกต้องให้แก้ไขให้เรียบร้อยทันที และในการบดทับเที่ยวต่อๆ ไป ให้แนวบดทับค่อยๆ เลื่อนเข้าไปใน
สําเนาถูกต้อง/
81
บริเวณชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปูใหม่เที่ยวละ 150-200 มิลลิเมตร จนในที่สุดล้อรถบดจะเข้าไป บดทับบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ปูใหม่ทั้งหมด
สําหรับการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตช่องจราจรประกบกับชั้นทางแอสฟัลต์
คอนกรีตช่องจราจรที่ได้ก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว การบดทับในครั้งแรกให้ปิดทับบริเวณปลายรอยต่อ ตามขวางด้านที่บรรจบกับรอยต่อตามยาว โดยให้ปิดทับขนานไปตามรอยต่อตามยาวเป็นระยะ
ประมาณ 0.5-1 เมตร แล้วใช้ ไม้บรรทัดวัดความเรียบตรวจสอบความเรียบของรอยต่อ หากไม่
ม
ถูกต้องให้แก้ไขให้เรียบร้อยทันที ต่อจากนั้นให้เริ่มบดทับรอยต่อตามขวาง ก่อนบดทับควรใช้แผ่นไม้ ที่มีความหนาเหมาะสม วางของชิดขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตบริเวณรอยต่อตามขวางด้านนอก
เสร็จแล้วให้ปิดทับรอยต่อตามขวาง โดยให้ดําเนินการตามวิธีการปิดทับดังกล่าวข้างต้น
6.4.8 การบดทับรอยต่อตามยาว รอยต่อตามยาว แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
(1) รอยต่อเย็นหรือรอยต่อเก่า (Cold Joint) หมายถึงรอยต่อตามยาวระหว่างช่องจราจรที่ได้ก่อสร้างชั้น ทางแอสฟัลต์ติกคอนกรีต และปิดทับเรียบร้อยแล้ว กับ นทางแอสฟัลต์คอนกรีตใหม่ที่ก่อสร้าง
ประกบกัน
ในการบดทับรอยต่อตามยาว เมื่อใช้รถบดล้อเหล็กชนิดไม่สั่นสะเทือน การปิดทับเที่ยว แรกให้ล้อรถบดส่วนใหญ่อยู่บนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว โดยให้ล้อรถบด เหลื่อมเข้าไปบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างใหม่ 100-150 มิลลิเมตร และในการบดทับ เที่ยวต่อๆ ไป ให้ล้อรถบดค่อยๆ เลื่อนแนวบดทับเหลื่อมเข้าไปบนชั้นทางที่ก่อสร้างใหม่เพิ่มขึ้น
จนกระทั่งล้อรถบดทั้งหมดจะอยู่บนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างใหม่ ในกรณีใช้รถบด สั่นสะเทือนบดทับ การปิดทับจะต้องให้ล้อรถบดส่วนใหญ่
อยู่บนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่
สร้างใหม่ โดยให้ล้อรถบดเหลื่อมเข้าไปบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างสร้างแล้ว 100-150 มิลลิเมตร และให้ดําเนินการปิดทับซ้ําตามแนวบดทับดังกล่าว จนกระทั่งได้รอยต่อตามยาวที่
เรียบร้อยและได้ความแน่นตามที่กําหนด
(2) รอยต่อร้อนหรือรอยต่อใหม่ (Hot Jaint ) หมายถึงรอยต่อตามยาวของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต
ระหว่างช่องจราจร 2 ช่อง ที่ก่อสร้างพร้อมกัน โดยการปูด้วยเครื่องปู 2 ชุด
ในการบดทับรอยต่อตามยาวแบบนี้ให้ใช้รถบดล้อเหล็กเข้าบดทับพื้นที่บริเวณรอยต่อทั้ง
2 ข้างของรอยต่อตามยาว กว้างประมาณ 400 มิลลิเมตร ที่เว้นไว้ในการบดทับขั้นต้น การบดทับให้ แนวรอยต่อตามยาวอยู่กึ่งกลางความกว้างของล้อรถบด โดยให้ปิดทับจนกว่าจะได้รอยต่อตามยาว ที่เรียบร้อยและได้ความแน่นตามที่กําหนด
6.4.7 การบดทับขั้นต้น (Initial or Breakdown Rolling ) ภายหลังจากที่ได้ปิดทับรอยต่อต่างๆ เสร็จ เรียบร้อยแล้ว ให้ดําเนินการปิดทับขั้นต้นเมื่อส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตมีอุณหภูมิไม่ต่ํากว่า 120 องศาเซลเซียส การปิดทับให้ใช้ได้ทั้งรถบดล้อเหล็กแบบไม่สั่นสะเทือนหรือรถบดสั่นสะเทือน เครื่องจักรบดทับที่ใช้ต้องถูกต้องตามข้อ 4.5 โดยน้ําหนักรถบด น้ําหนักปิดทับ น้ําหนัก ต่อความ กว้างของล้อรถบด ความถี่การสั่นสะเทือน ระยะเต้นของล้อรถบด ความเร็วของนายกิต
i
82
เกี่ยวข้องอื่นๆ จะต้องพิจารณาใช้ให้เหมาะสมกับชนิด ลักษณะ ความคงตัว อุณหภูมิ ความหนา ของชั้นทางที่ปู และสภาพของชั้นทางที่อยู่ภายใต้ที่จะก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตทับ การ บดทับให้เริ่มบดทับจากขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตด้านต่ํา หรือขอบชั้นทางด้านนอก ไปหาขอบ ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตด้านสูงหรือขอบชั้นทางด้านใน
การปิดทับโดยใช้รถบดสั่นสะเทือน ควรใช้ความถี่การสั่นสะเทือน และระยะเต้นของล้อ รถบดให้เหมาะสม ความถี่การสั่นสะเทือนควรอยู่ระหว่าง 33-50 เฮิรตซ์ (2,000-3,000 รอบต่อนาที) และระยะเต้นของล้อรถบดควรอยู่ระหว่าง 0.2-0.8 มิลลิเมตร สําหรับการบดทับชั้นผิวทางหรือผิว ไหล่ทางแอสฟัลต์คอนกรีต ควรใช้ค่าความถี่การสั่นสะเทือนด้านสูง และใช้ค่าระยะเต้นด้านต่ํา แต่ ถ้าเป็นชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ไม่ใช่ชั้นผิวทางและมีความหนามากกว่า 50 มิลลิเมตร อาจใช้ ค่าความถี่การสั่นสะเทือนด้านต่ํา และใช้ค่าระยะเต้นด้านสูงได้ อย่างไรก็ตามการใช้ค่าความถี่การ สั่นสะเทือนและค่าระยะเต้นของล้อรถบดในการปิดทับ ให้พิจารณาจากผลการทําแปลงทดลองตาม
99 6.4.3
การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนาน้อยกว่า 25 มิลลิเมตร ต้องพิจารณา ความเหมาะสมเป็นพิเศษ หากใช้รถบดล้อเหล็ก ไม่ควรปิดทับโดยการสั่นสะเทือนหากจะใช้รถบด บดทับโดยการสั่นสะเทือนก็ให้ใช้ค่าระยะเต้นของล้อรถบดบ้านค่าต่ําโดยเมื่อมดทับแล้ว จะต้องไม่ เกิดความเสียหายของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต เช่น เกิดการยุบตัว ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบ
จากผู้ควบคุมงานก่อน
การปิดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนาระหว่าง 25-50 มิลลิเมตร หากใช้รถ บดสั่นสะเทือนบดทับ ควรใช้ค่าความถี่การสั่นสะเทือนด้านสูง และใช้ค่าระยะเต้นของล้อรถบดด้าน
ต่ํา
การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนามากกว่า 50 มิลลิเมตร ด้วยรถบด นสะเทือน สําหรับการบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ไม่ใช่ชั้นผิวทาง อาจใช้ค่าระยะเส้นของล้อ รถบดด้านสูงได้ แต่สําหรับชั้นผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีต ควรจะใช้ค่าความถี่การสั่นสะเทือนด้านสูง และใช้ค่าระยะเต้นของล้อรถบดด้านต่ํา
การบดทับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนามากกว่า 50 มิลลิเมตร และไม่มีแนว สิ่งก่อสร้าง เช่น คันหิน หรือชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างแล้วช่วยอัดด้านข้างไว้ หากบดทับ ตามวิธีการปกติแล้วปรากฏว่ามีการเคลื่อนตัวของส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตด้านข้างให้เปลี่ยน วิธีการปิดทับใหม่ โดยให้ร่นแนวบดทับเที่ยวแรกเข้าไปให้ห่างจากขอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต ประมาณ 300 มิลลิเมตร หลังจากนั้นให้บดทับต่อไปตามปกติ เสร็จแล้วจึงกลับมาบดทับขอบชั้น ทางแอสฟัลต์คอนกรีดส่วนที่เว้นไว้นั้นในเที่ยวสุดท้ายของการปิดทับเต็มหน้าเที่ยวแรกต่อไป
การก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต 2 ช่องจราจรพร้อมกัน การปิดทับในขั้นต้นนี้ให้ ดําเนินการพร้อมกันทั้ง 2 ช่องจราจร โดยให้เว้นระยะของแนวบดทับให้ห่างจากรอยต่อร้อนหรือ
สําเนาถูกต้อง
83
รอยต่อใหม่ของแต่ละช่องจราจร ไว้ข้างละประมาณ 200 มิลลิเมตร พื้นที่แนวรอยต่อดังกล่าวนี้ ให้ ดําเนินการบดทับตามข้อ 6.4.6 (2) ต่อเนื่องกันไป
6.4.8 การปิดทับชั้นกลาง (Intermediate Rolling) ให้เริ่มดําเนินการบดอัดเมื่อชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตมี
อุณหภูมิไม่ต่ํากว่า 95 องศาเซลเซียส การบดทับชั้นกลางควรดําเนินการตามรูปแบบการบดทับ ขั้นต้น โดยให้ปิดทับตามหลังการ บดทับขั้นต้นให้ใกล้ชิดที่สุด และให้บดทับโดยต่อเนื่องไปจนกว่า
จะได้ความแน่นตามที่กําหนดและสม่ําเสมอทั่วทั้งแปลงที่ก่อสร้าง
การบดทับขั้นกลางตามปกติให้ใช้รถบดล้อยางเป็นหลัก โดยเฉพาะชั้นผิวทางและผิว ไหล่ทางแอสฟัลต์คอนกรีต ให้ปรับน้ําหนักรถบด และความดันลมยาง เพื่อ ให้ได้แรงอัดที่ผิวหน้า สัมผัสของล้อรถบดที่เหมาะสมกับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่กําลังบดทับ
สําหรับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตอื่นๆ หรือชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนา
มากกว่า 50 มิลลิเมตร ที่ไม่ใช่ชั้นผิวทางและผิวไหล่ทางแอสฟัลต์คอนกรีต อาจพิจารณาให้ใช้รถ ตล้อเหล็ก รถบดสั่นสะเทือนบดทับร่วมกับรถบดล้อยางด้วยได้ตามความเหมาะสม โดยรถปิดต้อง มีน้ําหนัก น้ําหนักบดทับ น้ําหนักต่อความกว้างของล้อรถบด ความถี่การสั่นสะเทือนระยะเต้นของ ล้อรถบด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เหมาะสมกับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่กําลังบดทับ ทั้งนี้ให้อยู่ ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน
6.4.3 การบดทับขั้นสุดท้าย (Finish Rolling) มีจุดประสงค์เพื่อลบรอยล้อรถบดที่ผิวหน้าและทําให้ผิวหน้า เรียบสม่ําเสมอเท่านั้น ทั้งนี้ให้เริ่มดําเนินการเมื่อชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตมีอุณหภูมิไม่ต่ํากว่า 66 องศาเซลเซียส โดยให้ใช้รถบดล้อเหล็กแบบไม่สั่นสะเทือนหรือใช้รถบดสั่นสะเทือนแต่บดทับโดยไม่ สั่นสะเทือนเท่านั้น รถบดต้องมีน้ําหนัก น้ําหนักบดทับ น้ําหนักต่อความกว้างของล้อรถบด และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เหมาะสมกับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่กําลังบดทับ
6.4.10 การปิดทับพื้นที่พิเศษ
(1) การปิดทับบนพื้นที่ลาดชันสูง (Steep Grade) สําหรับชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างบนพื้นที่ที่มี
ความลาดชันสูง หรือในทางโค้งที่มีการยกโค้งสูง การปิดทับโดยรถบดล้อเหล็กแบบไม่สั่นสะเทือน ให้ใช้ล้อตาม (Tiler Wheel) เดินหน้า โดยให้บดทับตามหลังเครื่องปู โดยใกล้ชิดที่สุด ไม่ว่าเครื่อง จะปูส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตขึ้นทางลาดชันหรือปูลงตามทางลาดชันก็ตาม ในการบดทับโดยใช้ รถบดสั่นสะเทือนนั้น การบดทับในเที่ยวแรกให้บดทับโดยไม่สั่นสะเทือน แต่หลังจากที่ส่วนผสม แอสฟัลต์คอนกรีตของชั้นทางมีความคงตัว (Stability) สูงขึ้นมากพอที่จะบดทับโดยการสั่นสะเทือน ได้ ก็ให้บดทับต่อไปโดยการสั่นสะเทือน โดยให้ใช้ค่าระยะเต้นของล้อรถบดด้านต่ํา
(2) การบดทับบนพื้นที่ที่รถบดเข้าไปดําเนินการไม่ได้ (Inaccessible Area ) สําหรับพื้นที่ที่ก่อสร้างชั้น ทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่รถบดเข้าไปดําเนินการไม่ได้ เช่น บริเวณที่ชิดกับ คันหินและ องระบายน้ํา สะพาน ขอบบ่อพัก และสิ่งกีดขวางอื่นๆ จะต้องใช้เครื่องจักรหรือเครื่องมือปิดทับขนาดเล็กที่ถูกต้อง ตามข้อ 4.8.1 และหรือข้อ 4.8.2 การนํามาใช้ และการใช้งานให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน (3) การปิดทับบริเวณทางแยก ทางเชื่อม (Bell Mouth Area) อาจดําเนินการได้ 2 วิธี คือ สําเนาถูกต้อง
นาถูกต้อง
84
ก. การปิดทับทะแยงมุม ในขั้นแรกให้ดําเนินการบดทับในแนวทะแยงมุมก่อน ต่อจากนั้นจึง
บดทับขนานกับขอบทางโค้ง
ข. การบดทับขนาน ในขั้นแรกให้ดําเนินการบดทับในแนวขนาน โดยตั้งฉากกับแนวเส้นแบ่ง
กึ่งกลางทางแยกก่อนต่อจากนั้นจึงปิดทับขนานกับขอบทางโค้ง - การตรวจสอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว
หลักเกณฑ์ในการตรวจสอบชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีอย่างน้อย
3 ประการดังต่อไปนี้
7.1 ลักษณะผิว (Surface Texture
ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องได้ระ ดับและความลาดตามแบบ มีลักษณะผิว และลักษณะการปิดทับที่สม่ําเสมอ ไม่ปรากฏความเสียหาย เช่น แอสฟัลต์คอนกรีตที่ ผิวหน้าหลุด (Puli) รอยฉีก (Ton) ผิวหน้าหลวมหรือแยกตัว (Segregation) เป็นคลื่น (Ripple) หรือ ความเสียหายอื่นๆ หากตรวจสอบแล้วปรากฏความเสียหายดังกล่าว จะต้ องดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง เรียบร้อยตามที่ผู้ควบคุมงานเห็นสมควร
7.2 ความเรียบที่ผิว (Surface Tolerance)
เมื่อใช้ไม้บรรทัดวัดความเรียบตามข้อ 4.8.5 วางทาบบนผิวของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตใน แนวตั้งฉากและในแนวขนานกับแนวเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนระดับผิวของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตภายใต้
ไม้บรรทัดวัดความเงียบจะแตกต่างจากระดับของไม้บรรทัดวัดความเรียบได้ไม่เกิน 6 มิลลิเมตรและ 3
มิลลิเมตร ตามลําดับ
7.3 ความแน่น (Density)
การตรวจสอบรับรองความแน่นของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้
จากการเปรียบเทียบค่าความแน่นของตัวอย่างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต กับค่าความแน่นของตัวอย่างที่ บดอัดในห้องปฏิบัติการตาม มาช (1)607; มาตรฐานการทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีต โดยวิธีมาร์แชลล์ โดยคํานวณเป็นค่าความแน่นร้อยละของค่าความแน่นของตัวอย่างที่บดอัดในห้องปฏิบัติการ ตาม
รายละเอียดดังนี้
7.3.1 การจัดเตรียมก้อนตัวอย่างแอสฟัลต์คอนกรีตในห้องปฏิบัติการ ให้เก็บตัวอย่างส่วนผสมแอสฟัลต์
คอนกรีต จากรถบรรทุกที่โรงงานผสมก่อนส่งออกไปยังสถานที่ก่อสร้าง โดยการสุ่มตัวอย่างจาก รถบรรทุกจากการผลิตส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตประจําวัน เป็นระยะๆ แล้วนําไปดําเนินการใน ห้องปฏิบัติการ โดยให้ได้ก้อนตัวอย่างอย่างน้อย 8 ก้อนตัวอย่างในแต่ละวันที่ปฏิบัติงาน ทดสอบ หาค่าความแน่น แล้วนําค่าความแน่นที่ทดสอบได้จากก้อนตัวอย่างทั้งหมดมาหาค่าเฉลี่ย เป็น
ความแน่นในห้องปฏิบัติการประจําวัน สําหรับใช้ในการคํานวณเปรียบเทียบเป็นค่าความแน่นร้อย ละของตัวอย่างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในสนาม
การเก็บตัวอย่างและการเตรียมตัวอย่างส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตให้ดําเนินการตาม
รายละเอียดและวิธีการที่กําหนด การทดสอบหาค่าความแน่นให้ดําเนินการตาม มีเนาถูกต้อง
85
มาตรฐานการทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีต โดยวิธีมาร์แชลล์ ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีต ใน ห้องปฏิบัติการ จะต้องตรงตามที่ระบุไว้ในสูตรส่วนผสมเฉพาะงาน และมีอุณหภูมิในขณะบดอัด ก้อนตัวอย่างตรงตามที่กําหนด สําหรับตัวอย่างส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่ดําเนินการใน
ห้องปฏิบัติการนั้นอนุญาตให้นําเข้าอบในเตาอบเพื่อรักษาอุณหภูมิไว้ได้นานไม่เกิน 30 นาที ใน ระหว่างดําเนินการถ้าอุณหภูมิของตัวอย่างส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตลดลงต่ํากว่าอุณหภูมิการ บดอัดที่กําหนด ให้นําตัวอย่างส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตดังกล่าวนั้นทิ้งไป ห้ามนําไปอบ เพื่อ
นํามาใช้บดอัดทาก้อนตัวอย่างทดสอบอีกต่อไป
7.3.2 การจัดเตรียมก้อนตัวอย่างของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในสนาม ให้เจาะก้อนตัวอย่างตัวแทน
ของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในสนามที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยเครื่องเจาะตัวอย่างที่ ถูกต้องตามข้อ 4.8.4 โดยให้เจาะเก็บก้อนตัวอย่างไม่น้อยกว่าจํานวน 1 ก้อนตัวอย่างทุกๆ ระยะทางประมาณ 250 เมตรต่อช่องจราจร หรือทุกๆ ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตที่นํามาใช้งาน ประมาณ 100 ต้น แล้วนําไปทดสอบหาค่าความแน่นตาม มช. (1) 607 : มาตรฐานการทดสอบ แอสฟัลต์คอนกรีต โดยวิธีมาร์แชลล์
สําหรับชั้นผิวทางชั้นรองผิวทาง และชั้นปรับระดับแอสฟัลต์คอนกรีตที่มีความหนาไม่ น้อยกว่า 25 มิลลิเมตร ค่าความแน่นของชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตในสนามจะต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 98 ของค่าความแน่นเฉลี่ยของก้อนตัวอย่างจากห้องปฏิบัติการที่ใช้เปรียบเทียบประจําวัน
สําหรับชั้นพื้นทาง และผิวไหล่ทางแอสฟัลต์คอนกรีต ค่าความแน่นของชั้นทางแอสฟัลต์
คอนกรีตในสนามจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 97 และ 96 ของค่าความแน่นของก้อนตัวอย่างจาก
ห้องปฏิบัติการที่ใช้เปรียบเทียบประจําวัน ตามลําดับ - การอํานวยการและควบคุมการจราจรระหว่างการก่อสร้าง
ทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ก่อสร้างใหม่ จนกว่าชั้นทางแ
ในระหว่างการก่อสร้างชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีต จะต้องจัดและควบคุมการจราจรไม่ให้ผ่านชั้น
อสฟัลต์คอนกรีตจะเย็นตัวลงมากพอที่เมื่อเปิดให้ การจราจรผ่านแล้วจะไม่ทําให้เกิดร่องรอยบนชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตนั้น โดยจะต้องติดตั้งป้ายจราจร พร้อมอุปกรณ์ควบคุมการจราจรอื่นๆ ที่จําเป็นตามที่กรมทางหลวงชนบทกําหนด พร้อมจัดบุคลากรเพื่อ อํานวยการจราจรให้ผ่านพื้นที่ก่อสร้างได้โดยสะดวกปลอดภัย และไม่ทําให้ชั้นทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่
ก่อสร้างใหม่นั้นเสียหาย ระยะเวลาในการปิดและเปิดการจราจรให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ควบคุมงาน - หนังสืออ้างอิง
9.1 กรมทางหลวง มาตรฐานที่ ทล. ม.40812532 “แอสฟัลต์คอนกรีต (Asphalt Concrete or Hot-Mix Asphalt)"
9.2 AMERICAN SOCIETY OF TESTING METERIALS ASTM. STANDARD D-1559
9.3 THE ASPHALT INSTITUTE “MIX DESIGN METHODS FOR ASPHALT CONCRETE AND THE
HOT-MIX TYPES” MANUAL SERIES NO.2 (MS-2)
เ
สําเนาถูกต้อง